ส่วนตัวเมือง Amalfi เองนั้นเป็นเมืองเล็กสวยงามน่ารักที่มีหุบเขาและเชิงเขาเรียงรายเป็นระดับขั้น หันด้านหน้าออกรับทิวทัศน์ท้องทะเลผืนงามโดยมีเทือกเขาองอาจนามว่า Monte Cerreto เป็นฉากหลัง ทั้งทะเลและภูเขาผสมผสานกันอย่างลงตัว บวกกับสถาปัตยกรรมอันงดงามมีเอกลักษณ์ของบ้านสีขาวที่ปลูกสร้างเรียงรายอยู่ตามชายฝั่ง ส่งให้ภาพของเมืองนี้เมื่อมองเห็นเต็มตาจากกลางทะเลเข้ามานั้นสวยงามจับตา ราวกับภาพวาดผืนใหญ่ที่กางผืนผ้าใบมหึมาอวดโชว์ความงามตามธรรมชาติอยู่อย่างน่าภาคภูมิใจ จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ Amalfi จะถูกจัดรวมเป็นเมืองมรดกโลกอันมากคุณค่าจาก UNESCO กับเขาด้วย ถึงขนาดมีคำ กล่าวถึง Amalfi เอาไว้ว่า “The judgment day, when Amalfitans go to Heaven, will be a day like any other.” คือเมื่อถึงวันที่ชาว Amalfi ที่ดีที่จะได้รับการพิพากษาให้ไปสวรรค์นั้น ก็คงไม่ต่างจากวันเวลาที่ผ่านมาในชีวิตเท่าไรนัก จะให้พูดกันตรงๆ ก็คือเขาเปรียบ Amalfi เป็นสรวงสวรรค์กันเลยทีเดียว สวยไม่สวยก็คิดดูแล้วกันอย่างที่บอกว่าเมือง Amalfi ไม่ใช่เมืองในพื้นราบที่มีระนาบเดียวกันหมด บ่อยครั้งนักท่องเที่ยวจึงต้องออกกำลังขากันบ้างเล็กน้อยเพื่อไต่ขึ้นไปชมสถานที่ ท่องเที่ยวบางแห่ง
อย่าง The Cathedral of St.Andrew ที่ต้องขึ้นไป 57 ขั้น จึงจะได้ชมความงามด้านในของโบสถ์โบราณริมฝั่งทะเล สัญลักษณ์ของเมือง ที่สามารถเห็นหอระฆังโดดเด่นขึ้นมาจากบรรดาบ้านสีขาวที่รายล้อมอยู่โดยรอบจากด้านนอกโบสถ์ที่มีอายุถอยหลังไปไกลถึงศตวรรษที่ 11 บ่งชัดถึงสถาปัตยกรรมในยุคของพวกนอร์แมน ที่มีกลิ่นอายความเป็นไบแซนไทน์เข้ามาเจือปนแต่ด้านในนั้นตกแต่งแนวบาโร้ก บนเพดานสีทองอร่ามคือภาพวาดฝีมือจิตรกรที่มีชื่อว่า Andrea d’Aste ส่วนรูปปั้นสีบรอนซ์ที่วางประดับอยู่ด้านล่างเป็นผลงานของ Michelangelo Naccherino ลูกศิษย์ของไมเคิลแองเจโลผู้โด่งดัง มาถึงที่นี่แล้วอย่าลืมขึ้นไปชมวิวจากด้านบน ซึ่งจะมองเห็นหุบเขาและซอกมุมลดเลี้ยวในตัวเมืองด้านล่าง
รวมถึงจัตุรัสกลางเมืองได้ครบถ้วน ไม่ห่างกันนักเป็นที่ตั้งของ Chiostro del Paradiso หรือ The Cloister of Paradise ที่สร้างขึ้นในช่วงปี ค.ศ. 1266-1268 เพื่อใช้เป็นที่ฝังศพของราชนิกุลทั้งหลายในแถบนี้ เมือง Amalfi นี้ที่จริงเป็นเมืองท่าที่สำคัญมาตั้งแต่ยุคโรมัน ใครๆ ก็มาซื้อขายแลกเปลี่ยนกันที่เมืองนี้ ที่นี่จึงยังคงมีอิทธิพลของวัฒนธรรมบางอย่างหลงเหลือไว้ให้เห็น อย่างที่ Chiostro del Paradiso นี่ก็เช่นกัน มีอารยธรรมความเป็นอาหรับแสดงตัวออกมาให้เห็นกันอย่างเดาได้ไม่ยาก เพราะลักษณะคล้ายคลึงบางอย่างที่ทำให้นึกถึงปราสาทราชวังในแถบตะวันออกกลางได้ในทันทีที่เห็น ขยับลงมาสำรวจเมืองด้านล่างกันบ้าง ถ้ายังงงๆ ไม่รู้จะเริ่มอย่างไรขอแนะนำให้ไปตั้งต้นกันที่จัตุรัสกลางเมือง เพราะตามแบบผังเมืองในยุโรปโบราณ ถนนทุกสายมักจะมุ่งตรงไปสู่จัตุรัสที่เดียว บรรดาร้านค้า ร้านอาหารก็จะไปรวมตัวกันอยู่ตามจัตุรัสนี้เช่นกัน
The SITA คือกิจการรถบัสท้องถิ่นที่วิ่ง ประจำทางแถบอมาลฟี่ โคสต์ ทั่วถึงกัน ต้องซื้อตั๋วก่อนขึ้นรถจากคาเฟ่หรือบาร์ในเมือง ซึ่งมีป้ายขาวดำเขียนว่า Tabacci เป็นสัญลักษณ์ หรือร้านที่ขายลอตโต้ บางร้านก็จะมีขายตั๋วรถ SITA เช่นกัน ลองคอยดูโลโก้ของ SITA กันให้ดี