“ปารีส” เมืองหลวงแห่งแฟชั่นชั้นสูง ที่สุดแห่งความงดงามทางวัฒนธรรม สถาปัตยกรรม และศิลปะแห่งการใช้ชีวิต
ตระการตากับความงดงามของ "มหานครแห่งแสงไฟ" หรูหราระยิบระยับไปกับแสงสีแห่งแฟชั่น ตื่นตะลึงกับทุกองศาความงาม ที่คุณจะตกหลุมรักตั้งแต่
แรกเห็น และยากจะถอนตัวกับความวิจิตรบรรจงทุกมุมมอง ของมหานครปารีส ที่เปี่ยมไปด้วยรสนิยม สวยงาม และโรแมนติก ทั้งผู้คน ถนนหนทาง อาคาร
บ้านเรือน อาหาร ขนม ไอศกรีม ฯลฯ ไม่ว่าจะเวลาไหน ฤดูกาลใด “ปารีส” ก็สวยสง่า ตระการตา ทุกมุมมอง สวยทุกเมื่อ อ่อนหวานทุกเวลา

มหานครปารีสเป็นเมืองหลวงของประเทศฝรั่งเศส และเป็นเมืองที่มีประชากรอาศัยอยู่มากที่สุด ตั้งอยู่ใจกลางแคว้นอีล-เดอ-ฟรองซ์ (île-de-France) หรือ Région Parisienne ริมฝั่งแม่น้ำแซน (La Seine) ทาง
ทิศเหนือของประเทศ นอกจากจะเป็นเมืองหลวงแล้ว ปารีสยังเป็นเมืองท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมอย่างยิ่งจากนักท่องเที่ยวทั่วโลก เป็นเมืองแห่งแฟชั่นชั้นสูง สถาปัตยกรรมล้ำสมัย ศิลปวัฒนธรรม และศูนย์กลางทางการเมือง เศรษฐกิจ และการศึกษาที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลกอีกด้วย ปารีสจึงติดอันดับ 1 ใน 4 เมืองสำคัญ
ที่สุดของโลก นอกเหนือจากลอนดอน นิวยอร์ก และโตเกียว
หอไอเฟล (La Tour Eiffel)
สัญลักษณ์ของประเทศฝรั่งเศส และหนึ่งในสิ่งก่อสร้างที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดของโลก ซึ่งออกแบบโดย “กุสตาฟ ไอเฟล” หอไอเฟลเป็นหอคอยโครงสร้างเหล็ก ตั้งอยู่บนชองป์ เดอ มารส์ ใกล้กับแม่น้ำแซน
หอไอเฟลจัดเป็นสถาปัตยกรรมชั้นเลิศ สัญลักษณ์แห่งเมืองปารีสและฝรั่งเศส ผสานไว้ซึ่งความแข็งแกร่ง
สง่างาม และความวิจิตรของความเป็นปารีสไว้ได้อย่างชาญฉลาด จากการสร้างสรรค์ของกุสตาฟ ไอเฟล เพื่อแสดงถึงความยิ่งใหญ่ของฝรั่งเศสทั้งในด้านเศรษฐกิจ และเทคโนโลยีในงานเอ็กซ์โปปี ค.ศ. 1889 สร้างด้วยเหล็กกล้าร่วม 10,000 ตัน มีความสูงรวมเสาอากาศ 324 เมตร สูงเท่ากับตึก 81 ชั้น และมีบันไดถึง 1,665 ขั้น และความสูงของหอไอเฟลนั้นสามารถยืดได้หดได้ตามสภาพอากาศแต่ละวัน ด้วยความที่สร้างจากเหล็กจึงทำปฏิกิริยากับอุณหภูมิร้อนหนาวที่เข้ามากระทบ โดยนักท่องเที่ยวสามารถขึ้นบันไดหรือลิฟต์เพื่อชมวิวกรุงปารีสจากหอไอเฟลได้ทุกวัน ตั้งแต่ 9.00 - 4.00 น. โดยจะต้องเสียค่าขึ้นหอคอยตามจำนวนชั้นที่ต้องการขึ้นชม ซึ่งมีทั้งสิ้น 3 ชั้น (รายละเอียดเพิ่มเติมที่นี่) ปารีสเขาก็มีมุมที่สามารถมองเห็นและถ่ายรูปหอไอเฟลได้สวยที่สุด ที่ลานทรอคาเดโร หรือ “Place du Trocadero” ที่เราจะได้เห็นหอไอเฟลกันแบบเต็มตา และถ่ายรูปกันได้แบบเต็มใจ
ประตูชัยฝรั่งเศส (L’Arc de Triomphe de l'Étoile)
อนุสรณ์สถานสำคัญของประเทศฝรั่งเศส ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของถนนชองป์ส-เซลีเซส์ กลางจัตุรัสชาร์ลส์ เดอ โกลล์ (Place Charles-de-Gaulle) หรือชื่อเดิมคือจัตุรัสเอตวลล์ (Place de l'Étoile) ซึ่งมีความหมายว่าจัตุรัสแห่งดวงดาว เพราะมีถนนถึง 12 สายมาบรรจบกันที่นี่ ทำให้มีลักษณะเหมือนดวงดาวจึงเป็นที่มาของชื่อจัตุรัส โดยประตูชัยแห่งนี้สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1806 หลังจากจักรพรรดินโปเลียนที่ 1 ได้รับชัยชนะในยุทธการเอาสเตอร์ลิทซ์ เพื่อเป็นการสดุดีวีรชนทหารกล้าที่ได้ร่วมรบเพื่อประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน
สงครามนโปเลียน ปัจจุบันเป็นสุสานของทหารนิรนาม ประตูชัยมีความสูง 49.5 เมตร กว้าง 45 เมตร และลึก 22 เมตร เป็นประตูชัยที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 2 ของโลก การเข้าไปยังประตูชัยด้วยการเดินนั้นควรใช้ทางเดิน
ใต้ดิน การเดินบนถนนไม่ค่อยจะปลอดภัยนัก เนื่องจากการจราจรที่คับคั่งที่บริเวณจัตุรัสชาร์ลส์ เดอ โกลล์
บนยอดของประตูชัยเป็นจุดชมวิวกรุงปารีสที่ดีที่สุดอีกแห่งหนึ่ง เนื่องจากสามารถมองเห็นถนนใหญ่ 12 สายมาบรรจบกันเสมือนเป็นดาวกระจาย นักท่องเที่ยวสามารถขึ้นไปบนประตูชัยได้โดยเสียค่าขึ้นชม 9 ยูโร และขึ้นชมได้ตั้งแต่ 10.00 - 23.00 น. (รายละเอียดเพิ่มเติมที่นี่)

ชองป์ส-เซลีเซส์ (L’avenue des Champs-Elysées)
ถนนชื่อก้องโลกที่ได้ชื่อว่าเป็นถนนที่สวยที่สุดในโลก เริ่มต้นถนนจากจัตุรัสกองกอร์ (Place de la Concorde) ไปสุดที่จัตุรัสชาร์ลส์ เดอ โกลล์ บริเวณประตูชัยฝรั่งเศส รวมระยะทางยาว 1,910 เมตร ส่วนความกว้างเท่ากับ 70 เมตร บนถนนสายนี้เต็มไปด้วยโรงแรมมากมายหลายระดับ ร้านอาหารชื่อดัง คาเฟ่ ร้านขายสินค้า
แฟชั่น สินค้าแบรนด์เนมชื่อดังมากมาย อย่าง หลุยส์ วิตตอง ห้างดังจากสวีเดนอย่าง H&M ร้านเครื่องสำอางยักษ์ใหญ่ Sephora เป็นต้น

จัตุรัสกองกอร์ (Place de la Concorde)
จัตุรัสที่ใหญ่ที่สุดของปารีส สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 จัตุรัสแห่งนี้เป็นสถานที่ประกอบพิธี
อภิเษกสมรสของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 กับพระนางมารีอองตัวเน็ต นอกจากนี้ยังเป็นสถานที่ประหารชีวิตพระนาง
ด้วยเครื่องประหารกิโยตินอีกด้วย “ลานแห่งสันติภาพ” นี้อยู่ที่บริเวณริมแม่น้ำแซน ติดกับสวนตุยเลอรีส์
(Jardin des Tuileries) เป็นจุดเริ่มต้นของถนนชองป์ส-เซลีเซส์ ตรงกลางจัตุรัสมีเสา Obélisque de Luxor สูง 22.83 เมตร หนัก 230 ตัน ซึ่งผู้ปกครองนครอียิปต์มอบให้แก่ฝรั่งเศสตั้งสูงเสียดฟ้าอย่างโดดเด่น

พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ (Musée du Louvre)
พิพิธภัณฑ์ทางศิลปะที่มีชื่อเสียงที่สุด และเก่าแก่ที่สุด (เปิดตั้งแต่ปีค.ศ. 1793) และใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เดิมทีตัวอาคารเป็นพระราชวังหลวง ต่อมาในปีค.ศ. 1672 พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ได้ย้ายราชสำนักไปยังพระราชวังแวร์ซายส์ กระทั่งปี ค.ศ. 1793 ภายหลังการปฏิวัติฝรั่งเศสลูฟวร์จึงได้รับการบูรณะให้เป็น
พิพิธภัณฑ์ และได้รับการยกย่องว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยมวลหมู่อาคารหลายหลัง สำหรับตัวพิพิธภัณฑ์แล้วประกอบด้วยอาคาร 3 หลังด้วยกัน แต่ละอาคารจะแบ่งประเภทงานศิลปะไว้อย่างชัดเจน ดังนั้น ถ้าจะเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์แบบไม่อยากตกอยู่ในวังวนของศิลปะแบบไม่รู้จบละก็ ควรถือแผนที่ติดมือไว้และวางแผนการเลือกชมงานศิลปะแต่ละชิ้นให้ดี

โดยพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ได้จัดแสดงและเก็บรักษาผลงานทางศิลปะอันทรงคุณค่าระดับโลกไว้เป็นจำนวนมาก อาทิ ภาพเขียนโมนาลิซา ผลงานของเลโอนาร์โด ดาวินชี ที่วาดโดยลีโอนาร์โด ดาวินชี ระหว่างปี ค.ศ. 1503 - 1505 รูปแกะสลักหินอ่อนของกรีกที่ชื่อ Venus de Milo ผลงานของอเล็กซานดรอสแห่ง Antioch โบราณวัตถุของอียิปต์ กรีก และโรมันมากมาย เป็นต้น ประตูทางเข้าพิพิธภัณฑ์สร้างเป็นพิระมิดกระจกใสครอบไว้เมื่อปี 1988 พิระมิดนี้จึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของลูฟวร์ ที่ผู้มาเยี่ยมเยือนจะต้องถ่ายภาพเก็บไว้เป็นที่ระลึก พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์เปิดตั้งแต่ 09.00 - 18.00 น. ทุกวัน เว้นวันอังคารและวันหยุดประจำปี วันพุธและศุกร์เปิดถึง 22.00 น. ค่าเข้าชมมีหลายราคาตั้งแต่ 6 - 14 ยูโร ขึ้นอยู่กับห้องที่ต้องการเข้าชมและเวลาที่เข้าชม แต่ทุกวันอาทิตย์แรกของเดือนและทุกวันที่ 14 กรกฎาคม (วันชาติฝรั่งเศส) เปิดให้เข้าชมฟรี และผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปีเข้าชมฟรีทุกวันเช่นกัน (www.louvre.fr)
 |
จัตุรัสชัตเตอเลต์ (Place du Châtelet)
จัตุรัสสาธารณะกลางกรุงปารีส เป็นจุดศูนย์กลางของเมืองที่เชื่อมต่อกับเกาะกลางแม่น้ำแซน (Île de la Cité) รถไฟ
รถเมโทร และรถเมล์หลายสายจะต้องแล่นผ่านที่นี่ บริเวณด้านหน้าของจัตุรัสมีน้ำพุพาลมิเยร์ (La Fontaine du Palmier) ซึ่งตกแต่งด้วยรูปปั้นสฟิงซ์สูงสง่า เป็นจุดนัดพบของวัยรุ่นหนุ่มสาวชาวปารีเซียงทั่วไปเพราะ Châtelet เปรียบได้กับ
สยามสแควร์อันคึกคักของบ้านเรานั่นเอง |
ศาลาว่าการกรุงปารีส (l’Hôtel de Ville)
อาคารสถาปัตยกรรมแบบเรอเนสซองส์ใหม่อันอลังการหลังนี้สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 19 แทนที่อาคารหลังเก่าตั้งแต่ปี ค.ศ. 1357 ซึ่งถูกไฟไหม้ไปเมื่อปี ค.ศ. 1871 ปัจจุบัน โอเตล เดอ วีลล์ เป็นที่ทำการของฝ่ายบริหารนครปารีส ตั้งอยู่ที่ Place de l’Hôtel de Ville ใกล้กับ Châtelet และหอสมุดปอมปิดู
(Centre Georges Pompidou) อาคารที่เต็มไปด้วยโครงเหล็กซึ่งถูกออกแบบมาอย่างสุดโมเดิร์นในสมัยที่
จอร์จ ปอมปิดู เป็นประธานาธิบดี

อีล เดอ ลา ซิเต้ (Île de la Cité)
หนึ่งในเกาะกลางแม่น้ำแซน (อีกเกาะหนึ่งชื่อ Île Saint-Louis) เป็นบริเวณที่เก่าแก่ที่สุดของเมือง มี
สะพานที่เก่าแก่ที่สุดของปารีสชื่อว่า Pont Neuf เชื่อมระหว่างฝั่งกับเกาะ บนเกาะนี้มีสถานที่สำคัญของปารีสตั้งอยู่หลายแห่ง เช่น ลา กองเซียร์ชเชอรี (La Conciergerie) คือพระราชวังหลวงและคุกเดิมของปารีสซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอาคารศาลยุติธรรม (Palais de Justice) มหาวิหารโนทเทรอดามก็ตั้งอยู่บนเกาะนี้ด้วย

มหาวิหารโนทเทรอะดาม (La Cathédrale Notre-Dame)
โบสถ์ศิลปะโกธิกอันเก่าแก่และศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ เป็นโบสถ์ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของฝรั่งเศสก็ว่าได้ โบสถ์สูงใหญ่คล้ายตึก 3 ชั้น สร้างด้วยหินที่ตัดเป็นชิ้นและวางเรียงกัน มีรูปแกะสลักบอกเรื่องราวของพระเยซูที่ซุ้มประตู เหนือส่วนโค้งของประตูขึ้นไป เรียงรายด้วยประติมากรรมหินสลักเป็นรูปนักบุญต่างๆ ในคริสตศาสนาขนาดเท่าตัวจริงประมาณ 27 รูป องค์เด่นที่สุดคือนักบุญแซงต์ เดอนีส์ ที่ยืนถือหางตัวเองอยู่ ภายในโบสถ์มีหน้าต่างที่ประกอบขึ้นจากกระจกหลากสี บอกเล่าเรื่องราวตามพระคัมภีร์โบราณ นักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมภายในโบสถ์ได้ฟรีทุกวันตั้งแต่ 07.45 - 18.45 น.
ถ้าใครอยากจะตามรอยไอ้ค่อมจอมอาภัพ (The Hunchback of Notre Dame) และปีศาจร้าย Gargoyle ที่อยู่บนหลังคาโบสถ์ จะต้องใช้ประตูฝั่งซ้ายทางด้านนอกของโบสถ์ ที่บริเวณลานด้านหน้าโบสถ์ซึ่งเรียกว่า
Place du Parvis-Notre Dame มีแผ่นทองเหลืองฝังอยู่ ตรงจุดนี้เป็นหลักกิโลเมตรที่ศูนย์ของฝรั่งเศส ในการวัดระยะทางไปยังเมืองต่างๆ ทั่วประเทศ (www.notredamedeparis.fr/rubrique2.html)

พิพิธภัณฑ์ดอร์เซย์ (Musée d’Orsay)
พิพิธภัณฑ์ซึ่งดัดแปลงจากสถานีรถไฟเก่ามาใช้เป็นสถานที่จัดแสดงผลงานศิลปะ ตั้งแต่สมัยอิมเพรสชั่นนิสต์แห่งนี้ เกิดจากความคิดของประธานาธิบดีฟรังซัวร์ มิตเตอร์รองด์ ที่ต้องการขยับขยายสถานที่เก็บรวบรวมผลงานศิลปะนอกเหนือจากที่พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ภายในพิพิธภัณฑ์มีผลงานเด่นๆ ไม่ว่าจะเป็นภาพเขียนชื่อก้องโลกของปิกัสโซ่ โมเนต์ และมาเนต์ รวมถึงรูปปั้นของโรแดงให้ดูกันจนละลานตา พิพิธภัณฑ์เปิดทุกวันตั้งแต่ 09.30 - 18.00น. ยกเว้นวันจันทร์ เฉพาะวันพฤหัสบดีเปิดถึง 21.45 น. ค่าเข้าชม 8 ยูโร ถ้าเข้าหลัง 16.15น. ในวันที่เปิดปกติและหลัง 20.00 น. ในวันพฤหัสบดี จะเสียค่าเข้าชม 5.5 ยูโร ผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี เข้าชมฟรี (www.musee-orsay.fr)
ตรวจสอบอัตราแลกเปลี่ยนได้ที่นี่

โอเตล เดส์ แซงวาลีดส์ (Hôtel des Invalides)
อาคารมหึมาซึ่งด้านหน้าเรียงรายด้วยปืนใหญ่หลายสิบกระบอก ไม่ต้องบอกก็รู้ได้เลยว่า ต้องเป็นสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับทหารอย่างแน่นอน แองวาลีดส์สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 เพื่อใช้เป็นที่พักรักษา
พยาบาลทหารผ่านศึก ปัจจุบันสถานที่แห่งนี้เป็นอนุสรณ์สถาน และพิพิธภัณฑ์ที่แสดงเรื่องราวเกี่ยวกับ
ประวัติศาสตร์การทหารของฝรั่งเศส ภายในประกอบด้วยพิพิธภัณฑ์ทหาร (Musée de l'Armée) จัดแสดงชุดทหารออกศึกในสมัยก่อน อุปกรณ์ที่ใช้ในการรบ ฯลฯ พิพิธภัณฑ์จำลองสภาพทางภูมิประเทศของเมือง และสถานที่สำคัญทางยุทธศาสตร์ทหาร (Musée des Plans-Reliefs) และ l’Eglise du Dôme โบสถ์หลังคารูปโดมยอดแหลมสีทองอร่าม ซึ่งห้องใต้ดินของโบสถ์ (la crypte) เป็นสถานที่เก็บโลงศพของจักรพรรดินโปเลียน นอกจากนี้ยังมีโลงศพของจอมพลสำคัญๆ ตั้งแต่สมัยจักรวรรดิที่ 1 (1804 - 1814) และสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 เก็บรักษาไว้ที่นี่เช่นกัน

โรงอุปราการ (Théâtre National de l’Opéra de Paris)
หรือ Palais Garnier มีชื่อเดิมว่า “Académie Nationale de Musique” อาคารสไตล์นีโอบาโร้กซึ่ง
ออกแบบอย่างวิจิตรอลังการโดย Charles Garnier โอเปร่าแห่งปารีสนี้เป็นโรงละครที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่มี
ที่นั่งเพียง 2,200 ที่เท่านั้น เพราะพื้นที่ส่วนใหญ่ใช้สร้างเป็นเวทีอันยิ่งใหญ่ ห้องใต้ดินสำหรับแต่งตัว และห้องอื่นๆ อีกมากมาย ภายในโรงโอเปร่ามีจุดยอดนิยมของนักท่องเที่ยวคือ ชานพักของบันไดกลาง สร้างจาก
หินอ่อนหลากสี แยกเป็นบันไดเวียนออกไป 2 ทาง ทางหนึ่งนำไปสู่ห้องพักนักแสดง ส่วนอีกทางจะทอดสู่ชั้นถัดไป สำหรับห้องชมการแสดงนั้นตกแต่งด้วยสีแดง และสีทองแสนโอ่อ่า ประดับด้วยโคมไฟระย้าเจิดจรัสด้วยคริสตัลหนักถึง 8 ตัน โอเปร่าเปิดให้เข้าชมทุกวัน 10.00 - 17.00 น. ค่าเข้าชมราคาปกติ 8 ยูโร
(รายละเอียดเพิ่มเติมที่นี่)

ถนนเอาส์มันน์ (Boulevard Haussmann)
ถนนสายยาว 2 กิโลเมตรครึ่งนี้ เป็นย่านการค้าหรูหราของ
ปารีส สินค้าราคาแพงๆ สามารถหาได้จากร้านค้าที่นี่ นอกจากนี้ถนนสายนี้ยังเป็นที่ตั้งของห้างสรรพสินค้าชื่อดัง ที่บรรดา
นักช้อปตัวยงจะพลาดไม่ได้คือ ห้าง Galeries Lafayette และ
Au Printemps ซึ่งมีสินค้าสำหรับสุภาพบุรุษ และสุภาพสตรีให้เลือกซื้อครบครัน โดยจัดแบ่งเป็นชั้นเป็นโซนอย่างเป็นระเบียบ
ประตูชัยแห่งใหม่ (l’Arc de la Défense)
ตึกใหม่ตึกนี้ตั้งอยู่ในย่านเก่าทางตะวันตกของปารีสชื่อ
La Défense ชื่อนี้ตั้งขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์ในการสู้รบปกป้อง
บริเวณกรุงปารีสแถบนี้ ในราวปี ค.ศ. 1870 ปัจจุบันย่านนี้
กลายเป็นย่านธุรกิจการค้าใหม่ของปารีส ตึกลา เดฟองส์ เป็น
ตึกสมัยใหม่ ที่คนปารีสและนักท่องเที่ยวอดจะแวะไปไม่ได้
เพราะเป็นศูนย์การค้าขนาดใหญ่ มีห้างสรรพสินค้าใหญ่ๆ มี
|
 |
ซูเปอร์มาร์เก็ต (Supermarché) ขายสินค้าราคาถูก มีร้านขายของ (Boutiques) 180 ร้าน ขายเสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า มีโรงภาพยนตร์ถึง 9 โรง ร้านอาหารอีก 17 แห่ง และยังมีศูนย์จัดแสดงนิทรรศการซึ่งมีผู้เข้าชมปีละ 4 ล้านคนเลยทีเดียว
พระราชวังแวร์ซายส์ (Chateau de Versailles)
พระราชวังแวร์ซายส์สร้างขึ้นโดยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 เมื่อปลายคริสศตวรรษที่ 16 ใช้เวลาก่อสร้างนานถึง 31 ปี มีคนงานก่อสร้างราว 35,000 คน มีชื่อเสียงในด้านความฟุ่มเฟือย เพราะใช้หินอ่อนสร้างถึง 60 ชนิด ใช้ทองคำหลายสีหลายชนิด เพราะเป็นทองคำที่ขุดมาจากหลายหลุมแต่ละหลุมมีสีต่างกัน พื้นที่ของพระวัง 11.1 ตารางกิโลเมตร ส่วนที่เป็นอาคาร 110,000 ตารางเมตร นอกนั้นเป็นอุทยาน อาคารของพระราชวังประกอบด้วยตำหนักเอก และตำหนักเหนือ - ใต้ แบ่งเป็นห้องต่างๆ ประมาณ 500 ห้อง แต่ละห้องวิจิตรพิสดาร มีทั้งรูปปั้น รูปแกะสลัก ภาพสีน้ำมัน และโบราณวัตถุล้ำค่าต่างๆ หลากหลาย ห้องที่มีลักษณะพิเศษคือห้องกระจก ซึ่งเป็นท้องพระโรงเก่า บนเพดานเป็นภาพเขียนสีน้ำมันขนาดยักษ์ มีการคำนวณกันว่า
“ทุกๆ สิบฟรังก์ที่เก็บภาษีมาจากประชาชนฝรั่งเศส หกฟรังก์จะจมหายไปกับความสุรุ่ยสุร่ายในแวร์ซายส์”
หลังจากมีการปฏิวัติในฝรั่งเศส พระราชวังแวร์ซายส์ถูกหลงลืมไปเป็นเวลานาน ทำให้ทรุดโทรมลงอย่างมาก เครื่องตกแต่งถูกขนย้ายกระจัดกระจาย ต่อมามีการบูรณะขึ้นใหม่โดยได้รับความเอื้อเผื่อแผ่ของอัครมหาเศรษฐี จอห์น ดิ ร็อกกี้เฟลเลอร์ จูเนียร์และบุตรชาย

เวลาปิด - เปิด
พระราชวังแวร์ซายส์ เปิดให้เข้าชมทุกวัน ยกเว้นวันจันทร์
- พฤษภาคม - กันยายน เวลา 9.00 - 18.30 น.
- ตุลาคม - เมษายน เวลา 9.00 - 17.30 น.
การเดินทาง
จากปารีสสามารถเดินทางไปแวร์ซายส์ได้ ดังนี้
- รถไฟ RER สาย C ไปทาง Versailles-Rive Gauche Chateau
- รถไฟ SNCF ไปทาง Versailles-Chantiers
- รถไฟ SNCF ไปทาง Versailles-Rive Droite
- รถเมล์สาย 171 ไปทาง Versailles-Place d’Armes ออกจากสถานี Pont de Sevres
(รายละเอียดการเดินทาง www.chateauversaillesspectacles.fr)

ร้านอาหารแนะนำ
- Maison de Campagne (18 bis, rue Pie Demours 75017 Paris Tel. 01 45 72 28 51) ปารีสได้ชื่อว่าเป็นที่สุดแห่งอาหารการกิน ดังนั้น เมื่อมาถึงปารีสแล้วจงอย่าพลาดการได้ลิ้มลองอาหารฝรั่งเศสแท้ๆ ร้านนี้เมนูไม่เยอะ แทบจะมีไม่ถึง 10 เมน ูแต่ทุกเมนูอร่อยหมด แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเพื่อความไม่ประมาท กรุณาจองโต๊ะ
ล่วงหน้า
- Chez Flottes (2, rue Cambon 75001 Paris Tel. +331 42 60 80 89 Metro : Tuileries) ร้านอาหารฝรั่งเศสแบบเก่าแก่ดั้งเดิม ตั้งอยู่ในย่านแฟชั่น บนถนนกำบอง เมนูเด็ดของที่นี่ได้แก่ เป็ดอบและฟัวกราส์
รสเลิศไม่มีที่ติ
- Pinxo (4, rue du Mont Thabor 75001 Paris Tel. +33 1 4020 72 00 www.flottes.fr) ตั้งอยู่ในโรงแรม Renaissance Vandome ร้านอาหารแบบฟิวชั่น กับอาหารแบบสมัยใหม่ที่ผสมผสานความเป็นตะวันออกและตะวันตกเข้าด้วยกัน รสชาติอาหารยังออกแนวเอเชียๆ ได้รสชาติไทยปนจีนที่คุ้นลิ้นคนไทย
- Relais de Venise (271 Boulevard Pereire Porte-Maillot, Paris Tel. 01 45 74 27 97) สำหรับคนชอบกินเนื้อ นี่คือร้านสเต๊กที่ว่ากันว่าอร่อยที่สุดในปารีส ตั้งอยู่ใกล้ๆ กับโรงแรมเลอ เมอร์ริเดียน ปารีส ร้านนี้
คนไทยในปารีสสมัครใจเรียกว่า “ร้านเนื้อเข้าแถว” ได้ยินชื่อก็นึกภาพออกแล้วว่าคิวจะยาวเหยียดขนาดไหน
- Le Malibu (44, Rue Tiquetonne 75002 Paris, France Tel. +33 1 42 36 62 70) หรือที่คนไทยรู้จักกันดีว่า “ร้านไก่ดำ” สาเหตุที่ได้ชื่อว่าร้านไก่ดำก็เนื่องจากเจ้าของร้านเป็นคนแอฟริกันผิวดำ กับไก่ย่างสไตล์
แอฟริกัน รับประทานคู่กับซัลซ่าและกล้วยดิบ รสชาติถูกปากคนไทย
- Pho Banh Cuon 14 (129 Avenue de Choisy-75013 Paris Tel.01 45836115, Metro:Tolbiac)
ร้านอาหารเวียดนามที่ขึ้นชื่อเรื่องเฝอและอาหารเวียดนามแทบทุกชนิด ดังที่สุดในหมู่คนไทยต้องที่ร้าน
- Berthillon (31 rue St. Louis en Ile) สุดยอดร้านไอศกรีมของฝรั่งเศส อยู่ใกล้กับเกาะกลางแม่น้ำแซน
ร้านนี้ขึ้นชื่อเรื่องไอศกรีมที่มีให้เลือกมากถึง 30 รส ยิ่งเฉพาะในหน้าร้อนแล้ว คิวจะยาวสุดลูกหูลูกตา
- Pierre Herme (72 Rue Bonaparte Tel. 33 0 1 435 44 77) ร้านเบเกอรี่ที่มีสาวกอยู่ทั่วทุกมุมโลก
โดดเด่นด้วย “มาการอง” รสต่างๆ ขนมเค้กและขนมอบนานาชนิด
- La Duree (www.laduree.fr) หนึ่งใน Salon Du The หรือร้านชาที่เก่าแก่และมีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งในปารีส ตั้งขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1862 มาลา ดูเร่ แล้วที่พลาดไม่ได้คือ ขนมอบนานาชนิดโดยเฉพาะ “มาการอง” ที่ขึ้นชื่อ กับสไตล์ในการตกแต่งร้านแบบอ่อนหวานเหมือนอยู่ในเทพนิยายอย่างไรอย่างนั้น เฉพาะในปารีสแล้วมีด้วยกันหลายสาขา อาทิ สาขาที่ชองป์ เซลิเซส์ (75, avenue des Champs-Elyees-7500 Paris Metro: George V Tel. 01 40 75 08 75) และสาขา Royale (16, rue Royale 75008 Paris)
- Lucas Carton ใครไปปารีส อย่าพลาดร้านนี้เป็นอันขาด เพราะนอกจากอาหารอร่อยแล้ว ในหนังการ์ตูนเรื่อง Ratatouille ยังมีการพูดถึงเชฟที่ชื่อ Lucas Carton ที่เขาไม่ให้ความสำคัญกับดาวมิชลิน เพราะจะทำให้เชฟเครียดแล้วทำอาหารไม่อร่อย ซึ่งเชฟที่พูดถึงก็คือเจ้าของร้านๆ นี้ละ ส่วนใหญ่ร้านอาหารที่ฝรั่งเศส เมนูจะไม่เยอะ เราก็สั่งตามนั้นเลย ส่วนใหญ่เขาจะคัดมาแล้วว่าอร่อย
- Le Crel de Paris (56 Tower of Mt. Parnasse) ถ้าอยากกินบรรยากาศรื่นรมย์ แบบโรแมนติกมากๆ ชนิดมองเห็นทิวทัศน์รอบกรุงปารีสต้องมาร้านนี้ เพราะตั้งตระหง่านอยู่บนชั้น 56 แล้วถ้าจะให้ดีเห็นวิวสวยที่สุด
ต้องไปหลัง 4 ทุ่ม ถึงจะได้ดื่มด่ำความสวยงามแบบสุดๆ ส่วนอาหารก็เป็นดินเนอร์เซต เหมือนไปกิน
บรรยากาศมากกว่า
- La Vieille Trousse (6, bvd St Germain,75005 Paris) เป็นร้านที่มีสีสันมาก เพราะเป็นเกย์กันทั้งร้านเลยแม้กระทั่งเด็กเสิร์ฟ เวลามารับออเดอร์หรือมาเสิร์ฟนี่จะเริดๆ เชิดๆ กันทั้งร้าน แต่อาหารอร่อย แล้วกลเม็ดของร้านนี้อยู่ที่ถ้าคุณเข้าไปห้องน้ำแล้วดึงชักโครกเมื่อไหร่ มันจะมีเสียงดังลั่นร้านเลย พอออกมาจากห้องน้ำ ทุกคนในร้านก็จะรู้ว่าคุณไปทำอะไรมา และถ้าเมื่อคุณลิ้มรสจนอิ่มหน่ำสำราญแล้ว ตอนเวลาจ่ายสตางค์ถ้าทิปเยอะ เด็กเสิร์ฟทั้งร้านก็จะลุกขึ้นมาเต้นให้คุณรู้สึกสนุกสนานอยู่ตลอดเวลา แล้วรู้เลยว่าลูกค้าคนไหนกระเป๋าหนัก
- Au Crus de Bourgogne (3, rue Bachaumont, 75002 Paris) เป็นร้านอาหารฝรั่งเศสแบบสูตรเก่าแก่เลยต้องที่นี่ เพราะเป็นร้านโบราณที่มีมานานแล้ว แต่ความเด็ดของรสชาติอาหารยังเลอเลิศอยู่จนถึงทุกวันนี้
ที่พักแนะนำ
- Hotel Lumen (15, rue des Pyramides 75001 Paris Tel: +33 1 44 5077 01
Fax: +33 1 44 5077 10 www.hotel-lumenparis.com) บูติกโฮเต็ลสุดเก๋ใจกลางเมืองปารีส ด้วยโลเกชั่นชั้นเยี่ยม เพราะอยู่ตรงกลางระหว่างย่านศิลปะและแฟชั่นชั้นสูงของปารีส อย่างพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ โรงละคร
โอเปร่า และถนน Saint- Honore จึงเหมาะสำหรับการช้อปปิ้งเป็นที่สุด แถมยังอยู่ใกล้สถานีรถไฟใต้ดินอีก
ต่างหาก

- Hotel le Wallt (37 Avenue de la Motte Picquest Paris www.hotel-walt-paris.federal-hotel.com) บูติกโฮเต็ลอีกแห่ง ตั้งอยู่ใกล้ๆ กับหอไอเฟล ตกแต่งในสไตล์โมเดิร์น สะอาด สะอ้าน ห้องพักกว้างขวาง สวยงาม ทันสมัย

- Paris le Grand Hotel (2 Rue Scribe Paris www.ichhotelgroup.com) โรงแรมระดับ 4 ดาว ที่เหมาะสำหรับผู้รักการช้อปปิ้งเป็นอย่างยิ่ง ตั้งอยู่ในย่านโอเปร่า การ์นิเย่ แค่เดินมาก็เจอกับถนนเอาส์มันน์ที่ดารดาษไปด้วยห้างสรรพสินค้าต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นแกลอรี่ลาฟาแยตต์ หรือแพรงตองส์
- Europe Paris Hotel (103 Boulevard de Grenelle Paris Tel. (33) 01 47 34 07 44
Email : Europe.hotel@easynet.fr) โรงแรมเล็กๆ แต่สะอาดสะอ้านน่าพัก อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากหอไอเฟล
เท่าไหร่นัก สะดวกสบายด้วยโลเกชั่นที่หนาแน่นไปด้วยแหล่งท่องเที่ยว และของกินนานาชนิด ที่อยู่รายรอบที่พัก
ของฝากจากปารีส
แน่ละว่ามาปารีสทั้งที มีของฝากให้เลือกซื้อหากันไม่หวาดไม่ไหว ไม่ให้เสียชื่อเมืองหลวงแห่งแฟชั่น ดังนั้นจึงเลือกซื้อของฝากกันได้ตามอัธยาศัย ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า เครื่องสำอาง หรือน้ำหอม รวมถึงอาหารการกินที่มีให้เลือกสารพัดสารพัน
- Louis Vuitton ไม่ว่าจะแขกไปใครมาเป็นต้องแวะหรือไม่ก็ต้องฝากซื้อกระเป๋าหลุยส์ วิตตอง กันเป็นส่วนมากไม่ว่าจะเป็นสาขาหลักที่เป็นแฟลกชิปสโตร์บนถนนชองป์ เซลิเซ่ หรือในห้างดังอย่าง แกลอรี่ ลาฟาแยตต์ ที่มักจะอุ่นหนาฝาคั่งไปด้วยนักช้อปจากทั่วโลก

- Goyard (223 Rue St. Honore Paris) ร้านกระเป๋าเดินทางเก่าแก่ของฝรั่งเศส ที่ยังคงความคลาสสิก เป็นที่นิยมในหมู่ชนชั้นสูง โดยเฉพาะราชวงศ์อังกฤษ โดยแบรนด์คลาสสิกนี้สืบต่อกันมาถึง 5 รุ่น ปัจจุบันกลับมาได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางในหมู่แวดวงคนแฟชั่น กระเป๋าเดินทางแบรนด์โกยาร์ดจึงกลายเป็นของฝากจากปารีสที่ใครไปต้องได้รับออร์เดอร์ให้ซื้อมาฝาก
- Fauchon (26, place de la Madeleine 75008 Paris Mero: Madeine Tel: +33 1 7039 3800) ร้านขนมและอาหารแบบ Ready To Eat กินง่ายๆ ภายในร้าน อย่างแซนด์วิชต่างๆ สำหรับมื้อกลางวันง่ายๆ ของ
คนทำงาน หรือดินเนอร์กับเมนูง่ายๆ แต่มีสไตล์ แกล้มไวน์หรือแชมเปญ ยิ่งไปกว่านั้นสำหรับคนรักอาหารแล้วยังมีของกินสไตล์ฝรั่งเศส อย่าง ตับบด ฟัวกราส์ เป็ดแช่เกลือ ฯลฯ ให้เลือกช้อปเป็นของฝากอีกเพียบ

- Hediard (21, Place de la Madeline) ถ้าช้อปกันจนหมดแรงแล้ว จะแวะเติมพลังด้วย “Maron Glace” หรือเกาลัดเชื่อมน้ำตาล ที่นักกินทั่วโลกยกนิ้วให้ว่า มารอง กลาเซ่ ที่ปารีสนั้นเด็ดที่สุด แม้ทั่วปารีสจะมี
มารอง กลาเซ่ ขายอยู่ทั่วไป แต่ที่อร่อยที่สุดต้องที่ร้านนี้เท่านั้น เพราะหวานอร่อยติดปลายลิ้นจนไม่อยากให้ละลายในปาก รับรองได้เลยว่าซื้อมาฝากใครจะถูกใจคนรับเป็นที่สุด
|