มาเก๊า - การเดินทางมาบรรจบของสองวัฒนธรรม
นอกจากการได้ชื่อว่าเป็นลาสเวกัสแห่งเอเชียแล้ว มาเก๊ายังขึ้นชื่อว่าเป็น “สวรรค์ของนักชิม” อีกด้วย ด้วยความที่มาเก๊าเคยตกอยู่ใต้อิทธิพลของชาติตะวันตกอย่างโปรตุเกส ที่นี่จึงกลายเป็นส่วนผสมที่ลงตัวทั้งวัฒนธรรม สถาปัตยกรรม และความเลิศรสของอาหาร โดยเฉพาะส่วนผสมของอาหารจีน และอาหารโปรตุเกส ที่เรียกกันว่า “อาหารแมกกานีส” (Macanese Cuisine) ที่หนักด้วยรสชาติของเครื่องเทศจากยุโรป แอฟริกา อินเดีย ละตินอเมริกา เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และจีน ที่นักเดินเรือชาวโปรตุเกสได้นำมาพร้อมกับ
เรือสินค้า แล้วมาคละเคล้าจนได้รสได้ที่กันที่มาเก๊าพอดิบพอดี ด้วยส่วนผสมที่ ลงตัวทั้งทางด้านศิลปะ วัฒนธรรม สถาปัตยกรรม ฯลฯ ไปจนถึงเรื่องอาหาร การกิน และช้อปปิ้งเช่นนี้ จึงสมแล้วที่มาเก๊าจะได้รับการยกย่องว่าเป็น
The Perfect Mix และก้าวกระโดดขึ้นมาเป็นจุดหมายปลายทางใหม่ของ
นักท่องเที่ยวระดับโลกได้ในเวลาเพียงชั่วข้ามคืน

|
มาเก๊ามีเสน่ห์ด้วยความหลากหลาย เพราะเป็นดินแดนของจีนที่เคยอยู่ในปกครองของโปรตุเกสมายาว
|
นานกว่า 400 ปี ความผสมผสานทางวัฒนธรรมทำให้เกิดเอกลักษณ์เฉพาะตัวใหม่ๆ อย่างเช่นสถาปัตยกรรม ในรูปแบบชิโน-โปรตุกีส ที่นำเอาจุดเด่นของอาคารแบบโปรตุเกสมาปรับเข้ากับของจีน โดยเพิ่มทางเดิน
ด้านหน้าที่มีแนวเสาและซุ้มโค้ง จนมีหน้าตาเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว เช่นเดียวกับอาคารมากมายตามถนนหนทางในภูเก็ต หรือแม้อาหารที่เป็นลูกผสมของจีนและเมดิเตอร์เรเนียน เช่น Baccalhau (บาคัลเยา) ที่ปรุงจากเนื้อปลาบดละเอียด นำมาคลุกเคล้ากับแป้งและเครื่องเทศพื้นเมืองของโปรตุเกส แล้วทอดจนหอมได้รสชาติละม้ายคล้ายคลึงกับทอดมันของไทยนิดๆ เหล่านี้ล้วนเป็นตัวอย่างของร่องรอยอันแสดงถึงความเป็นมาของ
มาเก๊าได้อย่างดี
มาเก๊าในปัจจุบัน เป็นเขตการปกครองพิเศษของสาธารณรัฐประชาชนจีนเช่นเดียวกับฮ่องกง ประกอบด้วยเกาะ 3 เกาะ เรียงจากด้านเหนือลงมาทางใต้ ได้แก่ เกาะมาเก๊า เกาะไทปา (Taipa) และเกาะโคโลอาน (Coloane) ซึ่งสองเกาะหลังนี่ก็แทบจะกลายเป็นเกาะเดียวกันไปแล้ว เพราะมีการถมทะเลเชื่อมสองเกาะนี้เข้าด้วยกัน จนกลายเป็นพื้นที่ที่เรียกว่า โคไท (Cotai) ส่วนระหว่างเกาะมาเก๊ากับเกาะไทปา ก็มีสะพานยาวกว่า 2 กิโลเมตรเชื่อมอยู่ ทำให้มีความสะดวกในการเดินทางติดต่อระหว่างเกาะทั้งสามเป็นอย่างมาก
ไปไหนดีในมาเก๊า

วัดอาม่า (A-Ma Temple) วัดนี้คนไทยรู้จักกันดีในชื่อว่า “ศาลเจ้าแม่ทับทิม” เป็นวัดเก่าแก่คู่เมืองมานาน เล่าขานกันว่านานมาแล้วมีสาวจีนที่ชื่อหลิงม่า ต้องการโดยสารเรือ แต่ไม่มีเรือลำไหนให้ความช่วยเหลือ จนมีเพียงชาวประมงกับเรือเล็กๆ ลำหนึ่งเท่านั้นที่ยอมให้หลิงม่าอาศัยเดินทางไปด้วย ระหว่างทางเกิดพายุหนัก ทำให้เรือทุกลำแตกจมลงสู่ก้นทะเล ยกเว้นแต่เรือประมงเล็กๆ ลำที่หลิงม่าอาศัยเดินทางเท่านั้นที่ยังอยู่รอดปลอดภัย เมื่อเรือเข้าเทียบเกาะมาเก๊า หลิงม่า สาวน้อยก็ได้หายตัวไปอย่างปาฏิหาริย์ไร้ร่องรอย ชาวประมงจึงเชื่อว่าเธอคือเทพธิดาแห่งท้องทะเล ที่แปลงกายมาคุ้มครองชาวประมง จนทุกวันนี้ บรรดาชาวประมงก็ยังคงเซ่นไหว้ขอพรให้หลิงม่า หรืออาม่า คุ้มครองให้ปลอดภัยจากภัยพิบัติต่างๆ ก่อนที่จะออกเรือสู่ท้องทะเล และกลายมาเป็นศาลเจ้าแม่ทับทิม หรือวัดอาม่าในทุกวันนี้ สำหรับผู้ที่ต้องการขอพรให้ไปหมุนลูกแก้วในปากสิงโตด้านหน้าวัดไปทางขวา 3 ครั้ง พร้อมกล่าวคำอธิษฐาน เชื่อกันว่าจะสมหวังตามคำขอ นอกจากนี้คำว่า
A-Ma-Goa ที่หมายถึง อ่าวของอาม่านั้น ยังเป็นที่มาของชื่อเมืองมาเก๊า และเพี้ยนมาเป็นมาเก๊าในวันนี้นั่นเอง
โบสถ์เซนต์ปอล (Ruins of Saint Paul Church) โดดเด่นเป็นสง่าจนกลายเป็นหนึ่งในแลนด์มาร์คสำคัญของมาเก๊า ที่ใครๆ ก็ต้องมาเข้าแถวยืนถ่ายรูปที่นี่กันทั้งนั้น โดยโบสถ์แห่งนี้สร้างขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 ซึ่งถือเป็นโรงเรียนสอนศาสนาแห่งแรกของชาวตะวันตกในตะวันออกไกล ต่อมาเกิดเพลิงไหม้อย่างรุนแรงในปี
ค.ศ. 1835 คงเหลือแต่ส่วนของอาคารด้านหน้าและได้บูรณะขึ้นใหม่ในปี ค.ศ. 1991 ส่วนด้านหลังที่ถูกไฟไหม้ไปหมดนั้น ปัจจุบันสร้างขึ้นเป็นพิพิธภัณฑ์ทางศาสนาและประวัติศาสตร์ของมาเก๊าที่ควรค่ากับการเข้าชม

เมาท์ ฟอร์ท (Monte Fort) หรือป้อมมองเต และพิพิธภัณฑ์แห่งชาติมาเก๊า (Museum de Macau) ตั้งอยู่ติดกันกับโบสถ์เซนต์ปอล ด้วยชัยภูมิที่เป็นเนินเขาสูง จึงทำให้เหมาะกับการสร้างป้อมไว้สังเกตการณ์และป้องกันการรุกราน สร้างขึ้นมาตั้งแต่ ค.ศ. 1617 ปัจจุบันถูกรวบรวมไว้เป็นส่วนหนึ่งของพิพิธภัณฑ์
แห่งชาติมาเก๊า ซึ่งนอกจากจะรวบรวมโบราณวัตถุต่างๆ มาจัดแสดงประวัติศาสตร์ของมาเก๊า ได้อย่างเป็นระบบระเบียบจากอดีตจนถึงปัจจุบันอย่างดีเยี่ยมแห่งหนึ่งแล้ว ยังเป็นจุดชมทิวทัศน์ที่ดีที่สุดอีกด้วยเช่นกัน

ลานเซนาโด้ สแควร์ (Senado Square) เปรียบไปก็คล้ายๆ กับจัตุรัสใจกลางเมือง ที่จะทำให้เห็นภาพรวมของมาเก๊าได้ดีที่สุด เพราะนอกจากจะเป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์แล้ว ยังเป็นศูนย์กลางการค้าที่สำคัญด้วย รอบๆ ลานกว้างที่ปูกระเบื้องตกแต่งเป็นลายเกลียวคลื่นนั้น เรียงรายไปด้วยอาคารในแบบ
ชิโน-โปรตุกีส และเป็นร้านค้าต่างๆ นับแต่ขายยาจีนไปจนถึงเสื้อผ้าทันสมัย นอกจากนี้ ลานเซนาโด้ สแควร์ ยังมีสถานที่สำคัญอยู่ 2 แห่งคือ โฮลี่ เฮาส์ ออฟ เมอร์ซี่ (Holy House of Mercy) อันเป็นสถาบันเก่าแก่ที่สุดในมาเก๊า สร้างมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 16และโบสถ์เซนต์โดมินิค (Saint Dominic's Church) ที่เป็นสถาปัตยกรรมบาโร้ก (Baroque) อันหรูหราแบบยุโรป และได้รับการอนุรักษ์ให้เป็นพิพิธภัณฑ์ทางศาสนาให้ชาวคริสต์ได้มาศึกษาหาความรู้ โดยรอบของลานเซนาโด้ สแควร์ ตั้งแต่ทางด้านใต้ เริ่มจากด้านหน้าอาคารลีอัล เซนาโด้ (Leal Senado) หรือหอประชุมเทศบาลมาเก๊าแห่งแรก และใช้งานต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ขึ้นมาทางเหนือความยาวร่วมกิโลเมตรนั้น นับเป็นย่านที่คึกคักขวักไขว่ทั้งกลางวันและกลางคืน จนมาจบที่เนินขั้นบันไดสูงไปสู่โบสถ์เซนต์ปอล

 |
โบสถ์เซนต์ดอมินิก (Saint Dominic’s Church) สร้างขึ้นใน ค.ศ. 1587 โดยบาทหลวงนิกายดอมินิกันชาวสเปน ส่วนหอระฆังด้านหลังถูกปรับเปลี่ยนเป็นพิพิธภัณฑ์ขนาดเล็ก แสดงงานอันเกี่ยวเนื่องกับศาสนา (Museum of Sacred Art) ที่น่าสนใจด้วยศิลปวัตถุกว่า 300 ชิ้น ถ้าไม่เดินซื้อของจนเพลินก็ควรแบ่งเวลาให้กับพิพิธภัณฑ์เหล่านี้ด้วย โดยโบสถ์แห่งนี้ตั้งอยู่ตรงกลางของลานเซนาโด้ สแควร์
เจ้าแม่กวนอิม (Kun Iam Statue) รูปปั้นเจ้าแม่
กวนอิมขนาดยักษ์ ที่ถนน ดร.ซุน ยัด เซ็น ซึ่งโปรตุเกสสร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์ เนื่องในโอกาสส่งมอบมาเก๊าคืนให้กับจีนเมื่อ 19 ธันวาคม ค.ศ. 1999 ซึ่งจะสวยงามด้วยแสงไฟส่องสว่างยามค่ำคืน |
Macau Towerจัดเป็นหอคอยที่มีความสูงเป็นอันดับ 10 ของโลก ด้วยความสูง 338 เมตร ตั้งอยู่ตรงกันข้ามกับรูปปั้นเจ้าแม่กวนอิม เหมาะกับการขึ้นไปเดินท้าความบ้าบิ่นบนแผ่นกระจกใส Sky Walk X นอกหอคอยบนความสูง 233 เมตรที่เสียวได้ใจจริงๆ หรือสบายๆ หน่อยก็ไปนั่งจิบเครื่องดื่มพร้อมชมทิวทัศน์มาเก๊ายามค่ำคืนที่ระยิบระยับด้วยแสงไฟอลังการจากโรงแรม และคาสิโนที่ผุดขึ้นราวดอกเห็ด
แหล่งช้อปปิ้ง
|
นอกจากบริเวณลานเซนาโด้ สแควร์แล้ว ย่านขายสินค้าแบบแผงลอยที่ถูกใจชาวไทยก็น่าจะเป็นย่าน
|
Rua de Sao Paulo และ Rua das Estalagens โดยให้เดินในถนน Guimarraes ซึ่งเป็นซอยเล็กๆ เชื่อมถนนทั้งสอง จะเป็นย่านของเก่า ร้านของชำ ร้านตัดเสื้อ ฯลฯ เรียงรายกันจนลานตา ควักกระเป๋าสตางค์แทบไม่ทันแต่ถ้าเป็นช่วงเย็นหลังอาหารไปจนดึกๆ ขอแนะนำให้ไปที่ Estrada do Repouso ซึ่งเป็นตลาดของพื้นเมือง
ยามค่ำสนุกตรงที่ได้ของถูกกว่าย่านอื่นถ้าต่อราคาเก่งๆ
 |
ส่วนอีกด้านของ Avenida Almeida Riberiro จากช่วงถนน Rua do Dr. Soares ขึ้นไปบนเนินเขาด้านหลังหอประชุมเทศบาลมาเก๊า (Leal Senado) จนถึง
Rua da Fecilidade ที่เรียกกันว่า "ถนนสายสำราญ" เลี้ยวขวาแล้วเดินตรงไป จะผ่านอาคารสีแดงหลังใหญ่หรือ Red Market ซึ่งเมื่อ 300 ปีก่อนย่านนี้แต่เดิมเป็นย่านบันเทิง อาทิ โรงน้ำชาที่สร้างขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 ปัจจุบันอาคารเหล่านี้ได้รับการอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดี และปรับเปลี่ยนเป็นภัตตาคารโปรตุเกส และร้านจำหน่ายของหวานและอาหารแห้ง ตลอดจนสินค้าพื้นเมืองของมาเก๊า
ย่าน Avenida Horta e Costa เหมาะสำหรับคนชอบเดิน เพราะเป็นถนนช้อปปิ้งที่ยาวมาก เริ่มต้นตั้งแต่ Red Market เรื่อยไปจนถึง สวนสาธารณะฟลอร่า
การ์เด้น ที่คลาคล่ำไปด้วยสินค้าตั้งแต่ไม้จิ้มฟันยันกล้องถ่ายรูป แถมยังต่อรองราคากันได้อย่างเต็มที่อีกด้วย
|
นอกจากนี้จากสวนพฤกษศาสตร์คาโมส (Camoes Garden Area) ยังสามารถเดินไปตาม Rua de Entre-Compos เข้าไปยังชุมชนเก่าของมาเก๊าอย่างบริเวณ Estrada do Repouso และ Rua da Barca ที่จะเต็มไปด้วยร้านค้าเล็กๆ และถ้าแรงเหลือเดินไปถึงโรงภาพยนต์ Alegria ก็จะพบกับสวรรค์น้อยๆ ของนักช้อปปิ้ง เพราะเป็นตลาดกลางคืนที่จำหน่ายอาหารนานาชาติและของกระจุกกระจิกต่างๆ และถ้าโชคดีก็จะมีการแสดงงิ้วเป็นของแถมอีกด้วย ข้อสำคัญอย่าลืมออมแรงไว้เดินหิ้วของกลับที่พักด้วยก็แล้วกัน
อาหารการกินที่มาเก๊า
|
หนึ่งในเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของมาเก๊าก็หนีไม่พ้น “อาหารแมกกานิส” กับอาหารสไตล์ลูกผสมระหว่าง
|
ตะวันออกและตะวันตก ที่ได้อิทธิพลมาจากโปรตุเกสที่มีให้เห็นอยู่ทั่วไปในมาเก๊า โดยอาหารแมกกานิส
จานเด่น ก็ได้แก่ ไก่แอฟริกัน (Galinha a Africana) และปลาคอดกับกุ้งผัดพริก (Bacalhau and Macanese Chili Shrimps) ขณะที่อาหารจีนเจ้าถิ่นก็ไม่น้อยหน้า ปูผัดผงกะหรี่ กั้งทอดกระเทียม บะหมี่และเกี๊ยวน้ำ โดยเฉพาะที่ไม่ควรพลาดคือ เนื้อผัดวุ้นเส้นซอสสะเต๊ะที่ MGM Grand Macau นั้นอร่อยระดับขอท้าให้ลองด้วย
เนื้อที่หมักจนนุ่มเปื่อยชนิดเข้าปากแล้วแยกไม่ออกเลยว่า อะไรเป็นวุ้นเส้นอะไรเป็นเนื้อ รวมไปถึง “หยำฉ่า” การจิบน้ำชายามบ่ายกับติ่มซำ หลังการเดินท่องเที่ยวมาตลอดวัน ก็เป็นการให้รางวัลกระเพาะและพักขาได้เป็นอย่างดี
เรื่องรับประทานจะยังจบลงไม่ได้ ถ้ายังไม่ปิดฉากด้วยของหวานอันขึ้นชื่อของมาเก๊า ต้องไม่ลืมว่าอิทธิพลของโปรตุเกสทางด้านของหวานนั้นเลื่องลือ เพราะจะหอมหวานด้วยนม เนย และไข่ ขนมที่ขึ้นชื่อของมาเก๊าก็คือ คุกกี้อัลมอนด์ เหมาะสำหรับรับประทานกับน้ำชากาแฟร้อนๆ ที่ควรจะซื้อติดไม้ติดมือกลับมาเป็นของฝากก็คือ ขนมไข่ ที่หน้าตาเหมือนทองม้วนในบ้านเรา ซึ่งจะมีขายทั่วไปโดยเฉพาะแถวๆ ลานเซนาโด้ สแควร์ และถนน Rua de Felicidade แต่ที่เป็นดาวเด่นในด้านของหวานลูกครึ่งของมาเก๊า ก็ต้องยกให้ ขนมทาร์ตไข่ (Egg Tart) ที่ติดใจจนต้องให้คนไปสั่งจอง มารับประทานกันที่โรงแรมทุกวัน ด้วยแป้งหอมกรอบ

ด้านนอกและมีไส้กลางเป็นครีมไข่ (ขาว) ข้นสีเหลืองทองหอมหวานมันกลมกล่อมจึงเป็นของฝากอีกอย่างที่ขาดไม่ได้ แต่เสียดายที่การมารับประทานที่ร้านตอนที่ครีมยังอุ่นหอมนั้น ได้รสชาติต่างกับตอนที่ขนมเย็นแล้วหลายช่วงตัว
ร้านที่โด่งดังก็เห็นจะมีอยู่สองเจ้าที่ลูกค้าแน่นขนัดทั้งวัน คือ Lord Stow’s Bakery (1 Rua da Tassara, Coloane Town Square, Coloane, Macau โทร. (853) 2888 2534) บนเกาะโคโลอาน ที่ของแท้ต้องโรยผงซินนามอนด้วย และร้าน Margaret’s Café Nata (Gum Loi Building, Macau โทร. (853) 2871 0032) บนเกาะมาเก๊า ซึ่งนับเป็นร้านที่มียอดขายขนมทาร์ตไข่สูงที่สุดแห่งหนึ่ง
ที่พักแนะนำ
MGM Grand Macau (Avenida Dr. Sun Yat Sen, Naoe, Macau Tel. (853) 8802 8888 www.mgmgrandmacau.com) โรงแรมสุดหรูระดับ 5 ดาว ใหญ่โต โอ่โถงและพร้อมพรั่งด้วยสิ่งอำนวย
ความสะดวกครบครัน ตระการตาด้วยโถงน้ำพุกลางลาน กับวิลล่าสไตล์โปรตุเกสโบราณ ประดับประดาด้วยงานประติมากรรมชิ้นเลิศจากจิตรกรเอกของโลก อย่าง Salvador Dali นอกจากนี้ยังโดดเด่นด้วยความงดงามของห้องพักที่ออกแบบอย่างหรูหรา มองเห็นวิวทิวทัศน์และสีสันยามราตรีของมาเก๊าได้อย่างเต็มตา ยิ่งไปกว่านั้น ภายในตัวโรงแรมยังประกอบไปด้วยคาสิโน ร้านอาหาร และบาร์ที่มีมากถึง 12 แห่ง พร้อมด้วยสปาและ
สระว่ายน้ำกลางแจ้งขนาดใหญ่
The Venetian Macao Resort Hotel (Estrada da Baia de N. Senhora da Esperanca, s/n, Taipa, Macao SAR, Macau) หรูหรา สง่างาม ด้วยการออกแบบที่ตั้งใจให้เป็นจุดหมายปลายทางที่เปี่ยมไปด้วยสีสันและเร้าใจที่สุดในเอเชีย กับความสะดวกสบายที่พร้อมปรนเปรอเหล่านักเดินทาง ด้วยห้องสวีตที่มีมากถึง 3,000 ห้อง มีเนื้อที่กว้างกว่า 70 ตารางเมตร ขณะที่ห้องน้ำหินอ่อนสไตล์อิตาลีก็ยกระดับความหรูหราขึ้นไป
อีกขั้น พร้อมด้วยไฮไลต์สำคัญอย่างคาสิโนที่ใหญ่ที่สุดในโลก ที่ให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง และแหล่งช็อปปิ้งกว่า 350 ร้านค้า ไม่ต่างอะไรกับที่ลาสเวกัส โดยมีเอกลักษณ์สำคัญอย่างเรือกอนโดลา โดดเด่นด้วยอาหารชั้นยอดหลากหลายระดับ พร้อมความบันเทิงที่คาดไม่ถึงอีกนับไม่ถ้วน
Lisboa Hotel (2-4 avenida de lisboa, Macau) โรงแรมระดับ 5 ดาว ตั้งอยู่ใจกลางย่านธุรกิจของมาเก๊า บนถนนหลักของเมืองมาเก๊า สวยงามด้วยสถาปัตยกรรมอันโดดเด่นพร้อมด้วยภัตตาคารขึ้นชื่อ 12 แห่ง และความบันเทิงตลอด 24 ชั่วโมง หนึ่งในสุดยอดโรงแรมคาสิโนในเอเชีย โรงแรมมีห้องพักและห้องสวีตให้บริการเกือบ 1,000 ห้อง แต่ละห้องตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์หรูหรา และสิ่งอำนวยความสะดวกที่ทันสมัยพร้อมมูล จากตัวโรงแรมเดินไปยังย่านจเซนาโด้สแควร์ประมาณ 300 - 500 เมตรเท่านั้น
Ole London Hotel (Praca de ponte e horta, No 4-6, Macau) แม้จะเป็นโรงแรมระดับ 2 ดาว แต่ด้วยทำเลที่ตั้งซึ่งอยู่ใกล้ใจกลางของมาเก๊า จึงทำให้ Ole London Hotel เป็นตัวเลือกชั้นดีสำหรับการสัมผัสความเป็นมาเก๊า ด้วยตัวโรงแรมที่ออกแบบและตกแต่งในสไตล์จีน แต่ก็เป็นโรงแรมเล็กๆ ที่สะดวกสบายไม่น้อย แถมยังสะอาดสะอ้าน และอยู่ใกล้แลนด์มาร์กอย่างเซนาโด้สแควร์เพียง 10 นาทีเท่านั้น
|