อียิปต์
ดินแดนไอยคุปต์มีมนตร์เสน่ห์ เต็มไปด้วยความลี้ลับมากมายให้ค้นหา ไม่มีใครปฏิเสธความศิวิไลซ์ต่างๆ ที่ชาวอียิปต์โบราณสร้างทิ้งไว้ให้ชนรุ่นหลังได้
งงงวย และทึ่งกับอัจฉริยภาพอันฉลาดล้ำของบรรพบุรุษชาวไอยคุปต์ จนถึงทุกวันนี้ มนตร์ขลังฟาโรห์ยังคงดึงดูดนักโบราณคดีจากทั่วทุกมุมโลก ให้ทุ่มเทใช้ความพยายามในการไขความลับต่างๆ เพื่อเรียนรู้จากความอัจฉริยะด้านสถาปัตยกรรม การแพทย์ การออกแบบ และการบำรุงความงามของชาว
ไอยคุปต์โบราณ

ลักซอร์ (Luxor) หรือนครแห่งความตาย (The City of The Dead) อยู่ทางตอนใต้ของเมืองไคโร ประเทศอียิปต์ กว่า 650 กิโลเมตร ตั้งอยู่ทั้งสองฝั่งของแม่น้ำไนล์ มีแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจ
มากมาย ทั้งยังเป็นเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญอีกเมืองของอียิปต์ และเป็นที่นิยมของชาวฝรั่งเศสและชาวยุโรป ส่งผลให้บรรดาโรงแรมระดับห้าดาวต่างพากันจับจองพื้นที่ริมน้ำฝั่งตะวันออกของแม่น้ำไนล์ เพื่อให้นักท่องเที่ยวรื่นรมย์กับทัศนียภาพอันงดงามของลำน้ำไนล์ ยิ่งยามแสงอาทิตย์ส่องประกายระยิบระยับยามอาทิตย์อัสดงยิ่งเป็นภาพอันน่าประทับใจ

ในอียิปต์ แนวถนนเลียบแม่น้ำไนล์นั้นจะมีคำต่อท้ายชื่อว่า คอร์นิส (Corniche) เช่น Sharia Al Corniche
ดังนั้น หากเห็นชื่อถนนในเมืองสำคัญที่มีคำนี้ต่อท้าย ก็จะรู้ได้ทันทีว่าเป็นถนนเลียบแม่น้ำไนล์ ซึ่งการันตีได้ว่าหากจองโรงแรมบนถนนเหล่านั้นก็จะได้เห็นวิวแม่น้ำไนล์แน่นอน ในเมืองลักซอร์นี้มีโรงแรมชื่อดังที่เป็นที่พำนักของเหล่าเซเล็บฯ ระดับอินเตอร์อยู่มากมาย อย่างที่ขึ้นชื่อก็เช่น Winter Palace Hotel ก่อตั้งเมื่อปี ค.ศ. 1887 ซึ่งเคยเป็นที่พำนักของ อกาธา คริสตี้ มาแล้ว น่านน้ำหน้าโรงแรมแห่งนี้จะมีเรือสำราญขนาดใหญ่มาจอดเทียบท่ารอนักท่องเที่ยวอยู่มากมาย ซึ่งกิจกรรมการท่องเที่ยวของที่นี่ก็มีให้นักท่องเที่ยวได้เลือกสนุกหลากหลาย จะชมเมืองแบบลอยฟ้าด้วยการขึ้นบอลลูนลอยขึ้นชมโบราณสถานจากเบื้องบนก็แปลกตาไปอีกแบบ หรืออยากล่องแม่น้ำไนล์ด้วยเรือใบโบราณ Felucca ก็มีให้เลือกเช่ามากมาย หรือจะชมเมืองด้วยรถม้าก็มีบริการให้เลือกอย่างสะดวกสบาย ทั้งยังเลือกข้ามไปฝั่งตะวันตกของแม่นํ้าไนล์ หรือเขตเวสต์แบงก์ (West Bank) เพื่อไปเยี่ยมชมซากเมืองโบราณธีบส์ (Thebes) ซึ่งเป็นที่ตั้งของหุบเขากษัตริย์ (Valley of The Kings) แหล่งรวมสุสานขององค์ฟาโรห์กว่า 60 สุสาน ที่ซ่อนอยู่ตามเนินเขาเตี้ยๆ โดยเมื่อซื้อบัตรผ่านจะเลือกเข้าชมได้ 3 สุสาน
จากนั้นหากใครยังไม่อิ่มกับความอัศจรรย์ของสุสานกษัตริย์ อยากชื่นชมกับความงามของภาพวาดภายในสุสานอีก ก็สามารถซื้อบัตรผ่านเพิ่มได้ที่หน้าสุสานเลย โดยเหนือทางเข้าสุสานจะมีป้ายอธิบายผังและบอกว่าเป็นของฟาโรห์องค์ใด การสร้างเป็นการเจาะลึกเข้าไปในหุบเขา แต่ที่น่าทึ่งคือแสงอาทิตย์สามารถส่องถึงห้องบรรจุพระศพได้ โดยส่วนใหญ่เวลาเข้าไปก็จะเดินลงทางแคบๆ ที่พอเดินสวนกันได้สองคน คือทางขึ้นกับทางลง สองข้างทางเดินเป็นรูปอักษรภาพเฮียโรกลิฟิกส์ (Hieroglyphics) สีสดใส ที่มีรั้วกระจกป้องกันการถูก
นักท่องเที่ยวจับต้องลูบคลำภาพวาด เพราะอักษรภาพได้ถูกกัดเซาะทำลายไปมากจึงต้องป้องกันไว้ให้รุ่นหลังได้ดูนานๆ นับเป็นที่ที่ยังคงรักษาสภาพของอักษรภาพให้มีสีสันสดใสอยู่

ส่วนเรื่องราวที่เล่าบนผนังนั้นเป็นเรื่องการสู้รบและชัยชนะของฟาโรห์เจ้าของสุสาน ซึ่งทางลงจะชันและลึกลงไปเรื่อยๆ ภายในสุสานค่อนข้างร้อน แห้ง และอับอากาศ แนะนำให้พกน้ำดื่มติดตัวไปด้วยจะช่วยยืดเวลาให้เดินดูได้นานขึ้น หากคิดว่าลงไปแล้วจะได้เห็นสมบัติของฟาโรห์อย่างเต็มอิ่มนั้นไม่ใช่เลย เพราะสมบัติอัน
ล้ำค่าได้ถูกโจรนักล่าสมบัติขโมยไปก็มาก บ้างก็กระจายตัวไปอยู่ตามพิพิธภัณฑ์ทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะสมบัติของตุตันคาเมนนั้นถูกย้ายไปอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ในกรุงไคโรหมดแล้ว สุสานของกษัตริย์ที่แนะนำให้เข้าชมน่าจะเป็นของกษัตริย์ราทเสสที่ 3 ราทเสสที่ 6 และราทเสสที่ 9 ซึ่งก็จะมีบริเวณพักผ่อนและหลบแดดไว้ให้นักท่องเที่ยวได้พักเอาแรงก่อนลงไปตะลุยสุสานต่อไป และพอหมดแรงก็มีรถชัตเทิลมารับไปยังลานจอดรถ ห้องน้ำก็มีไว้บริการมากมาย สะอาดดีด้วย ไม่ต้องกลัว แต่อย่าลืมพกแบงก์เล็กไว้ทิปคนแจกทิชชูด้วย

เสร็จจากเยี่ยมชมสุสานอาจจะพักร้อนไปดูโรงงานทำเครื่องใช้ด้วยหินอลาบาสเตอร์ (Alabaster) ซึ่งจะมีชาว
พื้นเมืองมาสาธิตวิธีขุดและกลึงหินอลาบาสเตอร์ที่มีหน้าตาคล้ายหินอ่อนบ้านเรา เครื่องใช้ที่ผ่านการกลึงและขุดแล้วมักจะเป็นแจกันหรือขวด ซึ่งสมัยก่อนชาวอียิปต์โบราณจะใช้เครื่องใช้ที่ทำจากหินเหล่านี้ใส่เครื่องหอมต่างๆ หรือในพิธีทำมัมมี่ก็ไว้เก็บเครื่องในของเจ้าของมัมมี่ แต่ละโหลจะมีอักษรภาพและคำสาปกำกับ ฝาปิดจะเป็นเทพเจ้าปางต่างๆ ซึ่งเป็นผู้คุ้มครองเครื่องในเหล่านั้นไว้มิให้ใครเปิดก่อนเวลาอันควร ซึ่งหากถูกเปิดออกจะทำให้มัมมี่ไม่สามารถคืนชีพได้
พอคลายเหนื่อยหายร้อนกันแล้วก็ไปชมวิหารฮัสเชฟสุต (Hatshepsut) กันต่อ วิหารนี้มีหน้าตาแปลกกว่าที่อื่น
เพราะสร้างแกะลึกเข้าไปในหุบเขา และเจ้าของเป็นพระนางฮัสเชฟสุต ซึ่งชาวอียิปต์เรียกว่าราชินีมีเครา เพราะพระนางขึ้นครองราชย์โดยพรางตัวเป็นฟาโรห์ ด้วยการฉลองพระองค์เป็นฟาโรห์ด้วยเครื่องฉลองพระองค์เต็มยศ ทั้งเครื่องสวมศีรษะและเคราในยามออกว่าราชการ เพื่อให้ประชาชนคิดว่าพระนางเป็นชาย และยังทรงมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับนักบวชผู้ออกแบบวิหารที่เป็นสุสานนี้ให้แก่พระนาง ในเวลาต่อมา พระนางถูกลอบปลงพระชนม์ และวิหารก็ถูกทำลายและขูดฆ่าชื่อพระนางทิ้ง แต่ปัจจุบันก็ยังคงสามารถเห็นร่องรอยความยิ่งใหญ่ของวิหารแห่งนี้ได้
อีกจุดชมวิวระหว่างทางกลับไปที่เขตอีสต์แบงก์ (The East Bank) หรือฝั่งเมืองลักซอร์นั้นจะผ่านรูปปั้นยักษ์
แมมม่อน (Memmon Gigantic) ซึ่งสามารถใช้เวลาไม่มากในการกระโดดลงไปถ่ายรูปคู่ได้ แล้วค่อยกลับเข้า
เมืองลักซอร์เพื่อไปชื่นชมเขตตะวันออก (East Bank) ของเมืองลักซอร์ ชมวิหารคาร์นัค (Karnak Temple)
และวิหารลักซอร์ (Luxor) ซึ่งมีทางเดินเชื่อมต่อถึงกัน ประวัติโดยย่อของวิหารคาร์นัคนั้นเป็นชื่อของหมู่บ้านที่ตั้งอยู่ด้านขวาของแม่น้ำไนล์ มีวิหาร อาคารต่างๆ มากมาย เป็นการสร้างต่อเติมและปฏิสังขรณ์จากฟาโรห์หลายๆ ราชวงศ์ วิหารนี้มีเสาสูงใหญ่จำนวน 134 ต้น เรียงรายเป็น 4 แถว แต่ละต้นสูง 23 เมตร เส้นรอบวง 10 เมตร สลักด้วยอักษรภาพ นอกจากนี้ยังมีกำแพงล้อมรอบวิหารที่มีอักษรภาพเล่าเรื่องการต่อสู้และชัยชนะอันยิ่งใหญ่ของฟาโรห์เพื่อฉลองชัยชนะ โดยวิหารนี้เป็นการเล่าเรื่องราวสมัยโบราณตั้งแต่ยุคอาณาจักรกลางถึงยุคที่โรมันเข้าครอบครอง รวมเวลากว่า 2,000 ปี ใกล้ๆ กันเป็นที่ตั้งของวิหารลักซอร์ ซึ่งมีขนาดเล็กว่าวิหารคาร์นัค วิหารทั้งสองแห่งนี้สร้างขึ้นสำหรับพิธีบวงสรวงพระผู้เป็นเจ้า ซึ่งระหว่างวิหารคาร์นัคและวิหารลักซอร์จะมีทางเดินเชื่อมต่อกัน ข้างทางประดับด้วยสฟิงซ์ที่มีส่วนหัวเป็นแพะและตัวเป็นสิงโต โดยวิหารทั้งสองแห่งนี้แสดงให้เห็นถึงความสามารถของชาวอียิปต์โบราณในการก่อสร้างด้วยก้อนหินขนาดใหญ่ โดยไม่มีลิ่มสลักหรือสิ่งเชื่อมโยงยึดติดใดๆ และยังมีความแข็งแรงคงทนมาถึงทุกวันนี้ ซึ่งเป็นที่น่าอัศจรรย์แก่ผู้พบเห็นเป็นอันมาก

วิหารลักซอร์ เป็นวิหารที่รวม 3 วัฒนธรรมเข้าด้วยกัน เมื่อเดินเข้าด้านในวิหารส่วนแรกจะเห็นส่วนประกอบ
ลักษณะเป็นสุเหร่าของศาสนาอิสลามอยู่เหนือวิหาร เพราะวิหารนี้เคยถูกฝังอยู่ใต้ผืนทรายเป็นเวลานาน เมื่อชนชาติอิสลามเข้าครองอียิปต์จึงสร้างสุเหร่าบนบริเวณนี้ โดยไม่รู้ว่าได้สร้างทับวิหารอียิปต์โบราณ เราจึงได้เห็นวิหารอียิปต์ที่มียอดเป็นโดมของสุเหร่า และเมื่อเดินลึกเข้ามาจะเจอรูปปั้นฟาโรห์นั่งตระง่านอยู่ด้านซ้ายและขวา ที่ด้านล่างของบัลลังก์จะมีรูปแกะสลักภาพฉลองชัยชนะการสู้รบและการพาเฉลยศึกชาวนูเบียนเข้ามา เมื่อเดินลึกเข้าไปส่วนในสุดจะเป็นส่วนของโบสถ์ที่ได้รับอิทธิพลจากชาวคริสเตียน เนื่องจากพระเจ้า
อเล็กซานเดอร์มหาราชมีชัยเหนืออียิปต์ช่วงอาณาจักรใหม่ จึงทำให้มีลักษณะของโบสถ์ชาวคริสต์อย่างเห็นได้ชัด มีภาพฝาผนังวาดด้วยเทคนิคเฟรสโก้ และทหารของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชยังซ่อมแซมวิหารนี้อย่างขอไปที ทำให้รูปแกะสลักไม่ต่อกันอย่างถูกต้องและสลับชิ้นกันไปหมด ถ้าสังเกตให้ดี จะเห็นผนังวิหารด้านที่อยู่ใกล้ส่วนที่เป็นโบสถ์คริสต์ด้านหนึ่ง มีรูปภาพแกะสลักนูนต่ำที่มีหัวฟาโรห์กลับหัวเหมือนจิกซอว์ที่ต่อผิด และเมื่อเดินผ่านช่องเล็กๆ ในโบสถ์ไปจะเป็นห้องสวดมนต์ซึ่งมีภาพแกะสลักอักษรภาพเฮียโรกลิฟิกส์แบบนูนต่ำที่ค่อนข้างอีโรติก เนื่องจากมีเรื่องเล่ากันว่าช่วงที่อียิปต์รบพุ่งกับข้าศึก ทหารชาวอียิปต์ไม่ได้กลับบ้านเนื่องจากล้มตายไปก็มาก ทำให้เมืองนี้ประชากรลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด เทพเจ้าองค์นี้จึงใช้อำนาจบันดาลให้แม่บ้านชาวอียิปต์ท้องพร้อมกันทั้งหมู่บ้าน และคลอดลูกออกมาเป็นทารกเพศชายทั้งหมด เพื่อสร้างประชากรเพศชายเพิ่มขึ้นมาช่วยกันสู้รบกับข้าศึก นี่เองจึงเป็นเรื่องราวของการสร้างประชากรของเทพเจ้าอียิปต์องค์นี้ ท่านมีส่วนสำคัญที่เป็นสัญลักษณ์ของเพศชายค่อนข้างใหญ่จนต้องตาค้างเลยทีเดียว ใครอยากรู้ว่าเป็นอย่างไรต้องไปดูด้วยตัวเอง
กิจกรรมที่ขอแนะนำคือ หากใครอยากดื่มดำกับวิหารคาร์นัคยามค่ำคืน สามารถดูการแสดงโชว์แสงสีเสียงได้ตอนค่ำ ซึ่งจะมีรอบให้เลือกมากมาย แบ่งเวลาตามภาษาที่บรรยาย โดยภาษาอังกฤษจะเริ่มก่อนตอน 18.30 น. แนะนำให้ใส่รองเท้าสบายๆ เข้าชม เพราะต้องวิ่งฝุ่นตลบไปตามจุดต่างๆ ที่มีการแสดง และถ้ายิ่งเป็นคนไทยตัวเล็กก็กรุณาหาทำเลแถวหน้าๆ เข้าไว้ เพราะไม่เช่นนั้นอาจโดนนักท่องเที่ยวฝรั่งตัวโตบดบังทัศนียภาพทำให้เสียอารมณ์ในการชมได้
Food
อาหารพื้นเมืองส่วนใหญ่เป็นไก่ เนื้อวัว ไส้กรอก ขนมปัง แบบอาหารเลบานิส หากชอบรสจัดและไม่ชอบอาหารพื้นเมือง แนะนำให้พกอาหารแห้งอย่างหมูหย็อง น้ำพริกนรก บะหมี่สำเร็จรูปไปด้วย

Shopping
ควรใช้ทักษะในการต่อให้มากๆ เพราะพ่อค้าในตลาดจะบอกราคาแพงกว่าราคาจริง 3 - 4 เท่า และอาจถูก
หลอก เวลาซื้อของควรเตรียมเงินให้พอดีกับราคาของ พ่อค้าที่นี่เจ้าเล่ห์มาก อาจไม่ทอนเงินให้ แต่ชวนซื้อของหลายๆ ชิ้นและคิดราคาให้คุณงงเล่น พอรู้ตัวก็จ่ายแพงกว่าราคาจริงไปมาก เมื่อรับของมาแล้วควรตรวจเช็คด้วยว่าได้ของครบหรือไม่
ข้อมูลน่ารู้ก่อนเดินทาง
การขอ Visa
การขอวีซ่าเพื่อเข้าประเทศอียิปต์ต้องเตรียมเอกสารดังนี้
- รูปถ่ายขนาด 1 - 2 นิ้ว จำนวน 2 รูป พื้นหลังเป็นสีขาว
- หลักฐานการเงิน สมุดบัญชีปรับยอดย้อนหลัง 6 เดือนจนถึงปัจจุบัน ถ่ายสำเนา 1 ชุด พร้อมประทับตรารับรองจากธนาคาร
- หลักฐานการทำงาน จดหมายรับรองจากบริษัทเป็นภาษาอังกฤษ 1 ชุด
- สำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน พร้อมเซ็นรับรองถูกต้อง
แนะนำให้ใช้บริการบริษัททัวร์ขอให้จะผ่านง่ายกว่า โดยไม่ต้องไปสัมภาษณ์ที่สถานทูต สอบถามรายละเอียดได้ที่ สถานทูตอียิปต์ประจำประเทศไทย ตั้งอยู่ที่ 6 อาคารลาสโคลินัส ชั้น 42 ถ.สุขุมวิท 21 เขตวัฒนา
กรุงเทพฯ 10110 โทร. 0 2262 0236, 0 2661 718 แฟกซ์. 0 2262 0235 www.egypt-emb.or.th
การเดินทางจากประเทศไทย
สายการบินอียิปต์เป็นสายการบินแห่งชาติอียิปต์ บินตรงจากกรุงเทพฯ สู่กรุงไคโร ใช้เวลาบินประมาณ 9 ชั่วโมง และออกเดินทางประมาณเกือบตีหนึ่ง ส่วนสายการบินไทย เอมิเรตส์ การ์ตา ต้องบินแวะที่ดูไบหรือ
เอเธนส์ก่อนจึงต่อมาลงอียิปต์
การเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ
เนื่องจากอียิปต์เป็นประเทศใหญ่ พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นทะเลทราย เพื่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว
แนะนำให้ใช้สายการบินในประเทศเมื่อเดินทางไปอบู ซิมเบล อัสวาน ลักซอร์ อีกวิธีที่ชมบ้านเมืองและทิวทัศน์สองฝั่งแม่น้ำไนล์ได้อย่างดีและไม่เหนื่อย คือใช้บริการเรือสำราญขนาดใหญ่ การเดินทางด้วยรถประจำทาง
จะออกเป็นรอบ ตามขบวนรักษาความปลอดภัยของทางการ เนื่องจากเคยมีการดักซุ่มยิงนักท่องเที่ยวจาก
ผู้ก่อการร้าย ตอนนี้เหตุการณ์สงบแล้วแต่ยังเป็นมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด เกือบทุกสถานที่ท่องเที่ยวจะต้องเดินผ่านเครื่องตรวจอาวุธด้วย จึงควรแต่งตัวรัดกุมเพื่อความคล่องตัว
เวลา
เวลาที่อียิปต์ช้ากว่าประเทศไทย 4 ชั่วโมง แต่ในเดือนตุลาคมถึงมีนาคมจะช้ากว่าประมาณ 5 ชั่วโมง
เวลาท้องถิ่น สภาพอากาศ
ด้วยลักษณะภูมิประเทศที่มีทั้งส่วนที่ติดกับยุโรปแถบเมดิเตอร์เรเนียนและส่วนที่อยู่ในแอฟริกา จึงมี
ภูมิอากาศทั้งแบบเมดิเตอร์เรเนียน คือ มี 3 ฤดู ฤดูฝน ฤดูหนาว และฤดูอบอุ่น และส่วนที่อยู่ลึกเข้าไปในทวีปแอฟริกาจะมีเพียง 2 ฤดู คือ ฤดูร้อน และฤดูหนาว ควรเลือกไปช่วงที่มีอากาศเย็น ในเดือนพฤศจิกายนถึงกุมภาพันธ์ อากาศจะสบาย แต่ต้องใส่เสื้อกันหนาวในตอนเช้าและค่ำ ส่วนอากาศในเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคมนั้นเริ่มร้อนขึ้นแล้วแต่ยังพอทนได้ หากเดินทางไปในช่วงมิถุนายนถึงกันยายนอากาศจะร้อนถึง 40 องศา ช่วงที่ออกเที่ยวได้คือเช้าและเย็นเท่านั้น และในช่วงเปลี่ยนฤดูอาจมีพายุทราย ไม่สามารถออกท่องเที่ยวได้ ควรตรวจสภาพอากาศก่อนออกเดินทาง
ศุลกากร สกุลเงิน และอัตราแลกเปลี่ยน
ปอนด์อียิปต์ (Egyptian Pound, EGP) โดย 1 EGP = 6.2662 บาท หรือ 1 USD = 5.3297 EGP
(อัตราแลกเปลี่ยนเดือนกรกฎาคม 2551) สกุลเงินที่แนะนำให้ติดตัวไปคือดอลลาร์สหรัฐ สามารถแลกเป็น
ปอนด์อียิปต์ได้ที่สนามบินกรุงไคโรและตามโรงแรมชั้นนำ แต่ควรประมาณการใช้และช้อปปิ้งให้ดีเพราะไม่สามารถแลกคืนได้ บัตรเครดิตเป็นที่ยอมรับตามโรงแรมชั้นนำและร้านอาหารที่มีชื่อเสียง
ระบบไฟฟ้า
220 โวลต์ 50 เฮิรตซ์ ควรนำอแดปเตอร์ติดตัวไปด้วยเพราะเต้าเสียบเป็นแบบขากลม
หมายเลขสถานทูต และหมายเลขอื่น ๆ ที่จำเป็น
สถานทูตอียิปต์ประจำประเทศไทย โทร. 0 2262 0236, 0 2661 718 แฟกซ์. 0 2262 0235
www.egypt-emb.or.th
|