|
|
|
ศาลาว่าการกรุงเบอร์ลินเป็นที่ทำงานของนายกเทศมนตรีกรุงเบอร์ลิน ผลงานการออกแบบงานก่อสร้างของ H.F.Wassemann ในระหว่าง ค.ศ.1861 ถึง ค.ศ. 1869 บริเวณนี้มักจะถูกเรียกว่าจัตุรัสแดงเพราะวัสดุก่อสร้างเป็นอิฐแดงทั้งหลัง เป็นศิลปะแบบเรอเนสซองส์อันสวยงาม และตรงกลางมีหอนาฬิกาที่มีความสูง 74 เมตร เปิดให้เข้าชมได้ในวันจันทร์ถึงวันศุกร์ เวลา 9.00 - 18.00 น. โดยไม่เสียค่าเข้าชม รายละเอียดเพิ่มเติมที่นี่
|
|
โบสถ์ Kurfurstendamm
|
|
|
|
โบสถ์ Kurfurstendamm หรือชื่อย่อว่า Ku’ Damm ซึ่งนิยมเรียกกันในช่วง 20 ปีก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นสถานที่เก่าแก่ที่มีชื่อเสียง และได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก โบสถ์แห่งนี้ได้รับความเสียหาย อย่างหนักในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งเบอร์ลินถูกทิ้งระเบิดถล่มจนราบเป็นหน้ากลองทั้งเมือง แต่โบสถ์แห่งนี้ยังคงสภาพเดิมที่หลงเหลืออยู่บ้างบางส่วน สามารถมองเห็นอย่างเด่นชัดในปัจจุบัน ภายในโบสถ์ Kurfurstendamm มีการจัดแสดงภาพในอดีต ที่เมืองนี้ถูกทิ้งระเบิดทางอากาศจนเสียหายเกือบทั้งเมือง
|
|
อนุสาวรีย์แห่งชัยชนะ (Victory Column, Siegessäule)
|
|
|
|
สร้างขึ้นตั้งแต่ยุคปรัสเซียโบราณ เพื่อเป็นอนุสรณ์ของการต่อต้านพวกเดนมาร์ก ในปี ค.ศ. 1864 ออสเตรีย ในปี ค.ศ. 1866 และฝรั่งเศส ในปี ค.ศ. 1870 - 1871 มีลักษณะเป็นเสาสูงประมาณ 69 เมตร ออกแบบ
ก่อสร้างโดย J.H.Strack ระหว่าง ค.ศ.1865 - 1873 ในสไตล์นีโอคลาสสิก ชาวเบอร์ลินมักเรียกสถานที่นี้ว่า Golde Else หรือ Victoria แห่งเบอร์ลิน เพราะบนยอดเสามีรูปปั้นของวิคตอเรีย เทพีแห่งชัยชนะถือพวงมาลัยจากใบมะกอก ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของชัยชนะกับหอก รูปปั้นนี้หนัก 35 ตัน สูง 8 เมตร มีบันได 285 ขั้น สามารถเดินขึ้นไปชมวิวด้านบนได้ บริเวณนี้ทั้งหมดเรียกว่า Grosser Stern แปลว่าดาวดวงใหญ่ เพราะมีถนน 5 สายใหญ่มาบรรจบกันที่อนุสาวรีย์นี้ ถ้ามองจากข้างบนลงมาจึงดูคล้ายรัศมีของดาวที่เป็นแฉก นอกจากนี้บริเวณนี้ยังใช้เป็นที่จัดงาน Loveparade หรือ Techno-Party อีกด้วย เปิดให้เข้าชมวันอังคารถึงวันอาทิตย์ เวลา
9.00 - 18.00 น. และวันจันทร์ ในเวลา 15.00 - 18.00 น. รายละเอียดเพิ่มเติมที่นี่
|
โบสถ์อนุสรณ์จักรพรรดิวิลเฮล์ม (Memorial Church, Keiser-Wilhelm-Gedechtniskirche)
สร้างขึ้นในตอนปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 และถูกทำลายอย่างย่อยยับในสงครามโลกครั้งที่ 2 โบสถ์ใหม่ได้รับการก่อสร้างอยู่เคียงข้างซากโบสถ์เก่า ซึ่งถูกรักษาให้คงอยู่ในสภาพนั้น โบสถ์นี้ตั้งอยู่ตรงใจกลางเมืองใกล้ Bahnhof Zoo และแหล่งช้อปปิ้งที่ขึ้นชื่อของเบอร์ลิน ชาวไทยมักจะเรียกโบสถ์นี้กันจนติดปากว่า “โบสถ์หัก” เพราะด้วยรูปลักษณ์ภายนอกที่หักเป็นมุม จนกลายเป็นเอกลักษณ์สำคัญนั่นเอง
|
|
จัตุรัสชองดาร์เมนมาร์ก (Gendarmenmarkt)
|
|
|
|
จัตุรัสหรือ platz แห่งนี้ขึ้นชื่อว่าสวยที่สุดแห่งหนึ่งในยุโรป โดยทางด้านทิศเหนือเป็นที่ตั้งของโบสถ์ฝรั่งเศส (Franzoesischer Dom) ทางทิศใต้เป็นที่ตั้งของโบสถ์เยอรมัน (Deutscher Dom) สร้างในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 18 แต่ละโบสถ์สูง 70 เมตร มีหอระฆังอยู่ภายใน ซึ่งจะดังทุกๆ 12, 15 และ 19 นาฬิกา ส่วนตรงกลางเป็นโรงละคร ซึ่งสร้างในสไตล์คลาสสิก ด้านหน้ามีรูปปั้นของกวีนักประพันธ์ที่โด่งดังของเยอรมันที่ชื่อ Schiller ปัจจุบันใช้โรงละครแห่งนี้เป็นสถานที่จัดคอนเสิร์ตในเบอร์ลินชื่อ Konzerthaus Berlin ส่วนบริเวณรอบๆ ของจัตุรัสนี้เป็นที่ตั้งของห้างสรรพสินค้า ร้านค้า ร้านกาแฟ และโรงแรมที่มีชื่อเสียงมากมาย
|
|
มหาวิหารแห่งเบอร์ลิน (Berliner Dom)
|
|
ตั้งอยู่บนถนน Museumsinsel สร้างในระหว่างปี ค.ศ. 1894 ถึง 1905 สูง 74.8 เมตร เพื่อใช้เป็นโบสถ์ประจำราชวงศ์โฮเฮ่นซอลเลิร์น มหาวิหารแห่งนี้ถือเป็นโบสถ์ทางศาสนาคริสต์นิกายโปรแตสแตนท์ ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศเยอรมนี เป็นที่ทำพิธีการเจิมน้ำมนต์ เข้าพิธีอภิเษกสมรส และใช้เป็นสถานที่ฝังศพของสมาชิกในราชวงศ์ ซึ่งบริเวณชั้นใต้ดินของโบสถ์แห่งนี้ มีหลุมฝังศพของราชวงศ์โฮเฮ่นซอลเลิร์นอยู่ถึง 97 แห่ง ภายในตัวโบสถ์มีความงดงามตระการตาเป็นอย่างมาก สามารถเข้าชมได้ในวันจันทร์ถึงวันเสาร์ 9.00 - 20.00 น. และวันอาทิตย์ 12.00 - 20.00 น. ค่าเข้าชมคนละ 5 ยูโร รายละเอียดเพิ่มเติมที่นี่
อาคารรัฐสภา (Reichstag)
อาคารแห่งนี้ออกแบบก่อสร้างโดย Wallot ระหว่างปี ค.ศ. 1884 - 1894 ใช้เป็นที่ประชุมรัฐสภาของประเทศเยอรมนี เรียกว่า Sitz des Deutschen Bundestages ถือเป็นอาคารที่สำคัญที่สุดของประเทศเยอรมันเลยก็ว่าได้ อาคารหลังนี้เคยถูกทำลายในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 จนปัจจุบันได้ถูกบูรณะขึ้นมาใหม่ โดยตรงกลางด้านบนสร้างเป็นครอบแก้ว มีบันไดวนสามารถเดินขึ้นไปชมทิวทัศน์ได้ ครอบแก้วนี้ออกแบบโดยสถาปนิกชาวอังกฤษ ซึ่งถือเป็นสถาปัตยกรรมที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่ง เปิดให้เข้าชมได้ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 8.00 น. ถึงเที่ยงคืน โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย รายละเอียดเพิ่มเติมที่นี่
|
|
ถนน Unter den Linden
|
|
|
|
หนึ่งในถนนที่สำคัญที่สุดของเยอรมนี จัดเป็นถนนสายที่เชิดหน้าชูตาของนครหลวงแห่งนี้ เพราะเก่าแก่ที่สุด มีความสำคัญต่อประวัติศาสตร์หลายยุคหลายสมัย ปัจจุบันมักใช้เป็นเส้นทางเดินขบวนประท้วงต่างๆ ริมสองข้างทางของถนนเป็นที่ตั้งของสถานที่สำคัญๆ เช่น พระราชวังเก่า หอสมุดแห่งชาติ มหาวิทยาลัยเก่าแก่
โรงละครแห่งชาติ โบสถ์เก่าแก่ ที่ใช้ชื่อถนนเช่นนี้ก็เนื่องจากบริเวณตรงกลาง และริมถนนมีต้น Linden อยู่ตลอดสาย ผู้คนสามารถนั่งพักผ่อนหย่อนใจชมวิวทิวทัศน์ได้ นอกจากนี้ ถนนสายนี้ยังใช้เป็นต้นแบบของถนนราชดำเนิน เมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสกรุงเบอร์ลินอีกด้วย
|
|
เช็กพอยต์ชาร์ลี (Checkpoint Charlie)
|
|
|
|
สถานที่แห่งนี้ มีความสำคัญต่อประวัติศาสตร์ของเยอรมนีเป็นอย่างมาก เนื่องจากในสมัยที่แบ่งประเทศเป็นตะวันออกกับตะวันตก เพราะเป็นจุดผ่านแดนระหว่างเบอร์ลินตะวันตก ซึ่งเป็นโซนของสหรัฐอเมริกา และเบอร์ลินตะวันออกซึ่งเป็นเขตของรัสเซีย เป็นจุดทำสงครามเย็นกันของทั้งสองฝ่าย ซึ่งเป็นมหาอำนาจของโลกในสมัยนั้น โดยเอากำลังทหาร รถถัง และอาวุธมาประจันหน้ากัน เพื่อประกาศให้อีกฝ่ายรู้ว่าประเทศของตนมีศักยภาพและอำนาจมากเพียงใด ปัจจุบันยังมีป้อมจุดตรวจและป้ายปักเขตแดนในสมัยนั้นหลงเหลืออยู่ให้เห็น นอกจากนี้ บริเวณใกล้ๆ กันยังมีพิพิธภัณฑ์ชื่อ Checkpoint Charlie Museum ซึ่งแสดงกรรมวิธีในการพยายามหลบหนีจากฝั่งตะวันออกมาสู่ตะวันตก รายละเอียดเพิ่มเติมที่นี่
|
|
ปราสาทชาล็อตเทนบวร์ก (Schloss Charlottenburg)
|
|
|
|
สร้างขึ้นตามพระราชประสงค์ของพระเจ้า Frederick ที่ 3 ที่ทรงต้องการสร้างพระราชวังฤดูร้อน พระราชทานแด่พระนาง Sophie Charlotte พระชายา จึงทรงมีรับสั่งให้สถาปนิกชื่อ Jahann Arnold Nering สร้างขึ้น โดยเริ่มสร้างขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1695 กระทั่งเสร็จสมบูรณ์ในปี ค.ศ. 1699 ตัวพระราชวังล้อมรอบไปด้วยสวนสไตล์
บาโร้ก ที่สร้างสรรค์ขึ้นโดยสถาปนิกหลายๆ คน ซึ่งสวนแห่งนี้ได้ชื่อว่าเป็นสวนหย่อมสไตล์บาโร้กที่สวยที่สุดในเยอรมนีแห่งหนึ่ง สามารถเข้าชมได้ในวันอังคารถึงวันอาทิตย์ เวลา 9.00 - 17.00 น. ค่าเข้าชมคนละ 8 ยูโร รายละเอียดเพิ่มเติมที่นี่
|
|
เมืองมรดกโลก Potsdam’s Park Landscape
|
|
|
|
ตั้งอยู่ใกล้ๆ กับกรุงเบอร์ลิน ใช้เวลานั่งรถไฟประมาณ 20นาที มีสิ่งก่อสร้างที่เป็นมรดกโลกที่สำคัญของ UNESCO คือ Potsdam’s Park Landscape ซึ่งได้รับการเลือกให้เป็นมรดกโลกในปี ค.ศ. 1990 ในบริเวณนี้สถาปนิก Peter Joseph Lenné ได้รวบรวมเอาวังและสวนจากสถาปนิกหลายๆ คนเอาไว้ และได้จัดตั้งเป็น Potsdam’s Park Landscape โดยมีพระราชวังที่สำคัญคือ Neuen Palais และ Schloss Sanssouci
|