UDAIPUR The Romantic Heaven on Earth

เชื่อหรือไม่ว่า เมืองอูไดปูร์ เมืองแห่งทะสาบนี้ เคยถูกโหวตให้เป็นเมืองที่น่าอยู่ที่สุดของโลก และยังถูกขนานนามว่าเป็นเวนิสตะวันออก ด้วยองค์ประกอบหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นทะเลสาบอันสวยงามที่ถูกโอบล้อมด้วยบ้านเรือนสีขาวนวล อีกทั้งยังมีฉากหลังเป็นเทือกเขาสูงใหญ่ แสนอบอุ่น เติมเต็มให้เมืองแห่งนี้ห่อหุ้มไปด้วยความโรแมนติกทั่วทั้งเมือง ลองปลดปล่อยใจละเลียดไปกับความวิจิตรที่อยู่เบื้องหน้า จิบชาอินเดียเคล้าคลอไปกับงานศิลปะ เพียงเท่านี้ก็สุขล้นเกินบรรยาย

พระราชวังของอินเดียแต่ละแห่งนั้น มีความงามอันแตกต่างกันเสมอ และหนึ่งในความอลังการที่ชวนให้
ตกอยู่ในภวังค์ก็คือ City Palace แห่งเมือง อูไดปูร์ ที่ได้รับการกล่าวขานว่าเป็นพระราชวังฤดูหนาวอันสุดแสนโรแมนติก พระราชวังแห่งนี้ปลูกสร้างขึ้นอย่างมโหฬาร และถือว่าเป็นพระราชวัง ที่ใหญ่ที่สุดในแคว้นราชสถาน ด้วยพื้นที่กว่า 20,000ตารางเมตร ก่อร่างสร้างขึ้นด้วยหินแกรนิตและหินอ่อนบริเวณริมฝั่งทะเลสาบ Pichola โดยเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ให้คนทั่วไป ได้มีโอกาสเข้าชมเพื่อดื่มด่ำกับอดีตกาล มีการจัดแสดงวัตถุโบราณล้ำค่า ข้าวของเครื่องเรือนเก่าแก่ที่สื่อสะท้อนให้เห็น ถึงคืนวันอันรุ่งเรือง

สิ่งหนึ่งที่สัมผัสได้เมื่อไปท่องเที่ยวยังสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ของอินเดียคือ ทุกแห่งมักจะมีประชาชนชาวอินเดียสนใจให้ความสำคัญมาเที่ยวชมกันอย่างเนืองแน่น เหมือนดังที่พระราชวังแห่งนี้ก็เช่นกัน ไม่ว่าจะเดินไปทางไหนก็มีแต่ฝูงชน บ้างก็มากันเป็นครอบครัว บ้างก็เป็น เด็กนักเรียนมาทัศนศึกษา ความคิดอยากถ่ายรูปสถานที่แบบเต็มตาเลยดูกลายเป็นเรื่องยากขึ้นมาในทันที แต่ในขณะเดียวกัน ภาพความมีชีวิตชีวา ก็ดูจะทดแทนกันได้ในอีกอารมณ์ ผู้มีบัญชาให้ก่อสร้า้งพระราชวังฤดูหนาวนี้อย่า่งหรหูรา คือ Maharana Udai
Singh เมื่อ 452 ปีที่แล้ว การออกแบบลักษณะทางสถาปัตยกรรมให้แลดูโปร่งแต่ก็ซุกซ่อนความเป็นส่วนตัว
ของห้องต่างๆ ไว้ได้อย่างดี การปลูกสร้างไว้บนเนินเขาสูงทำให้สามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์ของเมืองอย่างสวยงาม แต่ในสมัยก่อนนั้น นัยว่าคงใช้ประโยชน์ในการดูแลความเป็นไปของบ้านเมืองด้วย

มีเรื่องราวกล่าวขานกันว่า Maharana Udai Singhนั้นแตกต่างจากราชาองค์อื่นที่นิยมทรงช้าง แต่พระองค์กลับเลือกที่จะทรงม้า อาจเพราะทรงเป็นนักล่าสัตว์ที่เก่งฉกาจด้วย จึงชอบม้าที่ควบตะบึงได้อย่างรวดเร็ว แม้กระทั่งในยามศึกสงครามพระองค์ก็ยังทรงม้าออกไปโดยให้แต่งกายเหมือนช้าง ซึ่งนี่ถือเป็นกลยุทธ์ที่แยบยลอย่างหนึ่ง เพราะช้างศึกฝ่ายตรงข้ามจะคิดว่าม้าคือลูกช้างและไม่ยอมทำอันตราย เมื่อมองจากภายนอก ตัวพระราชวังนั้นดูใหญ่โตและหรูหรา แต่พอเมื่อก้าวเข้าไปข้างในก็พบว่าทางเดินนั้นถูกจำกัดเพียงเส้นทางแคบๆ หลังจากที่ค่อยๆ เรียงแถวก้าวขึ้นบันไดที่เดินได้คราวละไม่เกิน 2 คนสู่ด้านบน ก็พบว่ามีลานกว้างให้ได้สูด
หายใจเพิ่มขึ้นมาอีกนิด ก่อนที่จะได้ชมความคลาสสิกของการจัดแสดงห้องหับต่างๆ ซึ่งอยู่รอบด้าน ตามเส้นทางที่เดินชมนั้น มีทั้งห้องเขียนหนังสือเพื่อร่างประวัติศาสตร์ในยุคศตวรรษก่อนห้องจัดแสดงหีบใบใหญ่ ที่ใช้ในการบรรทุกขนส่งนกพิราบ ห้องจัดแสดงข้าวของเครื่องใช้ส่วนพระองค์รวมถึงตำหนักบรรดานางสนมและอีกมากมาย เพราะการย้ายไปยังแต่ละจุดต้องต่อคิวเดินเรียงแถวกันไปบนเส้นทางค่อนข้างคับแคบ หากเจอ
นักเรียนกลุ่มใหญ่มาทัศนศึกษา ขอแนะนำว่าควรอดใจรอให้เขาเคลื่อนขบวนกันไปก่อน ไม่งั้นจะวุ่นวายไม่ต่างจากสภาพการจราจรที่แสนสาหัสของอินเดียเลย
ส่วนใครที่อดทนต่อขบวนไม่ไหว อยากยกธงขาวยอมแพ้ ก็ขอบอกว่าเห็นทีคงเป็นเรื่องยาก เพราะการเดินชมที่นี่เป็นแบบวันเวย์ มาถึงจุดนี้แล้วคงทำได้เพียงแค่เดินต่อไปเรื่อยๆ จนถึงทางออกหรือถ้าใครเห็นป้ายทางออกฉุกเฉินก็ลองเดินลงบันไดออกไปข้างนอกกัน ถือว่าเป็นทางลัดที่ช่วยให้หลุดพ้นจากวงโคจรอันยุ่งเหยิงได้แต่ถ้ารู้สึกเพลินๆ ก็อยากให้เดินไปเรื่อยๆ เพราะจะได้ชมความงดงามตระการตา ทั้งสถาปัตยกรรมอันวิจิตรของพระราชวัง และความงามของทิวทัศน์รอบนอกจากมุมสูง โดยเฉพาะพระราชวังฤดูร้อน หรือ Lake Palace ที่ตั้งอยู่โูดดเด่นกลางทะเลสาบ ซึ่งสร้างด้วยหินอ่อนทั้งหลัง ปัจจุบันได้กลายมาเป็นโรงแรมสุดหรูไปแล้ว หรือถ้าหากอยากล่องเรือในทะเลสาบเพื่อชมทิวทัศน์ก็มีให้บริการ นานๆทีได้ซึมซาบความล้ำค่าแห่งวานวัน ก็เปรียบดั่งได้ย้อนตระหนักถึงหน้าที่ของคนรุ่นหลังที่ควรร่วมกันรักษามรดกแห่งชนชาติต่อไป เพื่อให้อนาคตยังคงสามารถเชื่อมต่อเข้ากับอดีตอย่างไม่ขาดหาย

Shopping Market
ด้วยความเป็นเมืองใหญ่ที่มีการพัฒนา และเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวต่างถิ่น ย่านการค้าในเมืองอูไดปูร์จึงมีอยู่มากมายหลายแห่ง นัยว่าเพื่อเป็นการฟื้นฟูสถานภาพทางการเงิน และกระตุ้นเศรษฐกิจให้ขับเคลื่อนหมุนเวียน
สำหรับบรรดานักช้อปแล้ว หากได้มาเยือนแหล่งช้อปปิ้งก็คงเป็นช่วงเวลาแห่งความบันเทิงระเริงใจ เพราะตามย่านร้านค้าแต่ละแห่งนั้นจะมีข้าวของมากมายวางขายให้เลือกกันอย่างละลานตา แถมสนนราคาก็ไม่แพงอีกต่างหาก ยิ่งใครเป็นนักต่อรองฝีปากเอกรับรองจะยิ่งเพลิดเพลิน
หากเป็นนักเขียนผู้ชื่นชอบการจรดปากกาจดบันทึกเรื่องราว การได้เข้าไปในร้านที่นำเครื่องหนังมาตอกลายทำเป็นปก และห่อหุ้ม เนื้อในที่เป็นกระดาษสาหรือกระดาษขาวก็น่าจะถูกอกถูกใจ มีทั้งเล่มใหญ่และเล่มเล็กพอดีมือ จะซื้อกลับไปเป็นของฝากก็ควรคู่
สำหรับคนรักงานอาร์ต ที่เมืองนี้ก็มีผลงานศิลปะสวยๆ ให้เลือกหลากดีไซน์ ไม่ว่าจะเป็นภาพเขียนสวยๆ ว่าด้วยเสน่ห์ของลายเส้นแบบอินเดีย โปสต์การ์ดใบเก่าที่มีรูปสวยๆด้วยลวดลายแบบภารตะ สกรีนเท่ๆ ร่วมสมัยหรือภาพล้อเลียนที่เพ้นต์ลงเสื้อยืด

เครื่องหนังก็ดูจะเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่น่าสนใจเพราะสนนราคาไม่แพงมากเท่าไหร่ แถมส่วนใหญ่ยังเป็นงานแฮนด์เมด แต่คุณภาพก็อาจต้องพินิจพิเคราะห์กันให้ดีสักหน่อยเครื่องหนังทั้งกระเป๋าและรองเท้ามักมีดีไซน์เรียบเก๋ บางชิ้นมีการปักประดับเติมความเป็นสีสันเข้าไป อยากแนะนำให้ลองซื้อรองเท้าหนังอูฐมาใส่ดูสักคู่ เพราะมีความทนและนิ่มกว่าหนังทั่วไป ราคาก็ไม่แพงมากด้วย คู่หนึ่งอาจตกอยู่แค่ราคาไม่กี่ร้อยรูปีเท่านั้น

ถ้าเป็นหญิงสาวผู้รักการแต่งกายอย่างมีสีสันกระโปรงแขกผ้าพลิ้วบางเบาสีสดบาดตายาวจรดข้อเท้า ประดับด้วยเลื่อมและกระพรวนเม็ดเล็กๆ ดังกรุ๊งกริ๊งแผ่วๆ ในยามย่างก้าวคงเป็นเครื่องแต่งกายที่ไม่ควรพลาด ที่สำคัญราคายังแสนถูก เพียงไม่ถึง 300 รูปี
หากเข้าไปในย่านตลาดการค้าอื่นๆ ที่ไม่ได้อยู่ในโซนแหล่งท่องเที่ยว ร้านค้ามักจะติดป้ายราคาว่า Fixed Price โดยจะไม่ยอมลดราคาให้อีก เพราะอ้างว่าเป็นราคาเท่าเทียมกับคนอินเดียทั่วไป แต่พอมาดูราคาแล้วก็ไม่โขกจนเว่อร์เหมือนที่อื่น จึงก็ทำให้พอน่าเชื่อถือได้อยู่บ้างเหมือนกัน แถมยังโล่งใจที่ไม่ต้องเหนื่อย และเครียดในการต่อรองราคาอีกต่างหาก

Deogarh Mahal
หากให้นับความประทับใจที่มีต่อการได้มาพักยัง Deogarh Mahal พระราชวังอันงดงามแห่งนี้ ประการแรกนั้นคงเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่การต้อนรับเมื่ออาคันตุกะมาถึง ด้วยการโปรยปรายกลีบดอกไม้จากด้านบนลงมา ราวกับว่าเราเป็นบุคคลสำคัญที่ยินดีต้อนรับด้วยความปลื้มปิติ
ประการต่อมาซึ่งสร้างอาการตกตะลึงควบคู่ไปด้วยคือภาพความงามสง่าของกลุ่มอาคารสีน้ำผึ้ง ที่สร้างขึ้นตั้งแต่ยุคศตวรรษที่ 17 นอกจากสถาปัตยกรรมแบบอินเดียที่เจือความคลาสสิก ยังมีภาพเขียนสีสันสวยสด
ประดับอยู่บริเวณผนังตามด้านข้างซุ้มประตู ช่วยเติมความวิจิตรเข้าไปอีกระดับ

Deogarh Mahal นั้นมีความหมายถึงที่สถิตแห่งเทพเจ้า ตั้งอยู่บริเวณยอดเขา Aravalli สูงเหนือระดับน้ำทะเล 2,100 ฟุตท่ามกลางภูเขาและทะเลสาบกว้าง ห่างไปทางฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองอูไดปูร์ประมาณ 80 กิโลเมตร เจ้าของนั้นเป็นขุนนางผู้สูงศักดิ์แห่งตระกูล Chundawat ที่นี่จึงเปรียบเสมือนมรดกทางวัฒนธรรม
ของครอบครัวและความมั่งคั่งที่สืบต่อกันมา โดยเมื่อตัดสินใจเปลี่ยนสถานะจากพระราชวังที่พำนักส่วนตัว มาเป็นโรงแรมเพื่อเปิดต้อนรับนักเดินทางจากทั่วทุกมุมโลก ก็ได้ปรับปรุงการตกแต่งและสิ่งอำนวยความสะดวกสบายมากขึ้น
ในยามเช้าเมื่อขึ้นไปบนชั้นดาดฟ้า นอกจากจะมองเห็นวิวงามๆ ยังมีฝูงนกแก้วที่โบกบินอย่างอิสรเสรีบนท้องฟ้าโฉบเฉี่ยวให้ได้ชื่นชม รอบนอก ของโรงแรมนั้นเป็นย่านร้านค้าของชุมชนท้องถิ่นที่สามารถเดินออกมาเลือกช้อปได้ และเมื่อถึงเวลาพักผ่อน ห้องพักของที่นี่ก็รอมอบความสบายในทุกอิริยาบถ แถมยังพิเศษตรงการตกแต่งอย่างไม่มีเหมือนกันเลยสักห้อง ส่วนทางเข้าของแต่ละโซนก็แตกต่างกัน ดูลึกลับซับซ้อนอยู่บ้าง หากในครั้งแรกไม่จำเส้นทางให้ดีอาจเกิดอาการงงได้เมื่อยามถึงเวลาอิ่มเอมกับมื้ออาหาร ก็มีเมนูให้ได้เลือกหลากหลาย ทั้งแบบเทรดิชั่นนัลอย่าง Mewari Cuisine ให้ได้ลิ้มลองรสชาติแบบพื้นถิ่น รวมถึงเมนูนานาชาติที่มอบความสบายใจสำหรับคนไม่ถนัดเครื่องเทศแบบอินเดีย
การตั้งโต๊ะนั้นก็มีอยู่หลายแห่งให้ละเลียดความสุขกับรสชาติและบรรยากาศ ด้วยการจัดเตรียมแบบเอาต์ดอร์ ไม่ว่าจะเป็นบริเวณดาดฟ้าหรือระเบียงที่จัดเสิร์ฟในสไตล์บาร์บีคิว แล้วหลังมื้ออาหารยังมีการแสดงโชว์พื้นเมืองให้ชมอย่างใกล้ชิดด้วยลองมาใช้เวลาสักช่วงระยะหนึ่งที่ Deogarh Mahal แล้วคุณจะรู้สึกได้ว่าการพัก
ผ่อนแบบคนพิเศษนั้นเป็นเช่นใด
การเดินทาง
จากกรุงเทพฯ ณ สนามบินสุวรรณภูมิ มีเที่ยวบินบินตรงสู่เมืองนิวเดลี หลายสายการบิน อาทิการบินไทย,
Kingfisher Airlines, Jet Airways, Cathay Pacific Airways, Singapore Airlines, Philippines Airlines ให้เลือกตามงบประมาณและความสะดวก
การเดินทางภายในประเทศ
ที่สะดวกสบายและปลอดภัยที่สุดน่าจะเป็นการเช่ารถขับไปตามเมืองต่างๆ แต่ต้องบวกเวลาเผื่อไว้มากกว่าเส้นทางจริง เพราะในอินเดีย คุณอาจจะเจอถนนปิดซ่อมหรือถนนขรุขระรถวิ่งไม่สะดวก ทำให้ล่าช้าไปอย่างไม่คาดคิดได้ตลอดเวลา
วีซ่า
ติดต่อได้ที่ ศูนย์รับคำขอวีซ่าประเทศอินเดีย (India Visa Application Centre) 1 อาคารกลาสเฮาส์ ชั้น 15
ห้อง 1503 ซ.สุขุมวิท25 ถ.สุขุมวิท เขตวัฒนา กรุงเทพฯ 10110 โทร.0 2665 2968-9
วีซ่านักท่องเที่ยวเสียค่าใช้จ่าย 1,700 บาท ค่าธรรมเนียมอีก 482 บาท อายุการใช้งาน 6 เดือน
สกุลเงิน
อินเดียใช้สกุลเงินรูปีอินเดีย (INR) หน่วยย่อยของรูปี เรียก เปซ่า (Paisa) สามารถหาแลกเงินได้ทั่วไปตามร้านรับแลกเงินที่อินเดีย แต่ต้องใช้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐหรือเงินยูโรที่จะเป็นที่ยอมรับ
ระบบไฟฟ้า
ใช้ระบบเดียวกับที่เมืองไทย จึงไม่มีปัญหาในการชาร์จแบตฯเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์สื่อสารต่างๆ
เวลา
เวลาที่อินเดียช้ากว่าเมืองไทยประมาณ 1 ชั่วโมง
DO & DON’T
- ไม่ควรพลาดการช้อปปิ้งสินค้าข้าวของพื้นเมืองจำพวกผ้า ส่าหรี กระเป๋า รองเท้า ที่มีลายปักสไตล์อินเดีย ของทำมือต่างๆ แต่ต้องมีทักษะ และไหวพริบปราดเปรียวตลอดเวลา เพื่อหลีกเลี่ยงการโดนโก่งราคาอย่างน่าเจ็บใจ ขอแนะนำร้าน Anokhi ที่มีแต่ของน่ารัก น่าช้อป หลากประเภท ชิมลางก่อนได้ที่ www.anokhi.com
- เปิดใจให้กว้าง ลดละอคติและมาตรฐานการตัดสินต่างๆ เพื่อจะได้ดื่มด่ำสัมผัสกับรสชาติชีวิตแปลก
ใหม่ของประเทศที่เต็มไปด้วยความแตกต่าง และวัฒนธรรมอันมีเอกลักษณ์ได้อย่างเต็มที่
- ห้องสขุาทีอินเดียปัจจุบันนี้ไม่น่า่กลัวเหมือนเมื่อก่อน แต่ถ้าเป็นไปได้ก็พยายามเลือกเข้าตามร้านอาหารห้างร้านใหญ่ๆ และโรงแรมจะปลอดภัยที่สุด
- คำแนะนำเดิมๆ เกี่ยวกับความสะอาดของน้ำดื่มที่นี่ยังคงต้องยึดถือปฏิบัติ ดื่มน้ำ้บรรจุขวดที่เ่พิ่งเปิดเท่านั้น หลีกเลี่ยงการรับประทานน้ำแข็ง เลือกดื่มน้ำขวดแช่เย็นจะดีกว่า
|