Wi-Fi Experience@KBank
ค้นหา:
Join:
Home / Travel / แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว / อินเดีย / พาราณสี / ข้อมูลทั่วไป
   

พาราณสี -  ข้อมูลทั่วไป

Send To Friend
 
 

พาราณสี สถานที่แห่งการปฐมเทศนา

ด้วยเพราะเป็นเมืองโบราณเก่าแก่ที่อยู่ยั้งยืนยงมาถึงกว่า 4,000 ปี จึงไม่น่า
แปลกใจที่พาราณสีจะทิ้งร่องรอยแห่งอารยธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี ตลอดจนความเชื่ออันหลากหลาย รวมทั้งประวัติศาสตร์สำคัญอีกหน้าหนึ่งทางศาสนาไว้มากมาย จนทำให้ผู้ที่ได้มาเยือนรู้สึกตื่นตาตื่นใจ ในความมีชีวิตชีวาของเมืองใหญ่แห่งนี้

เมื่อครั้งสมัยก่อนพุทธกาล พาราณสี ซึ่งหยิบเอาชื่อของแม่น้ำสองสายอย่าง แม่น้ำพรณาหรือวรุณา และ
แม่น้ำอสีมาควบรวมกัน โดยชาวอินเดียออกเสียงเรียกกันว่า วาราณสี ส่วนคนไทยเรียกแบบเคยชินกันว่า
พาราณสี เคยเป็นเมืองหลวงของแคว้นกาสี ปกครองโดยพระเจ้าพรหมทัต ต่อมาพ่ายสงครามให้แคว้นโกศล จึงถูกลดฐานะจากการเป็นเมืองหลวง แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังเป็นเป็นเมืองที่มีความสำคัญ เพราะจัดเป็นศูนย์กลางของศาสนาพราหมณ์

ไม่เพียงมีความสำคัญทางศาสนาพราหมณ์เท่านั้น แต่เมืองสารนาถซึ่งอยู่ห่างจากพาราณสีไปเพียงประมาณ 7 กิโลเมตร ยังเป็นดินแดนของป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ซึ่งองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนา โปรดเหล่าปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 นามว่า โกณฑัญญะ วัปปะ ภัททิยะ มหานามะ และอัสสชิ ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 ด้วยธัมมจักกัปปวัฒนสูตร ที่หมายถึงการเคลื่อนกงล้อแห่งธรรม ถือว่าเป็นการเกิดพระรัตนตรัยขึ้นเป็นครั้งแรกในโลก ทั้งยังเกิดปฐมสาวกองค์แรก คือพระอัญญาโกณฑัญญะ ทำให้กลายเป็นสถานที่ที่เกิดพระรัตนตรัยครบองค์สาม อันได้แก่ พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ หรือที่เรารู้จักกันว่าเป็นวันอาสาฬหบูชา

การเดินทางมาท่องเที่ยวที่นี่ ทำให้ได้ชื่นชมกับสถานที่สำคัญอย่าง ธัมเมกขสถูป ซึ่งมีความหมายว่า สถานที่
แสดงธรรมที่นำพาให้ถึงความหลุดพ้น สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์แก่ พระอัญญาโกณทัญญะ ผู้เห็นธรรมในการ
ปฐมเทศนา โดยภาพของธัมเมกขสถูปที่ปรากฏให้เห็นอยู่ตรงเบื้องหน้าในทุกวันนี้ ยังคงความยิ่งใหญ่ชวนมองแม้จะทรุดโทรมลงไปบ้างตามกาลเวลา โดยมีการสันนิษฐานกันไว้ว่าองค์สถูปน่าจะถูกสร้างขึ้นในสมัยของ
พระเจ้าอโศกมหาราช แต่เมื่อวันเวลาผ่านไปอาจมีการบูรณะปฏิสังขรณ์ต่อเติมขึ้นในสมัยราชวงศ์คุปตะ สำหรับสาเหตุที่ทำให้เกิดการสันนิษฐานขึ้นมาเช่นนั้น ก็เพราะนักโบราณคดีวิเคราะห์ดูแล้วพบว่าแผ่นอิฐด้านในพระสถูป มีความเก่าแก่กว่าแผ่นอิฐที่ก่อขึ้นปิดทับตรงส่วนด้านนอก แถมลวดลายที่ปรากฏบนองค์พระสถูปด้านนอกยังเป็นลวดลายดอกไม้ ใบไม้ นก รวมถึงทรงเรขาคณิต อันเป็นศิลปะที่ได้รับความนิยมอย่างมากในสมัยคุปตะ

นอกจากนี้ในเขตพาราณสียังมีสถานที่น่าเยือนอีกหลายแห่ง อย่างเช่นวิหารอนาคาริก ที่ประดิษฐานพระบรม
สารีริกธาตุที่อัญเชิญมาจากเมืองตักศิลา พระคันธกุฎี กุฏิหลังแรกที่พระพุทธเจ้าจำพรรษาแรก หลังจากทรงตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ รวมถึงหนึ่งในอนุสรณ์สำคัญที่ปรากฏขึ้นที่สังเวชนียสถานทุกแห่งอย่าง เสาหินพระเจ้าอโศก เสาหินกลมมนสูงใหญ่สกัดขึ้นจากหินเพียงก้อนเดียว โดยพระเจ้าอโศกมหาราช พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเลื่อมใสศรัทธาในพุทธศาสนา จนทำให้ยุคของพระองค์เป็นยุคทองที่พุทธศาสนารุ่งเรืองถึงขีดสุด สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์ ณ สถานที่สำคัญทางพระพุทธศาสนา ที่พระองค์เสด็จไปทรงทำนุบำรุง โดยด้านบนเป็นรูปสิงโต 4 ตัวหันหลังเข้าหากัน แล้วหันหน้าออกไปยังทั้ง 4 ทิศ ด้านล่างเป็นหลักศิลา ตรงขอบแท่นมีรูปกงล้อธรรมจักร และรูปสิงโต ช้าง ม้า และวัว ซึ่งสัตว์ทั้ง 4 นี้สื่อถึง อำนาจ ความกล้าหาญ ความชาญฉลาด และความพลังแข็งแกร่ง อีกทั้งยังมีอักษรเทวนาคีที่แปลว่า ความจริงเท่านั้นมีชัยชนะเหนือทุกสิ่ง

เพลินตาเพลินใจกับสถานที่สำคัญทางพทุธศาสนาแล้ว อยากลองเชื้อเชิญให้ไปเที่ยวกันต่อเพื่อซึมซับวิถีชีวิต และวัฒนธรรมความเชื่ออันหลากหลายของชาวอินเดีย โดยเฉพาะที่ริมฝั่งแม่น้ำคงคา (Ganges river) ซึ่งมีความยาวกว่า 2,500 กิโลเมตร สถานที่สำคัญอันเปรียบเสมือนมนต์ขลังอีกประการหนึ่ง ที่ทำให้อินเดียได้รับการกล่าวขานถึงไปทั่วโลก

การออกมาสัมผัสเสน่ห์ของแม่น้ำคงคา ในยามที่พระอาทิตย์ยังไม่ทอประกายแสงแรกแห่งวันนั้น ถือว่าได้
อารมณ์สุดๆ เพราะถนนหนทางที่เดินเข้าไปสู่ริมท่าแม่น้ำซึ่งเป็นที่ตั้งของย่านการค้า เพิ่งได้รับการทำความ
สะอาด ไม่มีผู้คนแออัดเหมือนช่วงเวลาอื่น โดยจะมีบริการเรือขนาด 20 - 30 คนจากท่าทสอัศวเมธ ให้นั่งล่องท่องเรียบผืนน้ำไปตามริมฝั่ง พร้อมกระทงดอกไม้ในมือให้ได้จุดเทียนในยามที่แสงแรกของวันปรากฏ นัยว่า
เพื่อเป็นการบูชาและการปลดปล่อยลอยเคราะห์ให้เหลือไว้แต่ความโชคดี

เมื่อเรือล่องไปเรื่อยๆ เราจะได้เห็นชาวฮินดูทำพิธีบูชาพระอาทิตย์ และอาบน้ำล้างบาป ที่สำคัญยังคงมีพิธีเผาศพให้ได้เห็นกันอยู่แทบทุกเมื่อเชื่อวัน ในสมัยก่อนอินเดียมีประเพณีที่ภรรยาผู้ตาย ต้องกระโดดเข้าไปในกอง
ไฟเพื่อฆ่าตัวตายตาม บางคนก็ทำด้วยความสมัครใจ ในขณะที่บางคนก็ถูกบังคับบีบเค้น แต่ต่อมาในยุคที่
อังกฤษเข้ามาปกครองมองว่าเป็นเรื่องโหดร้าย จึงออกกฎสั่งห้ามไม่ให้ผู้หญิงไปร่วมงานเผาศพ แต่ถึงกระนั้นก็ยังคงมีผู้หญิงบางคนที่มีความเชื่อเก่าๆ แบบฝังหัว แอบตามไปกระโดดฆ่าตัวตายตามไปอยู่ดี

คนอินเดียมีความเชื่อกันว่า กองไฟกองใหญ่ที่นำไปใช้ต่อไฟเผาศพนั้น ไม่เคยมอดดับมากว่า 4,000 ปีแล้ว
โดยเมื่อมีคนตายลง จะมีการเผาศพใน 24 ชั่วโมง แถมยังมีสถานที่สำหรับรองรับคนใกล้ตายที่มีแววว่าไม่รอดแน่ อยู่ไม่ไกล เรียกขานกันว่า โรงแรมรอความตาย เพราะพอตายแล้วก็ส่งศพไปเผาต่อได้เลย โดยญาติๆ นำ
ศพลงไปอาบน้ำในแม่น้ำก่อน แล้วจึงขึ้นตั้งเผาบนเชิงตะกอนที่ต้องซื้อฟืนมาก่อขึ้น สำหรับคนไม่มีเงินที่จะซื้อฟืนมากพอให้เผาศพจนเหลือแค่ขี้เถ้า ก็จะนำเศษส่วนที่เผาไม่หมดลอยไปตามแม่น้ำ หรือคนที่จนมากๆ ไม่มีเงินซื้อฟืนก็จะใช้วิธีนำศพมาปล่อยลอยไปตามสายน้ำเลย แต่ถึงอย่างนั้นชาวฮินดูก็ยังคงลงอาบน้ำแช่กาย นำไปใช้อุปโภค บริโภค เพราะมีความเชื่อว่าพระศิวะโปรดให้คงคาเทวี เสด็จลงมายังโลกทางพระขนงของ
พระองค์ เลยเกิดเป็นแม่น้ำ 7 สาย ซึ่งหนึ่งในนั้นก็เป็นแม่น้ำคงคานั่นเอง

นอกจากนี้ชาวฮินดูยังเชื่อกันว่าแม่น้ำสายนี้ ไหลลงมาจากภูเขาไกรลาสบนสรวงสวรรค์ หากได้อาบ ได้
ดื่ม หรือได้วักน้ำขึ้นลูบหน้า ก็เสมือนได้ชำระวิญญาณบาปของตนเองเพื่อขึ้นสู่สวรรค์ แม่น้ำคงคาในเมืองพาราณสี จึงเปรียบเสมือนดั่งแม่น้ำสายศักดิ์สิทธิ์ ที่ไม่เพียงชีวิตสำคัญต่อการดำรงชีวิตของผู้คน แต่ยังหล่อเลี้ยงความเชื่อความศรัทธาของคนอินเดียให้สืบทอดต่อไปจากรุ่นสู่รุ่นอย่างไม่มีวันเสื่อมคลาย



22 กรกฏาคม 2553 12:26:28

 
 
   
 
  อินเดีย
  ข้อมูลทั่วไป
  ข้อมูลน่ารู้ก่อนเดินทาง
  เกร็ดความรู้ที่ควรทราบ
  สถานที่ท่องเที่ยวและกิจกรรมแนะนำ
  ท่องเที่ยวตามงบประมาณ
  บันทึกการเดินทางประทับใจ
 
 
 
 
 
   
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
   
พฤษภาคม
2555
<  >
 
   
 
     
   
 
เลือกจังหวัดในประเทศไทย