อังกฤษ
เยี่ยมเยืยนเมืองผู้ดี “อังกฤษ” ดินแดนที่พระอาทิตย์ไม่เคยตกดิน ซึ่งเต็มเปี่ยม
ไปด้วยกลิ่นอายของประวัติศาสตร์อันยาวนาน งดงามจากภูมิประเทศที่
เรียบง่าย โดดเด่นด้วยความเจริญก้าวหน้าทางวัฒนธรรมและอุตสาหกรรม เพียบพร้อมไปด้วยคุณภาพชีวิตของผู้คน อีกทั้งมนต์เสน่ห์แห่งสถาปัตยกรรมอันทันสมัย

ประเทศอังกฤษเป็นดินแดนส่วนหนึ่งบนเกาะบริเตนใหญ่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของทวีปยุโรป มีพื้นที่ทั้งหมด 242,514 ตารางกิโลเมตร เป็นดินแดนส่วนที่ใหญ่ที่สุดในจำนวน 4 แคว้นของสหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่และไอร์แลนด์เหนือ คือ อังกฤษ สกอตแลนด์ เวลส์ และไอร์แลนด์เหนือ มีอาณาเขตติดต่อกับอีกสองแคว้น
ที่อยู่บนเกาะบริเตนใหญ่ด้วยกัน คือ เวลส์ทางด้านตะวันตก และสกอตแลนด์ทางด้านเหนือ พรมแดนด้านอื่นติดกับทะเลเหนือ ทะเลไอริช มหาสมุทรแอตแลนติก และช่องแคบอังกฤษ พื้นที่ส่วนมากจะเป็นแผ่นดินนูน
ที่ต่ำ มีภูเขาทางตอนเหนือ และตะวันตกเป็นเส้นแนวแบ่งเขตแคว้น และไม่มีภูเขาที่สูงกว่า 1,000 เมตร ในอังกฤษ
ประมาณ 3000 ปีก่อนคริสตกาล มนุษย์ในยุคหินขัดเดินทางข้ามมาจากยุโรป โดยอพยพมาจากคาบสมุทร
ไอบีเรีย หรือประเทศสเปนในปัจจุบัน คนเหล่านี้เป็นพวกเร่ร่อน ล่าสัตว์และเก็บหาของป่าเลี้ยงชีวิต รู้จักเลี้ยงสัตว์และเพาะปลูก ต่อมาเมื่อเข้าสู่สมัยแองโกล-แซ็กซอน (ค.ศ. 410 - ค.ศ. 1066) ซึ่งเป็นสมัยที่รู้จักกันทางโบราณคดีว่าบริเตนสมัยหลังโรมัน หรือที่รู้จักกันทั่วไปว่า “ยุคมืด” ได้เริ่มมีการก่อตั้งอาณาจักรที่ใหญ่ขึ้นตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 6 เป็นต้นมาเรียกว่า “7 อาณาจักร” ซึ่งประกอบด้วย นอร์ทธัมเบรีย, เมอร์เซีย, อีสต์แองเกลีย, เอสเซ็กซ์, เค้นท์, ซัสเซ็กซ์ และเวสเซ็กซ์ หลังจากสมเด็จพระเจ้าอัลเฟรดมหาราชเสด็จสวรรคตเมื่อปี
ค.ศ. 899 สมเด็จพระเจ้าเอ็ดเวิร์ด พระราชโอรสก็ขึ้นครองราชย์สืบต่อจากพระองค์ พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดทรง
ต่อต้านการโจมตีของเดนมาร์ก และเริ่มโครงการขยายดินแดน ยึดอาณาบริเวณที่เป็นของเดนมาร์ก และก่อตั้งระบบป้อมปราการเพื่อป้องกันอาณาบริเวณที่เป็นเจ้าของ
ในปี ค.ศ. 918 พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดทรงควบคุมอังกฤษในบริเวณตั้งแต่ใต้แม่น้ำฮัมเบอร์ลงมาได้ทั้งหมด และรวมราชอาณาจักรเมอร์เซียเข้าเป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรเวสต์เซ็กซ์ ต่อมาในปี ค.ศ. 927 เอเธลสตัน
พระราชโอรสของพระเจ้าเอ็ดเวิร์ด ทรงเป็นพระมหากษัตริย์องค์แรกที่ปกครองอังกฤษทั้งหมด หลังจากที่ทรงได้รับชัยชนะในนอร์ทธัมเบรีย นับตั้งแต่นั้น อังกฤษก็ใช้การปกครองด้วยระบอบกษัตริย์มาอย่างนาวนาน ผลัดเปลี่ยนราชวงศ์ต่างๆ ได้แก่ ราชวงศ์แพลนทาเจเน็ท ราชวงศ์แลงคาสเตอร์ ราชวงศ์ยอร์ค ราชวงศ์ทิวดอร์ และราชวงศ์สจ๊วต
ในปี ค.ศ. 1688 เกิดการปฏิวัติอันรุ่งโรจน์ คือการโค่นล้มสมเด็จพระเจ้าเจมส์ที่ 2 แห่งอังกฤษ โดยรัฐสภาแห่งอังกฤษ และสแตดโฮลเดอร์ชาวดัชต์ วิลเลียมที่ 3 ไม่มีกษัตริย์พระองค์ใดมีอำนาจสิทธิ์ขาด ดังในระบอบ
สมบูรณาญาสิทธิราชย์อีก พระราชบัญญัติสิทธิ (Bill of Rights) กลายเป็นหนึ่งในเอกสารสำคัญทาง
ประวัติศาสตร์การเมืองของบริเตน
ในปี ค.ศ. 1707 พระราชบัญญัติสหภาพได้ผนวกอาณาจักรอังกฤษและอาณาจักรสก็อตแลนด์ไว้ด้วยกัน เป็นราชอาณาจักรบริเตนใหญ่ (Kingdom of Great Britain) ยุบรัฐสภาของทั้งสองอาณาจักร ตั้งรัฐสภาแห่งบริเตนใหญ่ และผนวกไอร์แลนด์เข้ากับบริเตน เป็นสหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่และไอร์แลนด์ (United Kingdom of Great Britain and Ireland) ในปีค.ศ.1800
ในศตวรรษที่ 19 สหราชอาณาจักร (ในขณะนั้นคือสหราชอาณาจักรแห่งเกาะบริเตนใหญ่ และไอร์แลนด์) เป็นประเทศผู้นำของโลกในหลายๆ ด้าน เช่นการพัฒนาระบอบทุนนิยมและประชาธิปไตยแบบรัฐสภา รวมถึงการเผยแพร่ทางด้านวรรณกรรม ศิลปะ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จักรวรรดิบริเตนสามารถครอบครองดินแดนถึง 1 ใน 4 ของพื้นผิวโลกและ 1 ใน 3 ของประชากรโลก ในช่วงที่มีการขยายตัวสูงสุด ทำให้กลายเป็นจักรวรรดิที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลก ทั้งในด้านดินแดนและประชากร
สหราชอาณาจักรเป็นสมาชิกรุ่นก่อตั้งของสหประชาชาติ และองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ โดยเป็นหนึ่งในสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ นอกจากนี้ ในปัจจุบัน
สหราชอาณาจักรยังเป็นสมาชิกของกลุ่ม G8 และเป็นหนึ่งในประเทศที่ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์
อังกฤษใช้การปกครองระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ โดยมีควีนอลิซาเบธที่ 2 ทรงเป็นประมุขของประเทศ รัฐสภาของอังกฤษ แบ่งเป็น 2 สภา คือ สภาขุนนาง
(House of Lords) และสภาล่าง (House of Commons) การแต่งตั้งรัฐบาลอยู่ในความรับผิดชอบของสภาล่าง และสำหรับสภาสูงมีหน้าที่สำคัญในการกลั่นกรองกฎหมาย ตรวจสอบระบบการเมือง

ประเทศอังกฤษประกอบด้วยชนชาติอังกฤษ สก็อต เวลส์ ไอริช และประชากรจากประเทศในเครือจักรภพอังกฤษ ได้แก่ อินเดีย ศรีลังกา บังคลาเทศ ประเทศในตะวันออกกลาง แอฟริกา และจีน ประชากรกระจายอยู่ตามส่วนต่างๆ ของประเทศ ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาราชการ และส่วนใหญ่นับถือศาสนาคริสต์นิกาย
อังกลิคัน
เมืองสำคัญ
ลอนดอน เป็นเมืองหลวงของทั้งประเทศอังกฤษและสหราชอาณาจักร รวมทั้งเป็นเมืองใหญ่ที่สุดของสหภาพยุโรป ลอนดอนเป็นหนึ่งในศูนย์กลางสำคัญทางธุรกิจ การเมือง วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์โลก อีกทั้งยังเป็นผู้นำด้านการเมือง การสื่อสาร ความบันเทิง แฟชั่น และศิลปะ นอกจากนี้ ยังเป็นศูนย์กลางกาคมนาคมในระดับนานาชาติที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก

เบอร์มิงแฮม เป็นเมืองในภาคเวสต์มิดแลนด์ มีขนาดใหญ่ที่สุดในกลุ่มนครหลัก (Core Cities) ของอังกฤษ มีประชากรมากเป็นอันดับ 2 รองจากลอนดอน ชื่อเสียงของเมืองมาจากการเป็นเรี่ยวแรงสำคัญในการปฏิวัติ
อุตสาหกรรม จนได้รับการขนานนามว่า “โรงงานของโลก” ปัจจุบันผลผลิตที่ได้จากเบอร์มิงแฮมและเขตโดยรอบ คิดเป็นมูลค่ามากกว่าร้อยละ 25 ของยอดการส่งออกทั้งหมดของประเทศ

แมนเชสเตอร์ ได้รับการยอมรับให้เป็นเมืองรอง (Second City) ของสหราชอาณาจักร ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของอังกฤษ มีชื่อเสียงจากการเป็นเมืองอุตสาหกรรมแห่งแรกของโลก เป็นศูนย์กลางศิลปะ สื่อ และธุรกิจขนาดใหญ่ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมทอผ้าในอดีต นอกจากนี้ ยังมีสโมสรฟุตบอลที่มีชื่อเสียงระดับโลกอย่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และแมนเชสเตอร์ ซิตี อีกด้วย

ลิเวอร์พูล เป็นเมืองที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเมอร์ซี โด่งดังและโดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมต่างๆ มากมาย เป็นบ้านเกิดของศิลปินดังอย่าง The Beatles ซึ่งล้วนเป็นสิ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก และยังเป็นศูนย์กลางด้าน
ศิลปวัฒนธรรม จนได้รับเลือกเป็นเมืองมรดกโลก นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งกำเนิดสโมสรฟุตบอลชื่อดังอย่าง
ลิเวอร์พูลอีกด้วย

บาธ เป็นเมืองที่มีอายุยาวนานกว่า 2,000 ปี เดิมพวกโรมันเข้ามาตั้งรกรากอยู่ในเมืองนี้ และได้ทิ้งมรดกด้านสถาปัตยกรรมไว้อย่างหนึ่ง คือ Roman Baths หรือสถานที่อาบน้ำของโรมัน ลักษณะการก่อสร้างเหมือนเป็นสถานที่ประกอบพิธีทางศาสนาและเป็นที่อาบน้ำไปในตัว ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นแหล่งน้ำพุร้อนแห่งเดียวที่มีอยู่ในอังกฤษ
ออกซ์ฟอร์ด เมืองนี้คนทั่วไปรู้จักกันดีว่าเป็นมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ และมีชื่อเสียงมากของอังกฤษ
นักท่องเที่ยวจึงเน้นที่จะไปเดินเที่ยวในมหาวิทยาลัย และอาคารเรียนเก่าแก่ของออกซ์ฟอร์ด พร้อมกับชมโบสถ์เก่าแก่ของเมืองคือ Oxford Castle ชื่อเสียงของโบสถ์นี้เริ่มโด่งดัง เพราะในห้องโถงหรือ Great Hall
ถูกนำไปเป็นต้นแบบของห้องโถงใหญ่ของโรงเรียน Hogwarts ในหนังสือและภาพยนตร์เรื่อง Harry Potter

บอร์นมัธ เป็นเมืองพักผ่อนตากอากาศทางชายฝั่งทะเลตอนใต้ที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศอังกฤษ บางครั้งถูกเรียกว่า “ริเวียร่าแห่งอังกฤษ” มีหาดทรายที่สวยงามยาวถึง 12 กิโลเมตร เมืองนี้มีสิ่งที่น่าสนใจทาง
วัฒนธรรมมากมาย เงียบสงบ อากาศปลอดโปร่ง และยังคงซึ่งบรรยากาศแห่งความเป็นมิตรและความปลอดภัย จึงทำให้นักเขียน กวี และศิลปินต่างชื่นชอบ เนื่องจากทิวทัศน์ที่เป็น “เมืองสวนริมทะเล” อีกทั้ง ยังได้รับการยกย่องจากสหประชาชาติให้เป็นหนึ่งในเมืองดอกไม้ของโลกอีกด้วย

ยอร์ค เป็นเมืองที่มีอายุเก่าแก่กว่า 2,000 ปี เคยได้รับรางวัลเมืองท่องเที่ยวแห่งยุโรปเมื่อปี 2007 มีทั้งกำแพงเมืองเก่าแก่และมหาวิหารศิลปะแบบโกธิก มีชื่อว่า York Minster นอกจากนี้ยังมีสถาปัตยกรรมเก่าแก่ที่ได้รับอิทธิพลมาจากพวกโรมัน ไวกิ้ง และยุโรปชาติอื่นๆ ที่เคยเข้ามาตั้งรกรากที่นี่ด้วย

เทศกาลที่น่าสนใจ
“งานกลาสตันบิวรี” (Glastonbury) เทศกาลศิลปะและดนตรีที่ใหญ่ที่สุดของสหราชอาณาจักร ซึ่งจะจัดขึ้นทุกปีในช่วงเดือนมิถุนายน เป็นการรวบรวมผลงานของศิลปินจากทุกทั่วมุมโลก รวมทั้งวงดนตรีชั้นนำจาก
ทั่วโลกมาประชันฝีมือกันอย่างคับคั่ง

“เทศกาลกลิ้งชีส” (Cheese Rolling Festival) เทศกาลนี้จัดต่อเนื่องที่เมืองบร็อคเวิร์ธมานาน กว่า 200 ปี ทุกๆ ปี ในช่วงวันจันทร์สุดท้ายของเดือนพฤษภาคม จะมีการนำก้อนเนยแข็ง ดับเบิ้ล กลูเชสเตอร์ก้อนโตๆ กลิ้งลงมาจากเนินเขา และให้ผู้ร่วมงานวิ่งตามลงมา ซึ่งส่วนใหญ่จะกลิ้งหกคะเมนตีลังกากันลงมาเองมากกว่า เทศกาลนี้มีการแข่งขันด้วยกัน 5 ประเภท ผู้ชนะทุกรายจะได้ก้อนชีสกลับบ้าน ขณะที่อันดับ 2 และ 3 จะได้รับเงินปลอบใจแค่พอสำหรับจ่ายค่าที่จอดรถ

“เทศกาลน็อตติ้ง ฮิลล์” ชาวแคริบเบียนที่อาศัยอยู่ที่บริเวณน็อตติ้ง ฮิลล์ นับว่ามีส่วนสำคัญในการเกิด
ขบวนแห่น็อตติ้ง ฮิลล์ คาร์นิวอล ซึ่งจะจัดให้มีขึ้นทุกปี ในหน้าร้อน งานเทศกาลและขบวนพาเหรดศิลปะจากหลากวัฒนธรรมจะเกิดขึ้น ซึ่งงานดังกล่าวมีชื่อเสียงไปทั่วโลกและดึงดูดนักท่องเที่ยวมาชมมากมาย
เครื่องแต่งกายที่แนะนำสำหรับผู้เข้าชม คือ เสื้อผ้าแบบแปลกใหม่
|