ฮิโรชิม่า - Hiroshima

ใครมาเที่ยวฮิโรชิมา มีกิจกรรมสี่ห้าอย่างที่ควรทำ
คือ การไปเยือนเกาะมิยะจิมะ (Miyajima) ชิมหอยนางรม ไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์และโดมอะตอมมิกบอมบ์ กินโอโคโนะมิยะกิ (Okonomiyaki) และสำหรับใครที่ชื่นชอบน้ำเมา ก็คงไม่อยากพลาดชิมสาเกของเมืองซัยโจ (เป็นเมืองหนึ่งที่อยู่ในเขตจังหวัดฮิโรชิมา) ที่มีชื่อติดอันดับของญี่ปุ่น เพราะที่นี่เป็นแหล่งน้ำที่มีคุณภาพดีทำให้ผลิตสาเกที่มีรสชาติดี ในช่วงเดือนตุลาคมของทุกปียังมีงานเทศกาลสาเก (Sake Matsuri) ซึ่งจะมีเหล้าสาเกจากทั่วญี่ปุ่นมาให้ได้ชิมกันอย่างสนุกสนานเพลิดเพลิน
หากมีเวลาอยากให้ใช้เวลาที่ฮิโรชิมาสัก 2 วัน หรืออย่างน้อยพักค้างคืนที่นี่สักคืนจะได้มีเวลาเที่ยวชมทั้งในตัวเมืองและเกาะมิยาจิมะ ภายในตัวเมืองนั้น มีไฮไลต์ที่ไม่ควรพลาดก็คือ พิพิธภัณฑ์และสวนอนุสรณ์สันติภาพที่รวบรวมภาพถ่ายขนาดใหญ่และสิ่งของต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับความหายนะเมื่อครั้งสงครามมาจัดแสดง และบริเวณใกล้เคียงกันคือ โดมอะตอมมิกบอมบ์ อาคารที่เหลือรอดจากการทำลายของระเบิด เหล่านี้คืออนุสรณ์สถานที่ช่วยให้เราได้รำลึกและแสดงให้เห็นถึงผลพวงจากภัยปรมาณู รวมทั้งย้ำเตือนถึงความสำคัญของสันติภาพที่เราต้องช่วยกันรักษาไว้ โดยสวนอนุสรณ์สันติภาพและโดมนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของโลกอีกด้วย
สำหรับคนชอบชิม มาฮิโรชิมาทั้งทีต้องลิ้มลองอาหารท้องถิ่น ที่ฮิโรชิมาก็มีให้คุณได้เลือกหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น โอโคโนมิยากิหรือ ฮิโรชิมา พิซซ่าซึ่งเป็นอาหารพื้นเมืองของฮิโรชิมาที่มีมาตั้งแต่ช่วงสงคราม ถ้าพิจารณาตามรากศัพท์แล้ว โอโคโนะมิ แปลว่า ชอบ หรือ ตามใจชอบ และ ยากิ แปลว่า ย่าง หรือ ปิ้ง เนื่องจากในยามสงคราม อาหารการกินขาดแคลน ชาวญี่ปุ่นจึงนำเอาอาหารที่หาได้ มาผัดรวมกัน จึงกลายเป็นที่มาของโอโคโนมิยากิในปัจจุบัน ไม่ไกลจากบริเวณสวนอนุสรณ์สันติภาพ คือ โอโคโนมิยากิมุระ (Okonomimura) หรือเมืองโอโคโนมิยากิ เป็นตึกที่รวบรวมเอาร้านฮิโรชิมา พิซซ่าเอาไว้มากมายให้คุณได้เลือกนั่ง เลือกชิมกันตามใจชอบ
ฮิโรชิมายังมีชื่อเรื่องหอยนางรม ที่คุณพลาดไม่ได้ เพราะสามารถหารับประทานได้เฉพาะช่วงฤดูหนาวเท่านั้น โดยส่วนใหญ่เขาจะจัดให้มีเทศกาลหอยนางรมในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี ซึ่งจัดที่เกาะมิยาจิมะ นอกจากนี้ยังได้อร่อยกับ ขนมโมมิจิมันจู ซึ่งเป็นขนมที่ทำจากแป้งปั้นเป็นรูปใบโมมิจิหรือใบเมเปิ้ล 5 แฉก ข้างในสอดไส้สารพัดอย่าง เช่น ไส้ถั่วแดง ไส้ครีม ฯลฯ ที่เรียกน้ำย่อยให้ออกมาเต้นระบำอย่างยิ่ง
จากเมืองฮิโรชิมา จับรถไฟไปยังสถานีมิยาจิมะ-กุจิ ใช้เวลาประมาณ 30 นาที แล้วต่อเรืออีก 10 นาที เพื่อข้ามฝั่งไปยัง เกาะมิยาจิมะ หรือเกาะศาลเจ้า เนื่องจากเกาะนี้เป็นที่ตั้งของ ศาลเจ้าอิซูกุชิมา (Itsukushima Shrine) ที่สร้างอยู่ริมทะเล เกาะแห่งนี้ได้รับการแต่งตั้งจากรัฐบาลอย่างเป็นทางการให้เป็นเกาะแห่งประวัติศาสตร์ และเป็นสถานที่ที่มีทิวทัศน์สวยงามติดหนึ่งในสามของประเทศญี่ปุ่นเลยทีเดียว
แต่เดิมเกาะแห่งนี้เป็นเหมือนแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ของผู้นับถือศาสนาพุทธและนิกายชินโต ซึ่งถือลัทธิความบริสุทธิ์อย่างเคร่งครัดตามความเชื่อดั้งเดิม โดยมีกฎข้อห้ามไม่ให้มีการเกิดและการตายบนเกาะนี้ ถ้ามีเด็กจะคลอดหรือคนแก่ใกล้จะตาย ก็จะถูกส่งขึ้นมาบนแผ่นดินใหญ่ เพื่อรักษาความบริสุทธิ์บนแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์นี้ไว้
ในสมัยโบราณมีการห้ามปลูกสร้างบนพื้นดินของเกาะ ดังนั้น ศาลเจ้าก็เลยต้องสร้างล้ำลงมาในทะเล รวมทั้งเสาโทริอิ (Torii) ที่เปรียบเหมือนประตูสรรค์ ก็ต้องสร้างยื่นลงมาในน้ำด้วยเช่นกัน เมื่อเวลาระดับน้ำขึ้นสูง จะมองเห็นคล้ายเพียงตัวอาคารและเสาโทริอิลอยอยู่กลางทะเล กลายเป็นความโดดเด่นของศาลเจ้าและเกาะแห่งนี้ไปโดยปริยาย
ถ้ามีเวลาแนะนำให้ค้างคืนบนเกาะหรือรอชมพระอาทิตย์ตกดิน ซึ่งจะสามารถมองลอดผ่านเสาโทริอิ ขอบอกว่าเป็นภาพที่สวยงามน่าประทับใจเป็นอย่างยิ่ง เมื่อเดือนธันวาคม ค.ศ. 1996 ศาลเจ้าศาลเจ้าอิซูกุชิมา ได้รับการประกาศให้เป็นมรดกโลกทางด้านวัฒนธรรมของโลกงานเทศกาลรื่นเริงของที่นี่จึงมีอยู่ตลอดทั้งปี แต่ที่สำคัญที่สุด คือ เทศกาลคันเก็นไซ ซึ่งจัดขึ้นในเดือนกรกฎาคม หรือเดือนสิงหาคม ที่คุณควรต้องไปแวะชมสักครั้ง
นอกจากนั้น บนเกาะแห่งนี้ยังมีทัศนียภาพสวยงามอีกหลายจุดให้ได้ชม โดยเฉพาะบนจุดชมวิวสูงสุดของเกาะที่ยอดเขามิเซ็น (Mt. Misen) จะสามารถมองเห็นเกาะเล็กเกาะน้อยที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงกันได้ จบทริปนี้รับรองว่าคุณจะมีความสุขไปอีกแบบ
หลายคนอาจคุ้นเคยชื่อของฮิโรชิมา จากเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ในฐานะหนึ่งในสองเมืองที่เป็นเป้าหมายของการการทิ้งระเบิดปรมาณู อันก่อให้เกิดผลพวงและเรื่องราวที่น่าเศร้าสร้อยตามมามากมาย

แต่ความจริงฮิโรชิมายังมีแง่มุมทางด้านประวัติศาสตร์และความสวยงามของธรรมชาติให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสอีกมากมายไม่แพ้เมืองใหญ่อื่นๆ ของญี่ปุ่น
เมืองฮิโรชิมานับเป็นเมืองศูนย์กลางความเจริญของแถบฮอนชูตอนใต้มายาวนานกว่า 400 ปี เคยเป็นศูนย์ฝึกกำลังทางทหารของญี่ปุ่น ซึ่งยังคงมีสัญลักษณ์ทางทหารหลายอย่างที่ยังหลงเหลือให้เห็นอยู่ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นโรงงานของกองทัพ อู่ต่อเรือ กองบัญชาการใหญ่ในป้อมปราการและค่ายฝึกทหารหลายแห่ง รวมทั้งท่าเรือยูจินาที่สร้างขึ้นเมื่อหลายร้อยปีก่อน ซึ่งสิ่งปลูกสร้างเหล่านี้ใช้เพื่อฝึกเตรียมพร้อมทางการทหาร มีเป้าหมายเพื่อทำสงครามมหาเอเชียบูรพา และเป็นเหตุผลหนึ่งที่ฮิโรชิมาตกเป็นเป้าโจมตีจากกองทัพสหรัฐอเมริกา
ฮิโรชิมาวันนี้เป็นเมืองที่ทันสมัยและมีภูมิทัศน์ที่สวยงาม เป็นแหล่งอยู่อาศัยของคนกว่า 1 ล้านคน ตัวเมืองขยายใหญ่กว่าช่วงที่เคยผ่านสงครามถึงสามเท่า เป็นทั้งเมืองศูนย์กลางการศึกษา เศรษฐกิจ มีระบบคมนาคมขนส่งที่ดี กลิ่นอายของบรรยากาศเก่าๆ ยังคงแทรกซึมให้ได้สัมผัส โดยแทบไม่เหลือร่องรอยของความเศร้าโศกแห่งอดีตกาลไว้เลย นอกเหนือจากพิพิธภัณฑ์และอนุสรณ์สถานบางแห่งที่ยังคงถูกเก็บรักษา และอนุรักษ์ไว้เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจถึงความโหดร้ายของสงคราม
ข้อมูลน่ารู้ก่อนเดินทาง
การเดินทางระหว่างเมืองใหญ่
เดินทางโดยรถไฟด่วนพิเศษชินคันเซนจากโตเกียวถึงตัวเมืองฮิโรชิมา ใช้เวลาประมาณ 4 ชม. จากโอซากาใช้เวลาประมาณ 1.15 ชม. จากเกียวโตใช้เวลาประมาณ 1.30 ชม.
การเดินทางภายในฮิโรชิมานั้นสะดวกสบาย และมีบริการระบบคมนาคมขนส่งที่ดีเยี่ยม ไม่ว่าจะเป็นรถไฟสาย JR รถบัส และแท็กซี่ นอกจากนั้นยังมีรถรางวิ่งภายในตัวเมือง ให้ได้บรรยากาศแบบวันวานยังหวานอยู่อีกด้วย
ใครมาเที่ยวฮิโรชิมา มีกิจกรรมสี่ห้าอย่างที่ควรทำ คือ การไปเยือนเกาะมิยะจิมะ (Miyajima) ชิมหอยนางรม ไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์และโดมอะตอมมิกบอมบ์ กินโอโคโนะมิยะกิ (Okonomiyaki) และสำหรับใครที่ชื่นชอบน้ำเมา ก็คงไม่อยากพลาดชิมสาเกของเมืองซัยโจ (เป็นเมืองหนึ่งที่อยู่ในเขตจังหวัดฮิโรชิมา) ที่มีชื่อติดอันดับของญี่ปุ่น เพราะที่นี่เป็นแหล่งน้ำที่มีคุณภาพดีทำให้ผลิตสาเกที่มีรสชาติดี ในช่วงเดือนตุลาคมของทุกปียังมีงานเทศกาลสาเก (Sake Matsuri) ซึ่งจะมีเหล้าสาเกจากทั่วญี่ปุ่นมาให้ได้ชิมกันอย่างสนุกสนาน เพลิดเพลิน
หากมีเวลาอยากให้ใช้เวลาที่ฮิโรชิมาสัก 2 วัน หรืออย่างน้อยพักค้างคืนที่นี่สักคืน จะได้มีเวลาเที่ยวชมทั้งในตัวเมืองและเกาะมิยาจิมะ ภายในตัวเมืองนั้น มีไฮไลต์ที่ไม่ควรพลาดก็คือ พิพิธภัณฑ์และสวนอนุสรณ์สันติภาพที่รวบรวมภาพถ่ายขนาดใหญ่และสิ่งของต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับความหายนะเมื่อครั้งสงครามมาจัดแสดง และบริเวณใกล้เคียงกันคือ โดมอะตอมมิกบอมบ์ อาคารที่เหลือรอดจากการทำลายของระเบิด เหล่านี้คืออนุสรณ์สถานที่ช่วยให้เราได้รำลึก และแสดงให้เห็นถึงผลพวงจากภัยปรมาณู รวมทั้งย้ำเตือนถึงความสำคัญของสันติภาพที่เราต้องช่วยกันรักษาไว้ โดยสวนอนุสรณ์สันติภาพและโดมนี้ ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของโลกอีกด้วย
สำหรับคนชอบชิม มาฮิโรชิมาทั้งทีต้องลิ้มลองอาหารท้องถิ่น ที่ฮิโรชิมาก็มีให้คุณได้เลือกหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น โอโคโนมิยากิหรือ ฮิโรชิมา พิซซ่าซึ่งเป็นอาหารพื้นเมืองของฮิโรชิมาที่มีมาตั้งแต่ช่วงสงคราม ถ้าพิจารณาตามรากศัพท์แล้ว โอโคโนะมิ แปลว่า ชอบ หรือ ตามใจชอบ และ ยากิ แปลว่า ย่าง หรือ ปิ้ง เนื่องจากในยามสงคราม อาหารการกินขาดแคลน ชาวญี่ปุ่นจึงนำเอาอาหารที่หาได้ มาผัดรวมกัน จึงกลายเป็นที่มาของโอโคโนมิยากิในปัจจุบัน ไม่ไกลจากบริเวณสวนอนุสรณ์สันติภาพ คือ โอโคโนมิยากิมุระ (Okonomimura) หรือเมืองโอโคโนมิยากิ เป็นตึกที่รวบรวมเอาร้านฮิโรชิมา พิซซ่าเอาไว้มากมายให้คุณได้เลือกนั่ง เลือกชิมกันตามใจชอบ
ฮิโรชิมายังมีชื่อเรื่องหอยนางรม ที่คุณพลาดไม่ได้ เพราะสามารถหารับประทานได้เฉพาะช่วงฤดูหนาวเท่านั้น โดยส่วนใหญ่เขาจะจัดให้มีเทศกาลหอยนางรมในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี ซึ่งจัดที่เกาะมิยาจิมะ นอกจากนี้ยังได้อร่อยกับ ขนมโมมิจิมันจู ซึ่งเป็นขนมที่ทำจากแป้งปั้นเป็นรูปใบโมมิจิหรือใบเมเปิ้ล 5 แฉก ข้างในสอดไส้สารพัดอย่าง เช่น ไส้ถั่วแดง ไส้ครีม ฯลฯ ที่เรียกน้ำย่อยให้ออกมาเต้นระบำอย่างยิ่ง
จากเมืองฮิโรชิมา จับรถไฟไปยังสถานีมิยาจิมะ-กุจิ ใช้เวลาประมาณ 30 นาที แล้วต่อเรืออีก 10 นาที เพื่อข้ามฝั่งไปยัง เกาะมิยาจิมะ หรือเกาะศาลเจ้า เนื่องจากเกาะนี้เป็นที่ตั้งของ ศาลเจ้าอิซูกุชิมา (Itsukushima Shrine) ที่สร้างอยู่ริมทะเล เกาะแห่งนี้ได้รับการแต่งตั้งจากรัฐบาลอย่างเป็นทางการ ให้เป็นเกาะแห่งประวัติศาสตร์ และเป็นสถานที่ที่มีทิวทัศน์สวยงามติดหนึ่งในสาม ของประเทศญี่ปุ่นเลยทีเดียว แต่เดิมเกาะแห่งนี้เป็นเหมือนแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ของผู้นับถือศาสนาพุทธ และนิกายชินโต ซึ่งถือลัทธิความบริสุทธิ์อย่างเคร่งครัดตามความเชื่อดั้งเดิม โดยมีกฎข้อห้ามไม่ให้มีการเกิดและการตายบนเกาะนี้ ถ้ามีเด็กจะคลอดหรือคนแก่ใกล้จะตาย ก็จะถูกส่งขึ้นมาบนแผ่นดินใหญ่ เพื่อรักษาความบริสุทธิ์บนแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์นี้ไว้ ในสมัยโบราณมีการห้ามปลูกสร้างบนพื้นดินของเกาะ ดังนั้น ศาลเจ้าก็เลยต้องสร้างล้ำลงมาในทะเล รวมทั้งเสาโทริอิ (Torii) ที่เปรียบเหมือนประตูสรรค์ ก็ต้องสร้างยื่นลงมาในน้ำด้วยเช่นกัน เมื่อเวลาระดับน้ำขึ้นสูง จะมองเห็นคล้ายเพียงตัวอาคารและเสาโทริอิลอยอยู่กลางทะเล กลายเป็นความโดดเด่นของศาลเจ้าและเกาะแห่งนี้ไปโดยปริยาย ถ้ามีเวลาแนะนำให้ค้างคืนบนเกาะหรือรอชมพระอาทิตย์ตกดิน ซึ่งจะสามารถมองลอดผ่านเสาโทริอิ ขอบอกว่าเป็นภาพที่สวยงามน่าประทับใจเป็นอย่างยิ่ง เมื่อเดือนธันวาคม ค.ศ. 1996 ศาลเจ้าศาลเจ้าอิซูกุชิมา ได้รับการประกาศให้เป็นมรดกโลกทางด้านวัฒนธรรมของโลก งานเทศกาลรื่นเริงของที่นี่จึงมีอยู่ตลอดทั้งปี แต่ที่สำคัญที่สุด คือ เทศกาลคันเก็นไซ ซึ่งจัดขึ้นในเดือนกรกฎาคม หรือเดือนสิงหาคม ที่คุณควรต้องไปแวะชมสักครั้ง
นอกจากนั้น บนเกาะแห่งนี้ยังมีทัศนียภาพสวยงามอีกหลายจุดให้ได้ชม โดยเฉพาะบนจุดชมวิวสูงสุดของเกาะที่ ยอดเขามิเซ็น (Mt. Misen) จะสามารถมองเห็นเกาะเล็กเกาะน้อยที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงกันได้ จบทริปนี้รับรองว่าคุณจะมีความสุขไปอีกแบบ
เทศกาลที่น่าสนใจ
3 - 5 พฤษภาคม งานเทศกาลดอกไม้ฮิโรชิมา (Hiroshima Flower Festival)
กรกฎาคมหรือสิงหาคม เทศกาลดนตรีคันเก็นไซ (Kangensai Music Festival) ของศาลเจ้าอิซูกุชิมา ใกล้เมืองฮิโรชิมา มีการรำประกอบดนตรีราชสำนัก
6 สิงหาคม พิธีรำลึกสันติภาพ
เกร็ดความรู้ที่ควรทราบ
Do
- หากอยากชมเกาะมิยาจิมะสวยที่สุด ควรมาในช่วงฤดูใบไม้ร่วง (ตุลาคม - พฤศจิกายน) เนื่องจากมีต้นโมมิจิหรือต้นเมเปิ้ลขึ้นอยู่มากมาย ทั่วทั้งเกาะจะกลายเป็นสีแดงส้มสวยสดใสในช่วงเวลาที่ใบไม้เปลี่ยนสี และใกล้จะผลัดใบ
- หากอยากได้ภาพพระอาทิตย์ตกดินสวยๆ ควรรีบไปจับจองพื้นที่สำหรับการดูพระอาทิตย์ตกดิน บริเวณศาลเจ้าอิซูกุชิมาเอาไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ เพราะยิ่งใกล้เวลาคนก็จะยิ่งมามุงดูกันมากขึ้น
Don't & Let you Know
- บนเกาะมิยาจิมะมีกวางอยู่มากมายบริเวณท่าเรือและศาลเจ้า แต่ช่วงหลังทางการได้ออกกฎหมายห้ามขาย และให้อาหารสัตว์บนเกาะ ทำให้กวางเริ่มอดอยาก เนื่องจากเคยชินกับการได้รับอาหารจากนักท่องเที่ยว และบนเกาะไม่มีหญ้าพอเพียงสำหรับกวาง (ไม่มั่นใจว่าจะมีการแก้ไขกฎหมายในอนาคตหรือเปล่า) ดังนั้นแม้กวางส่วนใหญ่จะเชื่อง แต่ด้วยความหิวอาจเข้ามาฉกฉวยอาหารหรือสิ่งของต่างๆ จากนักท่องเที่ยวได้ นอกจากนั้นบนเขายังมีลิงและกวางป่า ที่แม้จะหน้าตาดูน่ารักและดูไม่เป็นพิษเป็นภัย แต่ขอเตือนว่าไม่ควรเข้าใกล้ หรือพยายามให้อาหารกับมันจะปลอดภัยกว่า
- ไม่ควรทิ้งขยะ โดยเฉพาะถุงพลาสติกไว้บนเขา (แม้ในถังขยะ) เนื่องจากสัตว์ป่าอาจมาคุ้ยเขี่ยและกินเข้าไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ และเป็นอันตรายต่อสัตว์ได้
- ไม่ควรใช้เวลาแห่งความสุขสันต์บนเขาจนกระทั่งเย็น เนื่องจากบนภูเขานั้นมืดเร็วและไม่มีไฟฟ้า ยิ่งในช่วงฤดูใบไม้ร่วงหรือฤดูหนาว ฟ้าจะยิ่งมืดเร็วกว่าปกติ แม้จะเป็นเกาะเล็กๆ แต่คุณก็อาจหลงทางได้ (ถ้าจะขึ้นเขาในช่วงบ่าย มีไฟฉายพกติดตัวไว้ก็จะดี)
|
14 สิงหาคม 2552 15:52:53