Wi-Fi Experience@KBank
ค้นหา:
Join:
Home / Travel / แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว / แม่ฮ่องสอน / แม่ฮ่องสอน / ข้อมูลทั่วไป
   

แม่ฮ่องสอน -  ข้อมูลทั่วไป

Send To Friend
 
 

แม่ฮ่องสอน

ภาพอันเป็นเสน่ห์ของแม่ฮ่องสอน ที่ดุจดังดินแดนในจินตนาการ เกิดจากพู่กันของธรรมชาติที่ปาดสีเขียวสดชื่น ลงบนผืนผ้าใบสีน้ำตาลอุดมสมบูรณ์ เป็นภูเขาสูงลดหลั่นนับร้อยลูก นาข้าว ไร่สวน และผืนป่ากว้างใหญ่ไพศาลสลับสล้างอย่างเสรี เป็นการใช้สีเขียวหลากหลายเฉดจำนวนมาก แล้วค่อยแต่งแต้มด้วยสีสันของผลผลิตจากพระแม่ธรณี เกิดเป็นสีสดใสทั้งแดง ส้ม ชมพู ม่วง เหลือง รับกับสีรุ้งที่โค้งข้ามผืนฟ้าคราม

หมอกขาวนวลตาที่โรยตัวอยู่บนยอดภูมีให้เห็นในทุกฤดูกาล ฤดูหนาวคือหมอกน้ำค้าง ฤดูร้อนคือหมอก
ควันไฟป่า ฤดูฝนคือหมอกฝน เป็นที่มาของสมญานาม เมืองสามหมอก นครซึ่งมีพื้นที่ภูเขาครอบคลุมเกือบ
ทั่วทั้งผืนดิน ทำให้มีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยป่าไม้ โดยเฉพาะไม้สักที่ถือว่าเป็นไม้เศรษฐกิจสำคัญของไทย อีกทั้งยังเป็นแหล่งต้นน้ำที่ก่อเกิดสายน้ำใหญ่น้อยหล่อเลี้ยงแผ่นดินไทยและพม่า ดลบันดาลเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติมากมาย ทั้งน้ำตกแม่สุรินทร์ อุทยานแห่งชาติสาละวิน ถ้ำลอด ลำน้ำปาย อุทยานแห่งชาติแม่เงา บ่อน้ำร้อนผาบ่อง บ่อน้ำพุร้อนท่าปาย บ่อน้ำร้อนเมืองแปง อุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดัง ถ้าจะนับความเก่าแก่ของแม่ฮ่องสอนแล้วคงต้องนับไปถึงยุคก่อนประวัติศาสตร์ ซึ่งพบหลักฐานทางโบราณคดีมากมาย

โดยเฉพาะในถ้ำแถบอำเภอปางมะผ้า อย่างโลงผีแมน และเมล็ดพืชอายุเก่าแก่กว่าหมื่นปี ตลอดจนเศษภาชนะดินเผา เครื่องมือหินกะเทาะ และขวานหิน ล่วงมาถึงสมัยล้านนาซึ่งอยู่ในสมัยอยุธยา พื้นที่แถบแม่ฮ่องสอนกลายมาเป็นที่ตั้งเมืองหน้าด่านสองเมือง คือ เมืองปายทางตอนเหนือ และเมืองยวมทางตอนใต้ มีความสำคัญในฐานะเป็นกันชนระหว่างล้านนากับพม่า สองอาณาจักรใหญ่ในสมัยนั้น ประมาณรัชสมัยรัชกาลที่ 3 แห่งกรุง
รัตนโกสินทร์ เจ้ามโหตรประเทศ ผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ 5 มอบหมายให้เจ้าแก้วเมืองเป็นแม่กองนำไพร่
พล ช้างต่อ และหมอควาญ ออกสำรวจชายแดนด้านตะวันตก และจับช้างป่าไปใช้งานที่เชียงใหม่ การเดินทางครั้งนี้ทำให้พบทำเลเหมาะ จึงเรียกชาวบ้านมาบุกเบิกที่ดินทำนา แล้วแต่งตั้งชาวไทใหญ่ชื่อ พะกาหม่อง เป็นผู้ปกครองหมู่บ้าน ให้ชื่อหมู่บ้านว่า โป่งหมู ต่อมาเรียกเพี้ยนเป็นปางหมู ต่อมาก็พบทำเลอีกแห่งหนึ่ง ที่มีร่องน้ำเหมาะสำหรับฝึกช้าง สร้างเป็นหมู่บ้านและตั้งชื่อว่า แม่ฮ่องสอน หมายถึงหมู่บ้านที่มีร่องน้ำฝึกช้าง

ชาวเมืองแม่ฮ่องสอนส่วนใหญ่เป็นชาวไทใหญ่ ซึ่งเป็นชนชาติไทพวกหนึ่งที่อพยพมาจากรัฐฉาน ประเทศพม่า วัดในแม่ฮ่องสอนหลายแห่งจึงมีรูปแบบสถาปัตยกรรมผสมผสานระหว่างศิลปะไทใหญ่กับศิลปะพม่า ไม่ว่าจะเป็นอุโบสถ วิหาร จอง จะมีรูปแบบหลังคาซ้อนกันอยู่หลายชั้น นอกจากชาวไทใหญ่ยังมีชาวเขาเผ่าอื่น ทั้งกะเหรี่ยง มูเซอ ลีซอ ลัวะ ม้ง ปาดอง และจีนฮ่อ

ปางอุ๋ง
ไอหมอกลอยอ้อยอิ่งอยู่เหนือผืนทะเลสาบที่มีน้ำใสราวกระจก ซึ่งไหลเลาะเลี้ยวไปตามเนินเขา ล้อมรอบ
ด้วยแนวสนที่สร้างแสงเงาแปลกตาสะท้อนผืนน้ำ ด้านหนึ่งเป็นเนินหญ้าเขียวขจี ม้าสีน้ำตาลพ่วงพีกำลังเล็มหญ้าอย่างมีความสุข เลยเข้ามาทางด้านในของแผ่นดิน เป็นสวนสวยประดับด้วยมวลไม้หลากพันธุ์ และกระท่อมแบบชนบทของยุโรปหลายหลัง... ภาพเช่นนี้นี่เองที่ทำให้เกิดคำเปรียบเปรยว่าเป็นสวิตเซอร์แลนด์
เมืองไทย

โครงการพระราชดำริปางตอง 2 หรือปางอุ๋งในพระบรมราชินูปถัมภ์ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรม
ราชินีนาถ มีความเป็นมาเนื่องด้วย ธรรมชาติในบริเวณที่สร้างอ่างเก็บน้ำปางตองใหม่ และฝายปางอุ๋งได้ถูกบุกรุกแผ้วถางทำลายเป็นเนื้อที่ประมาณ 2,000 ไร่ มาเป็นเวลาหลายปี สภาพป่าไม้ไม่สามารถที่จะฟื้นตัวขึ้น
เองตามธรรมชาติได้ทัน กับความต้องการในด้านอุปโภค บริโภค และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ถ้าปล่อยไว้จะมีผลเสียหาย และกระทบกระเทือนมาสู่บริเวณลุ่มน้ำ ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และ นิเวศวิทยา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ จึงทรงมีพระราชกระแสรับสั่งกับ พลเอก ปิ่น ธรรมศรี หัวหน้าคณะทำงานส่วนพระองค์ในขณะนั้น เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2527 ให้ปรับปรุงสภาพป่าบริเวณอ่างเก็บน้ำปางตองใหม่ และฝายปางอุ๋ง
ต.หมอกจำแป่ อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน หลังจากกรมป่าไม้ได้ดำเนินการฟื้นฟูสภาพป่าในบริเวณนี้ ยังได้จัดทำพื้นที่ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว ด้วยเห็นว่าสภาพภูมิประเทศของโครงการอยู่บนที่สูง ในสภาพป่าดิบชื้น มีอากาศหนาวเย็นตลอดปี มีทัศนียภาพงดงาม ประกอบไปด้วยอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ทิวสน และสภาพโดยรวมที่สวยงาม มีเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติ และสถานที่เพาะเลี้ยงและขยายพันธุ์เขียดแลว แบบธรรมชาติตามพระราชดำริ ให้นักท่องเที่ยวได้เข้าไปศึกษาพันธุ์ไม้และสัตว์ป่า ในส่วนของสวนปางอุ๋ง (ปาง คือ ที่พักของคนทำงานในป่า อุ๋ง หมายถึง ที่ลุ่มต่ำคล้าย กระทะใบใหญ่มีน้ำขังเฉอะแฉะ)

ภายในบริเวณสถานีศูนย์พัฒนาโครงการหลวงปางอุ๋ง จัดสร้างเพื่อให้มีพันธุ์พืชที่กลมกลืนกับสภาพ
ภูมิประเทศบนที่สูง ทดแทนไร่ฝิ่นร้างแต่เดิม เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2528 มีเอกลักษณ์แบบที่เรียกว่า “รูปแบบปางอุ๋ง” ประการแรกคือ มีการปลูกพืชที่ให้ประโยชน์ด้านอาหารและยาแพทย์แผนไทย ตลอดจนสร้างความสวยงาม ทั้ง อะโวคาโด พลับ สาลี่ บ๊วยมะขี้หนู (แอปเปิ้ลป่า) อบเชยจีน บุนนาค เป็นต้น ประการที่สอง มีการตกแต่งพื้นที่ด้วยพันธุ์ไม้ดอกและไม้ประดับ ที่งอกงามได้ดีในพื้นที่ซึ่งมีอากาศเย็นถึงค่อนข้างหนาว (0 ถึง 18 องศาเซลเซียส) และอุดมไปด้วยความชุ่มชื้นในอากาศ อย่างกุหลาบ เยราตั้ม ไฮเดรนเยีย ผกากรองดัด พุดสามสี พวงแสด โคมญี่ปุ่น และไผ่สีทอง กล้วยฮาวาย ปาล์มชนิดต่างๆ ส่วนไม้ต้นตามธรรมชาติของป่ามี เต็งรังแดง เต็งรังยักษ์ มะค่าโมง ประการที่สาม มีการพยายามนำพืชและสัตว์สำคัญประจำถิ่น ของพื้นที่ปางอุ๋ง กลับคืนมาดังเดิม อาทิ เอื้องแซะ กล้วยไม้นานาชนิด และเขียดแลว การเดินทางมาปางอุ๋งนั้น จึงให้ทั้งความรื่นรมย์ในทัศนียภาพที่งดงาม อากาศเย็นสบายสดชื่น และได้เรียนรู้เรื่องราวของธรรมชาติเพื่อจะได้รักธรรมชาติมากขึ้น

บ้านรวมไทย
บ้านรวมไทย เกิดขึ้นโดยพระราชประสงค์ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่ทรงต้องการให้
“ชาวปางอุ๋งมีชีวิตอยู่อย่างสงบสุข ตามวิถีของตนเอง” ตามแบบฉบับวิถีชีวิตของชาวเขาที่ไม่ฟุ้งเฟ้อ ไม่มี
ความอยากได้อยากมีในวัตถุ ต้องการเพียงความสงบและความสุขตามอัตภาพ พระองค์ท่านจึงไม่ประสงค์ให้ปางอุ๋งมีไฟฟ้าใช้ ไฟฟ้าที่นี่จึงเป็นไฟปั่นซึ่งปิดประมาณ 4 ทุ่ม การเข้าพักในปางอุ๋งซึ่งเป็นพื้นที่พระราชทานนั้นจึงไม่บังควรที่จะมากความกับเรื่องของไฟฟ้า น้ำอุ่น หรือโทรทัศน์ ซึ่งเป็นวิถีของคนเมืองภายในปางอุ๋ง

ชาวเขาที่อาศัยอยู่ในบริเวณใกล้เคียงที่ทำการสถานีศูนย์พัฒนาโครงหลวงปางอุ๋ง มีด้วยกันหลายชนเผ่า ทั้งไทใหญ่ ม้ง กะเหรี่ยง และจีนฮ่อ หมู่บ้านในความรับผิดชอบของศูนย์ฯ นับรวมทั้งหมด 14 หมู่บ้าน ส่วนใหญ่ทำการเกษตร ทั้งแครอท กะหล่ำปลี ไม้ผล สวนลิ้นจี่ บ๊วย พีช องุ่น และสวนสมุนไพรที่นำมารักษาโรคได้หลากหลายชนิด หมู่บ้านชาวไทใหญ่นั้นอยู่ชิดติดรั้วสถานีศูนย์ฯ มากที่สุด เรียกได้ว่าอยู่ปากทางเข้าเลยทีเดียว เป็นหมู่บ้านน่ารักๆ ที่ชาวบ้านยังคงวิถีดั้งเดิม
บ้านลุงปาละ บ้านเลขที่ 1 หมู่ 3 เป็นทั้งโฮมสเตย์ ทำกาแฟสด ไว้ต้อนรับนักท่องเที่ยวที่อยากมาสัมผัสวิถีชีวิตแบบไทใหญ่ที่แท้ ลุงปาละเป็นผู้ใหญ่บ้าน จึงมีลูกบ้านในความดูแลเปิดบ้านเป็นโฮมสเตย์อีก 8 หลัง
รวมทั้งบ้านหมู่อื่นๆ ที่แบ่งความรับผิดชอบกันไป ใครที่มาพักที่นี่จะได้ชิมอาหารพื้นบ้านแบบไทใหญ่อย่างน้ำพริกอ่องใส่ถั่วน้าว (ถั่วเน่า) แกงฮังเล เนื้อลุม (คล้ายลูกชิ้น) แกงผักเขียว ชาวบ้านรวมไทยไม่ว่าจะเป็นชนเผ่าไหนโดยส่วนใหญ่แล้วจะทำเกษตรกรรม อย่างบ้านลุงปาละปลูกทั้งกาแฟและต้นไม้หลายชนิด บ้านรอบๆ ก็เช่นกัน บางบ้านมีรายได้เสริมจากการปักผ้าแบบไทใหญ่ที่มีลวดลายงดงามราวภาพวาด แม่หญิงจะนั่งปักผ้าข้างช่องหน้าต่างอยู่ชั้นบนของบ้านใต้ถุนสูง มีลูกน้อยตัวอ้วนกลมขลุกอยู่ข้างกาย หนูน้อยมักมีอารมณ์ดี ยิ้มง่าย และสุขภาพสมบูรณ์ แสดงให้เห็นถึงสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับเด็กๆ ส่วนคุณยายซึ่งก็ยังดูอายุไม่มากนักทำหน้าที่ปอกกระเทียม คอยดูใบชาที่ตากแห้งเอาไว้ หน้าหว่านไถอย่างในฤดูฝน ผู้ชายมักจะรับจ้างทำไร่ทำนา บ้างรับจ้างทางการทำป่าไม้ บ้างรับจ้างชาวม้งหรือจีนฮ่อทำสวนทำไร่ เพราะชุมชนไทใหญ่มีที่ดินไม่มากพอ อย่างมากก็ปลูกไม้ผลไม้สมุนไพรเท่าที่เนื้อที่บ้านจะเอื้ออำนวย แต่ไม่ว่าจะอย่างไร นี่ก็คือการพึ่งพาอาศัยกันในหมู่ชาวรวมไทยไม่ว่าจะมีสัญชาติใดก็ตาม ซึ่งเป็นภาพอันงดงามอย่างที่คนเมืองน่าจะได้เห็น

บ้านแม่ละนา
แม้อำเภอปางมะผ้าจะเป็นเพียงอำเภอเล็กๆ ที่อยู่ติดชายแดนพม่า แต่ทว่ามีถ้ำอยู่จำนวนมาก และภายในถ้ำหลายแห่งก็เป็นแหล่งขุดค้นพบร่องรอยทางโบราณคดีดึกดำบรรพ์ จึงได้รับขนานนามว่าเป็นเมืองแห่งเถื่อนถ้ำและถิ่นประวัติศาสตร์ด้วยสภาพพื้นที่ซึ่งเป็นป่าเขาและกลุ่มถ้ำ รวมถึงมีหมู่บ้านของชนเผ่าหลากหลาย จึงเอื้อให้เกิดการท่องเที่ยวเชิงนิเวศขึ้นในบริเวณนี้
บ้านแม่ละนา เป็นหนึ่งในจุดสนใจของนักท่องเที่ยวแนวอนุรักษ์ และผู้ที่กำลังศึกษาเรื่องราววิถีชีวิตแบบเกษตรกรของชาวไทใหญ่ผู้รักในธรรมชาติ และยึดมั่นในประเพณีดั้งเดิม บ้านแม่ละนาแต่เดิมชื่อ แม่ลัดนา เนื่องจากมีแม่น้ำไหลผ่านทุ่งนาและหมู่บ้าน ชุมชนชาวไทใหญ่อพยพจากพม่ามาตั้งรกรากอยู่ที่นี่กว่า 200 ปีมาแล้ว ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพการเกษตร เพราะพื้นที่นี่ตั้งอยู่บริเวณที่ราบในหุบเขาและใกล้แหล่งน้ำ ชุมชนบ้านแม่ละนานับเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ดีของชีวิตแบบพอเพียง เพราะการปลูกพืชอย่างฤดูฝนจะปลูกข้าวและข้าวไร่ (ข้าวไร่ไม่ต้องปลูกในน้ำ) ไว้สำหรับรับประทานเอง รวมทั้งข้าวโพด ส่วนฤดูหนาวจะปลูกถั่วแดง นอก
จากนี้ก็มี ฟักทอง แฟง หน่อไม้หวาน ขิง พืชผักสวนครัวหลายชนิด ผลไม้อย่างบ๊วย ท้อ ลูกไหน และเลี้ยงหมู เลี้ยงไก่ เรียกว่าไม่ต้องมีเงินก็มีชีวิตอยู่ได้ แต่ถ้าบ้านไหนมีไฟฟ้าและน้ำประปาก็ต้องจ่ายค่าน้ำค่าไฟ (แสดงให้เห็นว่าวิทยาการสมัยใหม่มีทั้งข้อดีที่ให้ความสะดวกสบาย และข้อเสียคือต้องเสียเงิน)

ชุมชนบ้านแม่ละนามีรายได้อีกทางหนึ่งนอกเหนือจากการทำหัตถกรรมจำพวกผ้าปัก ผ้าต่อลาย จักสาน
ทำไม้กวาด และรับจ้างทั่วไป นั่นคือการเปิดบ้านเป็นโฮมสเตย์ให้ผู้ที่อยากสัมผัสชีวิตตามวิถีชาวไทใหญ่มาพัก อย่างบ้านของ คุณจำรูญ วงศ์จันทร์ (โทร. 08 4481 6670) ที่คิดค่าพักคนละ 100 บาทต่อคืน ค่าอาหาร 70 บาท ได้รับประทานข้าวไร่เมล็ดกลมๆ เหนียวนุ่ม ผักสดปลอดสารพิษ ได้เห็นชีวิตประจำวันทั้งการเลี้ยงสัตว์ ทำไร่ทำนา ทำน้ำมันงา ทำขนมแบบไทใหญ่ ชมการบ่มกาแฟและชิมกาแฟสด จิบชาพื้นเมืองชุ่มคอที่วิสาหกิจชุมชนผาเจริญ ชิมผลไม้สดและผลไม้ดอง การได้ไปพักแบบโฮมสเตย์อาจได้ชมลิเกไทใหญ่ (จ๊าดไต) การรำนก รำโต ถ้าไปในช่วงเดือนมีนาคมถึงเมษายน ซึ่งเป็นช่วงปิดเทอมฤดูร้อน อาจจะได้ร่วมในงานปอยส่างลอง หรือบวชลูกแก้ว ซึ่งเป็นประเพณีบวชเณรตามธรรมเนียมของชาวไทใหญ่ เพื่อให้บุตรหลานมีโอกาสศึกษาธรรมะของพระพุทธเจ้า มีความเชื่อว่าการบวชลูกแก้วจะได้ผลบุญอย่างมาก

บ้านรักไทย
ในแม่ฮ่องสอนมีชาวจีนฮ่อหรือจีนยูนนานอยู่จำนวนไม่น้อย กระจายกันอยู่ในท้องที่ต่างๆ หลายกลุ่ม ส่วนใหญ่เป็นสายเลือดอดีตทหารจีนคณะชาติ กองพล 93 ก๊กมินตั๋ง เช่นเดียวกับกลุ่มที่ตั้งรกรากอยู่บนดอยผาตั้ง หรือดอยแม่สลอง บางกลุ่มเป็นพ่อค้าวาณิชที่ทำการค้ากับชาวไทย ชาวฮ่อเหล่านี้อพยพมาจากมณฑลยูนนาน ในประเทศจีน ซึ่งมีอาณาเขตตอนใต้ติดกับรัฐฉานของประเทศพม่า แคว้นลาวอินโดจีนเหนือ และใกล้กับตอนเหนือสุดของประเทศไทย ชาวฮ่อเรียกตัวเองว่า “ยูนนานเย่อ” หรือ “หานจื้อเย่น” ชาวเหนือและชาวไทใหญ่เรียกว่า “ฮ่อ” ชาวฮ่อแบ่งได้หลักๆ เป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่นับถือศาสนาอิสลาม เรียกว่า ผาสี อยู่ที่เมืองอีซี และห่วยซี ทางตอนใต้ของเมืองคุนหมิง พวกนี้เดินทางมาภาคเหนือของไทยเพื่อค้าขายสินค้า จนมีบางคนได้ภรรยาชาวไทยและลงหลักปักฐานอยู่ที่เมืองเหนือ อีกพวกหนึ่งเรียกว่า ผาห้า นับถือดวงวิญญาณบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว มักอยู่รวมกับชาวเย้าเพราะใช้ภาษาและตัวหนังสือคล้ายคลึงกัน ส่วนมากเดินทางมาหาซื้อฝิ่นในเขตไทยและอินโดจีน หรือนำฝิ่นจากยูนนานตอนใต้แล้วนำมาขายอีกทอดหนึ่ง
บ้านรักไทยเป็นหนึ่งในชุมชนชาวจีนฮ่อที่น่าสนใจ ด้วยสภาพภูมิประเทศโดยรอบที่งดงาม มีไร่ชาเขียวเป็นแนวยาวตามเนินเขาที่โอบล้อมหมู่บ้าน มีอ่างเก็บน้ำที่เพิ่มบรรยากาศสดชื่น ที่สำคัญเดินทางไม่ไกลจากในเมืองมากนัก แม้ต้องขึ้นเขาไปในระดับสูงกว่าน้ำทะเลถึง 1,776 เมตร แต่ก็สามารถไปเช้าเย็นกลับได้ การเดินทางไปหมู่บ้านรักไทยให้สัมผัสถึงวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวจีนยูนนานที่อยู่ในบ้านดิน ได้ศึกษาวิธีการปลูกและเก็บใบชา เพลิดเพลินกับการขี่ล่อชมไร่ชา ชมการอบใบชาในโรงอบชา ได้เรียนรู้วิธีการแปรรูปอาหารและถนอมอาหารที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษเพื่อนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน มีมัคคุเทศก์น้อยพาเดินป่าศึกษาเส้นทางและชมคุกดิน ที่แน่ๆ ถ้าไปถึงบ้านรักไทยแล้วต้องรับประทานขาหมูหมั่นโถวให้ได้ มีอยู่หลายร้านให้เลือก รสชาติอาจไม่ค่อยต่างกันมากนัก ยกเว้นบรรยากาศร้าน ถ้าเน้นวิวสวยๆ อาจเลือก “ร้านลีไวน์ อาหารยูนาน” ที่อยู่ริมอ่างเก็บน้ำ (โทร. 08 9262 1335, 08 9950 0955) นอกจากขาหมูตุ๋นยาจีนตำรับ
ยูนนานที่มีรสเผ็ดนิดๆ แต่เข้ากันได้ดีกับหมั่นโถวนุ่มๆ หอมๆ แล้ว ยังมีอีกหลายเมนูที่น่าลิ้มลอง อย่างขาหมูพันปี ผัดผักน้ำมันหอย ลาบยูนนาน ยำยูนนาน ที่ต้องรับประทานกับชาจีนหอมกรุ่นรสดีอย่างชาหยาดน้ำค้าง และทางร้านยังนำไวน์ผลไม้อย่างไวน์บ๊วย ไวน์ลูกท้อมาให้ชิมด้วยนอกจากบ้านรักไทย ยังมีบ้านรุ่งอรุณ หรือในชื่อเดิมว่า บ้านแม่สุยะจีน ที่อยู่ในอ้อมกอดของขุนเขา มีภูมิประเทศสวยงามแปลกตา ดูการทำหัตถกรรมอย่างกระเป๋าย่ามและรองเท้า ถ้าพักอยู่ที่ปายไปทักทายบ้านสันติชน ก็ได้อารมณ์สบายๆ แบบปาย ในบรรยากาศของทุ่งนา ที่นี่มีชิงช้าแบบจีนยูนนานที่คล้ายล้อกังหันให้ลองนั่งเล่น เป็นการสัมผัสบรรยากาศแบบจีนยูนนานที่มีเสน่ห์กันคนละแบบ

บ่อน้ำพุร้อนท่าปาย
บ่อน้ำพุร้อนเป็นหนึ่งในสถานที่โปรดของคนรักสุขภาพ และคนที่ชอบผ่อนคลายความตึงเครียดด้วย
ธรรมชาติบำบัด น้ำร้อนที่พวยพลุ่งขึ้นมาจากใต้ผืนดินแสดงให้เห็นว่าภายในโลกยังคงมีความร้อนระอุอยู่ ปัจจุบันพบแหล่งน้ำพุร้อนกระจายอยู่ทั่วไปตั้งแต่ทางภาคเหนือ ภาคตะวันตก ภาคกลาง และภาคใต้ รวมทั้งหมด 112 แหล่ง วัดอุณหภูมิน้ำร้อนที่ผิวดินได้ 40 - 100 องศาเซลเซียส นอกจากจะมีความสำคัญในฐานะ
แหล่งท่องเที่ยวที่น่ามหัศจรรย์ น้ำพุร้อนยังสามารถนำมาพัฒนาใช้ประโยชน์ในด้านอื่นๆ เช่น การผลิตกระแสไฟฟ้า ด้านอุตสาหกรรมและการเกษตรกรรมอีกด้วย

บ่อน้ำพุร้อนท่าปาย หรือโป่งน้ำร้อนท่าปาย อยู่ในป่าแม่ปายฝั่งซ้าย ตอนบนท้องที่ตำบลแม่ฮี้ เป็นพื้นที่ในความดูแลของอุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดัง เมื่อก้าวเข้าสู่ภายในบริเวณอันร่มรื่นด้วยป่าสักที่อุดมสมบูรณ์ภายในอ้อมกอดของขุนเขา สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายและความอุ่นที่ขจรขจายอยู่โดยรอบ ด้วยว่าที่นี่มีบ่อน้ำร้อนซึ่งมีอุณหภูมิสูงถึง 80 องศาเซลเซียสด้วยกันถึง 4 บ่อ ในบ่อเหล่านี้จะมีน้ำผุดเป็นฟองขึ้นมา และมีไอหมอกปกคลุมทั่วทั้งพื้นที่ตลอดเวลา จากบ่อใหญ่นี้น้ำจะไหลเป็นลำธารเลาะเรื่อยเป็นสายยาวลดหลั่นราวกับน้ำตก อุณหภูมิความร้อนของน้ำจะค่อยๆ ลดระดับลงจนเหมาะกับการลงแช่กาย ผู้คนมักจะมาที่นี่ในฤดูหนาวเพื่อรับไออุ่น นอกจากแช่กายแช่เท้าในบ่อน้ำบริเวณรอบๆ แล้ว บ้างก็นั่งพักผ่อนตามซุ้มเก้าอี้ที่มีอยู่โดยรอบ สามารถมาตั้งเต็นท์พักแรมได้ นอกจากบ่อน้ำพุร้อนท่าปายแล้ว เขตพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอนยังมีบ่อน้ำร้อนอย่างโป่งน้ำร้อนเมืองแปง เป็นบ่อน้ำร้อนขนาดใหญ่อยู่ในตำบลเมืองแปง ห่างจากอำเภอปายประมาณ 2 กิโลเมตร ใกล้กับหน่วยพิทักษ์และรักษาป่าแม่ปิง น้ำร้อนที่นี่มีอุณหภูมิสูงถึง 95 องศาเซลเซียส และบ่อน้ำร้อนผาบ่อง อยู่ในตำบลผาบ่อง อำเภอเมือง อยู่ห่างจากแม่ฮ่องสอนไปทางอำเภอขุนยวม เป็นบ่อน้ำร้อนที่มีแร่กำมะถันเจืออยู่ แต่อุณหภูมิความร้อนไม่สูงพอที่จะต้มไข่สุก ที่นี่มีห้องบริการอาบน้ำแร่ และมีพื้นที่ให้กางเต็นท์พักแรม


07 ตุลาคม 2554 03:18:26

 
 
   
 
  แม่ฮ่องสอน
  ข้อมูลทั่วไป
  ข้อมูลน่ารู้ก่อนเดินทาง
  เกร็ดความรู้ที่ควรทราบ
  สถานที่ท่องเที่ยวและกิจกรรมแนะนำ
  ท่องเที่ยวตามงบประมาณ
  บันทึกการเดินทางประทับใจ
  ผู้จัดการพาชิม
 
 
 
 
 
   
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
   
พฤษภาคม
2555
<  >
 
   
 
     
   
 
เลือกจังหวัดในประเทศไทย