Wi-Fi Experience@KBank
ค้นหา:
Join:
Home / Travel / แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว / ตุรกี / ตุรกี - อิสตันบูล / ข้อมูลทั่วไป
   

ตุรกี - อิสตันบูล -  ข้อมูลทั่วไป

Send To Friend
 
 

ตุรกี - อิสตันบูล

แม้อิสตันบูลจะไม่ใช่เมืองหลวงของตุรกีอย่างกรุงอังการา แต่มีความสำคัญ
ทัดเทียมกัน ทั้งในแง่ที่เป็นเมืองใหญ่ที่สุด และเป็นศูนย์กลางความเจริญด้านธุรกิจการค้าและการท่องเที่ยว อีกทั้งยังเป็นฉากสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์
ของอนาโตเลีย เพราะอิสตันบูลก็คือกรุงคอนสแตนติโนเปิลอันยิ่งใหญ่นั่นเอง จึงเป็นเมืองที่มีเสน่ห์ที่นักท่องเที่ยวหากใครไม่ได้ไปเยือน ก็เหมือนไม่ถึงตุรกี และความแปลกของอิสตันบูลหนึ่งเดียวในโลก คือการเป็นเมืองสำคัญเพียงเมืองเดียวในโลก ที่ตั้งอยู่ใน 2 ทวีป คือ ทวีปยุโรป ฝั่ง Thrace ของบอสฟอรัส และทวีปเอเชีย ฝั่งอนาโตเลีย การได้ไปเยือนเหมือนการอยู่คาบเกี่ยวระหว่าง 2 อารยธรรมที่มีคุณค่า ดั่งอัญมณีของโลก

อิสตันบูล (Istanbul) ตั้งอยู่บริเวณช่องแคบบอสฟอรัส (Bosphorus) ซึ่งทำให้อิสตันบูลเป็นเมืองสำคัญเพียงเมืองเดียวในโลก ที่ตั้งอยู่ใน 2 ทวีป คือ ทวีปยุโรป (ฝั่ง Thrace ของบอสฟอรัส) และทวีปเอเชีย
(ฝั่งอนาโตเลีย) โดยทั้ง 2 ทวีปถูกแบ่งแยกออกจากกันโดยช่องแคบบอสฟอรัส ทะเลมาร์มารา และช่องแคบดาร์ดาแนลส์ เดิมชื่อ คอนสแตนติโนเปิล (Constantinople) อาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ ที่เป็นเมืองสำคัญของชนเผ่าจำนวนมากในบริเวณนั้น จึงส่งผลให้อิสตันบูลมีชื่อเรียกแตกต่างกันออกไปเช่น ไบแซนเทียม, คอนสแตนติโนเปิล, สแตมโบล เป็นต้น

หากร้อยเรียงประวัติศาสตร์ของอีสตันบูล ต้องเริ่มตั้งแต่เมืองไบแซนเทียม (Byzantium) ที่สร้างโดย
ชาวกรีกเมื่อ 667 ปีก่อนคริสตกาล โดยตั้งชื่อตามกษัตริย์ Byzas เมืองไบแซนเทียมถูกครอบครองและทำลายโดยจักรวรรดิโรมัน เมื่อปี พ.ศ. 739 (ค.ศ. 196) จากนั้นโรมันได้สร้าง ไบแซนเทียมขึ้นมาใหม่อีกครั้งในยุคของจักรพรรดิเซ็ปติมัส เซเวอรัส

หลังจากนั้นจักรพรรดิคอนสแตนตินมหาราชแห่งจักรวรรดิโรมันได้ย้ายมาสร้างกรุงโรมใหม่ (Nova Roma) ที่ไบแซนเทียม แต่คนส่วนมากมักนิยมเรียกว่าเมือง "คอนสแตนติโนเปิล" มากกว่า ในภายหลังจักรวรรดิโรมันตะวันออกที่มีเมืองหลวงคือคอนสแตนติโนเปิล มักถูกเรียกว่า "จักรวรรดิไบแซนไทน์" คอนสแตนติโนเปิลเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปยุคนั้น หลังสงครามครูเสดครั้งที่ 4 คอนสแตนติโนเปิลถูกยึดและเผาทำลาย ก่อนจะถูกยึดกลับคืนได้ในภายหลัง

หลังจากล่มสลายของกรุงโรมและจักรวรรดิโรมันตะวันตก คอนสแตนติโนเปิลกลายเป็นเมืองหลวงเพียง
แห่งเดียวของจักรวรรดิไบแซนไทน์ และเป็นศูนย์กลางของศาสนาคริสต์นิกาย กรีกออเธอร์ด็อกซ์ โดยมีสิ่ง
ก่อสร้างขนาดใหญ่อย่างเช่น โบสถ์ฮาเจีย โซเฟีย เป็นต้น

กระทั่งถึงจักรวรรดิออตโตมัน ในปีพ.ศ. 1996 (ค.ศ. 1453) สุลต่านเมห์เม็ดที่ 2 ได้บุกยึดกรุง
คอนสแตนติโนเปิล ตัวเมืองได้รับการฟื้นฟูขึ้นมาใหม่อีกครั้งใต้อิทธิพลของวัฒนธรรมแบบมุสลิม ชื่อของเมืองเปลี่ยนเป็นอิสตันบูล ในสมัยของจักรวรรดิออตโตมัน เมืองอิสตันบูลได้เจริญรุ่งเรืองขึ้นเป็นอย่างมาก

ในห้วงก้าวสู่สาธารณรัฐตุรกี เมื่อสาธารณรัฐตุรกีถูกก่อตั้งขึ้นใน พ.ศ. 2466 (ค.ศ. 1923) เมืองหลวงของประเทศย้ายจากอิสตันบูลไปที่เมืองอังการา นับระยะเวลาที่อิสตันบูลเป็นเมืองหลวงทั้งสิ้น 1,610 ปี

แหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของอิสตันบูล

Hippodrome
ฮิปโปโดรมเป็นศูนย์กลางของชีวิตชาวไบแซนติอุมเป็นเวลากว่า 1,000 ปี และเป็นศูนย์กลางของออตโตมันหลังจากนั้นอีกกว่า 400 ปี สร้างในสมัย
จักรพรรดิเซ็ปติมุส เซเวรุส ส่วนสนามอาเรน่าซึ่งจุผู้ชมได้กว่า 100,000 คน เป็นศูนย์กลางความบันเทิงของพระนคร เกิดจากบัญชาของคอนสแตนติน มหาราช

ฮิปโปโดรมมีบทบาทมากมายในหน้าประวัติศาสตร์ ธีโอโดรา ชายาของจักรพรรดิจัสตีเนียน ปรากฏตัวขึ้นครั้งแรกที่ฮิปโปโดรมในฐานะนางระบำ และเป็นที่ต้องพระทัยของจักรพรรดิในทันที ที่นี่เป็นฉากในเหตุการณ์นิคา (Nika) หรือการจลาจลเพื่อชัยชนะของกลุ่มศาสนาสีฟ้าและสีเขียว

ที่ลุกลามเป็นสงครามกลางเมือง มีคนล้มตายกว่า 3,000 คน ในเวลาเพียง 5 วัน วิหารเซนต์โซเฟียที่อยู่ใกล้ๆ กัน ก็ถูกทำลายเป็นครั้งที่สอง และจักรพรรดิสูญเสียราชบัลลังก์ จุดเด่นใน ฮิปโปโดรมที่เหลือรอดมาจนถึง
วันนี้คือ โอบีลิสก์ฟาโรห์ธุตโมส เสางู และเสาคอลัมน์ คอนสแตนตินที่ 7 แต่แผ่นทองสำริดที่หุ้มเสาเหล่านี้อยู่ ถูกขนไปยังเวนิสหลังการเข้าปล้นสะดมของละตินในปี ค.ศ. 1203 ม้าทองคำ 4 ตัว เหนือประตูใหญ่วิหาร
เซนต์มาร์คในเมืองเวนิสก็นำมาจากฮิปโปโดรม

Basilica Cistern

อยู่เยื้องกับวิหารเซนต์โซเฟีย สร้างในสมัยจักรพรรดิจัสติเนียนในปี ค.ศ. 532 เพื่อเป็นที่เก็บน้ำสำหรับใช้ในพระราชวัง กว้าง 65 เมตร ยาว 143 เมตร มีเสาค้ำหลังคา 336 ต้น แบ่งเป็น 12 แถว จุน้ำได้ทั้งหมด 80,000 ลูกบาศก์เมตร น้ำที่ได้ส่งผ่านท่อมาจากแหล่งน้ำที่อยู่ห่างออกไป 20 กิโลเมตร ใกล้กับทะเลดำ ที่มาของสถานที่แห่งนี้ชวนให้ขนลุกอยู่ไม่น้อย เสาคอลัมน์ หัวเสา และฐานเสานำมาจากซากหักพังของอาคารหลายแห่ง มีเสาทรงแปลกๆ อย่างเสาประดับรูปศีรษะเมดูซาที่กลับหัวลงและตะแคงข้าง รวมทั้งเสาหยาดน้ำตา ในยุคออตโตมัน อ่างเก็บน้ำแห่งนี้กลายมาเป็นที่ทิ้งขยะและซากศพแทน ก่อนจะได้รับการบูรณะถึง 3 ครั้งด้วยกัน

Grand Bazaar

เป็นบาซาร์ขนาดใหญ่ที่มีร้านค้ากว่า 4,000 ร้าน และมีสินค้าหลากชนิด หลายคุณภาพ โดยเฉพาะเครื่องแต่งกาย ทั้งเสื้อหนังแกะแบบทันสมัยราคาไม่โหดมาก เสื้อแบบตุรกีที่เป็นของเก่าแก่ สวยมากแต่ก็แพงมาก กระเป๋า รองเท้า เครื่องประดับ ผ้าคลุมไหล่แพชมีนา พรม เครื่องเซรามิก ของที่ระลึก

เพราะเหตุนี้จึงมีข้อแนะนำสำหรับผู้ที่จะมาช้อปปิ้งที่นี่ว่า ต้องอยู่ในอารมณ์ที่ดี เพราะต้องเผชิญกับพ่อค้าที่จะขยันเข้ามาเชิญชวนจนอาจทำให้รำคาญ ต้องมีเวลามากพอเผื่อเดินสำรวจเพื่อเปรียบเทียบราคา ต่อรองราคาให้มากเข้าไว้ และต้องรู้ว่ากระเป๋าเดินทางของคุณมีที่ว่างมากน้อยแค่ไหน และน้ำหนักจะเกินหรือไม่ เพราะเมื่อเข้ามาที่นี่แล้วยากที่จะกลับออกไปมือเปล่า
(Grand Bazaar เปิดวันจันทร์ถึงวันเสาร์ เวลา 08.30 - 19.00 น.)

Spice Bazaar

ตลาดเครื่องเทศแห่งกรุงอิสตันบูลนี้สร้างตั้งแต่ช่วงปี ค.ศ. 1660 โดยเป็นส่วนหนึ่งของศูนย์การค้า
เยนี คามี รายได้จากค่าเช่าร้านส่วนหนึ่งจะนำมาบำรุงมัสยิดและกิจกรรมการกุศลอื่นๆ มักเรียกขานกันจนติดปากว่าตลาดอียิปต์ เพราะที่นี่มีชื่อเสียงในเรื่องสินค้าที่นำเข้าจากกรุงไคโร นอกจากเครื่องเทศ ถั่วชนิดต่างๆ รังผึ้ง และน้ำมันมะกอก ยังหาซื้อลูกฟิก ขนมเตอร์กิชดีไลท์ (lokum) ผลไม้ทั้งสดและแห้ง ของที่ระลึก
เครื่องประดับ เครื่องแต่งกาย ชาชนิดต่างๆ ชาผลไม้อย่างชาแอปเปิ้ลและชาทับทิมของตุรกีนั้นหอมอร่อยมาก แต่ชาดำนั้นมีรสขม แถมยังมีสมุนไพรบำรุงทางเพศอีกหลายชนิด และร้านอาหารที่เก่าแก่ที่สุดของเมืองชื่อ Pandeli ก็อยู่ที่นี่ (Spice Bazaar เปิดวันจันทร์ถึงวันเสาร์ เวลา 08.30 - 18.30 น)

Dolmabahce Palace

สร้างโดยสุลต่านอับดุลเมจิต ในปี ค.ศ. 1843 - 1856 ยุคปลายอาณาจักรออตโตมัน เป็นพระราชวังสุดหรูหราอลังการ ที่ทุ่มสร้างคิดเป็นเงินในปัจจุบันถึงประมาณพันล้านเหรียญสหรัฐเลยทีเดียว พระราชวังโดลมา บาห์เชสะท้อนถึงความคลั่งไคล้ยุโรปของสุลต่านอับดุลเมจิต ออกมาอย่างเต็มเปี่ยม ตั้งแต่ปากทางเข้าที่มีหอนาฬิกาสไตล์บารอกตั้งเด่นหรา ครั้นเมื่อเดินเข้าไปก็จะเจอกับประตูพระราชวังชั้นนอกขนาดใหญ่ ประดับตกแต่งด้วยลวดลายปูนปั้นอันวิจิตรงดงาม โดยมีทหารยืนรักษาการณ์หน้าทางเข้าอย่างขรึมขลัง สงบนิ่ง แต่กลับได้รับความสนใจไม่น้อยเลย นักท่องเที่ยวหลายๆ คน นิยมมายืนถ่ายรูปคู่กับทหารรักษาการณ์หน้าประตูเป็นจำนวนมาก ด้วยทำเลที่เหมาะสมบนฝั่งบอสฟอรัส เป็นที่มาของการสร้างสรรค์

พระราชวังโดลมาบาเชที่สวยวิจิตรในรูปแบบศิลปะนีโอคลาสสิกเมื่อศตวรรษที่ 19 ความวิลิศมาหราของพระราชวังโดลมาบาเชเกิดจากแนวคิดของสุลต่านอับดุลเมจีดที่ทรงเชื่อมั่นว่า “มากดีกว่าน้อย” จึงทรงมีดำริที่จะย้ายจากพระราชวังทอปคาปึ เมื่อได้ที่ที่จะสร้างพระราชวังใหม่แล้ว จึงทรงให้สถาปนิก นิโคโกส และ
การาเบด บัลยัน มาออกแบบเพื่อก่อสร้างพระราชวังแนว “ออตโตมัน-ยูโรเปียน” ส่วนการตกแต่งภายในเป็น
หน้าที่ของมัณฑนากรที่ตกแต่งให้กับปารีสโอเปรา

การสร้างพระราชวังโดลมาบาเชเสร็จสิ้นเมื่อปี ค.ศ. 1856 รวมค่าใช้จ่ายทั้งหมดแล้วพบว่าต้องสิ้นเปลืองทองไปหลายตัน เป็นผลให้จักรวรรดิต้องล้มละลาย และหลังสร้างเสร็จไม่นาน องค์สุลต่านอับดุลเมจีดก็สิ้นพระชนม์ พระอนุชาอับดุลอาซีสทรงขึ้นครองราชย์ต่อ แต่ไม่โปรดที่นี่ จึงมีบัญชาให้สร้างพระราชวังที่ประทับขึ้นใหม่อีกฟากหนึ่ง ชื่อว่าพระราชวังย์แลร์เบย์ โดยไม่สนพระทัยว่าเงินในท้องพระคลังไม่มีเหลืออีกแล้ว การตกแต่งของพระราชวังแห่งนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าดูแปลกประหลาด สะท้อนรสนิยมที่ไม่ค่อยบรรเจิด แม้จะมากไปด้วยของตกแต่งชิ้นเลิศ แต่คงมากเกินไปจนดูสะเปะสะปะไร้จุดเด่นนั่นเอง

Cruise Along the Bosphorus
มาถึงอิสตันบูลทั้งที หากไม่ได้นั่งเรือล่องบอสฟอรัสก็
เหมือนมาไม่ถึง ช่องแคบที่เป็นเส้นแบ่งระหว่างยุโรปและเอเชียนี้ เชื่อมระหว่างทะเลมาร์มาราและทะเลดำ มีความยาว 32 กิโลเมตร ชื่อบอสฟอรัส มาจากเทพปกรณัม Bous แปล
ว่าแม่วัวในภาษากรีกโบราณ poros หมายถึงทางข้าม
‘Bosphorus’ จึงมีความหมายว่าทางแม่วัวข้าม แม่วัวเคยเป็นหญิงงามที่มีชื่อว่า ไอโอ (Io) ซึ่งซุส ราชาแห่งเทพเจ้ามี
สัมพันธ์ด้วย เมื่อเฮรา มเหสีของซุสรู้เรื่อง ซุสจึงกลบเกลื่อนด้วยการสาปไอโอให้เป็นแม่วัว แต่เฮราผู้ชาญฉลาด

ได้ให้แมลงดูดเลือดต่อยไอโอที่สะโพกแล้วไล่เธอออกไปจากช่องแคบ

เมื่อก่อน การข้ามช่องแคบบอสฟอรัสจากฝั่งยุโรปสู่ฝั่งเอเชียต้องใช้เรือเท่านั้น และถ้าแม่น้ำเป็นน้ำแข็งก็ข้ามไปไม่ได้ แต่เมื่อถึงปลายปี ค.ศ. 1973 สะพานบอสฟอรัสซึ่งได้กลายมาเป็นสะพานแขวนที่ยาวเป็นอันดับสี่ของโลก สร้างเสร็จสมบูรณ์ การคมนาคมข้ามแดนจึงเป็นเรื่องง่ายดายยิ่งขึ้น แต่หลังเปิดใช้ก็เกิดปัญหารถติดบนสะพานอย่างหนัก จึงต้องสร้างสะพานแห่งที่สอง คือ สะพานฟาติห์ และแห่งที่สามกำลังร่างแบบกันอยู่

ถึงอย่างไรเรือก็ยังเป็นทางเลือกที่นิยมอยู่ ทั้งสำหรับชีวิตประจำวันของชาวอิสตันบูล และสำหรับ
นักท่องเที่ยวที่แวะเวียนกันมาไม่ขาดสาย เรือล่องบอสฟอรัสมีทั้งแบบเรือโดยสารที่จอดตามท่าต่างๆ และแบบเหมาลำ เส้นทางยอดนิยมเป็นเรือเฟอร์รี่จากท่าเรือเอมิโนนูไป อนาโดลู คาวาอือ เรือจอดป้ายแรกที่เบชีคตัส
หรือพิพิธภัณฑ์เรือ (ฝั่งยุโรป) ผ่านพระราชวัง โดลมาบาเช ถัดมาคือพระราชวังชีราอาน เคยเป็นที่ประทับของสุลต่านอับดุลอาซิซ ถูกไฟไหม้ในทศวรรษ 1920 ปัจจุบันเป็นโรงแรมชีราอาน โฮเตล เคมปินสกี้ อันเลิศหรู ตรงข้ามกันเป็นฝั่งเอเชียที่เรียกว่า เฟติ อาห์เมต ปาซา ยาลึ เรียงรายไปด้วยเรือนไม้ฤดูร้อน และสถานทูต
ต่างชาติในยุคออตโตมัน

ใต้สะพานบอสฟอรัสฝั่งยุโรปเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีสีสัน ทั้งหอศิลป์ บาร์ ร้านอาหารมีระดับ บริเวณนี้ในอดีตเป็นหมู่บ้านออร์ตาเคอย์ ถัดมาคือ เบย์เลอร์เบยี ซารายึ ตำหนักเล็กขนาด 30 ห้อง ของสุลต่านอับดุล
อาซิซ จากนั้นเรือจะล่องสู่ย่านชานเมืองที่สงบและมีเสน่ห์แบบโบราณ อย่าง คานลึจา ที่มีโยเกิร์ตอร่อยขึ้นชื่อ อาร์นาวูตเคอย์ (หมู่บ้านอัลบาเนีย) และอานาโคลูฮีซารึ (ปราสาทอนาโตเลีย) ที่อยู่บนฝั่งเอเชีย ส่วนที่อยู่เยื้องกันบนฝั่งยุโรปเป็น รูเมลีฮีซารึ (ปราสาทเธรซ หรือปราสาทเครื่องตัดคอ) ที่สร้างโดยสุลต่านเมห์เมต
ผู้พิชิต ปราสาททั้งสองดูงามแปลกตาและไม่ค่อยน่ากลัว แต่ในอดีตคือเคยใช้เป็นที่บัญชาการและติดตั้งอาวุธยุทโธปกรณ์ในการตัดความช่วยเหลือที่กรุงคอนสแตนติโนเปิลจะได้รับ เพื่อจะปิดล้อมกรุงในปี ค.ศ. 1453

เมื่อเรือลอดใต้สะพานลอดช่องแคบแห่งที่สอง (สะพานฟาติห์) เสียงอึกทึกในตัวเมืองจะแผ่วลง เหลือแต่เสียงหวูดเรือประมงเล็กๆ ที่กลับจากหาปลาตอนกลางวัน และเรือบรรทุกน้ำมันของรัสเซียและโรมาเนียที่แล่นเข้าออกช่องแคบบอสฟอรัสและดาร์ดาแนลส์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นภาพอดีตที่รัสเซียถือเอาช่องแคบตุรกีเป็นกุญแจปิดล็อกประตูหลังบ้านของตน

ท่าเรือปลายๆ ทางมีตลาดปลาและร้านอาหารทะเลจำนวนมาก ทั้งท่าเรือเยนีเคอย์, ซารีแยร์, เบย์คอซ และท่าสุดท้ายที่ อนาโดลู คาวาอือ ลองเลือกสักร้านเพื่อชิมอาหารทะเลสดๆ ที่ปรุงอย่างอร่อย เป็นการซึมซับกลิ่นอายของอิสตันบูล นครแห่งพันหนึ่งราตรี

ค่าโดยสารเรือล่องบอสฟอรัส

เรือโดยสารแบบเฟอร์รี่ : เที่ยวเดียว (ต่อคน) 1.75 ยูโร (87.50 บาท) ไป - กลับ 3.75 ยูโร (187.50 บาท) เวลาออก 10.30 น. และ 13.35 น.

เรือโดยสารแบบส่วนตัว :ประมาณคนละ 10 ยูโร (ต่อรองได้) เรือจะแล่นโดยไม่หยุดแวะจนไปถึงปราสาทเธรซ ถึงจะหยุดให้ขึ้นจากเรือไปรับประทานอาหารประมาณ 1 ชั่วโมง ก่อนจะแล่นกลับ ใช้เวลาทั้งหมด
ประมาณ 3 ชั่วโมง เรือเที่ยวแรกออกเวลา 10.30 น. และสิ้นสุดในเวลา 18.00 น. สำหรับฤดูร้อน และ 16.00 สำหรับฤดูอื่น *** ซื้อตั๋วและลงเรือที่ท่าเรือเอมิโนนู

เขตสุลต่านอาห์เมต (Sultanahmet) จัดเป็นย่านเมืองเก่าที่รวมไว้ซึ่งอาคารยุคไบแซนไทน์
โบราณ ที่องค์การยูเนสโกประกาศเป็นมรดกโลก อย่าง บลูมอสก์ (Blue Mosque) พระราชวัง
ทอปคาปึ (Topkapı Palace) วิหารเซนต์โซเฟีย (Aya Sofya) อ่างเก็บน้ำใต้ดิน (Basilica Cistern) และอาคารที่ส่วนใหญ่จะกลายมาเป็นพิพิธภัณฑ์สำคัญๆ

วิหารเซนต์โซเฟีย (Aya Sofya)

วิหารเซนต์โซเฟียมีชื่อเรียกในภาษาละตินว่า Sancta Sophia และ Haghia Sofia ในภาษากรีก สร้างในสมัยจักรพรรดิจัสติเนียน โดยฝีมือรังสรรค์ของอันเธนิอุสแห่งทรัสลิส และอีซีโดรุสแห่งมีเลตุส ใช้เวลาสร้างเกือบ 6 ปี จึงเสร็จสมบูรณ์เมื่อ ค.ศ. 537 และทำซ้ำอีกครั้งเมื่อ ค.ศ. 563 หลังการซ่อมแซมยอดโดมที่พังลงมาเพราะแผ่นดินไหว

วิหารแห่งนี้ได้รับการยกย่องเป็นสุดยอดสถาปัตยกรรมในยุคนั้น มีแผ่นหินอ่อนคอยดูดซับและสะท้อนแสงเทียน และตะเกียงนับพันดวง ภายในจึงสว่างไสวจนพวกคนเดินเรือเข้าใจผิดว่าเป็นประภาคาร แต่ดวงไฟเหล่านี้ก็อาจเป็นต้นเพลิงที่เผาผลาญวิหารหลังเดิม และบ้านเรือนในละแวกใกล้เคียงในยุคนั้นก็ได้ ภายในมีที่ตั้งบัลลังก์จักรพรรดิที่ถือเป็นศูนย์กลางจักรวาล ในห้องมีเสารักษาโรคอยู่ต้นหนึ่ง ซึ่งกล่าวกันว่าสามารถรักษาโรคไมเกรนของจักรพรรดิจัสติเนียนได้เมื่อแนบพระเศียรลงกับเสา จึงเกิดความเชื่อว่าเสาแต่ละต้นในวิหารสามารถรักษาโรคได้ แต่เมื่อถูกลูบคลำเป็นเวลาหลายศตวรรษ เนื้อเสาก็สึกเว้าเข้าไปจนปัจจุบันต้องนำ
ทองเหลืองมากรุเป็นกรอบ และเรียกรอยเว้านี้ว่า หลุมศักดิ์สิทธิ์

ความงดงามของภาพโมเสกที่จักรพรรดิจัสติเนียนและจักรพรรดิองค์ต่อๆ มาทรงนำมาประดับ ถูกพวก
มุสลิมทำลายไปหลายภาพ ในช่วง ค.ศ. 729 - 843 ภาพที่เหลือรอดมาจนถึงปัจจุบันเป็นเพราะทาน้ำปูนขาวปิดทับเอาไว้อย่างภาพของพระเยซู จอห์นผู้ล้างบาปและพระแม่มาเรีย รวมถึงภาพจักรพรรดินีโซและพระสวามี คอนสแตนตินที่ 9 โมโนมาคุส ถัดขึ้นไปเป็นภาพอดีตพระสวามี โรมานุส ที่เคยเป็นคนเลี้ยงม้าผู้ล่อลวง
จักรพรรดินีโซเพื่อจะยึดอำนาจ แต่กลับสูญเสียทั้งบัลลังก์และชีวิต

ส่วนภาพผู้ใจบุญเป็นภาพของจักรพรรดิคอนสแตนตินและจัสติเนียน ถวายนครอิสตันบูลและวิหารเซนต์โซเฟียบูชาแม่พระ และพระกุมาร ภาพเหล่านี้ถูกพบอีกครั้งเมื่ออาตาตุร์คทำการบูรณะวิหารในทศวรรษ 1930 เพื่อจัดทำเป็นพิพิธภัณฑ์สำหรับคนรุ่นหลัง

บลูมอสก์ (Blue Mosque)
เหตุที่ผู้คนเรียกมัสยิดสุลต่านอาห์เมตที่ 1 (Sultan Ahmet I) ว่าบลูมอสก์ จนกลายเป็นชื่อจริงไปแล้วนั้น เนื่องมาจากสีของกระเบื้องอิซนิคบนกำแพงชั้นในที่มีสีฟ้าสดใส

บลูมอสก์สร้างขึ้นในช่วงปี ค.ศ. 1609 - 1616 ว่ากันว่า
เมห์เมต อาอา (Mehmet Ağa) สถาปนิกผู้สร้างสรรค์มัสยิดแห่งนี้ ต้องการแสดงให้โลกรู้ว่า เขามีความสามารถเหนืออาจารย์

และสถาปนิกที่ออกแบบวิหารเซนต์โซเฟียจึงบรรจงออกแบบจนอลังการ โดยให้ตัวมัสยิดหันหน้าเข้าหาวิหารเซนต์โซเฟีย เป็นการประชันความงามกันอยู่คนละฟากฝั่งของจัตุรัสสุลต่านอาห์เมต ที่ซึ่งในฤดูร้อนจะมีงานแสดงแสงสีที่งดงามยามค่ำคืน

แม้จะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าดีไซน์ของมัสยิดแห่งนี้ มองดูคล้ายวิหารเซนต์โซเฟีย แต่ก็ต้องยอมรับว่าเป็นผลงานที่น่าประทับใจ ภายนอกโดดเด่นด้วยหอมินาเร็ต 6 หลัง และลานด้านหน้าที่ใหญ่ที่สุดในบรรดา
มัสยิดของออตโตมัน ส่วนการตกแต่งภายในก็ดูยิ่งใหญ่ด้วยหน้าต่างทั้งหมด 260 บาน สลับสล้างด้วย
หน้าต่างกระจกสีอันวิจิตร และพื้นที่สำหรับละหมาดขนาดกว้าง

ภายในบริเวณมัสยิดมีโรงเรียนสอนศาสนา โรงพยาบาล ที่พักแรกของขบวนคาราวาน และโรงครัวต้มน้ำซุป (เรียกว่าคุลลีเย หรือ külliye) สุลต่านอาห์เมตได้ชื่นชมบลูมอสก์อยู่เพียงปีเดียว ก่อนสิ้นพระชนม์ด้วยวัยเพียง 27 พรรษา

Topkapı Palace

พระราชวังทอปคาปึ (Topkapı) สร้างในรัชสมัยสุลต่านเมห์เมต อยู่บนเนินลูกแรกของอิสตันบูล เหนือจุดบรรจบของช่องแคบบอสฟอรัส ทะเลสาบโกลเด้นฮอร์น และทะเลมาร์มารา เปรียบประดุจศูนย์กลางของจักรวรรดิ เป็นบ่อกำเนิดของเรื่องราวทั้งดีงามและสามานย์ตลอดช่วง 500 ปีของยุคออตโตมัน

พระราชวังทอปคาปึแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ พระราชวังชั้นนอก (Outer Palace) หรือบีรูน (Birun) พระราชวังชั้นใน (Inner Palace) หรือเอนเดรูน (Enderun) และฮาเร็ม (Harem) แต่ละส่วนแบ่งเป็นอัฟลู (avlu) หรือลานกว้างที่มีประตูเชื่อมอีกหลายชั้น ประตูจักรพรรดิ เปิดออกสู่ลานชั้นแรก ในอดีตเป็นที่ตั้งกองบัญชาการใหญ่ของทหารเยนีเชรีและองครักษ์เพรเตอร์แห่งจักรวรรดิออตโตมัน ประตูชั้นที่สองคือประตูถวายคารวะ เป็นทางเข้าพระราชวังโดยตรง สุลต่านทรงม้าผ่านประตูนี้ได้เพียงผู้เดียว คนอื่นต้องลงจากหลังม้า ที่ด้านนอกติดกับประตูมีบ่อน้ำพุชื่อ น้ำพุเพชฌฆาต สำหรับให้เพชฌฆาตใช้ชะล้างคราบเลือดบนขวานหลังประหารชีวิต
นักโทษแล้ว

ฮาเร็มเป็นเขตต้องห้ามที่ซึ่งพระมารดา เหล่าชายา นางระบำ และโอรสธิดาของสุลต่าน ใช้ชีวิตอยู่โดยตัดขาดจาดโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิง บุรุษที่เข้าออกได้มีเพียงเจ้าชายและทาศยูนุคผิวดำเท่านั้น ฮาเร็มไม่ใช่อาณาจักรแห่งกามโลกีย์อย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่เป็นฝ่ายในที่มีการปกครองตามลำดับชั้น พระราชมารดาของสุลต่านเป็นราชินีผู้ทรงสิทธิ์ขาดของอาณาจักรฝ่ายใน รองลงมาคือพระชายาตามกฎหมาย เฉพาะในฮาเร็มมีห้องทั้งหมดกว่า 300 ห้อง ถ้าพูดถึงภาพรวมแล้ว ภายในอาณาเขตพระราชวังมีลักษณะเป็นเมืองซ้อนอยู่ในตัวเมือง แน่นขนัดไปด้วยอาคารที่พักของช่างฝีมือหลวง คนสวน และทหารยามซึ่งจะสวมเครื่องแบบต่างสีกันไปเพื่อให้แยกแยะได้ง่าย เพราะมีคนอาศัยอยู่กว่า 5,000 คน

นอกจากมัสยิดและโรงอาบน้ำ ยังมีสวนสัตว์ที่มีทั้งสิงโต ช้าง หมี และของขวัญจากประมุขต่างแดน
เนื้อที่ปัจจุบันซึ่งมีอาณาเขตกว้างขวางจนอาจต้องใช้เวลาหนึ่งวันเต็มจึงจะชมได้ทั่ว ยังถือว่าลดน้อยลงจากสมัยก่อนมาก อาณาเขตเดิมนั้นแผ่ขยายไปถึงทะเลมาร์มารา สถานีรถไฟซีร์เคจี และสวนกุลฮาเน หมู่อาคารเดิมในสมัยสุลต่านอาห์เมตได้แก่ Raht Hazinesi หรืออาคารพระคลังมหาสมบัติ กำแพงชั้นนอก - ชั้นใน และ
ซีนีลีเคิชค์ หรือพระตำหนักกระเบื้อง ซึ่งปัจจุบันจัดทำเป็นพิพิธภัณฑ์พอร์ซเลนแห่งตุรกี

ที่พักแนะนำ

Ciragan Palace Kempinski (www.kempinski-istanbul.com/en)
ตั้งอยู่ในย่านเบชีคตัชและอาร์เตอร์เคอย์ มีทิวทัศน์เป็นน้ำทะเลสีฟ้าครามของช่องแคบบอฟอรัส
นักท่องเที่ยวที่มาพักสามารถพักผ่อนในบรรยากาศสุดหรูในแบบพระราชวังของตุรกีไปพร้อมๆ กับชื่นชมธรรมชาติอันงดงาม และบริเวณใกล้ๆ กับโรงแรมก็ยังมีแหล่งช้อปปิ้ง ร้านขายของเก่า และอัญมณีอีกมากมายให้เลือกซื้อ เลือกชม

Crowne Plaza Istanbul Old City Hotel (www.CrownePlaza.com)
ที่พักระดับห้าดาวใจกลางอิสตันบูล ด้วยทำเลที่ดีเยี่ยมนี้ ท่านจึงสามารถเดินไปยังสถานที่ท่องเที่ยวได้หลายแห่ง อาทิ วิหารฮาเจีย โซเฟีย มัสยิดสุลต่าน “Blue Mosque” พระราชวังทอปกาปีรวมถึงตลาดขายของที่ระลึกอย่าง แกรนด์ บาร์ซาร์ นอกจากนี้ยังมีรถรางผ่านหน้าโรงแรม จึงสะดวกต่อการเดินทางอย่างยิ่ง

Larespark Hotel (www.laresparkhotel.com)
ตั้งอยู่ที่เมืองอิสตันบูล ทุกห้องพักมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันเพื่อตอบสนองความพึงพอใจสูงสุด พร้อมให้บริการอย่างยอดเยี่ยมและเป็นมิตร มีรถรับส่งระหว่างสนามบินและโรงแรมจึงสะดวกสบายต่อการเดินทาง

ร้านอาหารแนะนำ

Kebap House (www.kebaphouse.net)
ร้านอาหารตุรกีขนานแท้ที่มีต้นกำเนิดจากอาหารของชนเผ่าเติร์ก บริการอาหารประเภทเนื้อ เช่น เนื้อวัว
เนื้อแกะ เนื้อไก่ และอาหารทะเล นำมาต้ม อบ ย่าง ปรุงด้วยเครื่องเทศ รสชาติสไตล์เมดิเตอร์เรเนียน นอกจากนี้ยังมีของหวานและผลไม้ไว้บริการด้วย

Pandelli (www.istanbul-istanbul.net/restaurants/pandelli.htm)
ร้านอาหารเก่าแก่ที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในอิสตันบูล ตั้งอยู่ในย่าน Spice Bazaar ภายในตกแต่งด้วยหินและ
กระเบื้องสีฟ้า มีเมนูอาหารพื้นเมืองรสชาติจัดจ้านกว่า 70 เมนู ส่วนประกอบหลักคือ ไก่ ปลา เนื้อ เป็นที่
ถูกปากของชาวเมืองและนักท่องเที่ยว

Lacivert (http://www.lacivertrestaurant.com/eng/)
ร้านอาหารสไตล์เมดิเตอร์เรเนียนที่บริการอาหารประเภทปล าและอาหารทะเลรสชาติอร่อยถูกปาก ตั้งอยู่ขนานกับช่องแคบบอสฟอรัส ผู้มารับประทานอาหารจะได้สัมผัสกับบรรยากาศอันโรแมนติก พร้อมชมวิวทัวทัศน์อันเป็นเสน่ห์ของเมืองอิสตันบูลอีกด้วย

ของที่ระลึก ของฝาก

พรมตุรกี ทอจากไหมทั้งผืน มีความละเอียดสวยงาม เมื่อเทียบกับพรมชาติอื่นจะมีน้ำหนักในขนาด ผืนเท่ากันจะหนักและแน่นกว่า พรมเป็นสินค้าที่มีชื่อเสียงของอิสตันบูล ซึ่งมีสองแบบตามลักษณะความยาวของเส้นใยที่ใช้ทอคือ ฮาลื่อและคิลิม ฮาลื่อเป็นพรมแบบทั่วไปที่เห็นกัน วัสดุที่ใช้ทอมีทั้งขนสัตว์ฝ้าย ไหม เมื่อผูกปมแล้วจะตัดเส้นใยออก ด้านหนึ่งจึงปุยขึ้นเป็นลายตามที่ช่างต้องการ ส่วนคิลิมใช้วัสดุเหมือนกัน แต่ทอโดยไม่ตัดด้ายพรม จึงมีลายเหมือนกันสองด้าน ราคาของคิลิมมักย่อมเยากว่าพรมราคาแพงมักทอด้วยขนสัตว์หรือไหม พรมที่มีชื่อเสียงมาจากเมืองเฮเรเค (HEREKE)

กระเบื้องเซรามิก สร้างสรรค์ด้วยเทคนิคดั้งเดิมที่มีความแข็งแกร่งและงดงาม ลวดลายแต่งแต้มด้วยมือวาดจึงอ่อนช้อยงดงาม เลือกชมได้ที่ ร้าน Omurlu Ceramic (www.omurlu.com)

เตอร์กิซ ดีไลท์ ขนมหวานที่ทำจากถั่วและแอปริคอทแห้ง นิยมทานกับกาแฟหรือชาผลไม้ สามารถหาซื้อได้ตามร้านค้าทั่วไป

25 ธันวาคม 2552 10:19:03

 
 
   
 
  ตุรกี
  ข้อมูลทั่วไป
  ข้อมูลน่ารู้ก่อนเดินทาง
  เกร็ดความรู้ที่ควรทราบ
  สถานที่ท่องเที่ยวและกิจกรรมแนะนำ
  ท่องเที่ยวตามงบประมาณ
  บันทึกการเดินทางประทับใจ
 
 
 
 
 
     
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
กุมภาพันธ์
2555
<  >
 
   
 
     
   
 
เลือกจังหวัดในประเทศไทย