Dazzling HYOGO

เฮียวโงะผสานสองความต่างของวัฒนธรรมไว้ด้วยกันที่นี่คุณจะเห็นมุมโมเดิร์น
อยู่ริมฝั่งทะเล ไม่ว่าจะเป็น Kobe Port Tower มิวเซียมรูปทรงแปลกตา หรือสะพานแขวนที่ยาวที่สุดในโลกถึง 3,911 เมตร ขณะที่ฝั่งภูเขานั้นประปรายไปด้วยโบราณสถาน มากมาย โดยเฉพาะปราสาท Himeji ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็น
ปราสาทไม่กี่แห่ง ที่คงสถาปัตยกรรมไม้ดั้งเดิมไว้ได้อย่างเหลือเชื่อ

The Tezuka Osamu Manga Museum
ย่างก้าวเข้าสู่โลกแห่งจินตนาการ ตามรอยนักเขียนการ์ตูนและแอนิเมชั่นชื่อก้องอย่าง “Tezuka Osamu” ผู้เขียนเรื่อง Astro Boy,Jungle Emperor, The Phoenix, Blackjackและอีกมาก พิพิธภัณฑ์รูปร่างแปลกตาราวกับหอดูดาวสุดล้ำตั้งอยู่ในเมือง Takarazuka เมืองน่ารักที่นักเขียนผู้นี้เคยใช้ชีวิตอยู่ สภาพเมืองที่แวดล้อม
ด้วยตึกรูปร่างสวยๆ เหมือนในนิทาน ประกอบกับโรงละครเก่าแก่ที่ตั้งอยู่ไม่ไกลนัก ก่อเป็นแรงบันดาลใจให้เขาสร้างสรรค์การ์ตูนออกมาเรื่องแล้วเรื่องเล่า อยากให้สังเกตตั้งแต่ก่อนแง้มประตูเข้ามาว่าบนพื้นนั้นจะมีรอยมือและรอยเท้าของตัวการ์ตูนประทับอยู่ด้วย และเมื่อเข้าสู่ตัวอาคารก็จะพบเจ้าหนูอะตอมกับ Princess Knight
คอยผายมือต้อนรับอยู่ มองตรงไปเห็นลิฟต์แก้วรูปแคปซูลพาเด็กๆ ขึ้น-ลงในพิพิธภัณฑ์อย่างเพลิดเพลิน แต่ก็ต้องอดใจไม่ให้วิ่งตามเด็กๆ ลงไปชั้นล่างซึ่งจะเป็นโซนเวิร์กช็อปวาดการ์ตูน บรรยากาศเหมือนกับห้องแล็บของเจ้าหนูอะตอมเพื่อมาศึกษาประวัติของ Tezuka Osamu เสียก่อน สิ่งที่ชื่นชมเขาเป็นพิเศษคือช่างเป็นคนที่สนใจอะไรจริงจังเหลือเกิน อย่างตอนเด็กที่หลงใหลแมลงเอามากๆ วาดภาพแมลงอย่างบ้าคลั่ง ถึงขั้นนำคำว่าแมลงในภาษาญี่ปุ่นมาเติมในชื่อเพื่อใช้เป็นนามปากกา โตขึ้นมาหน่อยเรียนแพทย์ ก็นำความรู้ด้านวิทยาศาสตร์สอดแทรกไปในผลงาน และในฐานะนักเขียน เขาก็มิใช่วาดภาพอย่างเดียว แต่ลงบทพูดเอาไว้อย่างละเอียดด้วย ผ่านจากบริเวณนี้ไปก็เข้าสู่แกลเลอรีแสดงผลงานแอนิเมชั่นเรื่อง Buddhaที่กำลังเข้าฉายในประเทศญี่ปุ่น ก่อนจะไปโผล่ที่โซนเล่นเกมและขายของที่ระลึก ซึ่งไม่ได้มีเฉพาะเด็กๆเท่านั้น แต่แฟนๆ ของวอลต์ดิสนีย์แห่งญี่ปุ่นท่านนี้ก็ยังแวะเวียนมาเสมอ
The Tezuka Osamu Manga Museum
เปิดบริการ 09.30 - 17.00 น. (ปิดวันพุธ) ค่าเข้า 700 เยน
7-65, Mukogawa-cho, Takarazuka, Hyogo Prefecture 665-0844
Tel. 0797 81 2970
http://tezukaosamu.net

Tetsujin 28 Monument
อย่างที่บอกว่าญี่ปุ่นเขานำการ์ตูนมาเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมสมัยใหม่ไปแล้ว เมืองโกเบเขาก็มี
โปรเจ็กต์กับการ์ตูนเหมือนกัน โดยเลือกหุ่นเหล็กหมายเลข 28 หรือ Tetsujin 28 ต้นกำเนิดของแอนิเมชั่นแนวซูเปอร์ฮีโร่โรบ็อตของญี่ปุ่นตั้งแต่สมัยยุคทีวีขาวดำ ผลงานของอาจารย์ Mitsuteru Yokoyama มาสร้างเป็น
อนุสาวรีย์ใหญ่เบิ้ม ความสูง 18 เมตร เท่ากับในหนังเป๊ะๆ ที่สำคัญคือสร้างจากโลหะจริงๆไม่ใช่ไฟเบอร์กลาส เหมือนหุ่นกันดั้มในโตเกียว เจ้าหุ่นเหล็กนี้ยืนจังก้าคู่บ้านคู่เมืองโกเบมาตั้งแต่ 2 ปีที่แล้ว (และคาดว่าคงอยู่ไปอีกนานเพราะรากฐานมั่นคงสมกับ งบฯ 135 ล้าน) ฝั่งตรงข้ามเป็น Tetsujin Street ที่เขาปิ๊งไอเดียทำหัวเสาไฟฟ้าเป็นหัวหุ่นเหล็กตัวนี้ด้วย เรียกว่าทุ่มทุนสร้างหวังให้แถบนี้ กลายเป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวอีกแห่งของเหล่า Youngat Heart เลยทีเดียว
Tetsujin 28 Monument
Wakamatsu Park,Nagata-ku, Kobe, Hyogo Prefecture 653-0038
www.kobe-tetsujin.com

Kobe Three Kingdoms Garden
เอาใจแฟนๆ ของอาจารย์ Mitsuteru Yokoyama กันต่อเลย เพียงเดินมาในย่าน Shin-Nagata ช้อปปิ้งสตรีตที่อยู่ถัดจาก Tetsujin Street ข้ามสี่แยกมาก็จะถึง Nagata Star Street ที่นี่นอกจากจะเป็นย่านช้อปปิ้งแล้ว ยังมีแกลเลอรีและพิพิธภัณฑ์ของหุ่นเหล็กหมายเลข 28 รวมถึงการ์ตูนมหากาพย์จีนเรื่องสามก๊กหรือ
Three Kindoms อีกหนึ่งผลงานที่สร้างชื่อให้กับอาจารย์
Kobe Three Kingdoms Gardenเป็นพิพิธภัณฑ์ใหม่เอี่ยมที่เพิ่งจะเปิดเมื่อเดือนมีนาคมนี้เอง หลังจากนั่งดู
แอนิเมชั่นที่ฉายผ่านจอจนจบตอนก็ได้ เวลาสำรวจต่อ นอกจากที่นี่จะแสดงเรื่องราวสามก๊กในแบบฉบับการ์ตูนแล้ว ยังมีคอสตูมของนักแสดงที่นำมาจากกองภาพยนตร์เรื่อง Red Cliff รวมถึงข้าวของชิ้นสำคัญๆ ที่ได้ขอยืมมาจากพิพิธภัณฑ์เล่าปี่ที่เมืองจีนด้วย เดินมาครึ่งทางก็เริ่มสงสัยว่ากล้องส่องทางไกลตัวจิ๋วที่ได้รับแจกมาตั้งแต่ทางเข้านั้นมีไว้ส่องอะไรกันแน่ มาถึงบางอ้อเมื่อพบสนามประลองยุทธ์ ซึ่งคัดเอาฉากสำคัญในเรื่องมาโชว์ในแบบหุ่นโมเดลดูดีๆ ตัวละครเด่นที่อยู่ด้านหน้าก็จะตัวใหญ่ ส่วนกองกำลังก็จะเห็นยิบๆอยู่ด้านหลัง เพราะอย่างนี้กล้องส่องทางไกลถึงถูกหยิบมาออกโรงซะที
Note: หนุ่มๆลองยกง้าวกวนอูที่มีน้ำหนักถึง 49 กิโลกรัม เพื่อทดสอบกำลังกันดูสิ (เขาว่ากันว่าของจริง
น้ำหนักเท่านี้เลยนะ)
Kobe Three Kingdoms Garden
เปิดบริการ 10.00 - 17.30 น. ค่าเข้า ผู้ใหญ่ 400 เยน นักเรียนมัธยม 300 นักเรียนประถม 200 เยน
5-1 ชั้น 2 Asta Kunizuka No. 5 Building, Futaba-cho, Nagata-ku, Kobe , Hyogo Prefecture 653-0042
Tel.0786 46 3028
http://www.3594garden.com/top.html

KOBE CITY
และแล้วช่วงเวลาของความคึกคักก็มาถึง เมื่อรถแล่นเข้าสู่ใจกลางเมืองโกเบ สีสันของห้างสรรพสินค้าหรู เสียงรถไฟฟ้าเคลื่อนตัวบนรางที่อยู่เหนือศีรษะ แสงไฟวับวาวจากตึกสูงสองฟากฝั่ง เพียงเท่านี้ก็ทำให้ใจของคนที่ถวิลหาความศิวิไลซ์กระโจนอย่างไม่เป็นจังหวะ แม้สายฝนจะกระหน่ำลงมา ก็ไม่อาจละลายคำว่า
“ช้อปปิ้ง” ที่จดเอาไว้ในตารางเที่ยวได้ หลังจากเก็บกระเป๋าไว้ที่โรงแรมแล้ว ก็กระโดดขึ้นรถไฟใต้ดินมาโผล่ที่สถานี Sannomiya ศูนย์กลางแฟชั่นซึ่งรายล้อมด้วยร้านค้าทั้งแนวสตรีต ไล่ไปจนถึงห้างดังสุดเก๋ ตั้งแต่
Sogo, Sannomiya OPA, Kobe Marui, Mint Kobe ส่วนทางสถานีชินคันเซ็น Shin-Kobe นั้นประเดิมด้วยห้างใหญ่ Shin-Kobe Oriental Avenue และพอเลี้ยวเข้าSannomiya Center Gai Shopping Street ก็จะเป็นย่านการค้าที่ไม่มีวันหยุด เดินเล่นกันเพลินตามถนนที่มีความยาว 550 เมตรจาก Sannomiya มาถึง Motomachi
เรียกได้ว่าช้อปกันขาลากถ้าหากใครมีแรงต่อ อาจไปชมวิวสัญลักษณ์เมืองโกเบอย่าง KobePort Tower ใน
ยามค่ำคืนได้ที่บริเวณริมท่าเรือ หรือถ้าอากาศดีจัดอาจลองขึ้นไปชมวิวทั้งเมืองบนเทือกเขา Rokko ก็ได้

Awaji Yumebutai
วันที่ฟ้าเป็นใจ และปล่อยแสงแดดอ่อนๆ มาต้องระลอกคลื่น เป็นสัญญาณดีที่สุดสำหรับการเดินทางสู่
Awaji Island แผ่นดินกลางทะเลนี้ได้รับการเสกสรรปั้นแต่งให้เป็นเวทีแห่งความฝัน ดังความหมายตรงตัวจากคำว่า“Yumebutai” หลังจากที่ทางการได้นำดินจากเกาะไปถมที่สร้างสนามบินคันไซ พื้นที่เว้าๆ แหว่งๆ บน
เกาะก็ได้รับการเนรมิตโดยสถาปนิกชื่อดัง และเป็นไอดอลทางสถาปัตย์ของหลายๆ คน “Tadao Ando” ซึ่งใช้ทั้งความสามารถเหนือกฎเกณฑ์ และได้ผสมคอนเซ็ปต์ใส่ใจสิ่งแวดล้อม กระทั่งออกมาเป็นโครงการสุดตระการตา ประกอบด้วยโรงแรมหรู สถานที่จัดประชุมระดับโลก ห้องอาหารและร้านค้าเธียเตอร์กลางแจ้ง ตลอดจนสวนดอกไม้และเรือนกระจกหลังจากข้ามสะพาน Akashi Kaikyo ซึ่งเป็นสะพานแขวนที่ยาวที่สุดในโลกถึง 3,911 เมตรมาแล้ว ก็เข้าสู่อีกโลกหนึ่งที่แฝงไปด้วยความเรียบเท่สไตล์ Tadao Ando เริ่มแรกด้วยการพาชม The Westin Resort & Conference Centerที่ใช้สีพาสเทลหวานๆ มาเบรกคอนกรีตแข็ง ๆ ไว้ได้อย่างลงตัว พร้อมทั้งดีไซน์โรงแรมให้เป็นรูปตัว V โดยให้แต่ละห้องหันหน้าออกสู่ทะเล จึงเห็นทิวทัศน์งดงามได้อย่างเต็มปรี่ แม้แต่การนอนแช่ในอ่างอาบน้ำ เขาก็ยังออกแบบให้มุมที่เรามองนั้นพบกับเส้นขอบฟ้าพอดี เดินจากชั้นล่างของโรงแรมไปยังทางด้านซ้ายของเกาะ ก็จะเป็นอาคารทรงกลมประกบอาคารสี่เหลี่ยมเล่นระดับ ซึ่งเป็นส่วนจัดประชุมสัมมนาใหญ่ๆ ที่ชอบคือประดับด้วยพุ่มไม้สีเขียว ดูแล้วสบายตาและยังสวยเท่ส่วนข้างๆ มีทางนำไปสู่ห้องชงชาที่มีสระน้ำสีฟ้าใสล้อมรอบ บรรยากาศตัดกันระหว่างภายในห้องที่ดูญี่ปุ่นกับภายนอกที่ให้อารมณ์สปา อีกฝั่งของโรงแรมเป็นโบสถ์ที่ชื่อแปลว่าทะเล จุดเด่นคือบนหลังคาได้ทำช่องเป็นรูปไม้กางเขน เมื่อแสงอาทิตย์ส่องลงมาก็จะสะท้อนเป็นรูปไม้กางเขนบนผนังโบสถ์ ส่วนที่ใช้ชื่อว่าทะเลนั้น ด้วยเพราะขึ้นบันไดมาทางด้านบนของโบสถ์ แล้วมองออกไป จะพบว่าระดับเพดานโบสถ์จะเท่ากับระดับน้ำทะเลพอดี จุดนี้ขอปรบมือให้คุณ Tadao Ando ดังๆลูกเล่นอีกอย่างหนึ่งที่เขานำมาใช้ ได้แก่ การเล่นระดับไม่ว่าจะเป็นทางน้ำตก ซึ่งมีลูกเล่นอีกชั้นคือ บนพื้นประดับด้วยเปลือกหอยสีขาวสะท้อนเปลวแดด หรือที่แปลงดอกไม้ Hyakudan-en Garden จะปลูกพืชที่เป็นสายพันธุ์เบญจมาศจากทั่วโลก
ไล่มาจนถึงโซนร้านอาหารและร้านค้าที่พาเราไหลลงตามทางมาจนถึง The Plants Museum of Miracle
Planet เรือนกระจกรักษาอุณหภูมิที่มีดอกไม้นานาพันธุ์เบ่งบานสลับกับต้นไม้สีเขียว ให้บรรยากาศโรแมนติก
แบบสวนยุโรป ไม่แปลกใจเลยที่โลกสีเขียวนี้จะดลใจให้คู่รักมาจัดงานวิวาห์กลางสวนได้ นึกเสียดายที่ไม่มีเวลาพอจะได้เดินไปชมทุ่งดอกไม้ขนาดใหญ่ที่มีดอกนาโนะฮานะสีเหลืองสดกำลังชูช่อ ได้แต่หวังเอาไว้ว่าคราวหน้าจะมาเก็บเกี่ยวความเก๋ของสถานที่แห่งนี้จนครบทุกมุม
Awaji Yumebutai
1 Yumebutai, Awaji-shi, HyogoPrefecture 656-2306
Tel. 0799 74 1000
www.yumebutai.co.jp

Himeji Castle
เพราะว่าปราสาทสีขาวตระหง่านแห่งนี้ไม่มีภัยธรรมชาติอย่างแผ่นดินไหว ไฟไหม้ หรือภัยสงครามมา
ย่างกรายทำร้ายได้ จึงทำให้ยังคงความงดงามตามต้นตำรับของปราสาทเก่าแก่อายุกว่า 400 ปีไว้ได้
ทุกกระเบียดนิ้ว ไม่มีการแทรกเสริมคอนกรีตหรือแม้กระทั่งลิฟต์เข้าไป ให้เป็นรอยด่างพร้อยทางสถาปัตย์แม้แต่น้อย ทว่าตั้งแต่ปี ค.ศ. 2009-2014 ปราสาทฮิเมจิได้บูรณะส่วนปราสาทหลังใหญ่โดยมีกำแพงมาครอบ แล้วสเกตช์ภาพไว้ให้ เห็นว่าหน้าตาตอนเสร็จแล้วจะเป็นอย่างไรถึงจะปิดบูรณะยาวกว่า 4 ปี เพราะต้องสร้างอย่างละเอียดลออเพื่อให้ใกล้เคียงกับของเดิมมากที่สุด แต่เขาก็ไม่ปล่อยให้สูญเปล่าโดยเปิดให้นักท่องเที่ยวชม
โปรเจ็กต์ซ่อมแซมปราสาทซะเลย ซึ่งคุณสามารถขึ้นไปสังเกตการซ่อมหลังคากระเบื้องที่สลักตราประจำ
ผู้ครองปราสาทไว้อย่างงดงาม พร้อมกับชมทิวทัศน์ 360 องศา จากยอดปราสาทได้บนชั้น 7 - 8 ก่อนจะลงมาสำรวจส่วนอื่นๆ ที่เปิดให้ชมตามปกติ
ชาวญี่ปุ่นนิยมเรียกปราสาทฮิเมจิว่า “ปราสาทนกกระสาขาว” ซึ่งมีที่มาจากพื้นผิวปราสาทสีขาวสว่าง รอบๆ
ปราสาทรายล้อมด้วยคูเมืองและอุทยาน รวมถึงตำหนักหลังเล็กหลังน้อยขององค์หญิง เมื่อได้หยุดยืนอยู่ตรงฐานหินที่ก่อเป็นภูเขารองรับโครงปราสาทก็ต้องอึ้ง เพราะไกด์ท้องถิ่นบอกว่าหินเหล่านี้เป็นหินตามธรรมชาติที่ค่อยๆ นำมาเรียงร้อยเข้าด้วยกัน เปรียบกับคนในสังคมที่ต่างต้องทำหน้าที่ของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นหินก้อนเล็ก หรือว่าใหญ่ก็ตาม (แทรกปรัชญาตามสไตล์ญี่ปุ่นเขาละ) ทำเป็นเล่นไป แต่ว่าฐานหินเหล่านี้ไม่เคยสะเทือนต่อแผ่นดินไหวเลยนะ ไกด์คนเดิมนำเราผ่านประตูหลักไปทีละชั้นๆ จนเข้ามาสู่ส่วนปราสาทชั้นใน ซึ่งสมัยก่อนมีเฉพาะผู้ปกครองปราสาทเท่านั้นที่จะผ่านสู่ด้านในได้ ภายในก่อสร้างด้วยไม้ล้วนๆและหลงเหลือตะปูเหล็กตัวใหญ่เบ้งเอาไว้ให้เห็น ด้านข้างมีตะขอไม้และเหล็ก ซึ่งคาดว่าไว้ใช้แขวนอาวุธยุทโธปกรณ์ กำแพงบางช่วงเจาะช่องเล็กๆ ไว้สำหรับสอดส่องภายนอกยามศึกสงครามมาประชิด แต่ส่วนที่แปลกคือเสาหลักทั้งสองฝั่งของปราสาทมีรูปร่างต่างกัน ฝั่งตะวันตกเป็นเสารูปทรงสี่เหลี่ยม ส่วนฝั่งตะวันออกเป็นเสาทรงกลม ทีนี้เวลาบูรณะก็ต้องหาไม้สนที่มีรูปร่างและขนาดใกล้เคียงต้นฉบับที่สุดมาใช้ พอจะเข้าใจได้แล้วล่ะว่าทำไมถึงได้ใช้เวลาในการซ่อมแซมนานนัก
เคยมีความพยายามจะทำลายปราสาทในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ด้วยวิธีทิ้งระเบิดทำให้บริเวณรอบๆ ถูกเผาย่อยยับ แต่ปราสาทแห่งนี้ไม่เป็นอะไรแม้ปลายก้อย เพราะญี่ปุ่นช่วยกันนำผ้าสีดำมาพรางปราสาทไว้ในความมืด เมื่อเครื่องบินทิ้งระเบิดมองจากฟ้าลงมาก็จะไม่เห็น อื้อหือ...ต้องโค้งรับความพยายามที่จะรักษาปราสาทแห่งนี้ไว้ ณ ที่นี้ มิใช่เพียงความยิ่งใหญ่ที่ทำให้ปราสาท Himejiได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยว แต่หนึ่งในมรดกโลกและสมบัติประจำชาติญี่ปุ่นแห่งนี้ยังเปี่ยมไปด้วยคุณค่าทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม ซึ่งคุณต้องมาสัมผัสด้วยตัวเองสักครั้ง
Note: ช่วงต้นเดือนเมษายน ซากุระจะช่วยเสริมให้ปราสาทแห่งนี้ให้ดูเจิดจรัสสุดๆ
Himeji Castle
เปิดบริการ 09.00น. - 17.00 น. และในเดือน ก.ย.-เม.ย.09.00น. - 16.00 น.
ค่าเข้า ผู้ใหญ่ 400 เยน เด็กอายุ 5 ขวบ - มัธยมต้น 100 เยน
68, Honmachi, Himeji, HyogoPrefecture 670-0012
Tel. 0792 87 2013
www.himeji-kanko.jp/en/index.html

Kobe-Sanda Premium Outlets
ก่อนออกจากเมืองอย่าพลาดแวะช้อปปิ้งที่ศูนย์รวมแฟชั่นชั้นนำ สไตลเ์อาต์เ์ล็ต ซึ่งสาขาโกเบนี้มีขนาด
ใหญ่เป็น อันดับ 2 ในญี่ปุ่น รองจากสาขาที่ Gotemba ใกล้กรุงโตเกียว สถิติความป๊อปก็ไม่น้อยหน้า เพราะ
ปีหนึ่งๆ มีนักช้อปมาละลายเงินเยนราว 5 ล้านคนทีเดียว การออกแบบตกแต่งอาคารเลียนแบบตึกใน
ลอสแองเจลิส พรั่งพร้อมไปด้วยร้านค้ากว่า180 ร้านให้เลือกช้อปปิ้งกันอย่างสนุก ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ญี่ปุ่นเอง แบรนด์สตรีตแวร์ระดับอินเตอร์ฯ เรื่อยไปจนถึงแบรนด์เนมระดับไฮเอนด์ ถ้าเดินเล่นแล้วท้องร้องขึ้นมา ที่นี่ก็มีโซน Food Gallery ให้เติมพลัง ซึ่งเขาคัดสรรร้านอาหารดังๆ ทั่วโกเบมาไว้ที่นี่ หรือจะเลือกหม่ำชีสเค้กเจ้า
อร่อยที่คาเฟ่ก็ได้เช่นกัน
Kobe-Sanda Premium Outlets
เปิดบริการ 10.00 - 20.00 น.
7-3, Kouzudai,Kita-Ku, Kobe-Shi,Hyogo Prefecture 651-1515
www.premiumoutlets.co.jp/en/kobesanda/

Sakura
ช้อปปิ้งจนเหนื่อยแล้ว หาอะไรหรูๆ รับประทานกันตามประสาดีกว่า แน่นอนว่ามาถึงโกเบแล้ว อาหารจานบังคับก็ต้องเป็น “เนื้อโกเบ” ซึ่งร้านที่ชื่อเสียงกระหึ่มสุดๆ ต้องยกให้ร้านซากุระ ใกล้สถานี JR.Motomachi
ร้านหรูขนาดกะทัดรัดนี้มีดีตรงเสิร์ฟเนื้อโกเบเกรด A พร้อมเครื่องเคียงมาเป็นเซต เริ่มด้วยของรับประทานเล่น ซุป สลัด ผักย่าง ก่อนจะมาถึงสเต๊กเนื้อชิ้นสวย และตามดวยของหวานเย็นใจตบท้า เอกลักษณ์ของร้านที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลยคือลีลาพ่อครัวที่ลอกเลียนกันลำบาก ทั้งการเคาะตะหลิว ควงขวดเครื่องปรุง แล่เนื้อ อย่างกับดูโชว์บาร์เทนเดอร์ แต่เปลี่ยนจากมิกเซอร์ต่างๆเป็นเนื้อและผักแทน สำหรับใครที่ไม่รับประทานเนื้อก็หายห่วงเพราะเขามีสเต๊กซีฟู้ดสดๆ เตรียมไว้ให้คุณลิ้มรสชาติความอร่อยเหมือนกัน
Sakura
เปิดบริการ 11.00น.-17.00 น. และ15.00น.-23.00 น.
หยุดวันจันทร์ (หากวันจันทร์ตรงกับวันหยุดนักขัตฤกษ์จะเลื่อนไปหยุดวันอังคาร)
Tairyu Building 7F, 3-3-5 Kitanagasa-dori,Chuo-ku, Kobe, Hyogo prefecture 650-0012
Tel. 0783 32 0029
www.teppanyaki-sakura.com
20 ธันวาคม 2554 04:43:09