โพรวองซ์ ดินแดนแห่งสีสันและแสงแดดอันอบอุ่น
ล่องไปยังทางตอนใต้ของฝรั่งเศส อันเต็มไปด้วยเสน่ห์แห่งความหลากหลาย
ที่ดึงดูดใจคนทั่วโลกให้ต่างแวะมาเยี่ยมเยือนมากว่าหลายศตวรรษ
.jpg)
หากพูดถึงฝรั่งเศส หนึ่งในภาพที่ดูจะติดตราตรึงใจใครหลายๆ คน คงเป็นภาพของบ้านหลังเล็กๆ ทาสีส้มอ่อนดูอบอุ่น มุงกระเบื้องหลังคาสีน้ำตาล ตั้งอยู่เรียงรายอยู่ริมฝั่งทะเล โดยมีไร่องุ่นและเทือกเขาสูงชันเป็นฉากหลัง ใช่แล้ว...เรากำลังพูดถึงโพรวองซ์ (Provence) ดินแดนทางตอนใต้ของฝรั่งเศสที่อยู่ติดกับอิตาลี
นั่นเอง และหากพิจารณากันดีๆ แล้ว ภาพอันคุ้นตาที่ว่าสามารถบอกจุดเด่นของโพรวองซ์ได้อย่างหนึ่ง นั่นคือ การเป็นดินแดนแห่งความหลากหลาย เริ่มจากสภาพภูมิประเทศที่สามารถแบ่งได้เป็น 3 ส่วนตามชื่อ เขตการปกครองอย่างเป็นทางการที่ว่า โพรวองซ์-แอลป์-โกต ดาซูร์ (Provence-Alps-Côte d’Azur) นั่นคือ
เขตโพรวองซ์ หรือกลุ่มเมืองบนเนินเขา ที่เชื่อมระหว่างเทือกเขาแอลป์เข้ากับทะเลเมดิเตอร์เรเนียนเข้าไว้ ด้วยกัน ชาวเมืองเหล่านี้มีอาชีพหลักคือการปลูกทุ่งดอกลาเวนเดอร์ ปะปนไปกับการทำไร่องุ่นเพื่อผลิตไวน์ เราจึงเห็นบ้านหลังเล็กๆ สีสดใสแทรกแซมอยู่กับไร่องุ่นที่กว้างสุดลูกหูลูกตา ซึ่งทิวทัศน์อันสวยงามที่ว่า ได้เคยดึงดูดศิลปินที่มีชื่อเสียงอย่างเซซานน์ (Cézanne) และแวน โก๊ะห์ (Van Gogh) ให้มาปักหลักใช้ชีวิตอยู่
ที่นี่มาแล้ว ส่วนที่สองคือส่วนเทือกเขาแอลป์ ที่โดดเด่นเรื่องกิจกรรมกลางแจ้งต่างๆ นอกจากสกีรีสอร์ตกว่า 300 แห่ง แล้วเขตนี้ยังมีกิจกรรมอื่นๆ อย่างการขี่ม้าชมเขา ปีนเขา ขี่จักรยาน รวมไปถึงการเล่นเครื่องร่อน เขตสุดท้ายคือโกต-ดาซูร์ กลุ่มเมืองริมชายฝั่งทะเล (โกต ดาซูร์ ภาษาฝรั่งเศสแปลว่าชายฝั่งสีน้ำเงิน) หรือที่รู้จักกันในนาม “เฟรนช์ ริเวียร่า” (French Riviera) ที่มีเมืองชื่อคุ้นหูอย่างนีส (Nice) คานน์ (Cannes) และกราสส์ (Grasse)
นอกจากสภาพภูมิศาสตร์ที่แตกต่างกันแล้ว หากมองทางด้านประวัติศาสตร์ โพรวองซ์ยังถูกปกครองโดยกลุ่มชนจากหลากหลายอารยธรรม ในช่วงเวลาที่แตกต่างกันออกไป เริ่มจากชนพื้นเมืองยุคก่อนประวัติศาสตร์
ต่อมาชาวกรีก ชาวลิงกัวร์ (ชาวเคลติกกลุ่มหนึ่ง) และชาวโรมันก็เริ่มอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานกระจัดกระจายอยู่ทั่วภูมิภาคตามลำดับ โดยคำว่า “โพรวองซ์” แท้จริงแล้วมาจากคำว่า “Provincia” หรือ “our province” ในภาษาโรมันนั่นเอง เมื่ออำนาจของชาวโรมันเริ่มอ่อนลง โพรวองซ์ก็ถูกรุกรานโดยชนเผ่าเจอร์มานิค และอาหรับ ชนชั้นปกครองจากหลายถิ่นแคว้น ต่างผลัดเปลี่ยนกันเข้าครอบครองดินแดนแห่งนี้ ก่อนที่จะเข้ามารวมอยู่เป็นส่วนหนึ่งของฝรั่งเศสในที่สุด
เมืองนีซ (Nice)
เมืองขนาดใหญ่อันดับ 5 ของฝรั่งเศสนี้ เป็นที่รู้จักไปทั่วโลกในฐานะเมืองตากอากาศยอดนิยม ริมฝั่ง โกต ดาซูร์ ที่มีอากาศอบอุ่นแทบจะตลอดปี ว่ากันว่าหากจะสัมผัสตัวตนที่แท้จริงของเมืองนี้ คุณต้องลองเดินเล่นไปตามทางเดินสีอิฐ อันลัดเลาะไปตามตีกสไตล์บาโร้ค พลางฟังชาวนีซพูดภาษาฝรั่งเศสสำเนียงท้องถิ่น เมื่อเริ่มหิวก็แวะชิมพิสซาลาดิแยร์ (Pissaladières) สลัด นิซวส (Salade Nicoise) หรือราตาตุย (Ratatouille) แถวๆ จตุรัสรอสเซตติ (Place Rossetti) โฉบผ่านจตุรัสมาเซนา (Place Masséna) จตุรัสประจำเมืองสไตล์เมดิเตอร์เรเนียนแท้ ก่อนที่จะจบการเดินทาง ณ พรอเมอนาด เดส์ ซองเกลส์(Promenade des Anglais) ทางเดินริมทะเลเลียบหาดหินกรวดอันเลื่องชื่อ ที่เปิดสู่อ่าวนางฟ้าหรือเบย์ เดส์ อ็องฌ์ (Baie des Anges) แต่แม้กระนั้น นอกจากสถานที่ดังที่กล่าวมาแล้ว นีซยังมีอะไรที่น่าสนใจอื่นๆ อีกมากมาย อย่างการเดินเล่นชมตลาดดอกไม้ หรือจับจ่ายในตลาดนัดวันอาทิตย์ก็ไม่เลวเลยทีเดียว หรือหากมาเยือนนีซช่วงเดือนกรกฏาคม คอนเสิร์ตเบาๆ ในเทศกาลเพลงแจ๊ซก็น่าสุนทรีย์ไม่น้อย (http://nicefrance.ca, www.allaboutnice.com)

เมืองคานน์ (Cannes)
คานน์ก้าวจากการเป็นเมืองท่าของชาวลิงกัวร์ สู่เมืองตากอากาศอันโด่งดังอีกแห่งหนึ่งของเฟรนช์ ริเวียร่า และเป็นสถานที่จัดเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติทุกปี แม้ปัจจุบัน คานน์จะกลายเป็นเมืองแห่งความหรูหรา ที่เต็มไปด้วยที่พักพิงระดับไฮ-เอนด์ ของบรรดาผู้มีอันจะกิน แต่เมืองนี้ก็ยังมีสถานที่มากมายที่มีเสน่ห์ดึงดูด
นักท่องเที่ยวให้แวะมาเยี่ยมเยือนมากมายตลอดปี ไม่ว่าจะเป็นโอต วิลล์ (Haute Ville) จุดสูงสุดของเมือง ที่หากขึ้นไปถึงจะเห็นวิวทิวทัศน์ของเมืองคานน์ทั้งหมด ล้อมรอบด้วยทะเลสีฟ้า วิเยอร์ ปอร์ (Vieux Port) หรือท่าเรือเก่าแก่ ที่คุณจะได้เห็นเรือยอชท์สุดหรู จอดเทียบปนเปกันไปกับเรือประมงหาปลาแบบดั้งเดิม ถนน
เมย์นาดิเยร์ (rue Maynadier) แหล่งช็อปปิ้งของเมืองอันเต็มไปด้วยบูติคมากมาย ปาเลส์ เดส์ เฟสติวาลส์ (Palais des Festivals) สถานที่จัดเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติ รวมทั้งการแสดงต่างๆ ภายในมีคาสิโน 4 แห่ง ลา ครัวแซตต์ (La Croisette) อเวนิว ที่มีทั้งร้านอาหาร คาเฟ่ บูติคขายของ ตั้งสลับไปกับต้นปาล์มเรียงราย และมูเซย์ เดอ ลา แมร์ (Musée de la Mer) หรือพิพิธภัณฑ์ทางทะเล ที่จัดแสดงห้องคุมขังชายหน้ากากเหล็ก หรือ Man in the Iron Mask ผู้เคยถูกคุมขังอยู่บนเกาะใกล้เคียง (www.cannes.com)

เมืองอ็องทีบส์ (Antibes)
เมืองที่ตั้งอยู่ระหว่างคานน์และนีซแห่งนี้ มีชื่อเสียงในสองด้านที่ดูจะตรงกันข้ามกัน นั่นคือการเป็นแหล่งบันเทิงยามค่ำคืน โดยเฉพาะในเขตฌวน เลส์ แป็งส์ (Juan les Pins) ที่เต็มไปด้วยไนท์คลับ คาสิโน และตลาดกลางคืน ในขณะเดียวกัน ก็เป็นเมืองแห่งประวัติศาสตร์ที่เต็มไปด้วยปราสาท ป้อมปราการ รวมทั้งอาคารสมัยยุคกลาง ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นพิพิธภัณฑ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นพิพิธภัณฑ์โบราคดี พิพิธภัณฑ์เรือสมัย
นโปเลียน พิพิธภัณฑ์ปิกัสโซ ฯลฯ
เมืองมาร์เซยส์ (Marseilles)
มาร์เซยส์ เมืองที่เก่าแก่ที่สุดในฝรั่งเศส เป็นเมืองที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสามของฝรั่งเศส รองจากปารีส และลิยง (Lyon) นับว่ามีความสำคัญเป็นอันดับสองรองจากเมืองหลวงของประเทศ เนื่องจากเป็นเมืองท่าการค้าที่สำคัญที่สุด ชาวกรีกเป็นผู้ก่อตั้งเมืองนี้ขึ้นในชื่อว่า มาสซาเลีย (Massalia) เพื่อใช้เป็นเมืองท่าหลักริมทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และด้วยความเก่าแก่นี้เอง ที่ช่วยให้มาร์เซยส์กลายเป็นศูนย์กลางด้านศิลปะ
วัฒนธรรมของฝรั่งเศส ผู้ที่ชื่นชอบศึกษาอารยธรรมของมนุษยชาติ จะได้เพลิดเพลินกับสถาปัตยกรรมเก่าแก่อย่างโอเปร่า เฮ้าส์ และเขตเมืองเก่า รวมถึงบรรดาจตุรัสเล็กๆ แบบโพรวองซ์แท้ ที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วเมือง (http://www.marseille-tourisme.com/en/in-marseille/)
เมืองเอ็กซ์-ซ็อง-โพรวองซ์ (Aix-en-Provence)
ต่างกับมาร์เซย์ที่ก่อตั้งโดยชาวกรีก เอ็กซ์-ซ็อง-โพรวองซ์เป็นเมืองของชาวโรมันตั้งแต่แรกเริ่ม เมืองนี้กลายเป็นศูนย์กลางของโพรวองซ์ในศตวรรษที่ 15 ซึ่งความรุ่งเรืองดังกล่าวดูจะยิ่งดึงดูดบรรดาพ่อค้า และ
ขุนนางผู้มั่งคั่ง ให้แวะมาเยี่ยมเยียนอย่างไม่ขาดสาย จนเมืองนี้ได้รับการขนานนามอีกชื่อว่า
“ฟลอเรนซ์แห่งโพรวองซ์” ทั่วเมืองจึงปรากฏอาคารหรูหราที่เคยเป็นที่อาศัยของเหล่าขุนนาง ในสมัยศตวรรษที่ 17 และ 18 และสำหรับผู้ที่ชื่นชอบศิลปะ เมืองนี้เคยเป็นที่อยู่ของปอล เซซานน์ (Paul Cézanne) จิตรกร
อิมเพรสชั้นนิสต์ชื่อก้อง โดยเราสามารถเดินตามรายเซซานน์ได้ตามสัญลักษณ์รูปตัวซี (C) ที่ปรากฏอยู่บนทางเท้าทั่วเมือง หรือเยี่ยมชมเวิร์คช็อปของเขาได้ที่ อะเตอลิเยร์ เซซานน์ (Atelier Cézanne) (http://www.aixenprovencetourism.com/)

เมืองอาร์ลส์ (Arles)
เมืองอาร์ลส์ เมืองแห่งดินแดนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำกามาร์ค (Camargue) เป็นเมืองที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในฝรั่งเศส แม้ชาวกรีกจะเป็นผู้ตั้งเมืองนี้ขึ้น แต่กลุ่มคนที่พัฒนาเมืองอาร์ลส์ ให้กลายเป็นเมืองท่าสำคัญริมฝั่งแม่น้ำโรน กลับเป็นชาวโรมัน จึงไม่แปลกเลยที่จะพบเห็นมัน บาธ อารีนา และอนุสาวรีย์แบบโรมันต่างๆ กระจัดกระจายอยู่รอบเมือง อาร์ลส์ยังเคยเป็นที่พำนักของศิลปินดังอย่างแวน โก๊ะห์ จิตรกรชาวดัตช์ ที่หลงใหลในเสน่ห์ดินแดนโพรวองซ์ จนได้สร้างสรรค์ผลงานที่เป็นที่รู้จักออกมามากมาย ยกตัวอย่างเช่น The Night Cafe, the Yellow Room, Starry Night Over the Rhone และ L'Arlésienne ซึ่งหากสนใจในชีวิตของศิลปินผู้นี้ ที่นี่ก็มีทัวร์แวน โก๊ะห์ ที่จะพาคุณเดินตามรอยแวน โก๊ะห์ เมื่อครั้งอาศัยอยู่ที่นี่

ราชรัฐโมนาโก (Monaco)
รัฐอิสระแห่งนี้ตั้งอยู่ภูเขาสูง ห่างจากเมืองนีซออกไปเพียง 20 กิโลเมตร และเป็นแหล่งที่พักอาศัยทั้ง
ชั่วคราวและถาวรของบรรดาผู้ร่ำรวยทั่วโลก เนื่องจากกฏหมายที่นี่กำหนดให้งดเว้นการเก็บภาษีเงินได้ นอกจากนี้โมนาโกยังเป็นแหล่งรวมบูติคระดับไฮ-เอนด์ ที่ดึงดูดเหล่าคนดังระดับนานาชาติ ให้มาจับจ่ายใช้สอยกันที่นี่ (ซึ่งส่งผลให้ที่นี่กลายเป็นแหล่งรวมปาปารัสซี่อีกทอดหนึ่ง) แต่ถ้าคุณไม่ได้ตั้งใจมาช้อปปิ้ง ดินแดนเล็กๆ แห่งนี้ก็ยังมีสถานที่น่าสนใจมากมายให้เยี่ยมชม ไม่ว่าจะเป็นพระราชวังโมนาโก สวนพฤกษศาสตร์ และ
พิพิธภัณฑ์ทางทะเล (www.visitmonaco.com)

เมืองแวร์-ปง-ดู-การ์ (Vers-Pont-du-Gard)
แวร์-ปง-ดู-การ์ เป็นเมืองอันเป็นที่ตั้งของสะพานปง ดู การ์ (Pont du Gard) สะพานแบบโรมันที่สร้างข้ามแม่น้ำการ์ (Gard) โดยมาร์คัส อกริปปา (Marcus Agrippa) หลานชายของจูเลียส ซีซาร์ ว่ากันว่าเดิมทีสะพานนี้สร้างขึ้นเพื่อส่งน้ำข้ามหุบเขาการ์ดง (Gardon) และนับเป็นส่วนหนึ่งของท่อส่งน้ำยาวกว่า 50 กม.
ที่นำน้ำจากน้ำพุฟ็งแตน เดอร์ (Fointaine d’Eure) ส่งผ่านไปยังแหล่งเก็บน้ำในเมืองเนโมซุส (Nemausus) หรือเมืองนีมส์ (Neims) ในปัจจุบัน เมื่อหมดยุคโรมันสะพานแห่งนี้จึงใช้เป็นเพียงทางข้ามไปยังอีกฝั่งหนึ่งของแม่น้ำ ความเก่าแก่และความโดดเด่นด้านสถาปัตยกรรมนี้เอง ทำให้องค์กรยูเนสโกจัดให้ปง ดู การ์ เป็นอีกหนึ่งในมรดกโลก (World Heritage), (www.pontdugard.fr)
เมืองอาวิญยง (Avignon)
อาวิญยงเป็นเมืองที่สำคัญที่สุดเมืองหนึ่งของยุโรปในอดีต เนื่องด้วยเคยเป็นเมืองแห่งสำนักพระสันตะปาปา
ก่อนที่คริสตศาสนจักรจะย้ายไปประดิษฐานที่โรมเป็นการถาวร ด้วยเหตุนี้ ที่นี่จึงมี ปาเลส์ เดส์ ปาปส์
(Palais des Papes) หรือวังแห่งสันตะปาปา ซึ่งนับเป็นปราสาทสไตล์โกธิคที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป ตั้งตระหง่านเป็นสง่าอยู่กลางเมือง ว่ากันว่าการก่อสร้างปราสาทดังกล่าว ที่นอกจากจะใหญ่โตมโหฬารแล้ว ยังต้องเป็นปราการแข็งแกร่งป้องกันข้าศึก ทำให้คริสตศาสนจักรต้องใช้เงินจำนวนมหาศาล จนเกิดความขัดแย้งภายในเลยทีเดียว และนอกจากที่นี่แล้ว ในละแวกใกล้ๆ กันนั้น ก็มีสะพานอาวิญยง (Pont d’Avignon) และพิพิธภัณฑ์หลายแห่งให้เลือกเข้าชมตามความพอใจ (www.avignon-tourisme.com)

เมืองกราสส์ (Grasse)
ใครที่เคยดูภาพยนตร์เรื่อง Perfume อาจจะคุ้นเคยกับเมืองนี้อยู่บ้างในฐานะเมืองหลวงแห่งน้ำหอม
(the capital of Perfume) กราสส์ เริ่มบทบาทของการเป็นศูนย์กลางแห่งสุคนธศาสตร์นี้ ตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 เนื่องจากมีสภาพภูมิอากาศที่เอื้อต่อการเจริญเติบโตของไม้ดอก กราสส์จึงเป็นที่ตั้งของโรงผลิตน้ำหอม
หลายเจ้า ไม่ว่าจะเป็น โมลินาร์ (Molinard) ฟราโกนาร์ (Fragonard) และกาลิมาร์ (Galimard) ซึ่งความเฟื่องฟูในศาสตร์ดังกล่าว ทำให้บรรดานักปรุงน้ำหอมในยุโรปจะต้องเดินทางมาฝึกฝนเรียนรู้กันที่นี่ ปัจจุบันโรงผลิต
น้ำหอมแต่ละแห่งได้ตั้งพิพิธภัณฑ์และ ทัวร์ชมการผลิตน้ำหอมให้แก่นักท่องเที่ยวที่สนใจด้วย
(www.ville-grasse.fr)
ที่พักแนะนำ
โรงแรมเนอเกรสโก (Hôtel Negresco)
หนึ่งในโรงแรมไม่กี่แห่งทั่วโลก ที่ใช้เป็นปราสาทส่วนตัวซึ่งได้รับการยกย่องให้เป็นอนุสรณ์ทางประวัติศาสตร์ของชาติ ในการบริการนักท่องเที่ยว และดูเหมือนฌานน์ โอฌิเยร์ (Jeanne Augier) เจ้าของคนปัจจุบัน จะบรรลุจุดประสงค์ของเธอในการสร้าง “โรงแรมพิพิธภัณฑ์” สำหรับจัดแสดงศิลปวัฒนธรรมฝรั่งเศสให้ชาวโลกได้เห็น เพราะแขกผู้มาเยือนจะได้สัมผัสกับความเป็นฝรั่งเศส ที่กระจายอยู่ในทุกอณูของห้องพักทั้ง 117 ห้อง ห้องสวีท 24 ห้อง ห้องประชุมรวมถึงห้องอาหารที่ล้วนประดับประดาด้วยงานศิลป์
(www.hotel-negresco-nice.com)

โรงแรมเซซานน์ (Hôtel Cézanne)
บูติคโฮเต็ลระดับ 4 ดาวในเมืองคานน์ ที่ตั้งอยู่ห่างจากถนนอ็องทีบส์ (rue d’Antibes) แหล่งช้อปปิ้งยอดนิยมของเมืองเพียงไม่กี่ก้าว โรงแรมขนาด 28 ห้องนี้ ตกแต่งสไตล์โมเดิร์นและถึงพร้อมด้วยสาธารณูปโภคที่ควรจะมี ไม่ว่าจะเป็นยิม สปา บาร์และหาดส่วนตัว (www.hotel-cezanne.com)

โรงแรม ดู แคป อีเดน ร็อก (Hôtel du Cap Eden Roc)
ที่พักสุดหรูในรูปแบบของอาคารสีขาวสไตล์นโปเลียน ที่ตั้งอยู่ในสวนส่วนตัวขนาด 9 เฮกเตอร์ บนปลายสุดของแหลมอ็องทีบส์ (Cap d’Antibes) ในอ็องแห่งนี้ได้รับการจัดอันดับให้เป็นที่พักตากอากาศที่หรูหราที่สุดในโลกแห่งหนึ่ง และเคยเป็นที่รับรองคนดังมากมาย เหมาะสำหรับผู้ที่แสวงหาความสงบท่ามกลางธรรมชาติ และการปรนนิบัติเยี่ยงราชา (www.hotel-du-cap-eden-roc.com)
โรงแรมอะควาแบลลา (Hôtel Aquabella)
โรงแรมเล็กๆ ระดับ 3 ดาว ที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองเอ็กซ์-ซ็อง-โพรวองซ์ ไม่ไกลจากโรมัน บาธ ที่นี่บริการห้องพักแบบเรียบง่ายแต่ทันสมัย สะดวกครบครัน พร้อมสระว่ายน้ำอุ่นๆ และสปาสำหรับการผ่อนคลาย (www.aquabella.fr)
โรงแรมมอนติ คาร์โล เบย์ (Monte Carlo Bay Hotel)
โรงแรมสุดหรูขนาด 334 ห้อง ที่ตกแต่งด้วยโทนสีสดใสสไตล์โมร็อกโก พร้อมห้องอาหาร 4 แห่ง ไนต์คลับ เลาจ์บาร์ มองเห็นวิวทะเล สระว่ายน้ำลากูนขนาดใหญ่ สปา และคาสิโน รวมไปถึงกิจกรรมพิเศษมากมาย (www.montecarlobay.com)

ร้านอาหารแนะนำ
โอ ร็องเดซ์-วูส์ เดส์ ซามีส์ (Au Rendez-vous des Amis)
ร้านอาหารบรรยากาศอบอุ่นสบายๆ สมชื่อร้านที่แปลว่า “ณ การพบกันระหว่างเพื่อนๆ” ร้านนี้จึงเหมาะสำหรับพาครอบครัว หรือนัดแนะเพื่อนฝูงมารับประทานอาหารท้องถิ่น ภายในร้านตกแต่งด้วยโทนสีสว่างดูสบายตา และหากมาเยือนในช่วงฤดูร้อน คุณก็สามารถสั่งอาหารมารับประทานบริเวณโต๊ะหน้าร้าน ที่มองเห็นวิวของเมืองนีซจากบนเนินเขาที่ร้านตั้งอยู่ด้วย (www.rdvdesamis.fr)

เลอ มูแล็ง เดอ มูแก็งส์ (Le Moulin de Mougins)
กังหันร้างในเมืองมูแก็งส์ที่ถูกดัดแปลงเป็นร้านอาหารโพรวองซ์ ระดับมิชลินสองดาว โรงเรียนสอนทำอาหาร รวมถึงโรงแรมเล็กๆ ได้อย่างน่าดู แต่เดิมนั้นร้านนี้เริ่มมีชื่อเสียงจากนิยายที่โรแชร์ แวร์เช (Roger Vergé) เชฟผู้ก่อตั้งแต่งขึ้น ที่นี่ยังเป็นสถานที่ที่อะแล็ง ดูคาสส์ (Alain Ducasse) เชฟชื่อดังของฝรั่งเศสเคยมาบ่มเพาะฝีมือการปรุงอาหารโพรวองซ์ ที่กลายเป็นสไตล์ถนัดของเขาในปัจจุบัน (www.moulindemougins.com)
.jpg)
เดดิคาส (Dédicace)
ร้านอาหารเล็กๆ ที่ดูแลโดยสตรีสามคน ตั้งอยู่บนถนนลา เรพูบลิค (rue de la République) ใกล้ๆ กับท่าเรือเก่า (Vieux Port) ของเมืองมาร์เซยส์ ร้านนี้ให้บรรยากาศสบายๆ เหมือนแวะมารับประทานอาหารที่บ้าน
เพื่อนสนิท ด้วยอาหารโฮมเมดตามสูตรท้องถิ่น และการบริการอย่างเป็นกันเอง
ลา ชาสซาญแย็ตต์ (La Chassagnette)
ลา ชาสซาญแย็ตต์ ไม่เหมือนกับร้านอาหารอื่นตรงที่ที่นี่เป็นร้านอาหารออร์แกนิค ที่เน้นความสดใหม่
ปราศจากสารพิษของวัตถุดิบ ไปพร้อมๆ กับรสชาติอาหาร ตัวอาคารซึ่งแต่เดิมเป็นโรงนา ถูกดัดแปลงให้กลายเป็นร้านอาหารน่านั่ง พร้อมบริเวณด้านนอกที่เปิดโอกาสให้ลูกค้าละเลียดอาหาร ท่ามกลางสวนดอกไม้สีสันสดใส และอากาศอุ่นสบายแบบโพรวองซ์ (รายละเอียดเพิ่มเติมที่นี่)
เรสเตอรองต์ คริสเตียง เอเตียนน์ (Restaurant Christian Etienne)
ไม่ไกลจากปาเลส์ เดส์ ปาปส์ ร้านอาหารของมาสเตอร์เชฟ คริสเตียง เอเตียนน์แห่งนี้ นำเสนอเมนูอาหารสไตล์โพรวองซ์แท้ โดยใช้วัตถุดิบหลักคือมะเขือเทศ และเห็ดทรัฟเฟิลที่เขาชอบเป็นการส่วนตัว ซึ่งลูกค้าสามารถเลือกลิ้มลองได้ในห้องด้านใน ที่ประดับประดาด้วยภาพเขียนย้อนยุค หรือออกมานั่งละเลียดอาหารอยู่บนระเบียงนอกร้าน พร้อมซึมซาบกลิ่นอายของยุคกลางจากทิวทัศน์โดยรอบก็ได้ (www.christian-etienne.fr)

|