โรมันฟอรัม ( Foro Romano)

เป็นศูนย์กลางของทุกสิ่งทุกอย่างในสมัยโรมันเรืองอำนาจ ทั้งธุรกิจ การเมือง และศาสนา ตัวหมู่อาคารฟอรัมทั้งหมด ใช้เวลาก่อสร้างในช่วงเวลายาวนานถึง 900 ปี ทั้งยังเป็นที่ประกอบศาสนกิจและที่ชุมนุมทางการเมือง แต่เมื่อจักรวรรดิโรมันเสื่อมลงโรมันฟอรัมก็ถูกทิ้งร้าง จนถึงยุคกลางก็กลายเป็นเพียงซากปรักหักพัง ที่มีหญ้าขึ้นรกเรื้อและมีการนำฝูงสัตว์เข้ามาเลี้ยงให้กินหญ้า ชิ้นส่วนอิฐและหินอ่อนถูกรื้อนำไปสร้างบ้านเรือน จนกระทั่งเข้ายุคเรอเนสซองส์ ซึ่งผู้คนหันมาให้ความสนใจกับศิลปินวิทยาการของโรมันอีกครั้ง โรมันฟอรัมก็ได้กลายเป็นแหล่งค้นคว้าหาความรู้ และเป็นแรงบันดาลใจให้กับศิลปินหลายต่อหลายคน จึงเริ่มมีการขุดค้นทางโบราณคดี และการขุดค้นศึกษาด้านต่างๆ ก็ยังคงดำเนินอยู่จนทุกวันนี้ สามารถเดินชมภายในโรมันฟอรัมได้ในวันจันทร์ถึงเสาร์ เวลา 9.00 - 18.30 น. และวันอาทิตย์ เวลา 9.00 - 13.00 น.
เมืองโบราณโรมัน (Campidoglio, Capitoline)
เนินเขาคัมปิโดลยิโอ เป็นศูนย์กลางความเจริญของโรมันโบราณ เปียซซ่าบนเนินเขาได้รับการบูรณะ และ
ออกแบบโดยไมเคิล แองเจโล ในปี ค.ศ. 1538 กลางเปียซซ่าเป็นรูปหล่อบรอนซ์จำลองของจักรพรรดิ
มาร์คุส ออเรลิอุส (รูปจริงอยู่ในพิพิธภัณฑ์) โดยรอบเปียซซ่าประกอบด้วย ปาลาซโซ เซนาตอริโอ
(Palazzo Senatorio) ปาลาซโซ นูโอโว (Palazzo Nuovo) และปาลาซโซ เดอิ คนแซร์วาตอริ
(Palazzo dei Conservatori) ซึ่ง 2 แห่งหลังนี้ ปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์เก็บงานศิลปะสมัยโรมันโบราณ และศิลปะยุคเรอเนสซองส์ที่น่าสนใจ รวมทั้งรูปหล่อบรอนซ์แม่สุนัขป่ากับโรมิวลุส และเรมุส ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของกรุงโรม ด้านหลังของปาลาซโซ นูโอโว เป็นโบสถ์ซานตา มาเรีย อราโคเอลี (Santa Maria Aracoeli) โดยด้านหน้าองโบสถ์นี้จะเป็นบันไดหินอ่อน ที่สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 14 บันไดนี้เชื่อมขึ้นมาจากถนน
เตอาโตร ดิ มาร์เชลโล (Via del Teatro di Marcello) จากจุดนี้จะสามารถมองลงไปเห็นโรมันฟอรัมได้อย่างชัดเจน
จัตุรัสเวเนเซีย ( Piazza Venezia )

จัตุรัสนี้ตั้งอยู่ใจกลางกรุงโรม ช่วงสุดถนนคอร์โซ ( Via del Corso ) บริเวณใกล้ๆ กับเมืองโบราณโรมัน ซึ่งถึงแม้จัตุรัสนี้จะเหมือนกับจัตุรัสอื่นๆ ในเมือง ที่มีการจราจรติดขัด และความโกลาหลวุ่นวายของฝูงชน แต่ก็มีสถานที่ที่โดดเด่น น่าสนใจ และเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญแห่งหนึ่งของกรุงโรม ได้แก่ อนุสรณ์สถานของวิคเตอร์ เอ็มมานูเอล ที่ 2 ( Victor Emmanuel II Monument ) และ วังเวเนเซีย ( Palazzo Venezia )
อนุสรณ์สถานของวิคเตอร์ เอ็มมานูเอล ที่ 2 ( Victor Emmanuel II Monument ) แห่งนี้ สร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้แก่กษัตริย์วิคเตอร์ เอ็มมานูเอลที่ 2 กษัตริย์คนแรกของประเทศอิตาลี และเพื่อเฉลิมฉลองการรวมประเทศ ด้วยวัตถุหลักที่ใช้ในอนุสรณ์สถานแห่งนี้เป็นหินอ่อนสีขาวขนาดใหญ่มากมาย จึงช่วยเพิ่มความโดดเด่นให้กับตัวอนุสรณ์สถานแห่งนี้ได้อย่างมาก ปัจจุบันใช้เป็นอนุสรณ์สถานสำหรับทหารนิรนาม ที่เสียชีวิตในสงคราม
วังเวเนเซีย ( Palazzo Venezia ) ถ้ามองตรงมาจากจัตุรัสเวเนเซียจะเห็นวังเวเนเซียอยู่ทางด้านซ้าย วังแห่งนี้สร้างขึ้นระหว่างปี ค.ศ. 1455 ถึง ค.ศ. 1464 เป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมสีน้ำตาลโดยนักบวช Pietro Barbo ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นโป๊ปพอลที่ 2 จัดได้ว่าวังนี้เป็นหนึ่งในสิ่งก่อสร้างในยุคเรอเนสซองส์ ที่เก่าแก่ที่สุดในกรุงโรม ในปี ค.ศ. 1916 Benito Mussolini อดีตผู้นำลัทธิฟาสซิสต์ของอิตาลีใช้เป็นศูนย์กลางในการบัญชาการปัจจุบันวังเวเนเซีย เป็นพิพิธภัณฑ์ที่เก็บรวบรวมวัตถุโบราณมากมายในสมัยเรอเนสซองส์ เปิดให้ชมได้ในวันอังคารถึงวันเสาร์ เวลา 9.00 - 14.00 น. วันอาทิตย์ เวลา 9.00- 13.00 น.
จัตุรัสนาโวนา ( Piazza Navona)
จัตุรัสนาโวนาเป็นศูนย์รวมของสารพัดสิ่ง ทั้งร้านอาหาร นักดนตรี นักมายากลข้างถนน ศิลปินวาดรูปเหมือน และที่สำคัญคือนักท่องเที่ยว เดิมทีที่ตรงนี้เป็นสนามกีฬาของพวกโรมันเอาไว้แข่งม้า ถนนที่อยู่รอบๆ คือ ลู่วิ่งของม้า บริเวณนี้มีน้ำพุที่สำคัญ 3 อัน ผลงานของศิลปินนักแกะสลักชื่อดัง Gian Lorenzo Bernini ตรงกลางลานจะเห็นเสาโอบิลิสก์ (Obelisk) รอบๆ เสาจะเป็นน้ำพุแห่งสี่มหานที (Fountain of the Four Rivers) ซึ่งแต่ละมุมจะมีรูปปั้น ซึ่งแทนแม่น้ำใหญ่จาก 4 ทวีป ได้แก่ คงคา ดานูป ไนล์ และพลาต้า
วิหารแพนเธออน ( The Pantheon )
สร้างขึ้นในช่วง 27 ปีก่อนคริสตกาลโดย Marcus Agrippa โดยเลียนแบบศิลปะกรีก The Pantheon ที่ตั้งตระหง่านอยู่ในปัจจุบันนั้น ได้รับการบูรณะขึ้นมาใหม่เมื่อช่วงต้นศตวรรษที่ 2 นอกจากสภาพที่ยังคงไม่ผุพังไปตามกาลเวลาแล้ว สิ่งที่น่าทึ่งอีกอย่างก็คือ การออกแบบอาคารให้มีความกว้าง 142 ฟุต และสูง 142 ฟุตเช่นกัน มีประตูทางเข้าโลหะสีทองบรอนซ์ที่มีน้ำหนักถึง 20 ตัน จุดเด่นที่น่าสนใจอีกอย่างก็คือ การออกแบบโดมด้านบนของอาคารทำได้อย่างน่าอัศจรรย์ ซึ่งไมเคิล แองเจลโลเอง ก็ยังทำการศึกษาสถาปัตยกรรมของโดมแห่งนี้ ก่อนที่เขาจะออกแบบหลังคาโดมของโบสถ์ St. Peter's แห่งนครวาติกัน เปิดให้เข้าชมได้ตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันเสาร์ เวลา 8.30 - 19.30 น. ยกเว้นวันเสาร์ ที่จะเปิดเวลา 9.00- 18.00 น. โดยไม่เสียค่าเข้าชมแต่อย่างใด สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.greatbuildings.com/buildings/Pantheon.html
น้ำพุเทรวี่ ( Fontana di Trevi )

ตั้งอยู่ใจกลางกรุงโรม ประเทศอิตาลี นับเป็นน้ำพุที่มีสถาปัตยกรรมงดงามมาก เป็นผลงานของสถาปนิกชื่อ Francesco Salvi ในช่วงศตวรรษที่17 น้ำพุเทรวี่นี้ถือเป็นผลงานชิ้นเอกที่สร้างความประทับให้กับนักท่องเที่ยวทั่วโลก ส่วนกลางของน้ำพุ มีรูปปั้นของเทพเจ้าเนปจูน (Neptune) ขี่รถม้าติดปีก แสดงถึงความมีสุขภาพที่แข็งแรง และความอุดมสมบูรณ์ของอาณาจักร ตามธรรมเนียมแล้วนักท่องเที่ยวที่มาชมน้ำพุเทรวี่แห่งนี้ ควรจะโยนเหรียญ 1 เหรียญลงไปในสระ โดยมีความเชื่อกันว่าหากโยนเหรียญลงไปแล้ว จะได้กลับมาเยือนกรุงโรมอีกครั้งหนึ่ง แต่ถ้าโยน 3 เหรียญ จะได้คนรักเป็นชาวอิตาเลียน
บันไดสเปน ( The Spanish Step, Scalinata di Spagna )

จัตุรัสแห่งนี้ถูกเรียกชื่อตามสถานฑูตสเปน ซึ่งตั้งอยู่ ณ บริเวณนั้น บันไดสเปนแห่งนี้ได้รับการออกแบบโดยสถาปนิกชาวอิตาเลียน ชื่อ Francesco de Sanctis เริ่มสร้างเมื่อปี ค.ศ. 1723 แล้วเสร็จในปี ค.ศ. 1725 สถานที่แห่งนี้เป็นแหล่งชุมชมกันของหนุ่มสาว ผู้คนชอบที่จะมานั่งเรียงรายบนบันไดแห่งนี้ และที่แห่งนี้ยังเป็นแหล่งช้อปปิ้งที่มีชื่อเสียงมาก สำหรับผู้ที่ชื่นชอบสินค้าแบรนด์เนมทั้งหลาย หากคุณเป็นคนหนึ่งที่รักการ
ช้อปปิ้งเป็นชีวิตจิตใจก็โปรดระวังกระเป๋าเงินและสิ่งของมีค่าด้วย เพราะที่แห่งนี้เป็นแหล่งชุกชุมของมิจฉาชีพทั้งหลาย
วาติกัน ( Città del Vaticano )
แม้โดยทางการ รัฐวาติกันจะเป็นประเทศอิสระ แต่ในทางปฏิบัติและในแง่ของโลกของนักท่องเที่ยวแล้ว วาติกันเป็นส่วนหนึ่งของโรม โดยเพียงข้ามไปทางฝั่งซ้ายของแม่น้ำไทเบอร์เท่านั้น รัฐวาติกันเป็นศูนย์กลางของคริสต์จักรโลก เป็นรัฐอิสระที่เล็กที่สุดในโลก มีพื้นที่เพียง 43 เฮคตาร์ จุดกำเนิดของรัฐวาติกันอยู่ที่
หลุมฝังศพของนักบุญปีเตอร์ ผู้นำคริสต์ศาสนาเข้ามาเผยแพร่ในคาบสมุทรอิตาลี หลังการสิ้นพระชนม์ของพระเยซู ซึ่งต่อมาได้สร้างมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ครอบทับ ใกล้ๆ กับมหาวิหารเป็นพระราชวังขององค์พระสันตะปาปาประมุขแห่งคริสต์จักร โบสถ์ซีสทีน และพิพิธภัณฑ์วาติกัน โดยมีกำแพงเมืองล้อมรอบอาณาเขตของรัฐแบ่งสัดส่วนออกจากพื้นที่ของอิตาลีอย่างชัดเจน
มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ ( Basilica di San Pietro)

ณ จุดที่เคยเป็นสนามกีฬาเซอร์คัส วาติกัน ( Circo Vaticano) ในสมัยจักรพรรดิเนโร ผู้เหี้ยมโหดของโรมัน ว่ากันว่านักบุญปีเตอร์ถูกประหารและศพถูกนำไปฝังไว้ที่ริมกำแพงของสนามกีฬาในช่วงราวปี ค.ศ. 65 โดยสาวกได้แอบทำเครื่องบอกจุดฝังศพนั้นไว้ ครั้นเมื่อโรมันเสื่อมอำนาจลง และภายหลังจักรพรรดิได้หันมารับนับถือคริสต์ศาสนา จึงได้มีการสร้างวิหารเล็กๆ ขึ้นเหนือหลุมศพของนักบุญปีเตอร์ จนกระทั่งศตวรรษที่ 16 จึงได้เริ่มการสร้างมหาวิหารอันใหญ่โตงดงามขึ้นแทนที่ โดยสันตะปาปาจูลิอุสที่ 2 การก่อสร้างมหาวิหารอันยิ่งใหญ่งดงามนี้ใช้เวลาถึง 150 ปี และมีศิลปินหลายต่อหลายคนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบก่อสร้างและ
ตกแต่งทั้งภายนอกภายใน โดยเฉพาะไมเคิล แองเจโล ผู้ออกแบบก่อสร้างโดมขนาดใหญ่อลังการเหนือมหาวิหาร

มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์เป็นมหาวิหารที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก และถือกันว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในโลกคริสต์จักรด้วย ภายในจุผู้คนได้ถึง 60,000 คน และประดับประดาไปด้วยงานศิลปะชิ้นเอกมากมายอาทิ ปิเอต้า (Pieta) รูปสลักหินอ่อนพระแม่มารีอุ้มพระเยซูไว้บนตัก ของไมเคิล แองเจโล งานชิ้นนี้ไมเคิล แองเจโล ทำขึ้นเมื่ออายุเพียง 25 ปี และเป็นงานชิ้นเดียวที่เขาสลักชื่อไว้ ตัวโบสถ์เปิดให้เข้าชมทุกวันตั้งแต่เวลา
9.00 - 18.00 น. ไม่เสียค่าใช้จ่าย แต่ส่วนอื่นๆ ภายในมหาวิหารจะมีเวลาเปิดปิดที่ต่างกันไป และต้องเสียค่าใช้จ่ายแตกต่างกันด้วย รายละเอียดเพิ่มเติมที่นี่
ที่พักแนะนำ
Regina Baglioni
โรงแรม Regina Baglioni ตั้งอยู่บริเวณใจกลางกรุงโรม ย่านบันไดสเปน เป็นโรงแรมระดับ 5 ดาว สะดวกต่อการเดินทางเป็นอย่างยิ่ง ประกอบด้วยห้องพักหลากหลายรูปแบบ และราคาสำหรับนักท่องเที่ยวทุกคน ซึ่ง
ห้องพักของโรงแรม Regina Baglioni แต่ละห้องจะมีเครื่องอำนวยความสะดวกต่างๆ ไว้คอยบริการ พร้อมด้วยพนักงานที่ถูกอบรมมาเป็นอย่างดี ในด้านสิ่งอำนวยความสะดวกในห้องพัก ที่ได้รับการคัดเลือกมาจากวัสดุอย่างดีจึงทำให้รู้สึกสะดวกสบายเหมือนกับอยู่ที่บ้าน รายละเอียดเพิ่มเติมที่ http://www.baglionihotels.com/
Visconti Palace
โรงแรมระดับ 4 ดาวแห่งนี้ ตั้งอยู่ริมฝั่งด้านขวาของแม่น้ำไทเบอร์ ระหว่างจัตุรัสโปโปโล จัตุรัสสเปน จัตุรัส
นาโวนา และนครรัฐวาติกัน เป็นโรงแรมในสไตล์โมเดิร์น ที่ได้รับการตกแต่งด้วยการใช้สีสันสลับกับหินอ่อน
สีขาว ด้วยจำนวนห้องที่เปิดให้บริการที่มากถึง 242 ห้อง ทำให้สามารถเลือกห้องได้หลากหลาย นอกจากนี้ยังมีโรงยิมที่เปิดบริการตลอด 24 ชั่วโมงอีกด้วย รายละเอียดเพิ่มเติมที่นี่
Antico Palazzo Rospigliosi

โรงแรมระดับ 4 ดาวแห่งนี้ คือ หนึ่งในโรงแรมอันแสนงดงามใจกลางกรุงโรม ที่มีเป้าหมายในการบริการลูกค้าทุกระดับ ด้วยจำนวนห้องที่มีให้เลือกหลากหลาย รวมไปถึงมีราคาที่แตกต่างกันออกไป เพื่อให้เหมาะกับ
นักท่องเที่ยวทุกระดับ และการตกแต่งที่ครบครันภายในห้องพัก จึงเป็นที่นิยมในหมู่ท่องเที่ยว นอกจากนี้ยังเป็นที่รู้จักและให้การยอมรับในเรื่องความสะอาด สะดวกสบาย และปลอดภัย รายละเอียดเพิ่มเติมที่ คลิ๊กที่นี่
Artemide

โรงแรม Artemide เป็นโรงแรมระดับ 4 ดาว สร้างขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 ตั้งอยู่บริเวณน้ำพุเทรวี ทำให้สามารถเดินทางท่องเที่ยวไปยังจุดน่าสนใจต่างๆ ในโรมได้อย่างสะดวกสบาย ได้รับการออกแบบในแนวศิลปะแบบนูโว และตกแต่งด้วยกระจกแก้วและหินอ่อนคุณภาพดี นอกจากนี้ ยังโดดเด่นในเรื่องของการบริการจากพนักงานที่ได้รับการฝึกอบรมมาเป็นอย่างดี รายละเอียดเพิ่มเติมที่ http://www.hotelartemide.it/

ร้านอาหารสไตล์แฟชั่นสุดเทรนดี้แห่งนี้ ได้รับการคัดเลือกให้เป็นร้านอาหารที่ตกแต่งได้สวยงามที่สุด จาก
บทความ Classic Roman Cuisine ในปี 2008 ตั้งอยู่บริเวณสะพาน Milvian ศูนย์รวมแห่งย่านแฟชั่นใจกลาง กรุงโรม ร้านนี้ตกแต่งโดยเน้นโทน 3 สี ได้แก่ ขาว ดำ และน้ำตาลเข้ม มีโต๊ะที่ออกแบบในสไตล์มินิมัลลิสม์ ส่วนเมนูที่ร้านนี้ มีให้เลือกหลากหลายตามกระแสนิยมในช่วงนั้นๆ เปิดให้บริการในวันอังคารถึงวันอาทิตย์ เวลา 19.00 - 01.00 น. รายละเอียดเพิ่มเติมที่ http://www.met-roma.it/
Maccheroni
ตั้งอยู่กลางกรุงโรมบริเวณใกล้กับจัตุรัสนาโวนาและวิหารแพนเธออน ได้รับการยอมรับจากนิตยสารอาหารหลายฉบับ ให้เป็นหนึ่งในร้านอาหารที่ดีที่สุดในกรุงโรม ด้วยเมนูที่เป็นตามแบบฉบับโรมันโบราณ ทำให้เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว กับอาหารอิตาเลียนแท้ๆ นอกจากนี้ ยังมีไวน์คุณภาพเยี่ยมของอิตาลีไว้บริการอีกด้วย เปิดทุกวัน โดยแบ่งเป็นมื้อกลางวัน เวลา 13.00 - 15.00 น. และมื้อเย็น เวลา 19.30 - 24.00 น.
รายละเอียดเพิ่มเติมที่ http://www.anticofornoroscioli.com/
Antica Pesa
เดิมทีในศตวรรษที่ 17 ที่ตั้งของร้านนี้เป็นสำนักงานศุลกากรมาก่อน แต่ด้วยไอเดียบรรเจิดของพนักงาน
ศุลกากร ที่ต้องการให้บริการขนมปังและไวน์สำหรับลูกค้า จึงใช้พื้นที่ส่วนหนึ่งเปิดเป็นสแน็กบาร์ และมาเปลี่ยนเป็นชื่อเป็น Antica Pesa ในศตวรรษที่ 19 ภายหลังจากดัดแปลงพื้นที่ทั้งหมดมาเป็นโรงแรมขนาดเล็ก ปัจจุบันร้านอาหารแห่งนี้ได้รับความนิยมอย่างสูง จากคุณภาพอาหารและประวัติศาสตร์ของร้านอันยาวนาน เปิดให้บริการตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันเสาร์ เวลา 20.00 - 23.30 น.
รายละเอียดเพิ่มเติมที่ http://www.anticapesa.it/
Montecarlo
ร้านอาหารแห่งนี้ได้รับการคัดเลือกให้เป็นร้านพิซซ่าอันดับ 1 จากการจัดอันดับในบทความ Classic Roman Cuisine ในปี 2008 ตั้งอยู่บริเวณจัตุรัสนาโวนา ร้านนี้มีพิซซ่าให้เลือกหลากหลาย ในสไตล์อิตาเลี่ยนอย่าง
แท้จริง พร้อมไวน์ชั้นดีที่ให้เลือกหลากหลายเช่นกัน เปิดให้บริการทุกวัน รายละเอียดเพิ่มเติมที่
http://www.sevoinapizzadillo.com/
ของฝากของที่ระลึก
- สินค้าแบรนด์เนมทั้งหลาย เช่น เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า น้ำหอม ฯลฯ โดยเฉพาะเครื่องหนังต่างๆ ที่อิตาลีได้ชื่อว่ามีคุณภาพดีที่สุดแห่งหนึ่งในโลก โดยใกล้ๆ กับโรมจะมีเอ้าท์เล็ตเปิดใหม่ ชื่อ
“ Castel Romano Designer Outlet ” (Via Ponte di Piscina Cupa, Castel Romano , Roma, 64 00128 , Italy +39 (0) 65 05 0050) รายละเอียดเพิ่มเติมที่ http://www.mcarthurglen.it/castelromano
มีบริการรถชัตเตอร์บัสจากโรงแรมหลายๆ แห่งในย่านใจกลางเมือง เวลา 12.30 - 01.30 น. และ
กลับ 06.00 - 06.3 0 น.
- อาหารการกินต่างๆ เช่น ชีส พาร์มาแฮม เส้นสปาเกตตี ฯลฯ สำหรับนักกินแล้ว อย่าพลาดการซื้อของฝากขึ้นชื่อเหล่านี้จากอิตาลีเป็นอันขาด เพราะมีคุณภาพดี และราคาย่อมเยากว่าเมืองไทยมาก
- กาแฟและลูกอมรสกาแฟ ที่อิตาลียังขึ้นชื่อเรื่องกาแฟไม่น้อย หากคุณชอบดื่มกาแฟอย่าลืมแวะซื้อกาแฟจากอิตาลี ตลอดจนลูกอมรสกาแฟจากอิตาลี ยี่ห้อใดก็ได้ จะมีรสชาติเข้มข้นตามแบบฉบับของกาแฟอิตาเลียนแท้ๆ |