Wi-Fi Experience@KBank
ค้นหา:
Join:
Home / Travel / แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว / กรุงเทพมหานคร / ไหว้พระขอพร จาก 9 อารามหลวง รอบเกาะรัตนโกสินทร์ / ข้อมูลทั่วไป
   

ไหว้พระขอพร จาก 9 อารามหลวง รอบเกาะรัตนโกสินทร์ -  ข้อมูลทั่วไป

Send To Friend
 
 

กรุงเทพมหานคร

นอกจากจะมีสีสันความเป็นเมืองหลวงให้ได้เพลิดเพลินกันแล้ว แต่หากอยากพักกายใจให้อิ่มเอมกับความสงบของวัดวาอาราม พร้อมกับทำบุญให้อุ่นใจกันแล้ว เมืองหลวงแห่งนี้ก็มีวัดที่แนะนำให้ไปสักการะ เพื่อความเป็นสิริมงคลรอบเกาะรัตนโกสินทร์ถึง 9วัด วัดทั้ง 9ที่ว่ามี วัดชนะสงครามราชวรมหาวิหาร
ศาลหลักเมือง วัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) วัดพระเชตุพนวิมล
มังคลารามราชวรมหาวิหาร (วัดโพธิ์)วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร ศาลเจ้าพ่อเสือ วัดระฆังโฆษิตารามวรมหาวิหาร วัดอรุณราชวราราม
ราชวรมหาวิหาร (วัดแจ้ง) วัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร

เพื่อความสะดวก ควรเดินทางด้วยรถโดยสารประจำทางหรือบริการขนส่งสาธารณะ เนื่องจากสถานที่จอดรถของวัดแต่ละที่มีจำกัด แต่ถ้าอยากนำรถส่วนตัวไปจริงๆแนะนำให้จอดที่วัดสระเกศ ภูเขาทองก่อนนัดเจอกันที่แรกคือศาลเจ้าพ่อหลักเมือง เดินข้ามถนนไปวัดพระแก้วหรือวัดพระศรีรัตนศาสดาราม นั่งตุ๊กๆ ไปวัดโพธิ์ ข้ามเรือที่ท่าเตียนเพื่อไปวัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร นั่งสองแถวเล็กต่อไปวัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหารนั่งเรือข้ามฝั่งมาฝั้งพระนครขึ้นเรือที่ท่าช้าง นั่งแท๊กซี่ต่อไปวัดชนะสงคราม นั่งแท๊กซี่ต่อไปยังศาลเจ้าพ่อเสือแล้วเดินต่อไปยังวัดสุทัศน์ ก่อนนั่งรถตุ๊กๆ หรือแท๊กซี่กลับไปวัดสระเกศที่ฝากรถไว้ตั้งแต่ครั้งแรกแล้วค่อยแยกย้ายกันกลับบ้าน

ลองมาดูกันว่าแต่ละวัดมีเกร็ดความรู้ ความเชื่อและวิธีการสักการะแตกต่างกันอย่างไร เพื่อจะได้เสริม
ความเป็นมงคลให้กับชีวิตอย่างถูกต้องอย่างที่สุดในปีใหม่นี้

1. วัดสุทัศน์เทพวรารามราชวรมหาวิหาร
คติ "ไหว้พระวัดสุทัศน์ฯ วิสัยทัศน์กว้างไกล มีเสน่ห์แก่บุคคลทั่วไป"

กิจกรรม :
สักการะพระองค์ประธาน (พระศรีศากยมุนี) ที่เก่าแก่ซึ่งเป็นพระพุทธรูปสมัยสุโขทัย ที่ใหญ่ที่สุดนกรุงเทพฯ อดีตเคยประดิษฐานอยู่ที่วิหารหลวงวัดมหาธาตุของกรุงสุโขทัย (สักการะด้วยด้วยดอกไม้คู่ ธูป 3 ดอกเทียน 2
เล่ม)

ประวัติ / ความเป็นมา :
ชื่อเดิมแต่เริ่มสร้างวัดในปี พ.ศ. 2350 ปลายสมัยรัชกาลที่ 1 คือ
"วัดมหาสุทธาวาส" โดยมีพระราชประสงค์ที่จะทรงสร้างให้เป็นวัดกลาง
เมืองเขตพระนคร มีวิหารสูงใหญ่เท่าวัดพนัญเชิงของกรุงศรีอยุธยา

มีพระศรีศากยมุนีที่อัญเชิญมาจากวิหารหลวงของวัดมหาธาตุของกรุงสุโขทัยประดิษฐานอยู่ การสร้างวัดสุทธาวาส เสร็จสมบูรณ์ในรัชกาลที่ 3 พ.ศ. 2390 และได้รับพระราชทานนามใหม่ว่า "วัดสุทัศน์เทพวราราม"

ภายในวัด บริลานตรงมุมพระระเบียงด้านขวา ประดิษฐานประดิษฐานพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 8
(ศาสตราจารย์ศิลป์พีระศรี ปั้นพระพักตร์ นายไพฑูรย์ เมืองสมบูรณ์ ปั้นพระวรกาย) พระวิหารศรีศากยมุนี

ถ่ายทอดแบบมาจากพระวิหารมงคลบพิตร กรุงศรีอยุธยา บานประตูใหญ่ พระวิหารสลักไม้สวยงามยิ่งนัก มีจดหมายเหตุว่ารัชกาลที่ 2 ทรงสลักบานประตูใหญ่คู่กลางที่ถูกไฟไหม้เมื่อ พ.ศ. 2502 ได้นำไปเก็บไว้ที่
พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ

นำบานประตูใหญ่ด้านหลังพระวิหารมาใส่ไว้แทนพระอุโบสถ สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2377 - 2386 ในสมัยรัชกาลที่ 3 ประดิษฐาน พระพุทธตรีโลกเชฎฐ์ เป็นพระประธานปรางมารวิชัย ใหญ่กว่าพระที่หล่อในกรุงรัตนโกสินทร์องค์อื่นๆ หน้าตักกว้าง 10 ศอก 8 นิ้ว ภาพจิตรกรรมฝาผนัง เป็นฝีมือช่างชั้นครูในสมัยรัชกาลที่ 3 มีความ
งดงามมาก พระอุโบสถนี้นับว่ายาวที่สุดในประเทศไทย

สถานที่ตั้ง : อยู่บริเวณเสาชิงช้า ตรงข้ามศาลาว่าการกรุงเทพฯ แขวงเสาชิงช้า เขตพระนคร

การเดินทาง : เดินทางโดยรถประจำทาง สาย 10 12 19 35 42 56 96 รถปรับอากาศ สาย ปอ.42

  2. ศาลเจ้าพ่อเสือ
คติ
"เสริมอำนาจบารมี"

กิจกรรม :
สักการะศาลเจ้าเก่าแก่ของลัทธิเต๋า หนึ่งในสามมหาสถานของพระนคร ที่ชาวจีนต้องสักการะบูชา เพื่อความเป็นสิริมงคล "เสริมอำนาจบารมี"
(สักการะด้วยธูป 15 ดอก เทียนแดงคู่ - เทียนจีน)

ประวัติ / ความเป็นมา:
ตั้งอยู่ที่ถนนตะนาว แขวงเจ้าพ่อเสือ เป็นศาลเจ้าเก่าแก่ เขตพระนคร บนเนื้อที่ 2 ไร่เศษ เดิมตั้งอยู่ริมถนนบำรุงเมือง เป็นศาลขนาดใหญ่ ภายในเคยมีเทพเจ้าจีน ทำด้วยทองคำหนัก 120 บาท แต่ถูกโจรปล้นในสมัยรัชกาลที่ 2 ต่อมาเมื่อรัชกาลที่ 5 ขยายถนน ได้โปรดให้พระยาโชฎีราชเศรษฐีย้ายศาล มาไว้ที่ถนนตะนาว ตอนแรกชาวจีนไม่ยอมให้ย้าย อ้างว่าเจ้าไม่พอใจ บอกผ่านคนทรงว่าจะเกิดเหตุร้าย ในบ้านเมือง รัชกาลที่ 5 ต้องประกาศว่า ถ้าเจ้ายังทำนายดังนั้นจะเอาผิดกับคนทรง ชาวจีนจึงได้ยอมย้ายมาอยู่ในที่ปัจจุบัน อ้างว่าเจ้าพอใจสถานที่ใหม่แล้ว ภายในศาลเจ้าเป็นที่ประดิษฐานเจ้าพ่อเสือ เจ้าพ่อกวนอู เจ้าแม่ทับทิม ฯลฯ เป็นที่เคารพนับถือของชาวจีน ชาวไทยเป็นอย่างมาก

สถานที่ตั้ง : ถนนตะนาว เยื้องกับวัดมหรรณพาราม แขวงเจ้าพ่อเสือ เขตพระนคร

การเดินทาง : เดินทางโดยรถประจำทาง สาย 10, 12, 19, 35, 42, 56, 96 รถปรับอากาศ สาย ปอ.42

  3. วัดชนะสงครามราชวรมหาวิหาร
คติ "มีชัยชนะต่ออุปสรรคทั้งปวง"

กิจกรรม :
ไหว้พระประธานในโบสถ์ และรูปเคารพสมเด็จพระกรมพระราชวังบวรมหา
สุรสิงหนาท (บุญมา) ผู้นับถือความซื่อสัตย์ เพื่อความเป็นสิริมงคล "ไหว้
พระวัดชนะฯ อุปสรรคและศัตรูร้ายพ่ายแพ้"(สักการะด้วยธูป 3 ดอก เทียนคู่)

ประวัติ / ความเป็นมา :
ตั้งอยู่เหนือคลองโรงไหม ริมถนนจักรพงษ์ (สะพานเสี้ยว) แต่เดิมอยู่กลางทุ่งนา จึงเรียกว่า วัดกลางนา เป็นวัดสมัยก่อนกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท ทรงสถาปนาวัดนี้ขึ้นมาใหม่ และรัชกาลที่ 1 โปรดเกล้าฯ ให้เป็นวัดพระสงฆ์ฝ่ายรามัญ

เพื่อเป็นการให้เกียรติแก่ทหารรามัญ ในกองทัพของสมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท ชาวบ้านนิยมเรียกกันว่า "วัดตองปู" ตามแบบวัดตองปูในสมัยอยุธยา ต่อมาเมื่อมีชัยชนะ ต่อกองทหารข้าศึก จึงพระราชทานนามใหม่ว่า "วัดชนะสงคราม" ต่อมารัชกาลที่ 5 สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ ทรงอัญเชิญพระอัฐิของเจ้านาย ฝ่ายพระราชวังบวรสถานมงคลทั้งสิ้นมาประดิษฐานไว้ในโบสถ์ เพื่อให้เหมาะสม แก่พระเกียรติยศ ที่วัดนี้ มีงานของช่างฝีมือชั้นเยี่ยมสมัยรัชกาลที่ 1 อยู่ในกุฏิเจ้าอาวาส เป็นบานประตูลายรดน้ำ

สถานที่ตั้ง : ถนนจักรพงษ์ แขวงบางลำพู เขตพระนคร

การเดินทาง : เดินทางโดยรถประจำทาง สาย 3, 6, 9, 15, 30, 32, 33, 43, 53, 64, 65, 82, 123
รถปรับอากาศ สาย ปอ. 6, 9, 38 (สาย 15 เดิม)

  4. ศาลหลักเมืองกรุงเทพมหานคร
คติ "ตัดเคราะห์ ต่อชะตา เสริมวาสนา บารมี"

กิจกรรม :
สักการะ ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง ไหว้พระเสื้อเมือง พระทรงเมือง เจ้าพ่อ
เจตคุปต์ พระกาฬไชยศรี เจ้าพ่อหอกลอง ประกอบพิธีสะเดาะเคราะห์ตามธรรมเนียม "ไหว้เจ้าพ่อหลักเมือง ตัดเคราะห์ ต่อชะตา เสริมวาสนา บารมี" (บูชาพระด้วย ดอกบัวกับธูป 3 ดอก ไหว้องค์เสาหลักเมืองจำลองด้วยผ้าแพร 3 สี พวงมาลัย แล้วนำพวงมาลัยไปไหว้เสาหลักเมืององค์จริง เสร็จแล้วไหว้เทพเทพารักษ์ ทั้ง 5)

ประวัติ / ความเป็นมา :
การสร้างกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 1 ได้โปรดเกล้าฯ ให้กระทำพิธียก
เสาหลักเมือง เพื่อความเป็นสิริมงคล ตามความเชื่อที่มีมาแต่โบราณ
เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2326 เวลา 6.45 น.

ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 4 ได้โปรดเกล้าฯให้บูรณะซ่อมแซมใหม่ เมื่อ พ.ศ. 2395 เสาหลักเมืองสร้างด้วยไม้
ชัยพฤกษ์ สูงพ้นดิน 108 นิ้ว ส่วนที่ฝังอยู่ในดินยาว 79 นิ้ว มียอดสวมลงบนเสา ลงรักปิดทองสำหรับบรรจุชะตาเมือง ต่อมาในปี 2523 ได้มีการบูรณะซ่อมแซมครั้งใหญ่ ในบริเวณนี้ยังมีศาลเทพารักษ์ ประดิษฐานเจ้าพ่อหอกลอง เจ้าพ่อเจตคุปต์ พระเสื้อเมือง พระทรงเมือง และพระกาฬไชยศรี และมีการจัดละครรำ ละครชาตรี ไว้สำหรับให้ผู้ต้องการแสดงคารวะได้ว่าจ้างด้วยการรำบูชาศาลหลักเมืองอยู่ตรงด้านข้างด้วย

สถานที่ตั้ง : บริเวณมุมด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือของสนามหลวง ตรงข้ามพระบรมมหาราชวัง
ถนนมหาไชย แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร

การเดินทาง : เดินทางโดยรถประจำทาง สาย 1, 3, 6, 9, 15, 19, 25, 30, 32, 33, 39, 43, 44, 47, 53, 59, 60, 64, 65, 70, 80, 82, 91, 123, 201, 203 รถปรับอากาศ สาย ปอ. 1, 6, 7, 8, 12, 25, 38, 39, 44

5. วัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว)
คติ "แก้วแหวน เงินทองไหลมา เทมา"

กิจกรรม :
ไหว้พระแก้วมรกต พระพุทธรูปสำคัญในภูมมิภาคเอเชียเป็นศูนย์กลางความศรัทธา ไทย - ลาว "ไหว้พระแก้วมรกต แก้วแหวนเงินทองไหลมาเทมา
ตลอดปี" (สักการะด้วยดอกบัวคู่และธูปเทียน)

ประวัติ / ความเป็นมา :
เป็นพระอารามที่ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นในบริเวณพระบรมมหาราชวัง ตามประเพณีที่มีมาแต่สมัยโบราณ เพื่อความสะดวกเวลาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลตามราชประเพณี และเพื่อเป็นที่บรรจุพระอัฐิอายุ ของพระเจ้าแผ่นดิน และเจ้านายในราชสกุลพระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม สร้างขึ้นแต่ครั้งรัชกาลที่ 1 เพื่อเป็นที่ประดิษฐาน พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร พระแก้วมรกต ซึ่งอันเชิญมาจากกรุงธนบุรี เมื่อพ.ศ.2427

ต่อมาในรัชกาลที่ 3 ได้ซ่อมแซมประดับประดา ด้วยฝีมือช่างอันวิจิตร ภายในมีภาพจิตรกรรมฝาผนัง และ
สำหรับเป็นที่ประชุมข้าทูลละอองพระบาท ถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา ปราสาทพระเทพบิดรสร้างสมัยรัชกาลที่ 4, 5 ในพ.ศ.2439 ต่อมาเกิดไฟไหม้ บูรณะเสร็จในสมัยรัชกาลที่ 6 ได้อันเชิญพระบรมรูปรัชกาลที่ 1 ถึงรัชกาลที่ 5 จากพระที่นั่งศิวาลัยมาประดิษฐานไว้

ต่อมาได้อันเชิญพระบรมรูปรัชกาลที่ 6, 7, 8 มาประดิษฐาน เปิดให้ประชาชนเข้าถวายสักการบูชา ในวันจักรี 6 เมษายน และวันฉัตรมงคล พระศรีรัตนเจดีย์ สร้างในสมัยรัชกาลที่ 4 พ.ศ. 2398 มีเจดีย์องค์เล็กอยู่ภายใน
ประดิษฐาน พระบรมธาตุ ในสมัยรัชกาลที่ 5 ได้ประดับกระเบื้องสีทองทั้งองค์พระเจดีย์พระมณฑป สร้างใน
สมัยรัชกาลที่ 1 เป็นที่ประดิษฐานพระไตรปิฎกฉบับทองตู้พระไตรปิฎก ประดับมุก ฝีมือวิจิตรสวยงามยิ่ง นอกจากนี้ ยังมีสถาปัตยกรรมทรงไทยและการประดับตกแต่ง บริเวณสถานที่อย่างวิจิตรพิสดาร โดยเฉพาะภาพจิตรกรรมฝาผนังเรื่องรามเกียรติ์ บนผนังพระระเบียงที่โอบล้อมบริเวณวัดทั้ง 4 ด้าน

สถานที่ตั้ง : บริเวณสนามหลวง ถนนหน้าพระลาน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร

การเดินทาง : เดินทางโดยรถประจำทาง สาย 1, 3, 6, 9, 15, 19, 25, 30, 32, 33, 39, 43, 44, 47, 53, 59, 60 , 64, 65, 70, 80, 82, 91, 123, 201, 203 รถปรับอากาศ สาย ปอ.1, 6, 7, 8, 12, 25, 38, 39, 44

6. วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร (วัดโพธิ์)
คติ "ร่มเย็นเป็นสุข"

กิจกรรม :
นมัสการพระพุทธไสยาสน์ อันศักดิ์สิทธิ์ (ที่ฝ่าพระบาททั้งสองข้างประดับมุกลวดลาย ภาพมงคล 108 ประการ) และแวะไหว้เจ้าแม่กวนอิมปางพันกร
ที่เลื่องลือครั้ง สมัยรัชกาลที่ 3 ว่าศักดิ์สิทธิ์มากเพื่อความเป็นสิริมงคล "ไหว้พระนอนวัดโพธิ์สงบสุขร่มเย็น
ตลอดปี" (สักการะด้วย ทองคำเปลว 11 แผ่น ธูป 9 ดอก เทียนคู่)

ประวัติ / ความเป็นมา :
เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ ทรงสร้างพระบรมมหาราชวังแล้ว ได้ทรงพระราชทาน
พระราชทรัพย์บูรณะวัดโบราณที่อยู่ใกล้เขตกับพระบรมมหาราชวัง ซึ่งเรียกกันว่าวัดโพธาราม และโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระเจดีย์องค์หนึ่งบรรจุพระพุทธรูป พระศรีสรรเพชญ์ ซึ่งอันเชิญมาจากกรุงศรีอยุธยา ต่อมาในพ.ศ. 2377 รัชกาลที่ 3 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้บูรณะพระเจดีย์เก่าสมัยรัชกาลที่ 1 แล้วกรุด้วยกระเบื้องเคลือบสีเขียว แล้วพระราชทานนาม พระเจดีย์ตามรูปว่า "พระมหาเจดีย์ศรีสรรเพชญดาญาณ" แล้วจารึกบทกวีนิพนธ์ทั้งสมัยอยุธยา และกรุงรัตนโกสินทร์ลงบนแผ่นศิลา ติดไว้ในบริเวณพระอุโบสถ และทรงสร้างเจดีย์ใหญ่อีกองค์หนึ่ง เพื่ออุทิศถวาย พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยชื่อ "พระมหาเจดีย์ดิลกธรรมกนิธาน" รัชกาลที่ 3 ทรงมีพระราชประสงค์ให้วัดโพธิ์เป็น "มหาวิทยาลัยสำหรับประชาชน" ดังนั้นความรู้จากกวีนิพนธ์ บางเรื่องจะมี
ภาพเขียนหรือรูปนั้นประกอบ แบ่งออกได้ 8 หมวดคือ ประวัติวัดตำราย่า อนามัย ประเพณี วรรณคดีไทย
สุภาษิตเปรียบเทียบ และพุทธศาสนาในปัจจุบันวัดพระเชตุพนฯ เปิดอบรมเผยแพร่วิชาแพทย์แผนโบราณ เมื่อสำเร็จการอบรมมีการสอบเพื่อรับใบประกอบโรคศิลป์จากกระทรวงสาธารณสุข

สถานที่ตั้ง : หลังพระบรมมหาราชวัง ถนนสนามไชย แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร

การเดินทาง : เดินทางโดยรถประจำทาง สาย 1, 3, 6, 9, 12, 25, 32, ,43, 44, 47, 48, 53, 60, 82, 91, 123 รถปรับอากาศ สาย ปอ.6, 7, 8, 9, 12, 25, 44, 91

  7. วัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร
คติ "เดินทางปลอดภัยดี"

กิจกรรม :
ไหว้หลวงพ่อซำปอกง (พระพุทธไตรรัตนนายก) พระโตริมน้ำตามคติอยุธยา ณ วัดกัลยาณมิตร เพื่อความเป็นสิริมงคล "ไหว้หลวงพ่อซำปอกง โชคดี มีชัย ปลอดภัย ตลอดปี" (สักการะด้วยธูป 3 ดอก เทียนแดงคู่) ประวัติ/ ความเป็นมา เป็นพระอารามหลวงชั้นโท เดินบริเวณนี้เรียกว่า หมู่บ้านกุฎีจีน
เจ้าพระยานิกรบดินทร์ (โต กัลยาณมิตร) ได้อุทิศบ้านและที่ดินสร้างขึ้นเป็นวัด ในสมัยรัชกาลที่ 3 แล้วถวายเป็นพระอารามหลวงได้รับพระราชทานนามว่า "วัดกัลยาณมิตร" พร้อมกับทรงสร้างพระวิหารหลวงและพระประธาน พระราชทานให้องค์พระประธานนี้ต่อมาได้รับพระราชทานนามจากรัชกาลที่ 4 ว่า "พระพุทธไตรรัตนนายก" ซึ่งเป็นที่นิยมนับถืออย่างยิ่งสำหรับชาวไทย
เชื้อสายจีน มีชื่อเรียกตามแบบจีนว่า "ซำปอฮุดกง" หรือ ซำปอกง เมื่อถึงเทศกาลงานวัด ในวันสิ้นเดือน 9 ของทุกปี บรรดาชาวไทยเชื้อสายจีน จะร่วมกันจัดงานนมัสการ นอกจากนี้ยังมีพอพระธรรมมณเฑียรเถลิงพระเกียรติ ซึ่งรัชกาลที่ 4 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2408 เพื่อเป็นสถานที่เก็บพระไตรปิฎกและพระคัมภีร์ต่างๆ

สถานที่ตั้ง : แขวงวัดกัลยา เขตธนบุรี

การเดินทาง : เดินทางโดยรถประจำทาง สาย 3, 4, 7 , 7ก, 9, 21, 37, 56, 82 รถปรับอากาศ สาย ปอ.4, 7, 21, 32, 82 ทางเรือ เรือด่วนเจ้าพระยา ลงท่าราชินี ข้ามเรือข้ามฟากที่ท่าราชินี มาท่าวัดกัลยา
(นั่งรถจักรยานยนต์รับจ้างบริเวณหน้าโรงเรียนศึกษานารี)

8. วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร
คติ "ชีวิตรุ่งโรจน์ทุกคืนวัน"

กิจกรรม :

ไหว้พระประธานซึ่งกล่าวกันว่าพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงปั้นพระพักตร์ด้วยพระองค์เอง เพื่อความเป็นสิริมงคล "ไหว้พระประธานวัดอรุณ ชีวิตรุ่งโรจน์ทุกคืนวัน" (สักการะด้วยธูป 3 ดอก เทียนคู่)

ประวัติ / ความเป็นมา :
เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันตกเหนือพระราชวังเดิม วัดนี้มีมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา เดิมชื่อวัดมะกอก เมื่อพ.ศ. 2310 สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี เสด็จโดยทางชลมารคจากกรุงศรีอยุธยามารุ่งเช้าที่หน้าวัดมะกอก จึงโปรดเกล้าฯ ให้ปฏิสังขรณ์ แล้วเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น "วัดแจ้ง"

ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 2 ครั้งยังทรงดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร ได้ทรงปฏิสังขรณ์และพระราชทานพระนามใหม่ว่า "วัดอรุณราชธาราม" และได้กลายมาเป็นวัดประจำรัชกาล
ด้วย จากนั้นในสมัยรัชกาลที่ 4 ได้ทรงปฏิสังขรณ์เพิ่มเติมและเปลี่ยนนามวัดเป็น "วัดอรุณราชวราราม" วัดนี้นับเป็นวัดที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์อยู่หลายครั้ง เช่นครั้งที่ เจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก (รัชการที่ 1)
แม่ทัพแห่งกรุงธนบุรีตีกรุงเวียงจันทร์แตก ก็ได้อัญเชิญพระแก้วมรกตมาประดิษฐานไว้ที่วัดนี้เป็นแห่งแรก

ก่อนจะอัญเชิญไปประดิษฐานในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดารามภายหลัง จุดเด่นที่สุดของวัด ก็คือ
"พระปรางค์" ซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ตั้งอยู่หน้าวัดทางทิศใต้ เดิมมีความสูง 8 วา แต่ได้รับการก่อเสริมให้สูง 33 วาเศษในสมัยรัชกาลที่ 3 เพื่อให้สมกับเป็นพระมหาธาตุประจำกรุงรัตนโกสินทร์ ยอดพระปรางค์เป็นนภศูล มีมงกุฎปิดทอง ภายในพระอุโบสถ พระพุทธอาสน์ของพระประธานเป็นสถานที่บรรจุพระบมอัฐิของรัชกาลที่ 2 นอกจากนี้ยังมียักษ์ปูนปั้นขนาดใหญ่ 2 ตนตั้งอยู่หน้าประตูซุ้มยอดพระ มงกุฎ ซึ่งเป็นที่รู้จักกัน
ทั่วไปว่า "ยักษ์วัดแจ้ง" อีกด้วย

สถานที่ตั้ง : ข้างกองทัพเรือ ถนนอรุณอัมรินทร์ เขตบางกอกใหญ่

การเดินทาง : เดินทางโดยรถประจำทางสาย 57 เรือโดยสารข้ามฟากจากท่าเตียน ขึ้นที่ท่าวัดอรุณ

9. วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร
คติ "มีคนนิยมชมชื่น"

กิจกรรม :
สักการะสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ที่วัดระฆังฯ อ่านคาถาพระชินบัญชร พร้อมกันหน้ารูปเคารพสมเด็จโต และเข้าไปสักการะพระประธาน เพื่อความเป็นสิริมงคล "ไหว้พระวัดระฆัง มีชื่อเสียงโด่งดังตลอดปี 2546" (สักการะด้วยธูป 3 ดอก เทียนคู่ ทองคำเปลว 3 แผ่น)

ประวัติ / ความเป็นมา :
เป็นพระอารามหลวงชั้นโท ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา ตรงข้ามกับท่าช้างวังหลวง เดิมชื่อวัดบางว้าใหญ่ เป็นวัดโบราณมีมาแต่ครั้ง กรุงศรีอยุธยา ในสมัยกรุงธนบุรีสมเด็จพระเจ้าตากสินทรงอาราธนาพระเถระ มาประชุม และชำระพระไตรปิฎกที่วัดแห่งนี้

ต่อมา ในสมัยรัชกาลที่ 1 ทรงโปรดให้ขุดสระแล้วรื้อพระตำหนัก และหอนั่งที่ทรงปลูกไว้ทางด้านตะวันตกของพระอุโบสถเก่า (ปัจจุบันเป็นที่ตั้งพระวิหาร) มาปลูกลงในสระ ทำหอไตร เป็นรูปเรือนสามหลังแฝด ชายคาเป็นรูปเทพนมเรียงรายเป็นระยะ กั้นกระแชงเป็นฝาไม้สักลูกปกน ตัวเรือนติดคันทวย ที่สวยงามมาก ภายในมีจิตรกรรมที่สำคัญหลายแห่ง ทั้งบานประตูและฝาผนัง รวมทั้งตู้พระไตรปิฎก ขนาดใหญ่สมัยกรุงศรีอยุธยามาประดิษฐานไว้ในห้องด้านเหนือและห้องด้านใต้

นอกจากนั้น ยังโปรดให้รื้อตำหนักทองอันเป็นที่ประทับของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี มาปลูกไว้ทางทิศใต้ ของพระอุโบสถเพื่อให้เป็นที่ประทับของสมเด็จพระสังฆราช (ศรี) วัดนี้เป็นที่ประทับของสมเด็จ พระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังษี) สมเด็จพระสังฆราช ในสมัยรัชกาลที่ 4 ซึ่งเป็นพระเถระผู้ทรงเกียรติ คุณวิทยาคุณโด่งดังมากที่สุดทั้ง ในอดีตตลอดจนปัจจุบันพระอุโบสถ เป็นแบบสถาปัตยกรรม ในสมัยรัชกาลที่ 1 มีลายหน้าบันเป็นรูป
นารายณ์ทรงครุฑ ภายในพระอุโบสถมีภาพจิตรกรรมฝาผนัง ซึ่งเขียนในสมัยรัชกาลที่ 6 วัดระฆังโฆสิตาราม
วรมหาวิหาร ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานสำคัญของชาติเมื่อ พ.ศ. 2492

สถานที่ตั้ง : ถนนอรุณอัมรินทร์ แขวงศิริราช เขตบางกอกน้อย

การเดินทาง : เดินทางโดยรถประจำทาง สาย 15, 57, 83 หรือท่าวังหลังก็ได้ หรือลงเรือข้ามฟากจากท่าช้าง

การไปนมัสการสิ่งศักดิ์สิทธิ์นี้ ไม่ใช่แค่ความสบายใจเท่านั้น ยังเป็นกุศโลบายที่สร้างความเชื่อมั่นในการพาชีวิตก้าวเดินต่อไปในอนาคต ด้วยสัญญาใจที่ให้ไว้กับตัวเอง และถ้าไม่มุ่งมั่นในโกย "มงคล" เกินไป
เวลานั้นน่าจะเป็นเวลาทองที่ได้ซึมซับความสงบสุข ความศรัทธาอันยิ่งใหญ่ของบรรพบุรุษไทยได้อีกด้วย


21 มิถุนายน 2554 11:00:02

 
 
   
 
  กรุงเทพมหานคร
  ข้อมูลทั่วไป
  ข้อมูลน่ารู้ก่อนเดินทาง
  เกร็ดความรู้ที่ควรทราบ
  สถานที่ท่องเที่ยวและกิจกรรมแนะนำ
  ท่องเที่ยวตามงบประมาณ
  บันทึกการเดินทางประทับใจ
  ผู้จัดการพาชิม
 
 
 
 
 
   
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
   
พฤษภาคม
2555
<  >
 
   
 
     
   
 
เลือกจังหวัดในประเทศไทย