กุสินารา สถานที่แห่งการดับขันธ์ปรินิพพาน
สังเวชนียสถาน ณ เมืองกุสินารา หรือที่ภาษาท้องถิ่นเอ่ยว่า กุสินครา แห่งนี้
ถือว่าทำให้เกิดความรู้สึกทั้งการสูญเสีย และการได้รับครั้งยิ่งใหญ่ของพุทธศาสนิกชนทั่วโลก เพราะเป็นสถานที่ซึ่งองค์สัมมาสัมพุทธเจ้า เสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน พระชนมายุ 80 พรรษา หลังจากฉันบิณฑบาต สุกรมัททวะ ซึ่งคน
อินเดียเชื่อว่าเป็นเห็ดชนิดหนึ่งที่หมูชอบกิน จากนายจุนทะ เป็นอาหารมื้อ
สุดท้าย แต่ในขณะเดียวกัน ยังถือว่านี่เป็นจุดก่อกำเนิดของพระบรมสาลีริกธาตุ อันศักดิ์สิทธิ์ด้วย

กุสินารานั้นอยู่ในเขตอำเภอกาเซีย จังหวัดโครักขปุระ รัฐอุตตรประเทศ ที่นี่มีสถานที่สำคัญสองแห่ง
หนึ่งนั้นคือ สาลวโนทยาน สถานที่ปรินิพพาน มีเรื่องเล่าขานสืบต่อกันมาว่า เมื่อพระองค์ใกล้ถึงเวลาดับขันธ์ปรินิพพาน ได้มายังป่าไม้สาละ (ต้นรัง) แห่งนี้ แล้วเสด็จบรรทมสีหไสยา ลักษณะนอนตะแคงขวา ตั้งพระบาทเหลื่อมพระบาท โดยตั้งพระทัยว่าจะไม่ลุกขึ้นมาอีก เพราะทรงทราบดีว่าถึงเวลาแห่งการหลุดพ้นแล้ว โดย
ระหว่างนั้นต้นสาละก็โปรยปรายดอกร่วงลงต้องพระวรกาย ราวกับเป็นการบูชาสักการะพระองค์
เมื่อได้มาสถานที่แห่งนี้ ความรู้สึกแรกที่สัมผัสได้ในทันทีจากบรรยากาศรอบด้านนั้น นำมาซึ่งความสงบเงียบ ชวนให้ปล่อยวางจากสิ่งเร้ารอบกาย อาณาบริเวณอันกว้างขวางที่ยังคงเค้าซากปรักหักพังของสิ่งก่อสร้างจากกาลก่อน ร่มครึ้มไปด้วยพันธุ์ไม้ใหญ่น้อย และมีต้นสาละเติบโตสูงตระหง่านให้ได้เห็นอยู่หลายต้น ในยามเช้ามีไอหมอกปกคลุมเย็นสบาย ภายในตัววิหารปรินิพพานมีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่ ซึ่งเมื่อทุกคนได้เข้าไปกราบไหว้บูชาแล้วจะรู้สึกได้ว่า พระพุทธรูปนี้แตกต่างจากปางไสยยาสน์ที่เคยพบเห็น เพราะพระพักตร์นั้นเอิบอิ่มราวกับกำลังบรรทมอย่างสงบสุข และพระเศียรแนบกับพื้นเหมือนไม่มีที่รองหนุน
สำหรับสถานที่สำคัญแห่งที่สองนั้น มีชื่อเรียกขานว่า มกุฏพันธนเจดีย์ เป็นสถานที่ถวายพระเพลิงพุทธสรีระเมื่อวันแรม 8 ค่ำเดือน 6 ซึ่งถือกันว่าเป็นวันอัฐมีบูชา มีเรื่องเล่าว่าครั้งแรกที่มีการจุดพระเพลิงถวายบน
จิตกาธานซึ่งสร้างขึ้นจากไม้หอมหลากชนิดนั้น จะพยายามจุดสักเท่าไหร่ก็จุดไม่ติด ด้วยเพราะพระองค์ต้องการให้พระมหากัสสปเถระ สาวกพระผู้ใหญ่ซึ่งอยู่ในระหว่างการเดินทาง ได้มาถวายบังคมพระบรมศพก่อน และเมื่อพระมหากัสสปและหมู่ภิกษุสงฆ์ผู้ติดตาม 500 รูปเดินทางมาถึง พระมหากัสสปได้เข้าไปยังจิตกาธานเพื่อทำประทักษิณเวียนสามรอบ ยืนถวายอภิวาททางเบื้องพระบาท แล้วทันใดนั้นพระบาททั้งคู่ก็หลุดออกจากผ้าที่หุ้มห่อพระพุทธสรีระมาปรากฏ พระมหากัสสปจึงยกพระบาททั้งคู่เชิดชูไว้เหนือศรีษะเพื่อกราบถวายบังคม และแล้วก็เกิดเพลิงทิพย์ด้วยเทวาฤทธานุภาพขึ้นมาอย่างน่าอัศจรรย์ ไหม้พระสรีระจนสิ้น กล่าวกันว่าสิ่งหลงเหลือจากการพระเพลิงนั้น มีผ้าที่หุ้มห่อพระบรมศพชั้นในและชั้นนอก พระเขี้ยวแก้วทั้ง 4 พระรากขวัญทั้ง 2 และ
พระอุณหิส ในขณะเดียวกันพระธาตุที่เหลือนอกจากนั้น แตกออกเป็น 3 ขนาด มีขนาดใหญ่เท่าเมล็ดถั่วแตก ขนาดกลาง เท่ากับเมล็ดข้าวสารหัก และขนาดเล็ก เท่ากับเมล็ดพันธุ์ผักกาด โดยไฟทิพย์นั้นต้องนำน้ำหอมมาดับถึงได้มอดลง จากนั้นก็มีการอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุไปประดิษฐาน ณ หอประชุมกลางเมือง จัดพิธีบูชาสักการะด้วยฟ้อนรำ ดนตรีประโคมบรรเลง ถึง 7 วัน 7 คืน
การได้ค่อยๆ ก้าวเดินพร้อมกับจิตใจที่เงียบสงบ ไปรอบอาณาบริเวณศักดิ์สิทธิ์ แลเห็นต้นสาละปลิดใบ
แห้งตายร่วงหล่นลงสู่ผืนดิน ก็คงเปรียบเสมือนกับสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงวัฏจักรของชีวิต ที่เป็นไปตามครรลองของธรรมชาติ และไม่มีชีวิตใดสามารถยืนหยัดโดยไม่ดับสูญ ดังปัจฉิมโอวาท อันเป็นวาจาครั้งสุดท้ายของ
พระพุทธเจ้าตรัสเมื่อวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ว่า “ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านว่า สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา พวกท่านทั้งหลาย จงยังประโยชน์แก่ท่านให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด”
|