มาถึงดินแดนเฟรนช์ ริเวียร่า หรือชื่อในภาษาฝรั่งเศสว่า โกต ดาชูร์ (Côte d’Azur) กันทั้งที จะรีรอกันอยู่ใย ดินแดนแถวนี้เขาว่าอากาศดี ไม่มีฤดูกาลที่ถึงขั้นหนาวเหน็บ หากแต่สดใสไปด้วยเปลวแดด จนมาเที่ยวได้ตลอดทั้งปี แต่ถ้าจะให้เพอร์เฟ็กต์ที่สุดคือช่วงเดือนพฤษภาคม-สิงหาคมโดยจุดหมายแรกนั้นแน่นอนว่าต้องเป็น Nice เมืองน่ารักที่มี Promenade des Anglais ถนนคนเดินผืนกว้างติดทะเลเมดิเตอร์เรเนียนที่ผู้คนชอบมาพักผ่อนและทำกิจกรรมตามความสนใจของตัวเอง
มาถึงดินแดนเฟรนช์ ริเวียร่า หรือชื่อในภาษาฝรั่งเศสว่า โกต ดาชูร์ (Côte d’Azur) กันทั้งที จะรีรอกันอยู่ใย ดินแดนแถวนี้เขาว่าอากาศดี ไม่มีฤดูกาลที่ถึงขั้นหนาวเหน็บ หากแต่สดใสไปด้วยเปลวแดด จนมาเที่ยวได้ตลอดทั้งปี แต่ถ้าจะให้เพอร์เฟ็กต์ที่สุดคือช่วงเดือนพฤษภาคม-สิงหาคมโดยจุดหมายแรกนั้นแน่นอนว่าต้องเป็น Nice เมืองน่ารักที่มี Promenade des Anglais ถนนคนเดินผืนกว้างติดทะเลเมดิเตอร์เรเนียนที่ผู้คนชอบมาพักผ่อนและทำกิจกรรมตามความสนใจของตัวเอง
มาถึงดินแดนเฟรนช์ ริเวียร่า หรือชื่อในภาษาฝรั่งเศสว่า โกต ดาชูร์ (Côte d’Azur) กันทั้งที จะรีรอกันอยู่ใย ดินแดนแถวนี้เขาว่าอากาศดี ไม่มีฤดูกาลที่ถึงขั้นหนาวเหน็บ หากแต่สดใสไปด้วยเปลวแดด จนมาเที่ยวได้ตลอดทั้งปี แต่ถ้าจะให้เพอร์เฟ็กต์ที่สุดคือช่วงเดือนพฤษภาคม-สิงหาคมโดยจุดหมายแรกนั้นแน่นอนว่าต้องเป็น Nice เมืองน่ารักที่มี Promenade des Anglais ถนนคนเดินผืนกว้างติดทะเลเมดิเตอร์เรเนียนที่ผู้คนชอบมาพักผ่อนและทำกิจกรรมตามความสนใจของตัวเอง
ใกล้ๆกันนั้นคือ Cours Saleya Market ตลาดชื่อดังในย่านเมืองเก่า ที่เต็มไปด้วยมวลดอกไม้ในยามเช้าของวันอังคารถึงวันศุกร์ให้ได้เดินชมความงามแห่งสีสันที่สะพรั่งไปตลอดความยาวของถนน โดยมีพืชผักผลไม้ขนม และเครื่องเทศ มาร่วมสร้างเฉดสีให้ยิ่งหลากหลาย แล้วยังมีร้านขายของที่ระลึกจากลาเวนเดอร์ ผลผลิตจากมะกอก ให้ได้เลือกซื้อกันเพลินอีกด้วย แต่พอถึงวันจันทร์ที่นี่ก็จะเปลี่ยนโฉมกลายเป็นตลาดนัดและย่านค้าของเก่าที่เต็มไปด้วยบรรดาของแอนติก
พอล่วงเข้าสู่ช่วงเที่ยง ก็ได้เวลาเดินทางต่อไปยังประเทศโมนาโค โดยแวะไปรับประทานอาหารมื้ออร่อยที่ร้าน Quai des Artistesตั้งอยู่ในแถบ Port Hercule ท่าเรือที่เรียงรายด้วยเรือยอชต์ลำหรู จากนั้นจึงเดินจากร้านเพื่อข้ามถนนขึ้นไปยังยอดเขาใกล้ๆ ซึ่งเป็นที่ตั้งของ Place du Palais
ที่เจ้าหญิงเกรซเคลลี่ เคยทำพิธีอภิเษกสมรสกับเจ้าชายเรนีเยที่ 3 แห่งโมนาโค บริเวณด้านหน้าจะมีการเปลี่ยนกะทหารทุกชั่วโมง แต่ขอแนะนำให้มารอเวลาเที่ยง เพราะเขาจัดชุดใหญ่แบบเต็มยศ จากนั้นก็ไปเดินชมร้านขายของที่ระลึก เข้าโบสถ์ที่วิจิตรงดงาม หรือแวะไป Oceanographic Museum & Aquarium ตรงด้านหน้าตัวอาคารแสนคลาสสิกกับสารพัดสัตว์ทะเลก็เข้าท่าไม่น้อยจากนั้นก็ได้เวลาไปโฉบเฉี่ยวหน้า Monte-Carlo
Casino ที่นักเสี่ยงโชคจากทั่วโลกให้ความนิยมความอลังการคือนิยามของที่นี่ ทั้งตัวอาคารภายนอก รวมถึงรถสปอร์ตราคาสูงลิบลิ่วจอดเรียงรายอยู่
ด้านหน้า ถึงไม่สะดุดตาเท่าบรรดาฟอร์มูล่าวันซึ่งมาร์ก เว็บเบอร์, มิชาเอล ชูมักเกอร์,เฟอร์นานโด อลอนโซ่ เคยมาแข่งกันบนถนนในมอนติ-คาร์โลก็ตาม ส่วนอาณาเขตรอบๆ ก็มีทั้งร้านแบรนด์เนมระดับไฮเอนด์ และคาเฟ่ที่เครื่องดื่มธรรมดาอาจมีราคาไม่แพ้ไวน์หนึ่งแก้วรวมถึงสวนสวยไว้ให้นั่งพักผ่อนเวลาแข้งขาอ่อนเมื่อหวนมานั่งคิดถึงกับมูลค่าของที่เผลอช้อปไป
ในวันรุ่งขึ้นโปรแกรมการเดินทางสตาร์ตที่เมืองเล็กๆ อย่าง Eze บนฝั่งชายทะเล Eze-sur-Mer หมู่บ้านเล็กๆ ระหว่างทางไปโมนาโคที่แสนน่ารักนี้ตั้งอยู่บนเนินเขาสูงที่แลเห็นความระยิบระยิบของท้องทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ย้อนกลับไปในกาลก่อนเมืองเอซเคยเป็นที่ตั้งของป้อมปราการและปราสาทใหญ่ และแม้วันจะผ่านเลยมาหลายศตวรรษ แต่สิ่งที่หลงเหลือก็ยังคงสะท้อนความคลาสสิกจากสมัยยุคกลาง เมื่อเดินลัดเลาะขึ้นไปตามเส้นทางเดินแคบๆ ขนาบด้วยตัวตึกที่ก่อขึ้นจากหิน จะพบกับร้านค้าน่ารัก (แต่ราคาไม่ค่อยน่าคบสักเท่าไหร่) แฝงกายอยู่อย่างกลมกลืน ไม่ทำตัวสะดุดตาให้นักท่องเที่ยวรู้สึกขาดสมดุล และหากขึ้นไปจนถึง Le Jardin Exotique จะได้พบสวนกระบองเพชรหลากพันธุ์ กับรูปปั้นหินของเหล่าเทพธิดาผู้เลอโฉม โดยมีแบ๊ก-กราวนด์เป็นสีเทอร์ควอยซ์ของมหาสมุทรอิ่มตาอิ่มใจกับเมืองเอซแล้ว ก็ได้เวลาเดินทางเลาะเลียบริเวียร่าอันงดงามเพื่อข้ามประเทศอีกครั้งไปสู่ทางตอนเหนือของอิตาลี
โดยเริ่มช้อป เอ๊ย! เริ่มเที่ยวกันที่ Vintimille ที่นี่มีตลาดนัดกลางแจ้งที่ขายของทุกสิ่งอย่างโดยเฉพาะเครื่องหนังที่นักท่องเที่ยวนิยมซื้อเพราะเชื่อถือในคุณภาพ แถมใกล้ๆ กันยังมีสวนสาธารณะให้นั่งชิลล์อีกด้วย แต่ด้วยความที่มีผู้คนพลุกพล่านตามประสาตลาดนัด จึงขอแนะนำว่าให้ระวังกระเป๋าไว้ด้วยเพื่อเป็นการไม่ประมาทจากนั้นเดินทางต่อไปไม่ถึงครึ่งชั่วโมงสู่ San Remoเมืองตากอากาศริมชายฝั่งทะเลแห่งแคว้นลิกูเรียที่มีย่าน
การค้าแห่งใหญ่ ไล่เรียงราคาตั้งแต่ปานกลางไปถึงแพงลิบลิ่ว ถ้าใครเกรงใจค่าเงินยูโรจนไม่กล้าช้อป แค่เลือกชมก็นับว่าคุ้มค่าและเพลิดเพลิน ที่สำคัญมาถึงอิตาลีทั้งที อย่าลืมแวะลิ้มรสไอศกรีมเจลาโตให้ลิ้นชากับความเย็นแต่ซาบซ่านไปด้วยความอร่อยเข้มข้น จนแม้อากาศจะหนาวเหน็บสักแค่ไหนก็ยังยินยอมที่จะลดอุณหภูมิในร่างกายลงไปอีก ขอเพียงได้ละเลียดความหวานเย็นของไอศกรีมสักโคน
สำหรับทริปการท่องเที่ยวในวันสุดท้ายก่อนกลับเรามีนัดกับ Saint Paul de Vence ที่ให้อารมณ์คลาสสิกกับตัวอาคารยุคศตวรรษที่ 16 บนเนินเขาที่โอบล้อมด้วยกำแพงหินและธรรมชาติ อารมณ์ก็คล้ายๆ กับเดินเล่นอยู่ในเมืองเอซ แต่มีแรงดึงดูดกว่านิดหน่อยตรงความคึกคักของร้านรวงที่มากกว่า แถมส่วนใหญ่ยังออกสไตล์แกลเลอรี เต็มไปด้วยงานศิลป์เก๋ไก๋ ทุกก้าวที่เดินดุ่มไปตามตรอกซอกซอยจึงล้วนแล้วแต่สร้างความตื่นตาตื่นใจ ถ้าอยากซื้อภาพเขียนสวยๆผ้าปักลายหวาน หรืองานอารต์ ที่จะตกแต่งให้บ้านดูมีดีไซน์ มาที่นี่ไม่มีผิดหวัง และเมื่อเดินไล่ระดับความสูงขึ้นไปเรื่อยๆ ยังมีจุดชมวิวจากมุมสูงให้แวะเก็บภาพงามๆ แบบพาโนราม่ากลับไปหากรู้สึกเมื่อยล้าอาจไปนั่งผ่อนคลายอิริยาบถพลางจิบไวน์รสละมุนเพื่อเข้าถึงความเป็นฝรั่งเศส แบบสุดตัวและถ้าจะให้สัมผัสถึงเสน่ห์แบบปารีเซียงมากขึ้นสิ่งที่ชวนให้หลงใหลไม่แพ้ความงามของสถานที่ก็คงเป็นความหอมที่พร่างพรม
จึงแอบขอแวะไปยัง Grasse เมืองที่ได้รับสมญานามว่า The World’s Capital of Perfume ที่ไม่เคยขาดกลิ่นอายแห่งความหอมมาตั้งแต่ปลายศตวรรษที่18 โดยมะลิมักจะเป็นส่วนผสมหลักยอดนิยมในน้ำหอมของฝรั่งเศส และเพราะเป็นดั่งเมืองหลวงของน้ำหอมนี่เอง ทำให้คนทำอาชีพ Noses มาฝึกอบรมกันอยู่ในเมืองนี้มากมาย จนแต่ละคนสามารถแยกแยะความแตกต่างของกลิ่นได้มากถึงกว่า 2,000 ชนิดเลยทีเดียว อะไรจะจมูกไวปานนั้น!เมืองกลาสนั้นมีโรงงานผลิตน้ำหอมเก่าแก่หลายแห่ง แต่ครั้งนี้ของเลือกดิ่งตรงไปที่โรงงานของ Fragonard ที่มีการจัดแสดงขั้นตอนกระบวนการสกัดและผลิตให้ได้ชมกัน ที่สำคัญราคาถือว่าไม่แพงเมื่อเทียบกับกลิ่นที่ทั้งหอม และแพ็กเกจที่ดีไซน์ออกมาเรียกว่าโดนใจอย่างแรงจนเผลอซื้อติดมือกลับมาตั้งหลายขวด
การช้อปปิ้งดูเหมือนจะยังไม่สิ้นสุดแค่นั้น เพราะสถานที่สุดท้ายสำหรับการสั่งลาทริปนี้อยู่ที่เมือง Cannes ซึ่งนอกจากจะโด่งดังจากงานเทศกาลภาพยนตร์ที่ถือกำเนิดขึ้นเมื่อกว่า 60 ปี ที่นี่ยังเรียงรายไปด้วยร้านค้าหลายร้อยร้าน จนต้องขอใช้เวลา 2-3 ชั่วโมงไว้ทอดน่องอย่างเพลิดเพลินกันสักหน่อย แต่กองทัพต้องเดินด้วยท้อง เลยขอเติมพลังกันก่อนในร้านอาหารริมชายหาดสีทองของเมืองคานส์ โต๊ะที่จัดเตรียมไว้ให้ลูกค้าตั้งอยู่แบบเอาต์ดอร์ชนิดประชิดติดหาดรับเปลวแดดกันแบบเต็มๆสำหรับคนไทยผู้กลัวจะเกรียมแดดอาจรู้สึกหวั่นๆ นิดหน่อย แต่ชาวยุโรปนั้นแสนพออกพอใจ เพราะอากาศหนาวขนาดนี้การได้อาบแดดอุ่นๆพลางรับประทานอาหารอร่อยๆ ถือว่าชิลล์สุดๆพออิ่มเอมทั้งเมนูเด็ดจากทางร้านและวิตามินดีจากแสงแดด ก็ได้เวลาออกไปเดินเล่นเรียบริมหาด ที่นี่มีรถไฟคันเล็กสีขาวสะอาดตาพานั่งฉึกฉักกินลมชมวิวในระยะเวลาประมาณครึ่งชั่วโมง แต่เราขอเลือกใช้กำลังขาพาร่างกายซอกแซกไปตามซอกซอยเอง โดยช็อตแรกขอปรากฏตัวอย่างเฉิดฉายบนพรมแดงที่ Des FestivalsET Des Congrès อาคารสำหรับจัดงานเทศ-กาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ที่เหล่าซูเปอร์สตาร์ระดับโลกต่างเคยมาเยือนจากนั้นก็
ตัดข้ามมายังอีกฟากฝั่งผ่านเกาะกลางถนนที่เรียงรายไปด้วยทิวปาล์ม เพื่อเตร็ดเตร่บนถนนสายบูติกอันหรูหรา และเต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวา ทั้ง Boulevardde la Croisette และ Rue d’Antibes ให้ได้เทกระเป๋าไปกับแบรนด์เนมหรูระยับไม่ว่าจะเป็น Hermès, Louis Vuitton,Prada, Gucci, Dior, Longchamp และอีกมากมายนับไม่ถ้วน แถมในวันหยุดสุดสัปดาห์ตรงลานกว้างยังมีการออกร้านขายของมือสองให้เลือกอย่างละลานตาบางทีคุณอาจจะโชคดีเจอของโบราณหายาก จากที่นี่ก็ได้ตราบใดที่ยังมีเวลาและกำลังขา แนะนำให้เดินไปตรงบริเวณปลายสุดของถนนที่ทอดยาวขึ้นไปสู่เนินเขา นอกจากเป็นจุดชมวิวที่น่ามองอีกมุมหนึ่งแล้ว บนนี้ยังเป็นที่ตั้งของโบสถ์ Notre-Damd’Esperance ที่โก้หรูสง่าตามสไตล์ศิลปะแบบโกธิกอีกด้วยดูเหมือนยิ่งเรามีความสุขมากเท่าไหร่เวลาก็พานจะผ่านไปไวราวกับติดปีกขึ้นเท่านั้น
สุดท้ายก็มาถึงวันที่ต้องอำลาอย่างอาลัยจนได้ แต่แน่นอนว่าแม้จะคืนกลับมาสู่อีกฟากฝั่งของโลก ความสุขความประทับใจในการเดินทางที่แสนพิเศษครั้งนี้ ก็จะยังคงปรากฏอย่างเด่นชัดในความทรงจำเสมอ
25 สิงหาคม 2554 14:09:43