นานาน่า...กาญจนบุรี
น่าขี่

River Kwae Family Camp
พอได้เที่ยวไปเห็นป่าเขียวรกชัฏ ภูเขาสูงทะมึน แม่น้ำไหลผ่านท้องทุ่ง น้ำตกสูงตระหง่าน และชีวิตที่อยู่ในอ้อมกอดของธรรมชาติ กลับพาจินตนาการกลับไปสู่ชีวิตที่เด็กเมืองอย่างผมสัมผัสได้ผ่านแต่ทางโทรทัศน์ คือ คาวบอยขี่ม้ากลางท้องทุ่ง อา...คงจะดีมิใช่น้อย ถ้าผมจะได้ทำอย่างนั้นบ้าง และที่นี่...ที่จังหวัดกาญจนบุรี บุตรหลานของท่านทำได้ครับ

River Kwae Family Camp แคมป์ขี่ม้า กาญจนบุรี จากครอบครัวคนรักม้า ดำเนินกิจการสอนขี่ม้าที่โปโลคลับในกรุงเทพฯ มานานหลายสิบปีมาแล้ว ตั้งแต่รุ่นคุณย่าทวดชาวเยอรมัน จนเกิดความคิดว่า การพานักเรียนขี่ม้าเข้าป่าสัมผัสธรรมชาติในวันหยุดเพื่อเพิ่มทักษะเป็นสิ่งน่าสนใจมิใช่น้อย คุณย่าทวดลีโรส ซึ่งปัจจุบันอายุ 95 ปีแล้ว จึงได้มาซื้อที่ดินแห่งนี้ทำเป็นฟาร์มเลี้ยงม้าขึ้นมา เพื่อรองรับนักเรียนจากโปโลคลับในกรุงเทพฯ ได้เข้ามาสัมผัสธรรมชาติมากขึ้น รวมถึงการขยายผลกิจกรรมบำบัดผู้ป่วยเด็กพิเศษ และเด็กที่เคลื่อนไหวร่างกายไม่สะดวกจากโรคโปลิโอ ออทิสติก และอื่น ๆ ด้วยการขี่ม้า โดยร่วมมือกับสถาบันบำบัดทั้งในกรุงเทพฯ และกาญจนบุรี ให้ความช่วยเหลือในการบำบัดโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น ช่วยให้เด็กเหล่านั้นมีพัฒนาการที่ดีขึ้นจากการบำบัดอย่างชัดเจน
ม้าที่แคมป์ขี่ม้า กาญจนบุรี มีทั้งสิ้น 23 ตัว เป็นลูกครึ่งพันธุ์ผสม อายุโดยเฉลี่ยประมาณ 18-19 ปี ม้าบางตัวยังเคยเป็นดาราละครโทรทัศน์มาก่อนอีกด้วย บ้างเป็นม้าที่เคยทำงานหนักมาก่อน แต่สภาพร่างกายไม่สามารถทำงานเช่นนั้นต่อไปได้ ทางแคมป์ฯ จึงรับเลี้ยงไว้และใช้งานแต่เพียงเบา ๆ จึงต้องจำกัดลูกค้าผู้ประสงค์จะขี่ม้าท่ามกลางบรรยากาศธรรมชาติที่มีน้ำหนักตัวไม่เกิน 55 กิโลกรัมเท่านั้น สำหรับท่านใดที่ต้องการเลี้ยง
อาหารม้า ทางแคมป์ก็ยินดีครับ จะเป็นคาร์รอท แอปเปิ้ล ได้ทั้งนั้น นอกจากนี้ทางแคมป์ยังให้การบริการทั้งอาหารไทยและอาหารตะวันตก พร้อมยังมีบังกะโลที่พักอีกด้วย

วันหยุดครั้งหน้า ถ้ามีโอกาสผ่านมา จ.กาญจนบุรี ลองนำกิจกรรมขี่ม้าบรรจุเข้าไปในโปรแกรมของท่านดูซิครับ แล้วความฝันที่จะเป็นคาวบอย ขี่ม้าท่ามกลางอ้อมกอดธรรมชาติของลูกหลานท่านในความดูแลของผู้เชี่ยวชาญ ก็จะเป็นความจริงได้ที่นี่ แคมป์ขี่ม้า กาญจนบุรี
ขอขอบคุณ: คุณสุมาลี อังสุโชติ (คุณยายปุ๊กกี้) และคุณนันทชา อังสุโชติ (แพร) สนใจติดต่อสำรองที่พักและสอบถามค่าใช้จ่ายได้ที่ แคมป์ขี่ม้า กาญจนบุรี 16/9 หมู่ 8 ต.แก่งเสี้ยน อ.เมือง จ. กาญจนบุรี 71000
โทร. 08 9806 7418 แฟกซ์: 0 3462 4675 e-mail: kwaehorsecamp@hotmail.com หาข้อมูลเพิ่มเติมที่ www.horsekan.com
น่านอน

บ้านผาสวรรค์...บ้านในฝันของคนรักธรรมชาติ
“กลางดง พงป่าเขา ลำเนาไพร ไกลสังคม…” ประโยคสั้น ๆ เพียงไม่กี่คำที่เคยได้ยินได้ฟัง ทำให้ผมอยากจะหนีกรุงไปยังผืนป่าที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ ยิ่งช่วงนี้เริ่มเข้าหน้าฝน ต้นไม้กำลังผลัดใบ ออกดอก ออกผลเขียวชอุ่มไปทั่วผืนป่า เป็นเวลาที่เหมาะสำหรับการพักผ่อนในช่วงน่าฝนที่แสนจะโรแมนติก
จุดหมายของการเดินทางมาพักผ่อนในครั้งนี้คือ “บ้านผาสวรรค์” อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี แค่ได้ยินชื่อก็พอจะคาดคะเนออกนะว่าสวยขนาดไหน อยู่ท่ามกลางธรรมชาติที่โอบล้อมไปด้วยป่าเขาลำเนาไพร และสายน้ำตกไหลผ่านตลอดทั้งวันทั้งคืน เมื่อเข้ามาในอาณาบริเวณก็จะได้กลิ่นไม้หอมอบอวลไปทั่วสารทิศ โดยเฉพาะหอมหมื่นลี้และคีเปลอันเป็นพันธุ์ไม้หอมหายาก..ที่อื่นหายากแต่ที่นี่มีนับไม่ถ้วน

ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเกิดมาจากแนวคิดของ ดร.ไพโรจน์ สุขจั่น ผู้รักธรรมชาติและหลงใหลในพันธุ์ไม้หอมและพันธุ์ไม้ผลนานาชนิด ที่ต้องการสานฝันให้เป็นอุทยานไม้หอมและอุทยานไม้ผล แม้แต่บ้านพักก็สวยแปลกตา ไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน เพราะบ้านพักที่นี่ดีไซน์ให้เป็นบ้านผลไม้ยักษ์ในแนวแฟนตาซีเพื่อให้อิงกับบรรยากาศของอุทยานแห่งนี้ สามารถเข้าไปพักผ่อนได้เหมือนบ้านพักโดยทั่วไป มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ห้องพักสะอาดสะอ้าน หากตื่นขึ้นมาในช่วงเช้าจะเห็นทะเลหมอกลอยมาปกคลุมรอบ ๆ เป็นเวลาที่ควร
ออกมาสูดอากาศอันบริสุทธิ์พร้อมกับสูดกลิ่นไม้หอมที่อยู่รอบตัว...รับรองว่าหายเหนื่อย และสามารถเดินออกกำลังกายไปเก็บผลไม้ที่สุกจากต้นกินได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย หากต้องการซื้อเป็นของฝากเขาก็คิดเพียงครึ่งราคา สำหรับท่านที่ชอบเล่นน้ำตกก็อยู่ไม่ไกล สวยดั่งชื่อ “น้ำตกผาสวรรค์” เลยทีเดียว เพียงสิบห้ากิโล
เอง
นอกจากนี้ “บ้านผาสวรรค์” ยังมีบ้านพักให้เลือกหลายสไตล์ เช่น บ้านวีไอพี ท่านจะได้นอนฟังเสียงน้ำตก
แบบธรรมชาติแทนเสียงดนตรี บ้านตอไม้หรือบ้านหิน เป็นการสนับสนุนโครงการลดภาวะโลกร้อนและป้องกันการตัดไม้ทำลายป่า จึงหันมาปลูกบ้านตอไม้ด้วยปูนปั้น ก็ดูสวยงามไปอีกแบบหนึ่ง
หากท่านมีโอกาสแวะเวียนมา อ.ทองผาภูมิ และอยากจะสัมผัสธรรมชาติอันแสนบริสุทธิ์ที่อยู่ในอ้อมกอดของป่า เขากับที่พักที่น่านอนของบ้านผาสวรรค์ สามารถสอบถามรายละเอียดและสำรองที่พักได้ที่
โทร.0 3468 5328, 0 3468 5338-9 สายตรง: 08 7965 9555, 08 4435 0555 www.banphasawan.com
E-mail : banphasawan@hotmail.com
น่าดื่ม

ฟักข้าว...ผลไม้จากสรวงสวรรค์
น้ำผลไม้สีโอโรสชื่อแปลกหู รสชาติอร่อยแปลกลิ้นไหลผ่านลำคอตามคำเชื้อเชิญของ พี่ทิวาพร ศรีวรกุล ผู้อำนวยการศูนย์กสิกรรมธรรมชาติท่ามะขาม และนักอนุรักษ์ระดับแนวหน้า เจ้าของรางวัลพระราชทานคนไทยตัวอย่าง ช่วยให้เรารู้สึกสดชื่นขึ้นมาทันทีอย่างน่าอัศจรรย์ พี่ทิวาพรเล่าให้เราฟังว่า
“ที่คุณดื่มอยู่นี่ ได้จากผลฟักข้าว ผักพื้นบ้านตระกูลแตง ชาวบ้านทั่วไปเค้าจะกินยอดอ่อนจิ้มน้ำพริก ลูกอ่อนก็เอาไปแกง ส่วนลูกแก่เค้าไม่กินกัน ซึ่งจริง ๆ เจ้าลูกแก่นี่แหละที่มีประโยชน์มาก...” พี่ทิวาพรสาธยายสรรพคุณของฟักข้าวให้เราฟัง จับความได้ว่า เจ้าฟักข้าวผลสุกนี่มีสารต้านอนุมูลอิสระ เบต้าแคโรทีน สูงกว่าแครอท 10 เท่า มีไลโคปีนสูงกว่ามะเขือเทศ 70 เท่า และประโยชน์อื่น ๆ อีกมากมายจาระไนไม่หมด
ที่เมืองนอกฝรั่งจะรู้จักฟักข้าวในนามของ Gac Fruit และเพราะประโยชน์มากมายมหาศาลของมัน มันจึงได้
ฉายาว่า the Fruit from Heaven หรือผลไม้จากสรวงสวรรค์ ขายกันขวดขนาดเท่าขวดแม่โขงขวดละตั้งพันกว่าบาท (750 มล.)

แต่น้ำฟักข้าวซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการที่ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติท่ามะขาม ได้ริเริ่มขึ้นเพื่อเผยแพร่แก่เกษตรกร จำหน่ายให้ผู้มาเยือน ขวดขนาด 160 มล. เพียงขวดละ 20 บาทเท่านั้น ของดีราคายิ้มได้แบบนี้ เห็นทีต้องยกเครดิตให้ท่าน ผอ. อิสสระพงษ์ แทนศิริ ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานกาญจนบุรี
ผู้แนะนำซะแล้ว
ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติท่ามะขาม อยู่ไม่ไกลจากตัวเมืองกาญจนบุรี เลี้ยวซ้ายที่แยกแก่งเสี้ยนไปทางไทรโยค ก่อนข้ามสะพานคุณหญิงจินดา เลี้ยวซ้ายอีกครั้ง ตรงไปไม่ไกลจะเห็นป้ายศูนย์กสิกรรมธรรมชาติท่ามะขามอยู่ทางขวามือ หาไม่ยาก ใครผ่านไปเที่ยว จ.กาญจนบุรี อย่าลืมแวะไปชิมดู แล้วจะได้รู้ว่าผลไม้จากสรวงสวรรค์รสชาตินั้นเป็นอย่างไร หรือจะซื้อติดไม้ติดมือกลับบ้านก็ไม่ผิดกติกาแต่อย่างใด นอกจากนี้ที่ศูนย์ฯ ยังมีผักสดปลอดสารพิษ ข้าวกล่อง จำหน่ายอีกด้วย
ขอขอบคุณ: ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติท่ามะขาม 213 ม.2 ต.ท่ามะขาม อ.เมือง จ.กาญจนบุรี โทร.0 3462 4281, 08 1857 2500
น่าจิบ

กาแฟขี้ชะมด
สำหรับบางคน...การจิบกาแฟอาจไม่ใช่เรื่องใหญ่ในชีวิตประจำวันที่จำเป็นต้องทำ แต่สำหรับคอกาแฟ
อย่างผม ถ้าเช้าไหนไม่มีให้จิบแล้ว จิตใจจะหมกมุ่นคอยสอดส่ายสายตาเที่ยวหาอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะเวลาเดินทางเป็นหมู่คณะ เรายิ่งเกรงใจไม่อยากเป็นตัวการทำให้คนหมู่มากต้องมารอเราแต่เพียงผู้เดียว แต่วันนี้พอผ่านมาทางเมืองกาญจน์ฯ เลี้ยวซ้ายพ้นแยกแก่งเสี้ยวเพียงเดี๋ยวเดียว สายตาก็ไปฟาดกับป้ายริมถนน กาแฟสดจากไร่คุณหญิง กาแฟขี้ชะมด แห่งแรกในเมืองไทย อดใจไม่อยู่ถึงกับต้องอ้อนวอนเพื่อนร่วมทางให้จอดแวะกันเลยทีเดียว
พอเข้าบริเวณเป็นกระท่อมไม้มุงแฝก เสาคานมัดด้วยหวาย ไม่มีตะปูให้เห็นแม้แต่ตัวเดียว หอมสดชื่นกลิ่นกาแฟละเมียดไปทั่วทุกอณูบรรยากาศในร้าน ที่นี่มีบริการทั้งอาหารเครื่องดื่มและกาแฟปกติทั่วไป เห็นกรอบรูปบทสัมภาษณ์จากสื่อต่าง ๆ เข้ากรอบประดับไว้ทั่วฝาผนัง โชคดีได้มีโอกาสพบ คุณสุรเชษฐ์ ยุทธสุนทร เจ้าของร้านได้กรุณามาพูดคุยด้วยอย่างสนุกสนาน ได้เล่าถึงความเป็นมาของกาแฟสดอันลือชื่อทั่วโลก ถ้าเป็นคอกาแฟแล้วรับรองไม่มีใครไม่รู้จักพระเอกของร้านนี้ กาแฟขี้ชะมด หรือ Kopi Luwak (Luwak coffee) ตัวนี้แน่ และไม่ใช่เรื่องง่ายเลยกว่าจะมาเป็นกาแฟยอดแพงอันดับหนึ่งในโลกได้ คุณสุรเชษฐ์ต้องผ่านการลองผิดลองถูกกันมาเป็นปี ๆ

กาแฟขี้ชะมดถือเป็นกาแฟเกรดหนึ่ง เป็นที่ยอมรับของคอกาแฟทั่วโลก ปัจจุบันเป็นที่เปิดเผยว่า มีขายเพียง 4 แห่งในโลกเท่านั้น คือ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และประเทศไทยของเรา ราคาขายตามน้ำหนักสูงถึง 160 ดอลล่าร์สหรัฐต่อปอนด์กันเลยทีเดียว ราคาในร้านกาแฟสดไร่คุณหญิงนี้มีสามราคาตามคุณภาพ คือ
กาแฟบ่มนาน 1 ปี แก้วละ 500 บาท บ่มนาน 2 ปี แก้วละ 1,000 บาท และดีที่สุด บ่มนาน 3 ปี แก้วละ 1,500 บาท ผมได้ลองจิบไปแก้วหนึ่ง (ทายซิครับว่า ผมจะเลือกแก้วราคาเท่าไหร่ ?) รสชาตินุ่มนวล เข้มข้น ยากที่จะบรรยายเป็นคำพูดได้ เลยขอยืมคำขวัญที่ติดอยู่ภายในร้านมาบรรยาย...
กาแฟดี ต้องดำดั่งปีศาจ หอมดุจนางฟ้า ร้อนดุจนรก รสดั่งความรัก ใช่เลยครับ ใช่กาแฟที่นี่แน่นอน
ผ่านไปสองวันแล้วขณะนั่งเขียนต้นฉบับอยู่นี้ กลิ่นและรสกาแฟยังละเมียดหอมฉุย ติดลิ้น ติดปลายจมูกกันอยู่เลยครับ คอกาแฟตัวจริงใครมา จ.กาญจนบุรี พลาดไม่ได้นะครับ กาแฟสดไร่คุณหญิง 105 ม.1 ต.แก่งเสี้ยน อ.เมือง จ.กาญจนบุรี โทร: 0 3465 3310, 08 1773 4135 www.coffeeraikhunying.com
|