Wi-Fi Experience@KBank
ค้นหา:
Join:
Home / Travel / แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว / อิตาลี / Amalfi / ข้อมูลทั่วไป
   

Amalfi -  ข้อมูลทั่วไป

Send To Friend
 
 

Amalfi ประเทศอิตาลี



          ก่อนอื่นต้องขอเช็กระดับความโรแมนติกในหัวใจของคุณผู้อ่านกันเสียก่อนว่าอยู่ในขีดไหน ถ้าสำรวจแล้วพบว่าหัวใจตอนนี้อบอุ่นผิดปกติ มองอะไรก็เหมือนจะออกสีชมพูเรื่อๆ ไปหมด นั่นแปลว่าหัวใจของคุณคงกำลังอยู่ในช่วงอินเลิฟ ถ้ามีอะไรโรแมนติกมาเติมเต็มในช่วงนี้ ผลลัพธ์คงจะคุ้มค่าและมีความหมายมากกว่าปกติ
 

 
          ถ้ามั่นใจว่าเป็นเช่นนั้นแล้วก็อย่าได้ ลังเลใจที่จะเลือก Amalfi ให้เป็นจุดหมายปลายทางอันแสนหวานสำหรับคุณและคู่รัก เพราะถึงแม้ Amalfi จะเป็นเพียงแค่เมืองเล็กๆ เหนืออ่าว Salerno ในแขวงชื่อเดียวกันว่า Salerno ซึ่งอยู่ในอาณาเขตแคว้น Campania ทางตอนใต้ของอิตาลี แต่เมืองนี้นั้นถือว่าเป็นเมืองหลักของเส้นทางขับรถสายโรแมนติกเลียบชายฝั่งทะเลที่ขึ้นชื่อลือชาไปไกล ด้วยใครๆ ก็รู้ว่าทางสาย Amalfi Coast นั้นเป็นเส้นทางขับรถกินลมชมวิวที่สวยงามเป็นอันดับต้นๆ ในโลกกันเลยทีเดียว เพราะภาพแผ่นน้ำ สีน้ำเงินสดผืนกว้างลาดไปจนจรดขอบฟ้า โดยมีบ้านเรือนสีพาสเทลสวยงามตั้งเรียงรายลดหลั่นกันอยู่ตามริมผา กระทบสายตาจนต้องชะงักงันและส่งต่อความงามนั้นเข้าไปกระทบความรู้สึก ให้เกิดความประทับใจแผ่ซ่านไปทั่ว จนส่งผ่านไปถึงคนรู้ใจที่อยู่แนบข้างให้ช่วยแชร์ความซาบซึ้งไปร่วมกัน 


          ส่วนตัวเมือง Amalfi เองนั้นเป็นเมืองเล็กสวยงามน่ารักที่มีหุบเขาและเชิงเขาเรียงรายเป็นระดับขั้น หันด้านหน้าออกรับทิวทัศน์ท้องทะเลผืนงามโดยมีเทือกเขาองอาจนามว่า Monte Cerreto เป็นฉากหลัง ทั้งทะเลและภูเขาผสมผสานกันอย่างลงตัว บวกกับสถาปัตยกรรมอันงดงามมีเอกลักษณ์ของบ้านสีขาวที่ปลูกสร้างเรียงรายอยู่ตามชายฝั่ง ส่งให้ภาพของเมืองนี้เมื่อมองเห็นเต็มตาจากกลางทะเลเข้ามานั้นสวยงามจับตา ราวกับภาพวาดผืนใหญ่ที่กางผืนผ้าใบมหึมาอวดโชว์ความงามตามธรรมชาติอยู่อย่างน่าภาคภูมิใจ จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ Amalfi จะถูกจัดรวมเป็นเมืองมรดกโลกอันมากคุณค่าจาก UNESCO กับเขาด้วย ถึงขนาดมีคำ กล่าวถึง Amalfi เอาไว้ว่า “The judgment day, when Amalfitans go to Heaven, will be a day like any other.” คือเมื่อถึงวันที่ชาว Amalfi ที่ดีที่จะได้รับการพิพากษาให้ไปสวรรค์นั้น ก็คงไม่ต่างจากวันเวลาที่ผ่านมาในชีวิตเท่าไรนัก จะให้พูดกันตรงๆ ก็คือเขาเปรียบ Amalfi เป็นสรวงสวรรค์กันเลยทีเดียว สวยไม่สวยก็คิดดูแล้วกันอย่างที่บอกว่าเมือง Amalfi ไม่ใช่เมืองในพื้นราบที่มีระนาบเดียวกันหมด บ่อยครั้งนักท่องเที่ยวจึงต้องออกกำลังขากันบ้างเล็กน้อยเพื่อไต่ขึ้นไปชมสถานที่ ท่องเที่ยวบางแห่ง 

 


          อย่าง The Cathedral of St.Andrew ที่ต้องขึ้นไป 57 ขั้น จึงจะได้ชมความงามด้านในของโบสถ์โบราณริมฝั่งทะเล สัญลักษณ์ของเมือง ที่สามารถเห็นหอระฆังโดดเด่นขึ้นมาจากบรรดาบ้านสีขาวที่รายล้อมอยู่โดยรอบจากด้านนอกโบสถ์ที่มีอายุถอยหลังไปไกลถึงศตวรรษที่ 11 บ่งชัดถึงสถาปัตยกรรมในยุคของพวกนอร์แมน ที่มีกลิ่นอายความเป็นไบแซนไทน์เข้ามาเจือปนแต่ด้านในนั้นตกแต่งแนวบาโร้ก บนเพดานสีทองอร่ามคือภาพวาดฝีมือจิตรกรที่มีชื่อว่า Andrea d’Aste ส่วนรูปปั้นสีบรอนซ์ที่วางประดับอยู่ด้านล่างเป็นผลงานของ Michelangelo Naccherino ลูกศิษย์ของไมเคิลแองเจโลผู้โด่งดัง มาถึงที่นี่แล้วอย่าลืมขึ้นไปชมวิวจากด้านบน ซึ่งจะมองเห็นหุบเขาและซอกมุมลดเลี้ยวในตัวเมืองด้านล่าง 




          รวมถึงจัตุรัสกลางเมืองได้ครบถ้วน ไม่ห่างกันนักเป็นที่ตั้งของ Chiostro del Paradiso หรือ The Cloister of Paradise ที่สร้างขึ้นในช่วงปี ค.ศ. 1266-1268 เพื่อใช้เป็นที่ฝังศพของราชนิกุลทั้งหลายในแถบนี้ เมือง Amalfi นี้ที่จริงเป็นเมืองท่าที่สำคัญมาตั้งแต่ยุคโรมัน ใครๆ ก็มาซื้อขายแลกเปลี่ยนกันที่เมืองนี้ ที่นี่จึงยังคงมีอิทธิพลของวัฒนธรรมบางอย่างหลงเหลือไว้ให้เห็น อย่างที่ Chiostro del Paradiso นี่ก็เช่นกัน มีอารยธรรมความเป็นอาหรับแสดงตัวออกมาให้เห็นกันอย่างเดาได้ไม่ยาก เพราะลักษณะคล้ายคลึงบางอย่างที่ทำให้นึกถึงปราสาทราชวังในแถบตะวันออกกลางได้ในทันทีที่เห็น ขยับลงมาสำรวจเมืองด้านล่างกันบ้าง ถ้ายังงงๆ ไม่รู้จะเริ่มอย่างไรขอแนะนำให้ไปตั้งต้นกันที่จัตุรัสกลางเมือง เพราะตามแบบผังเมืองในยุโรปโบราณ ถนนทุกสายมักจะมุ่งตรงไปสู่จัตุรัสที่เดียว บรรดาร้านค้า ร้านอาหารก็จะไปรวมตัวกันอยู่ตามจัตุรัสนี้เช่นกัน 



          สำหรับที่ Amalfi นี่จัตุรัสศูนย์กลางคือ Piazza Duomo ที่คึกคักไปด้วยนักท่องเที่ยวอยู่ตลอดเวลา ลองหาร้านคาเฟ่เก๋ๆ สักร้านแล้วจับจองที่นั่งรับแดดอุ่นๆ จิบกาแฟเพื่อชมเมือง ปรับโหมดตัวเองเข้าสู่ความสนุกสนานร่าเริง เป็นกันเองตามแบบชาวอิตาเลียน ก่อนจะออกเดินชมและช้อปตามร้านค้ามากมายที่กระจายตัวอยู่รอบๆ จัตุรัส ถ้าเที่ยวชมจนเบื่อจัตุรัสนี้แล้วก็ย้ายไปจัตุรัสอื่นได้ ภายในเมืองเขามีอยู่หลายแห่งเหมือนกัน ถ้ายังไม่เมื่อยก็เดินกันไปได้เรื่อยๆ แต่ถ้าอยากพักขาเดินทอดน่องละเลียดชมพิพิธภัณฑ์กันแบบไม่รีบร้อน ต้องมาแวะชม The Museum Della “Carta” หรือถ้าบอกว่ามีอีกชื่อคือ Paper Museum คงจะเข้าใจและเห็นภาพกันได้ดีขึ้น ที่นี่เป็นโรงงานผลิตกระดาษเก่าแก่ ผลิตกระดาษคุณภาพเฉพาะตัวที่เรียกว่ากระดาษ Bambagina เป็นกระดาษเนื้อดี คุณภาพไม่ธรรมดา ที่เขาไว้ใช้งานพิเศษๆ อย่างการ์ดแต่งงาน บัตรเชิญพิเศษๆ ที่ลูกค้าทุ่มทุนสร้างมากหน่อยในการลงทุนเรื่องกระดาษ ซึ่งตอนนี้เครื่องจักรที่ใช้ผลิตนั้นก็ยังใช้งานได้จริงอยู่ พิพิธภัณฑ์นี้เปิดตั้งแต่เวลา10.00-18.00น.หรือจะเข้าไปชมเว็บไซต์เพื่อเรียกน้ำย่อยกันก่อนได้ที่ www.museodellacarta.itเพื่อให้อรรถรสที่ได้ครบครันทริปสำคัญๆอย่างนี้ย่อมต้องไม่ขาดความสุนทรีย์ในเรื่องอาหารการกิน และไม่เสียชื่อที่มีทะเลแสนงามขนาดนี้ ต้องบอกไว้ก่อนเลยว่าเรื่องซีฟู้ดอย่างปลาสดและสัตว์ทะเลมีเปลือกจำพวกปู กุ้ง กั้งล็อบสเตอร์ทั้งหลายนั้น ที่นี่เขาโด่งดังกว่าที่อื่น มาถึงถิ่นทั้งทีอย่าได้พลาดเชียว ออกหาชิมให้ได้ จะได้ซาบซึ้งได้ถึงแก่น ว่าที่ว่าเด็ดจริงนั่นน่ะขนาดไหนกัน ถ้าไปถึงที่นั่นแล้วยังไม่ปิ๊งร้านไหนว่าถูกใจเป็นพิเศษจะลองแวะที่ Valledei Mulini ดูก็ได้นอกจากอาหารทะเลสดแล้ว ยังมีฝีมือเรื่องอาหารท้องถิ่นอิตาเลียนแท้ และวิวสวยเป็นของแถม เพราะ อยู่ห่างชายหาดไม่ไกล
 
          เมื่ออิ่มหนำดีแล้วเพื่อไม่ให้ได้รับคำครหาจากญาติสนิทมิตรสหายว่าเป็นคนแล้งน้ำใจก็ย่อมถึงเวลาตามหาของฝากทีถูกใจติดไม้ติดมือไปถึงคนไกลกันเสียหน่อยที่แถบนี้มะนาวของเขาลูกโตรสหวานฉ่ำน้ำยิ่งกว่าที่ไหนๆเลยสามารถเอามาแปรรูปเป็น Limoncello เครื่องดื่มลิเคอร์รสชาติเปรี้ยวหวานกลมกล่อม เป็นของดีมีเอกลักษณ์ ของที่นี่ ให้หิ้วติดมือกลับไปกันคนละขวดสองขวดแค่นี้ก็สนุกได้ครบรส ทั้งหวานฉ่ำ โรแมนติก ธรรมชาติงดงาม แถมยังอิ่มอร่อยหนำใจในแบบรสชาติเฉพาะตัวที่จะได้รับจาก Amalfi เมืองที่เขาเรียกว่าสวรรค์บนดินแห่งนี้
 
การเดินทาง
เครื่องบิน
ตั้งต้นจากสนามบินสุวรรณภูมิที่มีสาย การบินให้เลือกหลากหลาย บินจา กรุงเทพฯ ไปสู่กรุงโรมทุกวัน จากนั้นก็ เลือกการคมนาคมได้ตามชอบใจ
ทั้งทาง สายการบินในประเทศและรถไฟ เพื่อ เดินทางไปสู่เมืองเนเปิลส์ (Naples) เมืองใหญ่ซึ่งเป็นเหมือนศูนย์กลางการ คมนาคมของเมืองในแถบชายฝั่ง Amalfi Coast ทั้งหลาย
รถไฟ
มีรถไฟยูโรสตาร์วิ่งจากโรมและเนเปิลส์ มาถึงซาเลอโน (Salerno) เมืองหนึ่งใน แถบอมาลฟี่นี้ จากนั้นต้องเดินทางต่อ ด้วยรถบัสประจำทางหรือเรือมาสู่อมาลฟี่ นอกจากนี้ยังมีรถไฟท้องถิ่นวิ่งจากเนเปิลส์ มาซอเรนโต้ (Sorrento) แล้วจึงต่อรถบัส ประจำทางหรือเรือมาสู่อมาลฟี่เช่นกัน

รถบัสประจำทาง
The SITA คือกิจการรถบัสท้องถิ่นที่วิ่ง ประจำทางแถบอมาลฟี่ โคสต์ ทั่วถึงกัน ต้องซื้อตั๋วก่อนขึ้นรถจากคาเฟ่หรือบาร์ในเมือง ซึ่งมีป้ายขาวดำเขียนว่า Tabacci เป็นสัญลักษณ์ หรือร้านที่ขายลอตโต้ บางร้านก็จะมีขายตั๋วรถ SITA เช่นกัน ลองคอยดูโลโก้ของ SITA กันให้ดี
 
เรือ
มีให้เลือกทั้งเรือเฟอร์รี่สาธารณะ และ เรือจ้างส่วนตัวตามงบประมาณและ ความไฮโซในตัว ปกติเรือเฟอร์รี่จะให้ บริการในช่วงวันหยุดอีสเตอร์ไปจนถึง สิ้นเดือนตุลาคม ศูนย์กลางของเส้นทาง อยู่ที่เมืองเนเปิลส์เช่นเคย เช็กตาราง เวลาเดินเรือได้จากหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น
 
รถยนต์
ทิวทัศน์ตามเส้นทางสายอมาลฟี่ โคสต์นั้น อย่างที่บอกไปแล้วว่าสวยเกินบรรยาย ดังนั้น การขับรถเลียบริมผากินลมชมวิว จึงน่าจะสร้างความเพลิดเพลินได้ไม่น้อย แต่ต้องสงวนไว้สำหรับผู้ที่ขับรถใน เส้นทางคดเคี้ยว ทางแคบและลมแรงได้ กล้าแข็งเท่านั้น จึงจะรับประกันความ ปลอดภัยได้ อีกอย่างหนึ่งที่เป็นปัญหา คือที่จอดรถแถบนี้คิดค่าบริการแพง มหาศาลเลยทีเดียว ก่อนจะเลือกขับรถ เองชิลล์ๆ จึงต้องชั่งใจให้ดีก่อน
 

01 กรกฏาคม 2554 12:05:37

 
 
   
 
  อิตาลี
  ข้อมูลทั่วไป
  ข้อมูลน่ารู้ก่อนเดินทาง
  เกร็ดความรู้ที่ควรทราบ
  สถานที่ท่องเที่ยวและกิจกรรมแนะนำ
  ท่องเที่ยวตามงบประมาณ
  บันทึกการเดินทางประทับใจ
 
 
 
 
 
   
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
   
พฤษภาคม
2555
<  >
 
   
 
     
   
 
เลือกจังหวัดในประเทศไทย