Wi-Fi Experience@KBank
ค้นหา:
Join:
Home / Travel / แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว / กาญจนบุรี / อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ สังขละบุรี / ข้อมูลทั่วไป
   

อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ สังขละบุรี -  ข้อมูลทั่วไป

Send To Friend
 
 

อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ สังขละบุรี จังหวัดกาญจบุรี

ถ้าเหลียวมองรอบตัวแล้วรู้สึกว่าพื้นที่สีเขียวมีน้อยเหลือเกิน ยิ่งบวกกับรู้สึกเบื่อหน่ายความวุ่นวายในเมือง ก็ยิ่งอยากจะหลบไปฝังตัวอยู่เงียบๆ ท่ามกลางธรรมชาติ ถึงเวลาแล้วที่จะออกเดินทางสู่กาญจนบุรี ดินแดนสีมรกตแห่งเทือกเขาตะนาวศรี มาเติมออกซิเจนให้กับปอด แต้มสีเขียวให้กับหัวใจ กระตุ้นต่อมผจญภัยในตัวให้โลดแล่น พร้อมอาบกลิ่นอายธรรมชาติ
ให้ทั่วร่าง

ไม่ว่าคุณจะเป็นคนกรุงแต่กำเนิด หรืออยู่แต่ในเมืองมานาน จนเลือดที่ไหลวนในร่างกายคอยแต่จะสูบฉีดอย่างเร็วตามจังหวะชีวิตอันเร่งรีบ คงมีบ้างที่หลงลืมไปว่าการใช้ชีวิตแบบพอดีและพอเพียงเป็นอย่างไร ฉะนั้นลองมาสูดกลิ่นกองฟาง พร้อมเรียนรู้วิถีชีวิตอันเรียบง่ายที่หมู่บ้านวัฒนธรรมบ้านหนองขาว อ.ท่าม่วง เพียงตรงดิ่งจากกรุงเทพฯ 2 ชั่วโมง มุ่งเข้าเส้นทางหลวงสาย 324 เลี้ยวขวาไปทางพนมทวนก็ถึงแล้ว ชุมชนบ้านหนองขาวมีเป็นพันหลังคาเรือน บ้านแต่ละหลังตั้งชิดติดกันด้วยถือว่าเป็นเสมือนญาติสนิทมิตรสหาย รายล้อมด้วยทุ่งนาที่เริ่มแตกรวงในช่วงเดือนมิถุนายน สลับกับดงตาลและเรือกสวน แต่จะให้เดินรอบหมู่บ้านทั้งหมดก็คงเพลีย เขาเลยจัดรถอีแต๋นไว้เป็นพาหนะพาทัวร์ เกิดเป็นกิมมิคน่ารักๆ ที่ใครมาก็ต้องใช้บริการ ค่าจ้างคันละ 300 บาท คันหนึ่งจุได้ราว 10 คน ติดต่อล่วงหน้าได้ที่วัดอินทาราม โทร. 0 3458 6003 หรือ 08 4141 6515

          
              ขึ้นไปยืนชมวิวพลางอาบแดดบนรถสักพัก รถอีแต๋นก็จอดให้ลงไปสัมผัสกับผืนนากันอย่างใกล้ชิด โดยมีไกด์ท้องถิ่นหรือน้องๆ จิตอาสามาให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ชาวบ้านที่นี่ดำรงชีพด้วยการทำนาเป็นหลัก ถ้ามาเยือนในช่วงข้าวตั้งท้องก็จะได้เห็นพิธีรับขวัญข้าว พอว่างจากการทำนาก็นิยมปลูกผักชี แต่ถ้าบ้านไหนมีต้นตาลโตนดก็จะได้กรรมสิทธิ์ในการแปรรูปลูกตาลมาเป็นน้ำตาลสด น้ำตาลปึก น้ำตาลเมา หรือที่เรียกกันว่ากะแช่ กระทั่งนำมาทำขนมตาลสีเหลืองนวล ถัดจากดงตาลรถก็แล่นฉิวพาไปยังวัดอินทาราม เพื่อแวะนมัสการหลวงปู่พระป่าเลไลย์ ที่ชาวหนองขาวนับถือกันมาหลายชั่วอายุคน ก่อนจะลัดเลาะเข้าหมู่บ้านไปชมการทอผ้าขาวม้าร้อยสี ที่ได้ชื่อเช่นนี้เพราะผืนหนึ่งจะมีหลายสีสันสลับสับเรียงเป็นลายสวย โดยเฉพาะลายตาจักร ซึ่งเป็นลายพื้นบ้านดั้งเดิม สามารถเลือกซื้อได้ที่ร้านค้าโดยสตรีอาสาพัฒนา โทร. 0 3458 6061 เปิดตั้งแต่ 08.00 - 19.00 น.

          หลังจากซึมซับวิถีเกษตรกรรมมาจนเต็มอิ่ม แต่ท้องกลับร้องหิว ถ้าจะให้ได้อารมณ์ต่อเนื่องก็ต้องมาที่ร้านครัวผักหวานบ้าน ไร่นฤบดินทร์ใกล้ทางไปน้ำตกไทรโยคน้อย เพื่อเติมพลังด้วยเมนูที่ปรุงจากผักพื้นบ้านของเมืองกาญจน์ซะหน่อย ใครไม่ชอบทานผักอย่าเพิ่งทำหน้ายี้ เพราะผักที่ว่านี้หวานสมชื่อ ตัวชูโรง ได้แก่ ผักหวานไฟแดง ทานคู่ข้าวสวยร้อนๆ สักถ้วยก็เด็ดแล้ว หรือจะเป็นทอดมันปลากรายผักหวาน ที่ทำจากปลากรายเนื้อแน่นผสมพริกแกงเข้มข้น แล้วใช้ผักหวานสดๆ จากไร่ของทางร้านแทนถั่วฝักยาวอร่อยไปอีกแบบ ร้านเปิด 08.00 - 20.00 น. ลองโทรสอบถาม เส้นทางได้ที่ 0 3458 5023 หรือ 08 6384 1450

 

  มาถึงกาญจนบุรีทั้งที การนอนตีพุงอยู่แต่ในรีสอร์ทนั้นถือเป็นข้อห้ามแบบสุดๆ เพราะคุณจะพลาดกิจกรรม เอ้าต์ดอร์ทั้งหลายที่พาเหรดกันมาจนเลือกไม่ถูก ต้องจัดสรรเวลาลุยกันให้ดีๆ แนะนำให้ตื่นแต่เช้าแล้วออกไปเดินป่า ก่อนจะมาขี่ช้าง ล่องแพไม้ไผ่ กระโจนลงน้ำ ให้หายร้อน บ่ายคล้อยค่อยพายเรือคายัคชมธรรมชาติ ท่ามกลางแสงแดดอ่อนๆ ทั้งหมดทั้งมวลนี้ควรเสร็จสิ้นก่อน
6 โมงเย็น เพื่อให้มีเวลาพักสบายๆ บ้าง ก่อนจะดินเนอร์ใต้แสงตะเกียง ท่ามกลางท้องฟ้าสีกำมะหยี่ประดับดวงดาว รุ่งเช้าขอเริ่มตามโปรแกรมด้วยการรีบเด้งออกจากเตียง แต่งตัวรัดกุม เตรียมพร้อมไปผจญภัยที่อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ ขุมทองแห่งการ
ท่องเที่ยวเชิงนิเวศและผจญภัย โดยใช้เวลาจากตัวเมืองราว 2 ชั่วโมง ผ่านทางคดเคี้ยวขึ้นไปบนเขา จนแอบเวียนศีรษะเล็กๆ แต่พอมาถึงก็ต้องสลัดความมึน รีบคว้ากล้องออกมาถ่ายรูปเจ้านกเงือกตัวผู้นาม “แจ๋วแหวว” ที่บินออกมาต้อนรับกันถึงหน้าอุทยาน แต่บนผืนป่าพื้นที่กว่า 7 แสนไร่แห่งนี้ ไม่ได้มีเพียงนกเงือกเท่านั้น เพราะถ้าจังหวะดีจัด คุณอาจเห็นสัตว์ใกล้สูญพันธุ์อย่างเก้งหม้อและเลียงผาเดินป้วนเปี้ยนอยู่ริมชายป่า บางครั้งฝูงกวางก็ออกมาเล่นโป่งที่อยู่ใกล้ๆ ลึกเข้าไปในป่า ก็ยังมีช้าง หมี และเสือ แสดงถึง

          ความสมบูรณ์ตามธรรมชาติ แม้จะลดน้อยลงกว่าอดีตก็ตาม ด้วยเหตุนี้เจ้าหน้าที่จึงเอ่ยปากชวนนักท่องเที่ยวหัวใจสีเขียวทั้งหลายว่า นอกจากจะมาเพลิดเพลินกับธรรมชาติแล้ว ถ้าเป็นไปได้ก็อยากให้ช่วยกันสานต่อกิจกรรมอนุรักษ์ เช่น สร้างฝาย โป่งเทียม หรือปลูกต้นไม้เพิ่ม แล้วอีก 10 ปีข้างหน้าที่นี่ก็จะยิ่งสมบูรณ์มากขึ้นกว่าเก่า


          ไอเย็นของฝนที่ปกคลุมป่าก่อให้เกิดหมอกจางๆ ทั้งตอนเช้าตรู่และเย็นย่ำ เป็นเสน่ห์ของการเที่ยวในฤดูฝน ซึ่งนักท่องเที่ยวยังไม่แห่กันมา อย่างช่วงฤดูหนาว คุณอาจมากางเต็นท์หรือนอนบนบ้านทาร์ซาน ชมวิวเทือกเขาสลับซับซ้อนในอำเภอทองผาภูมิและผืนน้ำระยิบระยับของเขื่อน วชิราลงกรณ์อยู่ลิบๆ ส่วนด้านตะวันตกก็จะเห็น เขาช้างเผือก ซึ่งเป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติระยะไกลที่กำลังได้รับความนิยม โดยมีไฮไลต์เป็นการเดินผ่านแง่งหินที่มีความกว้างไม่ถึงเมตร เรียกกันติดปากในหมู่นักเดินเขาว่า “สันคมมีด” แต่ดูท่าแล้วระยะทาง 10 กิโลเมตร ข้ามเขาอีก 5 ลูก คงจะไม่ใช่แนวเราจึงขอเลือกเดินป่าแบบซอฟต์ๆ ดีกว่า โดยเส้นทางระยะใกล้ เริ่มด้วยชมวิวดอยต่องปะแล น้ำตกจ๊อกกระดิ่นต่อด้วยหมู่บ้านอีต่อง หมู่บ้านชายแดนไทย-พม่าที่เคยรุ่งเรืองจากการทำเหมืองแร่

       ถ้าขับรถต่อไปอีกนิดก็ถึงจุดชมวิวเนินช้างศึก ที่แลเห็นทัศนียภาพทั้งฝั่งไทยและพม่าได้ 360 องศาจริงๆ ชนิดหมุนตัวถ่ายรูปได้เลย ยิ่งวันที่ฟ้าเปิดจะเห็นทะเลอันดามัน (ทะเลจริงๆ คุณไม่ได้อ่านผิด) อยู่ตรงเส้นขอบฟ้านอกจากนี้ยังมีเส้นทางพิชิตบึงน้ำทิพย์
ต้นไม้ยักษ์ ตลอดจนเดินทางไปชมเนินเสาธงและช่องมิตรภาพ ซึ่งเป็นรอยต่อระหว่างฝั่งไทยกับพม่าเพียงเนินเขากั้น สอบถามเพิ่มเติมได้ที่อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ โทร. 08 1382 0359

          ใช้กำลังขาตัวเองมาครึ่งวันแล้ว กิจกรรมต่อไปขอใช้กำลังช้างบ้าง โดยขอเลือกแคมป์ช้างที่ได้รับการรับรองมาตรฐานปางช้างของประเทศไทยและค่อนข้างโด่งดังอย่าง แคมป์ช้างทวีชัย อยู่ห่างจากตัวเมืองไปประมาณ 30 กิโลเมตร ตามถนนสายลาดหญ้า-ศรีสวัสดิ์ ที่นี่เตรียมกิจกรรมไว้ให้คุณสัมผัสความน่ารักของช้างไว้แน่นเอี๊ยด ทั้งนั่งช้างชมธรรมชาติตามแนวเขา ผ่านหมู่บ้านควาญช้าง เดินลงลำน้ำแควใหญ่ แล้วล่องแพไม้ไผ่ปิดท้าย หรือจะเลือกโปรแกรมอาบน้ำร่วมกับช้างในยามเย็นก็จะได้ประสบการณ์ชิดใกล้ เร้าใจ แถมเปียกปอนกันให้ฉ่ำปอด คลิกเข้าไปดูข้อมูลได้ที่ www.twcelephantcamp.com โทร. 08 1823 8381 หรือ 0 3469 7495 แคมป์ช้างเปิดตั้งแต่ 07.30 - 15.00 น.

เหนื่อยจากการตะลุยมาทั้งวัน ตกเย็นเลยไปหาร้านนั่งชิลล์ริมแม่น้ำแคว ทอดสายตาชมสะพานกันที่ร้านคีรีธารา ที่นี่ตกแต่งสไตล์บาหลี จึงดูโปร่งโล่งและไม่ขัดกับบรรยากาศรอบข้างเลยสักนิด เมนูเด็ดของร้าน ได้แก่ ปลาช่อนคีรี เป็นปลาช่อนตัวใหญ่ทอดกรอบนอกนุ่มใน ราดซอสมะม่วงน้ำพริกเผา เขียวหวานผัดแห้งห่อไข่ ทานคู่กับขนมจีน อิ่มท้องดี และกุ้งอบซอสมะขาม ที่ใช้กุ้งแม่น้ำสดๆ ราดซอสรสเปรี้ยวอมหวาน ถูกปากเป็นที่สุด และขอบอกว่าหลังพระอาทิตย์ตกน้ำจะยิ่งได้อารมณ์เก๋ขึ้นอีก 10 เท่า ถ้าจองไว้กันเหนียวน่าจะดีกว่า สำรองที่นั่งได้ที่โทร.0 3462 4093 หรือ www.keereetara.com

          ถ้ารู้สึกว่ายังไม่ถึงขีดสุดละก็ ขอสละเวลาอีกครึ่งวันออกเดินทางตามเสียงหัวใจเรียกร้องไปยังสังขละบุรี เมืองแห่งสายน้ำ สามวัฒนธรรม ทั้งไทย มอญ พม่า ที่ตั้งอยู่สุดเขตชายแดน ณ บริเวณที่ลำน้ำรันตี บิคลี่ และซองกะเลีย ไหลมาบรรจบกัน อันเป็นที่มาของดินแดนสามประสบ

          จุดที่เรตติ้งแรงที่สุดเห็นจะเป็นสะพานอุตตมานุสรณ์ สะพานไม้ที่ยาวที่สุดในประเทศยาวถึง 850 เมตร ทอดตัวผ่านสายน้ำเชื่อมชุมชนสังขละบุรีและหมู่บ้านมอญฝั่งตรงข้ามไว้ด้วยกันอย่างกลมกลืน ความเก่าแก่ของไม้บวกกับ โครงสร้างเรียบง่ายกลายเป็นเสน่ห์สุดคลาสสิก เย้ายวนใจให้ใครๆ มาเห็นด้วยสายตาตัวเอง หากมาถึงตั้งแต่ 6 โมงเช้าจะมีพระสงฆ์จากวัดวังก์วิเวการามเดินรับบิณฑบาตด้วย ถ้าไม่ได้เตรียมสำรับใส่บาตรมาแม่ค้าแถวนี้ก็จัดไว้ขายชุดละ 99 บาท

           กิจกรรมห้ามพลาดอีกอย่างก็คือ การล่องเรือออกไปชมวัดเก่าของหลวงพ่ออุตตมะ ที่สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2498 แต่หลังจากสร้างเขื่อนวชิราลงกรณ์ บริเวณนี้ก็กลายเป็นเมืองบาดาล อันตรธานไปอยู่ใต้น้ำมาเกือบ 30 ปี โดยในฤดูหนาวจะโผล่พ้นมาเพียงยอดโบสถ์ แต่ในช่วงน้ำลดก็จะเห็นตัวโบสถ์ชัดเจน น่าตะลึงจนถูกบันทึกเป็น 1 ใน Unseen in Thailand แต่ปีนี้กลับ Unseen ยิ่งกว่า เพราะน้ำในเขื่อนลดฮวบจนน่าใจหาย ทำให้มองเห็นโบสถ์ กุฏิเก่า และหอระฆังได้เต็มสภาพ แบบเดินเล่นด้านในกันได้เลย แต่นับว่าไม่ใช่เรื่องที่น่ายินดีเท่าไหร่ เพราะนั่นหมายถึงการขาดความสมดุลในการใช้สอยน้ำ เห็นแบบนี้ถึงกับสัญญากับตัวเองเลยว่าจะต้องหันมาประหยัดน้ำอย่างจริงจัง ลดการแช่ตัวในพูลวิลล่าลงบ้าง ก่อนที่น้ำจะเหือดแห้งไปกว่านี้

การมาเที่ยวเชิงนิเวศอาจมิใช่เพียงการมาดื่มด่ำธรรมชาติ หรือศึกษาวิถีชีวิตพอเพียงเท่านั้น แต่สิ่งสำคัญคือการสร้างจิตสำนึกให้ตัวเอง นำแนวคิดรักษ์โลกไปปรับใช้ แล้วอย่าปฏิเสธว่าเป็นเรื่องยากเชียว ถ้ายังไม่ได้เริ่มลงมือทำ

การเดินทาง

รถยนต์
ไปตามถนนเพชรเกษมหรือไปตามถนน บรมราชชนนี ผ่านนครชัยศรี นครปฐม บ้านโป่ง จากนั้นใช้ทางหลวงหมายเลข 323 (ถ.แสงชูโต) ผ่านสามแยกกระจับ อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี เข้าสู่ จ.กาญจนบุรี ที่ อ.ท่ามะกา ระยะทาง 129 กิโลเมตร ใช้ เวลาประมาณ 1 ชั่ วโมง 30 นาที

รถโดยสาร
รถโดยสารปรับอากาศออกจากสถานีขนส่งสายใต้ โดยจะไปถึงเฉพาะที่ตัว อ.เมือง เท่านั้น รถปรับอากาศ ชั้น 1 ออก ทุก 15 นาที ตั้งแต่เวลา 05.00 - 22.30น. รถปรับอากาศชั้น 2 ออกทุก 20 นาที ตั้ง แต่เวลา 05.10 - 20.30น. ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมง สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0 2435 1200 และ 0 2434 7192

รถไฟ
รถไฟออกจากสถานีบางกอกน้อย วันละ 2 เที่ยว เวลา 07.35 น. และ 13.45 น. แวะจอดที่สถานี
กาญจนบุรี สะพานข้ามแม่น้ำแคว ท่ากิเลน สถานีน้ำตก สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ โทร. 0 2411 3102
วันเสาร์ - อาทิตย์ และวันหยุดราชการ มีรถไฟเที่ยวพิเศษนำเที่ยวไปกลับภายในวันเดียว สอบถามเพิ่มเติมได้ที่การรถไฟแห่งประเทศไทย โทร. 0 2223 7010, 0 2223 7020 และ 1690 หรือ www.railway.co.th

Do You Know?

  • ฤดูฝนเป็นช่วงที่เหมาะที่สุดแก่การชม “ปูราชินี” ปูน้ำจืด 3 สี สัญลักษณ์ แห่งผืนป่าทองผาภูมิ ซึ่งพบได้ตาม ริมห้วยหรือพื้นที่พรุ เช่น พรุปูราชินี ในสวนป่าทองผาภูมิ
  • หากตั้งใจไปถึงสังขละบุรีแล้ว อย่าลืมแวะ ชิมอาหารท้องถิ่น เช่น ขนมจีน แกงฮังเล กวยจั๊บ รสชาติไม่เหมือนบ้านเรา เพราะทำตามแบบฉบับมอญแท้ๆ

15 มิถุนายน 2554 10:24:06

 
 
   
 
  กาญจนบุรี
  ข้อมูลทั่วไป
  ข้อมูลน่ารู้ก่อนเดินทาง
  เกร็ดความรู้ที่ควรทราบ
  สถานที่ท่องเที่ยวและกิจกรรมแนะนำ
  ท่องเที่ยวตามงบประมาณ
  บันทึกการเดินทางประทับใจ
  ผู้จัดการพาชิม
 
 
 
 
 
   
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
   
พฤษภาคม
2555
<  >
 
   
 
     
   
 
เลือกจังหวัดในประเทศไทย