เที่ยววัดท่องวังปลดปล่อยความเครียดกับชายหาดชะอำ
ที่ทอดตัวเหมือนไม่มีที่สิ้นสุด พร้อมทอดน่องตามเส้นทาง
ของอร่อยแบบไม่กลัวแคลอรี่
เคยคิดบ้างไหมว่าจะมีจังหวัดใดในประเทศไทย ที่มีแหล่งท่องเที่ยวทุกด้าน
ครบสมบูรณ์เท่าที่เพชรบุรี เราอาจตื่นเต้นไปกับความงามของวัดวาอาราม
ที่สรรสร้างขึ้นด้วยฝีมือสกุลช่างเมืองเพชร อันสืบเนื่องมาตั้งแต่สมัยอยุธยา ความอลังการของพระราชวังในบรรยากาศต่างยุค หาดทรายยาวสุดลูกหู
ลูกตา ปิดท้ายด้วยรสอร่อยจากขนมหวาน ผนวกกับความสดใหม่ของอาหารสไตล์ไทยแท้ ความลงตัวนี้เชิญที่เพชรบุรีเท่านั้น
|
 |
| อำเภอเมือง |
|
อุทยานประวัติศาสตร์พระนครคีรี (เขาวัง) เป็นโบราณสถานเก่าแก่คู่เมืองเพชรบุรี ตั้งอยู่บนยอดเขาใหญ่
3 ยอด ยอดที่สูงที่สุดสูง 95 เมตร แต่เดิมชาวบ้านเรียกภูเขานี้ว่า “เขาสมน” พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า
เจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงพอพระราชหฤทัย ที่จะสร้างพระราชวังสำหรับเสด็จแปรพระราชฐานขึ้นบนยอดเขาแห่งนี้ จึงโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ซึ่งในขณะนั้นเป็นพระสมุหกลาโหม เป็นแม่กอง ก่อสร้างจนสำเร็จเรียบร้อยเมื่อปี พ.ศ. 2403 ทรงพระราชทานนามว่าพระนครคีรี แต่ชาวเมืองเพชรเรียกกัน
ติดปากว่า เขาวังสืบมาจนบัดนี้ พระนครคีรีมีพระที่นั่ง พระตำหนัก วัด และกลุ่มอาคารต่างๆ มากมาย ส่วนใหญ่เป็นสถาปัตยกรรมตะวันตกแบบนีโอคลาสสิค ผสมสถาปัตยกรรมจีนตั้งอยู่บนยอดเขาใหญ่ๆ 3 ยอดด้วยกัน
ดังนี้

ยอดเขาด้านทิศตะวันออก บริเวณไหล่เขาเป็นที่ตั้งของวัดมหาสมณาราม ภายในพระอุโบสถมีภาพเขียนฝีมือขรัวอินโข่งบนผนังทั้งสี่ด้าน เป็นวัดเก่าแก่ตั้งแต่สมัยอยุธยา ส่วนบนยอดเขาเป็นที่ตั้งของวัดพระแก้ว เป็นวัดประจำพระราชวังพระนครคีรี เช่นเดียวกับวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ซึ่งเป็นวัดประจำพระบรมมหาราชวังในกรุงเทพฯ ภายในวัดพระแก้วประกอบด้วยพระอุโบสถขนาดเล็กประดับด้วยหินอ่อน ด้านหลังเป็นพระพุทธเสลเจดีย์ ด้านหน้าพระอุโบสถเป็นหอระฆังรูปสี่เหลี่ยมย่อมุมขนาดเล็ก

เขายอดกลาง เป็นที่ประดิษฐานพระธาตุจอมเพชรมีความสูง 40 เมตร บรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ภายใน จากจุดนี้สามารถมองเห็นพระที่นั่งต่างๆ บนยอดเขาอีก 2 ยอด รวมทั้งทิวทัศน์ของตัวเมืองเพชรบุรีได้อีกด้วย
ยอดเขาด้านทิศตะวันตก เป็นที่ตั้งของพระราชวังที่ประทับอันได้แก่ พระที่นั่งเพชรภูมิไพโรจน์
พระที่นั่งปราโมทย์มไหสวรรย์ พระที่นั่งเวชยันต์วิเชียรปราสาท พระที่นั่งราชธรรมสภา หอชัชวาลเวียงชัย
หอพิมานเพชรมเหศวร์ พระที่นั่งสันถาคารสถาน หอจตุเวทปริตพัจน์ ศาลาทัศนานักขัตฤกษ์ นอกจากนี้แล้ว
ยังมีโรงรถ โรงม้า ศาลามหาดเล็ก ศาลาลูกขุน ศาลาด่าน ศาลาเย็นใจ ทิมดาบองครักษ์ โรงครัว ตามแบบพระราชวังทั่วไป รอบพระราชวังมีป้อมล้อมอยู่ทั้ง 4 ทิศคือ ป้อมธตรฐป้องปกทางทิศตะวันออก ป้อมวิรุฬหก
บริรักษ์ทางทิศใต้ ป้อมวิรูปักษ์ป้องกันทางทิศตะวันตก และป้อมเวสสุวรรณรักษาทางทิศเหนือ

กรมศิลปากรได้ใช้บางส่วนของพระราชวัง บนยอดเขาด้านทิศตะวันตกนี้จัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนครคีรี ภายในเก็บรักษาโบราณวัตถุ ได้แก่ เครื่องราชูปโภค ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รูปหล่อโลหะสำริดและทองเหลืองที่ใช้สำหรับตกแต่งห้องต่างๆ ในพระที่นั่ง และเครื่องกระเบื้องของจีน ญี่ปุ่น และยุโรป เฉพาะส่วนของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาตินี้ เปิดให้เข้าชมตั้งแต่เวลา 08.30 - 16.00 น. ทุกวัน
อุทยานประวัติศาสตร์พระนครคีรี เปิดให้เข้าชมทุกวันเวลา 08.30 - 16.30 น. ค่าเข้าชม (รวมค่าเข้าชม
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนครคีรี) ชาวไทย 20 บาท ชาวต่างประเทศ 40 บาท นักท่องเที่ยวสามารถขึ้นชมอุทยานประวัติศาสตร์พระนครคีรี (เขาวัง) ได้โดยการเดินขึ้นหรือโดยสารรถรางไฟฟ้า (ตั๋วไป - กลับ)
เสียค่าบริการ ผู้ใหญ่ 30 บาท เด็ก 10 บาท สอบถามรายละเอียดได้ที่ โทร. 0 3242 5600
|
วัดพระพุทธไสยาสน์ (วัดพระนอน) ถนนคีรีรัถยา ตำบลคลองกระแชง เป็นวัดเก่าแก่ไม่ปรากฎหลักฐานว่า
สร้างขึ้นมาตั้งแต่เมื่อใด สันนิษฐานว่าเป็นวัดที่มีมาตั้งแต่สมัยอยุธยา โดยสังเกตจากพระพุทธไสยาสน์สมัยอยุธยา ยาว 21 วา 1 ศอก 1 คืบ 7 นิ้ว ก่ออิฐถือปูนลงรักปิดทอง เดิมสร้างไว้กลางแจ้ง ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้สร้างหลังคาคลุมไว้ พร้อมทำผนังรอบองค์พระเป็นวิหารพระพุทธไสยาสน์ดังที่เห็นในปัจจุบัน วิหารอยู่บนไหล่เขาสูงจากพื้นดินประมาณ 15 เมตร นับเป็นพระพุทธรูปนอน
ขนาดใหญ่องค์หนึ่ง ในบรรดาพระนอนในประเทศไทย องค์พระลงรักปิดทอง บรรทมสีหไสยาสน์ บนแท่นสูงประมาณ 1 เมตร ภายในองค์พระเป็นโพรง ที่ฝ่าพระบาทเขียนลายทองเป็นภาพปราสาท พระพรหมฉัตร
พระมหามงกุฎ บาตร คนโท น้ำ สังข์ พระขรรค์ ช้าง ปลา ถาดทอง พัดใบตาล พัดหางนกยูง ดอกบัวแก้ว
ภายในวัดยังมีสิ่งที่น่าสนใจ เช่น วิหารพระพุทธฉาย ภายในวิหารมีภาพเขียนฝาผนังสีฝุ่น เป็นรูปพระพุทธเจ้า พร้อมพระอัครสาวก และมีรูปปั้นเหมือนพระครูสุชาตเมธาจารย์ เจ้าอาวาส ซึ่งท่านได้ลงมือปั้นเอง นอกจากนี้มี วิหารน้อย ประดิษฐานพระพุทธรูปทรงเครื่องเก่าแก่ สมัยอยุธยา รูปทรงคล้ายพระพุทธรูปพระประธาน
วัดหน้าพระเมรุ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา สวมชฎาทรงเทริด มีตุ้มหู และมีพระพุทธรูปศิลาสมัยอยุธยาหลายองค์ ลักษณะมีเส้นขอบพระโอษฐ์ และยังมี หอไตร เดิมอยู่กลางสระน้ำหลังวัด ต่อมาย้ายขึ้นมาไว้บนบกใกล้กับกุฏิสงฆ์เป็นอาคารไม้สัก 2 ชั้น ใต้ถุนโล่ง หลังคา 2 ชั้น เป็นมุขประเจิดควรค่าแก่การศึกษาเรียนรู้
|
วัดเขาบันไดอิฐ วัดนี้สร้างขึ้นในสมัยอยุธยา เป็นสำนักวิปัสสนากรรมฐานที่มีชื่อเสียง สมเด็จพระเจ้าเสือเคยเสด็จมาฝากตัวเป็นศิษย์ของวัดนี้ ในอดีตวัดเขาบันไดอิฐมีชื่อเสียงมากทางวิทยาคม ในช่วงที่หลวงพ่อแดง พระเกจิชื่อดังของจังหวัดเพชรบุรีเป็นเจ้าอาวาส ทำให้มีผู้ให้ความเคารพ และเดินทางมาสักการะเป็นจำนวนมาก เป็นวัดที่มีชื่อเสียงทางด้านความงามของศิลปะปูนปั้นชั้นครู ที่ฝากผลงานไว้เหนือหน้าบันพระอุโบสถ นอกจากนั้นบริเวณวัด ยังมีถ้ำให้ชมอีกหลายแห่ง ถ้ำแรก คือ “ถ้ำประทุน” มีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่ตามผนังถ้ำทั้งสองด้าน ลึกเข้าไปจะเป็นถ้ำ “พระเจ้าเสือ” ที่ชื่อเช่นนี้เพราะมีเรื่องเล่ากันมาว่า พระเจ้าเสือได้เสด็จมาหาอาจารย์แสง และได้ถวายพระพุทธรูปยืนปางห้ามสมุทรประดิษฐานไว้ในถ้ำแห่งนี้ ถัดจากถ้ำนี้เข้าไปทางด้านใต้จะเป็น “ถ้ำพระพุทธไสยาสน์” จะเห็นพระนอนองค์ใหญ่ประดิษฐานอยู่ และตรงซอกผนังถ้ำมีประทุนเรือทำด้วยไม้เก่าแก่มาก เป็นประทุนเรือที่พระเจ้าเสือถวายอาจารย์แสง นอกจากถ้ำทั้งสามนี้แล้ว ยังมีถ้ำอื่น ๆ เช่น ถ้ำพระอาทิตย์ ถ้ำพระจันทร์ ถ้ำสว่างอารมณ์ ถ้ำช้างเผือก และถ้ำดุ๊ค ซึ่งมีชื่อตามดุ๊คโยฮันฮัลเบิร์ต
ผู้สำเร็จราชการเมืองปอร์นสวิค (Braunschweig) ประเทศเยอรมัน ผู้เคยมาเยือนเพชรบุรีและมาเที่ยวถ้ำแห่งนี้ |
| |
ถ้ำเขาหลวง อยู่บนเขาหลวง ห่างจากเขาวังประมาณ 5 กิโลเมตร จากเชิงเขามีบันไดคอนกรีตนำสู่ทางลงถ้ำ เขาหลวงเป็นภูเขาขนาดเล็กมีความสูง 92 เมตร มีหินงอกหินย้อยสวยงาม ภายในมีปล่องที่แสงอาทิตย์
สามารถส่องเข้ามาภายในถ้ำได้ ทำให้สวยงามยิ่งขึ้น ถ้ำเขาหลวงถือเป็นถ้ำใหญ่ และสำคัญที่สุดในเมืองเพชร ภายในถ้ำ ประดิษฐานพระพุทธรูปฉลองพระองค์อันสำคัญยิ่ง ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้สร้างถวายพระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งเคยเสด็จประพาสมาและ ทรงโปรดถ้ำแห่งนี้มาก ทั้งยังทรงบูรณะพระพุทธรูปเก่าแก่ที่มีมาแต่โบราณ ภายในถ้ำนี้หลายองค์ด้วยกัน และโปรดเกล้าฯ ให้สร้างบันไดหินลงไปในถ้ำ ตรงทางเข้าเชิงเขาหลวงด้านขวามือมีวัดใหญ่อยู่วัดหนึ่ง ชาวเมืองเรียกว่า “วัดถ้ำแกลบ” ปัจจุบันชื่อ “วัดบุญทวี” ซึ่งเป็นวัดใหญ่น่าชมมาก เพราะท่านเจ้าอาวาสวัดนี้เป็นช่าง ได้ออกแบบและสร้างศาลาการเปรียญที่ใหญ่โต ประตูโบสถ์เป็นไม้สลักลายสวยงามมาก วัดถ้ำแกลบนี้มีตำนานเล่าว่า ปากถ้ำแกลบที่วัดนี้คือ ทางเข้าสู่เมืองลับแลอันเป็นเมืองที่มีแต่หญิงสาวทั้งนั้น แต่ก็เป็นเพียงตำนานของชาวเมืองเพชรนับร้อยปีมาแล้ว |
วัดมหาธาตุวรวิหาร ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเพชร ห่างจากศาลากลางจังหวัดประมาณ 500 เมตร ภายในวัดมี
พระปรางค์ห้ายอด สร้างตามศิลปะขอม ปรางค์แต่ละองค์สร้างด้วยศิลาแลง ปรางค์องค์ใหญ่สูง 42 เมตร ภายในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งคือ ภาพปูนปั้นที่ประดับอยู่ตามพระอุโบสถ วิหารหลวง รวมถึงศาลาภายในวัด ล้วนเป็นฝีมือช่างเมืองเพชร ซึ่งงดงามและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว นอกจากนั้นในวิหารยังบรรจุพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวเพชรบุรีนับถือมากคือ รูปหลวงพ่อวัดมหาธาตุ รูปหลวงพ่อบ้านแหลมและรูปหลวงพ่อวัดเขาตะเครา |
| |
| วัดใหญ่สุวรรณาราม อยู่ที่ถนนพงษ์สุริยา ห่างจากศาลากลางจังหวัดประมาณ 1 กิโลเมตร วัดนี้สร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยา และได้มีการบูรณะในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ภายในวัดมีศาลาการเปรียญ เป็นพระตำหนักไม้สักทั้งหลังที่พระเจ้าเสือแห่งกรุงศรีอยุธยา พระราชทานแด่พระสังฆราชชาวเพชรบุรี ศาลาการเปรียญนี้มีการแกะสลักไม้ที่สวยงาม โดยเฉพาะบานประตูสลักลายก้านขดปิดทองและยังมีธรรมาสน์ เทศน์ ซึ่งแกะสลักลงรักปิดทอง รูปทรงเป็นบุษบกที่งดงามและสมบูรณ์ บนผนังภายในพระอุโบสถ มีภาพเขียนเทพชุมนุมอายุกว่า 300 ปี |
| |
| วัดกำแพงแลง ตั้งอยู่ที่ถนนพระทรงห่างจากศาลากลางจังหวัดประมาณ 2 กิโลเมตร วัดนี้เดิมเป็นเทวสถานในสมัยขอม สร้างตามลัทธิศาสนาพราหมณ์ ต่อมาเมื่ออิทธิพลของศาสนาพุทธได้แผ่ขยายเข้ามาในบริเวณนั้น จึงได้ดัดแปลงเทวสถานแห่งนี้ เป็นศาสนสถานในพุทธศาสนานิกายมหายาน และหินยานตามลำดับเทวสถานที่สร้างขึ้นเดิมมีปรางค์ 5 หลัง ทำด้วยศิลาแลง ปัจจุบันเหลือเพียง 4 หลัง สันนิษฐานว่าปรางค์แต่ละหลังใช้เป็นที่ประดิษฐานเทวรูป เช่น พระอิศวร พระนารายณ์ พระพรหม พระนางอุมา เพราะเมื่อปี พ.ศ. 2499 มีผู้ขุดพบรูปสลักของพระนางอุมาในปรางค์องค์หนึ่งที่พังลง วัดนี้เมื่อดัดแปลงเป็นศาสนสถานในพุทธศาสนาแล้ว ได้สร้างพระอุโบสถขึ้น โดยมิได้เปลี่ยนสภาพเดิมไปมากนัก จะเห็นได้ว่ารอบๆ วัด ยังมีกำแพงที่ก่อด้วยศิลาแลงล้อมรอบอยู่ |
| |
หาดเจ้าสำราญ เป็นชายหาดที่เคยเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญมากตั้งแต่สมัยโบราณ ตามประวัติเล่ากันว่า สมเด็จพระนเรศวรมหาราช เคยเสด็จมาที่นี่พร้อมด้วยสมเด็จพระเอกาทศรถ ทรงพอพระราชหฤทัยในความงามของหาดแห่งนี้มาก ทรงประทับแรมอยู่หลายวัน จนกระทั่งชาวบ้านเรียกหาดนี้ว่า หาดเจ้าสำราญ มาจนปัจจุบัน หาดเจ้าสำราญเจริญถึงขีดสุดในสมัยรัชกาลที่ 6 หาดเจ้าสำราญมีชื่อเสียงกว่าชายทะเลแห่งใดๆ ในเมืองไทยสมัยนั้น พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระตำหนักที่ประทับขึ้น ณ ริมหาดแห่งนี้เรียกว่า พระตำหนักหาดเจ้าสำราญ สำเร็จในปีพ.ศ. 2461 ต่อมารื้อไปสร้างใหม่ที่บริเวณอำเภอชะอำ
เรียกชื่อว่า “พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน” บริเวณหาดมีที่พักและร้านอาหารบริการด้วย การเดินทาง อยู่ห่างจากตลาดเมืองเพชรบุรี 15 กิโลเมตร ตามทางหลวงหมายเลข 3177 ผ่านมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรีไปประมาณ 13 กิโลเมตร สำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางโดยรถโดยสารประจำทาง สามารถนั่งรถสองแถวที่วิ่งระหว่าง
ตัวเมือง - หาดเจ้าสำราญ รถจะจอดบริเวณข้างธนาคารกรุงไทย ถนนวัดท่อใกล้หอนาฬิกา มีบริการตั้งแต่เวลา 07.30 - 18.15 น. |
| |
|
พระรามราชนิเวศน์ หรือพระราชวังบ้านปืน ตั้งอยู่ที่ตำบลบ้านหม้อ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า
เจ้าอยู่หัว มีพระราชประสงค์ให้สร้างด้วยพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ เพื่อเป็นพระราชนิเวศน์สำหรับประทับแรมในฤดูฝน ทรงโปรดเกล้าฯ ให้จัดซื้อที่จากราษฎร และให้จอมพลเรือสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต กับสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพเป็นแม่กองจัดการก่อสร้าง สร้างแบบสถาปัตยกรรมยุโรป ออกแบบโดยมิสเตอร์คาล เดอริง ชาวเยอรมัน เริ่มก่อสร้างในปี พ.ศ. 2452 แล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2459 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานนามว่า พระที่นั่งศรเพ็ชรปราสาท และทรงเปลี่ยนเป็นพระรามราชนิเวศน์เมื่อปี พ.ศ. 2461 ใช้เป็นที่รับรองแขกเมือง ในสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ใช้เป็นที่ตั้งของโรงเรียนผู้กำกับลูกเสือ โรงเรียนฝึกหัดครูเกษตรกรรม โรงเรียนประชาบาลประจำตำบล
พระรามราชนิเวศน์ เปิดให้เข้าชมทุกวันตั้งแต่เวลา 08.00 - 16.00 น. โดยไม่เสียค่าเข้าชม สำหรับผู้ที่ต้อง
การจะเข้าชมเป็นหมู่คณะ และต้องการวิทยากรบรรยาย สามารถทำหนังสือถึงผู้บังคับการทหารบกจังหวัดเพชรบุรี ค่ายรามราชนิเวศน์ อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี 76000 |
| |
|
อำเภอชะอำ
|
|
วนอุทยานเขานางพันธุรัต ตั้งอยู่ที่บ้านเขาไม้นวล ตำบลเขาใหญ่ มีเนื้อที่ประมาณ 1,562 ไร่ กรมป่าไม้ได้ประกาศจัดตั้งเป็นวนอุทยานเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2542 เพื่อสนองพระราชดำริของพระบาทสมเด็จ
พระเจ้าอยู่หัวฯ และสมเด็จนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ที่ทรงให้อนุรักษ์พื้นที่บริเวณเขานางพันธุรัตไว้เป็นมรดกของชาติ เพื่อให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาตำนานที่ได้เล่าสืบต่อกันมา เกี่ยวกับนางพันธุรัตในวรรณคดีไทยเรื่องสังข์ทอง อันทรงคุณค่าต่อประเทศไทย
ดังตำนานกล่าวไว้ว่า นางพันธุรัตเป็นยักษ์รับพระสังข์มาเป็นบุตรบุญธรรม โดยนางและบริวารแปลงร่างเป็นมนุษย์ วันหนึ่งพระสังข์ได้เข้าไปในเขตหวงห้าม ลงไปชุบตัวในบ่อทอง เอาชุดเจ้าเงาะและของวิเศษเหาะหนี นางพันธุรัตกลับมาไม่พบพระสังข์ก็ออกตามหา นางพยายามอ้อนวอนให้พระสังข์กลับแต่ไม่เป็นผล
นางพันธุรัตเสียใจจนอกแตกตาย ตามตำนานเมืองเพชร พอนางพันธุรัตตายพระสังข์ก็ได้จัดการทำศพ ร่างของนางก็กลายเป็นภูเขา ชาวบ้านจึงเรียกภูเขาลูกนี้ว่า “เขานางนอนหรือเขานางพันธุรัต” จนถึงทุกวันนี้
พื้นที่วนอุทยานเป็นเทือกเขาหินปูน แวดล้อมด้วยป่าเบญจพรรณและป่าดิบแล้ง เทือกเขามีความสวยงาม
โดดเด่นมองเห็นได้จากริมถนนใหญ่ ทอดยาวตามแนวเหนือ - ใต้ มองดูคล้ายนางยักษ์ (นางพันธุรัต) นอนอยู่
ทางทิศใต้เป็นโกศนางพันธุรัตมีปฎิมากรรมธรรมชาติต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับตำนานเรื่องสังข์ทอง ทางวนอุทยาน ได้จัดทำเส้นทางสำหรับเดินศึกษาธรรมชาติ ระยะทาง 3.5 กิโลเมตร ผ่านจุดที่น่าสนใจอาทิ ยอดเมรุ กระจกนางพันธุรัต ลานเกือกแก้ว บ่อชุบตัวพระสังข์ รวมทั้งมีจุดดูนก จุดชมวิว ต้นไทรยักษ์บริเวณหุบวังเรือ และ
หินย้อยรูปพานยักษ์ในถ้ำมะยม กำแพงเมืองจีน เป็นต้น
นอกจากนี้ในเขตวนอุทยานยังมีแหล่งประวัติศาสตร์คือ โบราณสถานทุ่งเศรษฐี อยู่บริเวณเชิงเขาจอมปราสาทด้านทิศตะวันออก เป็นเจดีย์ขนาดใหญ่ ก่ออิฐสอดินฉาบปูนเหลือเพียงส่วนฐาน และค้นพบโบราณวัตถุ จำพวกปูนปั้นและโบราณวัตถุอื่น ๆ อีกมาก จากหลักฐานที่พบ สันนิษฐานได้ว่าโบราณสถานทุ่งเศรษฐีสร้างขึ้นในสมัยทวารวดี (พุทธศตวรรษที่ 12 - 16) ภายในบริเวณมีศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ลานกางเต็นท์เหมาะสำหรับการเข้าค่ายพักแรม สอบถามรายละเอียดโทร. 0 3243 3662
การเดินทาง จากตัวเมืองเพชรบุรี ไปตามถนนเพชรเกษม (เพชรบุรี - ชะอำ) กิโลเมตรที่ 197 - 198
(เลยโรงงาน outlet ใหม่ประมาณ 1 กิโลเมตร ก่อนถึงแยกนิคม) มีทางแยกซ้ายทางไปวัดป่าสุทธิคุณ เข้าไปประมาณ 4 กิโลเมตร |
| |
| หุบกะพง โครงการพระราชประสงค์หุบกะพง อยู่ในตำบลเขาใหญ่ และตำบลชะอำ อำเภอชะอำ โครงการนี้เริ่มปี พ.ศ.2507 ตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่จะช่วยเหลือเกษตรกรกลุ่มชาวสวนผักชะอำที่ยากจนไม่มีที่ดินทำกิน จึงได้ให้คณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคมแห่งชาติ จัดหาที่ดินในพื้นที่จังหวัดเพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ เพื่อนำมาจัดสรรให้แก่เกษตรกรที่ได้รับความเดือดร้อน และได้รับความช่วยเหลือจากประเทศอิสราเอล ในการส่งผู้เชี่ยวชาญการพัฒนาชนบทสาขาต่าง ๆ ภายใต้ชื่อโครงการไทย - อิสราเอล เพื่อพัฒนาชนบทหุบกะพง โครงการนี้เริ่มเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2509 ถึงวันที่ 18 สิงหาคม 2514 คณะกรรมการได้เลือกที่ดินบริเวณหุบกะพง และทำการสำรวจวิเคราะห์ดิน แบ่งที่ดินให้เกษตรกรทำการเพาะปลูก จัดระบบชลประทาน ศูนย์สาธิตทดลองการเกษตร ปรับปรุงและศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการปลูกพืชผลต่างๆ ตามความต้องการของตลาด แนะนำให้เกษตรกรรู้จักการปลูกพืชตามหลักวิชาการ และจัดตั้งสหกรณ์การเกษตรหุบกะพง ส่งเสริมให้เกษตรกรแปรรูปผลิตผลทางการเกษตร และทำหัตถกรรมเครื่องจักสานจากป่านศรนารายณ์ และหญ้าแฝก นักท่องเที่ยวสามารถซื้อผลิตผลทางการเกษตร และผลิตภัณฑ์จากป่านศรนารายณ์และหญ้าแฝก เช่น กระเป๋า หมวก รองเท้า ตะกร้า ผลไม้อบแห้ง ได้ที่ ศูนย์ศิลปาชีพป่านศรนารายณ์หุบกะพง เปิดให้ชมและเลือกซื้อทุกวันเว้นวันอังคาร เวลา 09.00 - 17.00 น. |
| |
|

หาดชะอำ อยู่ห่างจากตัวเมืองเพชรบุรี 41 กิโลเมตร มีทางแยกซ้ายเข้าชายหาด ระยะทาง 2 กิโลเมตร เป็นชายหาดที่สวยงามและมีชื่อเสียงของจังหวัดเพชรบุรี เดิมชะอำเป็นเพียงตำบลหนึ่งขึ้นอยู่กับอำเภอหนองจอก แต่ภายหลังที่หัวหินมีชื่อเสียง ที่ดินแถบชายทะเลถูกจับจองหมด เจ้านายชั้นผู้ใหญ่สมัยนั้นจึงพยายามหาสถานที่พักผ่อนแห่งใหม่ โดยการนำของพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ และได้พบว่าหาดชะอำเป็นชายหาดที่สวยงามไม่แพ้หัวหิน ชะอำจึงเริ่มเป็นที่รู้จักตั้งแต่นั้นมา ชะอำได้รับการพัฒนาเจริญเติบโตขึ้น และยกฐานะเป็นอำเภอจนปัจจุบัน
การรถไฟแห่งประเทศไทยจัดขบวนการรถไฟพิเศษนำเที่ยวกรุงเทพฯ - ชะอำ ทุกวันเสาร์ - วันอาทิตย์ และ
วันหยุดนักขัตฤกษ์ รายละเอียดติดต่อหน่วยบริการเดินทาง โทร. 0 2225 6964 |
| |
|
สวนสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ตั้งอยู่ที่ตำบลสามพระยา ไปตามถนนเพชรเกษมประมาณกิโลเมตรที่ 214 - 215 ในเนื้อที่ 340 ไร่ ได้รับรางวัลอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ประจำปี 2545 รางวัล
ยอดเยี่ยม ประเภทแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร ศูนย์แห่งนี้ดำเนินการโดยมูลนิธิชัยพัฒนา โดยมีจุดประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบการทำฟาร์มผสมผสาน ที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมในท้องถิ่นที่เคยแห้งแล้ง เนื่องจากการบุกรุกถางป่า และได้รับการพัฒนาฟื้นฟูให้กลับคืนความสมบูรณ์ ด้วยการจัดหาแหล่งน้ำควบคู่กับการเพาะปลูกพืช และนำผลการทดลองที่ประสบผลสำเร็จ นำไปขยายผลสู่เกษตรกรเป็นแนวทางสู่เกษตรยั่งยืน ผู้สนใจสามารถเข้าศึกษาดูงานต่างๆ อาทิ การทำฟาร์มผสมผสาน การทำเกษตรตามแนวพระราชดำริทฤษฎีใหม่ การทำเกษตรไร้สารพิษ เกษตรธรรมชาติ วนเกษตร การใช้ประโยชน์หญ้าแฝกในระบบการปลูกพืช การใช้ประโยชน์ของสมุนไพร เป็นต้น
นอกจากนี้ยังมีการรวบรวมพรรณไม้หอมต่างๆ ทั้งไม้ยืนต้น ไม้พุ่ม ไม้เลื้อย พืชสมุนไพรกว่า 300 ชนิด และบริการนวดแผนไทย เปิดให้ผู้สนใจสามารถเข้าชมบริเวณได้ทุกวัน (หากมาเป็นหมู่คณะต้องการวิทยากรนำชมและบรรยาย กรุณาติดต่อล่วงหน้า ใช้เวลาชมประมาณ 3 ชั่วโมง ทางศูนย์รับจัดอาหารและบริการที่พัก) ติดต่อ สวนสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี มูลนิธิชัยพัฒนา 77 หมู่ 6 ตำบลสามพระยา อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี 76120 โทร. 0 3259 3100 โทรสาร 0 3259 3100
|
| |
|
พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน ตั้งอยู่ในบริเวณค่ายพระรามหก ตำบลห้วยทรายเหนือ เลยหาดชะอำมา 8 กิโลเมตร เป็นพระตำหนักที่ประทับริมทะเล ซึ่งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้รื้อพระตำหนักหาดเจ้าสำราญมาปลูกขึ้นใหม่เมื่อปี พ.ศ. 2466 ได้รับขนานนามว่า “พระราชนิเวศน์แห่งความรักและ
ความหวัง” ลักษณะเป็นพระตำหนักแบบไทยผสมยุโรป เป็นอาคารไม้ใต้ถุนสูงสร้างด้วยไม้สักทอง พระตำหนักฝ่ายในอยู่ปีกขวา ทางปีกซ้ายเป็นส่วนของฝ่ายหน้า ประกอบด้วยพระที่นั่งสามองค์เชื่อมต่อถึงกันโดยตลอด
พระที่นั่งสมุทรพิมาน เป็นที่ประทับของพระนางเจ้าอินทรศักดิ์ศจี พระวรชายา พระที่นั่งพิศาลสาครเป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว มีอาคารข้าราชบริพารฝ่ายหน้าเป็นบริวารหลายหลัง และมีแนวระเบียงยื่นลงสู่ทะเลเป็นที่ลงสรงน้ำ และพระที่นั่งสโมสรเสวกามาตย์ เป็นอาคารโถงสองชั้นเปิดโล่งใช้เป็นที่ประชุมในโอกาสต่างๆ และเป็นโรงละครซึ่งเคยจัดแสดงละครครั้งสำคัญ 2 ครั้ง คือ เรื่องพระร่วง และ
วิวาห์พระสมุทร
ในปี พ.ศ.2484 เจ้าพระยารามราฆพ ได้สร้างพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ถวายเป็น
พระราชานุสรณ์ประดิษฐานไว้ ณ ท้องพระโรงพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน และได้จัดงานบำเพ็ญพระราชกุศลถวายเป็นพระราชสักการะ เนื่องในวันที่ระลึกคล้ายวันสวรรคตของพระองค์ในวันที่ 25 พฤศจิกายน เป็นประจำทุกปี
พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน เปิดให้เข้าชมวันจันทร์ - วันศุกร์ ตั้งแต่เวลา 08.00 - 16.00 น. วันเสาร์ - อาทิตย์และวันหยุดราชการ ตั้งแต่เวลา 08.30 - 16.00 น. ปิดวันพุธ ค่าเข้าชมผู้ใหญ่ 30 บาท เด็ก 15 บาท
ชาวต่างประเทศ 30 บาท รับผู้เข้าชมเป็นหมู่คณะ ต้องทำหนังสือถึงผู้กำกับการกองบังคับการฝึกพิเศษ
ค่ายพระรามหก อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรีโทร. 0 3250 8039 |
 |
| |
|
อำเภอแก่งกระจาน
|
|
อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน เป็นอุทยานที่มีพื้นที่กว้างใหญ่ที่สุดของประเทศไทย มีพื้นที่ 2,915 ตารางกิโลเมตร หรือ 1.8 ล้านไร่ พื้นที่ส่วนใหญ่ของอุทยานฯ เป็นภูเขาสลับซับซ้อนอยู่ในเทือกเขาตะนาวศรี
สภาพภูมิประเทศเป็นป่าดิบชื้น จากสันเขื่อนแก่งกระจานมีถนนเลียบออกมาทางซ้ายมือเป็นระยะทาง 3 กิโลเมตร ก็จะถึงที่ทำการฯ อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานโดยในอุทยานฯ มีสถานที่น่าสนใจดังนี้
|
- ทะเลสาบ มีเนื้อที่ประมาณ 45 ตารางกิโลเมตร มีเกาะกลางแม่น้ำอยู่มากมายหลายเกาะ ซึ่งสามารถล่องเรือชมทิวทัศน์เพื่อพักผ่อนหรือตกปลาน้ำจืดในทะเลสาบ และสามารถเช่าเรือได้ที่ร้านอาหาร หรือชมรมเรือที่อยู่บริเวณที่ทำการอุทยานฯ
- เขาพะเนินทุ่ง เป็นยอดเขาที่สูงที่สุดของอุทยานฯ ในเขตประเทศไทย อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานฯ 50 กิโลเมตร เป็นภูเขาสูง มีบริเวณที่เป็นทุ้งหญ้ากว้าง บริเวณโดยรอบเป็นป่าดิบเขา มีสัตว์ป่าชุกชุม ทิวทัศน์งดงาม จากยอดเขาสามารถมองเห็นทะเลหมอกในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาว การเดินทางต้องใช้เวลา 2 วัน พักค้างแรม 1 คืน ระหว่างทาง และควรติดต่อขอเจ้าหน้าที่นำทาง ในส่วนของอาหารและเต็นท์สำหรับพักค้างแรมควรนำไปเอง
- เส้นทางดูนก - ผีเสื้อ เริ่มจากที่กิโลเมตรศูนย์ คือ บริเวณด่านตรวจเขาสามยอด พอถึงกิโลเมตรที่ 18 จะพบผีเสื้อได้ตามสองข้างทางหรือตามโป่งดิน ระหว่างกิโลเมตรที่ 10 - 12 และจุดที่นักท่องเที่ยวสามารถดูนกได้คือ บริเวณตั้งแต่อ่างเก็บน้ำห้วยสามยอด เลยด่านตรวจมาไม่ไกล ซึ่งเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของนกน้ำนานาชนิด ส่วนเส้นทางศึกษาธรรมชาตินับตั้งแต่กิโลเมตรที่ 18 ขึ้นไป และบริเวณกิโลเมตรที่ 18 - 27 อาจจะพบเห็นนกกระลิงเขียดหางหนาม ซึ่งเป็นนกที่พบในอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานที่เดียวในประเทศไทย
- แคมป์บ้านกร่าง เป็นจุดพักแรมกางเต็นท์ สำหรับผู้สนใจดูนกและผีเสื้อเนื่องจากมีอากาศเย็นสบาย อยู่บริเวณกม. 15 มีเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติ ซึ่งเป็นป่าเบญจพรรณ และป่าดิบแล้ง ไม้ที่พบมาก เช่น ไม้ตะเคียนทอง ไม้ยาง ไม้หอม นอกจากนี้ยังมีสัตว์ป่ามากมายเช่น ช้างป่า กระทิง และ
สัตว์ป่าสงวน เช่น เลียงผา สมเสร็จ รวมทั้งผีเสื้อมากกว่า 150 ชนิดให้ศึกษา โดยเฉพาะหน้าแล้งจะเห็นฝูงผีเสื้อลงไปกินดินโป่งเป็นจำนวนมาก และประมาณเดือนกุมภาพันธ์ - มิถุนายน จะสามารถพบเห็นนกหลายชนิดที่กำลังสร้างรัง วางไข่ เลี้ยงลูกอ่อน เช่น นกกา นกกาฮัง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของ
ป่าดงดิบ โดยบริเวณบ้านกร่างมีสถานที่น่าสนใจดังนี้ น้ำตกปราณบุรี น้ำตกแม่สะเลียง ถ้ำหัวช้าง
ถ้ำเขาปะการัง และเขาปะการัง
อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน มีบ้านพักไว้บริการนักท่องเที่ยว และมีสถานที่กางเต็นท์บริเวณอ่างเก็บน้ำ บริเวณเขาพะเนินทุ่ง และบริเวณแคมป์บ้านกร่าง อุทยานฯ มีเต็นท์ให้เช่า สามารถติดต่อจองที่พักได้ที่ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช โทร. 0 2562 0760 หรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติมสอบถามได้ที่ศุนย์บริการนักท่องเที่ยวแก่งกระจาน โทร. 0 3245 9293 หรือ www.dnp.go.th
การเดินทาง
- รถยนต์ จากกรุงเทพฯ ไปตามทางหลวงหมายเลข 35 ถึง อำเภอปากทอ จ.ราชบุรี จากนั้นใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 4 ผ่านแยกเข้าตัวเมืองเพชรบุรี จะถึงสี่แยกท่ายาง เลี้ยวขวาเข้าอำเภอท่ายาง แล้ววิ่งไปตามถนนเลียบคลองชลประทาน ตามทางหลวงหมายเลข 3499 ระยะทางประมาณ 30 กม. ก็จะถึงอำเภอแก่งกระจาน จากปากทางเข้าอุทยานฯ อีก 4 กม. จะถึงที่ทำการอุทยานฯ
- รถโดยสารประจำทาง จะมีรถสายกรุงเทพฯ - ท่ายาง ลงที่ตลาดท่ายาง จากนั้นต่อรถสองแถวไปตลาดแก่งกระจาน และต่อรถรับจ้างหรือจักรยานยนต์ไปอีก 4 กม. จะถึงที่ทำการอุทยานฯ
- เขื่อนแก่งกระจาน เป็นเขื่อนดินกั้นแม่น้ำเพชรบุรี สันเขื่อนยาว 760 เมตร กว้าง 8 เมตร สูง 58 เมตร สร้างเสร็จเมื่อปี พ.ศ. 2509 เป็นทะเลสาบน้ำจืดขนาดใหญ ่เหมาะสำหรับท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจ
การเดินทาง อยู่ห่างจากตัวเมืองเพชรบุรี 53 กม. และห่างจากอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน 3 กม.
เดินทางตามเส้นทางเดียวกับอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน
|
|
ที่พักแนะนำ
ฟิชเชอร์แมน วิลเลจ สัมผัสกับคลื่นซัดสาด บนชายหาดส่วนตัวแสนสงบ ซึ่งติดกับหมู่บ้านชาวประมงเล็กๆ อันเหมาะแก่การพักผ่อนหย่อนใจ นอกเหนือจากความสงบแล้ว การตกแต่งบ้านพักก็ดูเรียบง่าย โปร่งโล่ง สบายตา (170 ม.1 หาดเจ้าสำราญ โทร.0 3244 1370) |
| |
|
คาซ่า ปาปาย่า เน้นการตกแต่งที่เป็นธรรมชาติ โดยการนำต้นไม้ ทั้งไม้ดอก ไม้ประดับ และพืชพันธุ์นานาชนิดมาปลูกในบริเวณรอบๆ บังกะโลๆ ที่นี่จะเป็นไม้เกือบทั้งหลัง และยังติดชายหาด สามารถรับกลิ่นไอของลมทะเลอ่อนๆ ในบรรยากาศแบบส่วนตัว ท่ามกลางธรรมชาติที่แสนจะอบอุ่น (810/4 ถ.เพชรเกษม ต.ชะอำ
อ.ชะอำ โทร. 0 3247 0678-9)
|
| |
| ปึกเตียน คาบาน่า บีช รีสอร์ท ห้องพักติดหาดทรายขาว ระเบียงหน้าบ้านเปิดรับลมทะเล และแสงอาทิตย์ยามเช้า พักผ่อนแบบแนบชิดธรรมชาติด้วยการดีไซน์ทุกตารางนิ้วให้เป็นสไตล์บาหลี นี่คือเอกลักษณ์หนึ่งที่โดนเด่นบนหาดปึกเตียน (141 ม.3 ต.ปึกเตียน อ.ท่าทาง จ.เพชรบุรี โทร. 0 3244 3144) |
| |
|
บ้านป๊ากะม๊า บูติก โฮเทล เป็นเกสเฮ้าส์ขนาดเล็ก ตกแต่งสไตล์บาหลี ที่กำลังได้รับความนิยมทั้งจาก
ชาวไทยและต่างชาติ ที่สำคัญไม่แพงเลยถ้าเทียบกับบรรยากาศและการต้อนรับ มีห้องพักทั้งหมดเพียง 10 ห้อง เพราะฉะนั้นควรโทรจองแต่เนิ่นๆ ที่โทร. 08 1986 4060
|
| |
| ร้านอาหารและร้านขนมแนะนำ |
| |
|
บ้านเมืองเพชร บรรยากาศภายในร้านตบแต่งสวยงาม ร่มรื่น และมีรูปประวัติศาสตร์เมืองเพชรเมื่อสมัย
40 - 50 ปีก่อนให้ชม อีกทั้งสามารถซื้อสินค้าภายในร้านติดไม้ติดมือกลับบ้านได้อีกด้วย เป็นร้านที่เน้นความสะอาด รายการอาหารแนะนำ ข้าวหมูอบ ข้าวหมูทอด สูตรชาววัง ส่วนของหวานมีปังเย็น ไอศกรีมทอด และเครื่องดื่มห้ามพลาดคือกาแฟสด และโกโก้ดิบสูตรเมืองเพชร (ซ.ทรัพย์สิน 4 หน้าเขาวัง ตรงข้ามสนามกีฬาเทศบาล เปิดบริการ 09.00 - 23.00 น.)
|
เยาว์ซีฟู้ด ที่นี่อาหารทะเลสดมาก พร้อมบริการให้เลือกอาหารทะเลสดๆ ด้วยตัวเอง โดยเสียค่าทำนิดหน่อย แต่รสชาติยอดเยี่ยมอย่าบอกใคร รายการอาหารแนะนำ ปลาทะเลทอดกระเทียม ปลาสามรส ปูนึ่ง ปูผัดผงกะหรี่ หอยตลับผัดน้ำพริกเผา ฯลฯ (ชายทะเลชะอำ เข้าไปทางวัดเนรัญชราราม เป็นสะพานปลา เข้าประตูร้านแรกเลย ) |
ก๋วยเตี๋ยวหมูน้ำแดง ก๋วยเตี๋ยวแห้งของร้านนี้ จะใส่หมูหวานด้วย ส่วนก๋วยเตี๋ยวน้ำรสเข้มข้น ลูกชิ้นอร่อย
เส้นลวกนุ่ม และถั่วงอกไม่ใส่สาร รายการอาหารแนะนำ เส้นเล็กแห้ง (ตรงข้ามวัดใหญ่สุวรรณณาราม
เปิดบริการ 9.00 - 15.00 น.)
|
ก๋วยเตี๋ยวเนื้อเจ๊กอ้า ร้านนี้มีจุดเด่นคือ ลูกชิ้น เนื้อตุ๋น เนื้อสด ที่อร่อย และมีความพิเศษตรงที่ใช้พริก
กระเหรี่ยงมาทำพริกน้ำส้ม ทำให้พริกน้ำส้มมีรสของพริกกระเหรี่ยงที่มีกลิ่นหอมแบบพริกขี้หนูสวน
เจ๊กอ้า อยู่ ถ. ดำเนินเกษม ข้างวัดมหาธาตุ โทร. 0 3241 1276
|
แม่บุญล้น เป็นห้องแถวริมถนนที่หยุดทุกสายตาให้แวะ ด้วยป้ายอวดสรรพคุณว่าได้รับรางวัลชนะการประกวดสินค้าพื้นเมืองของจังหวัดเพชรบุรี ร้านนี้เป็นร้านขนมหวานที่หอมกลิ่นขนมมาก ที่ฮอตฮิตก็คือ หม้อแกงเผือก (322/40 หมู่ 1 ต.ท่ายาง อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี โทร. 0 3246 1181)
|
แม่กิมไล้ ร้านขนมประเภทเอาท์เลท ที่มีแฟนพันธุ์แท้ไม่แพ้ที่อื่นๆ เลยทีเดียว เพราะมีถึง 6 สาขา บรรยากาศคึกคักมากโดยเฉพาะวันหยุด สินค้ามีความหลากหลาย หยิบเลยอร่อยทุกอย่าง โดยเฉพาะขนมหม้อแกง ทำกันแทบไม่ทัน (82 หมู่ 5 ต.ท่าแสน อ.บ้านลาด จ.เพชรบุรี โทร.0 3244 0655) |
แม่บุญสม (ลูกสาวแม่ปิ่น) เป็นร้านเก่าแก่ของจังหวัดเพชรบุรี ขนมหวานที่นี่มีรสชาติไม่หวานจัด รับรอง
ความอร่อยจาก หม่อมราชวงศ์ถนัดศรี (เชลส์ชวนชิม) รายการขนมแนะนำคือ ขนมหม้อแกง ขนมชั้นใบเตยเม็ดขนุนเผือก และข้าวเม่าบด (สาขา 1. ตลาดทรัพย์สิน สาขา 2 อ.บ้านลาด เปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่
07.00 - 21.00 น.) |
บ้านขนมนันทวัน ร้านที่รวมความเป็น "ที่สุดของเพชรบุรี" ไว้ที่นี บ้านขนมนันทวันเป็นร้านขนมที่โอ่อ่า
สะอาด มีขนมหลากหลายชนิด อันเป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดเพชรบุรี อาทิ ขนมหม้อแกง และขนมไทยอื่นๆ นอกจากนี้ยังมีขนมที่ร้านผลิตขึ้นและได้รับป้ายประกาศ “เชลล์ชวนชิม” จาก “ม.ร.ว. ถนัดศรี สวัสดิวัตน์” เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2545 ขนมแนะนำได้แก่ หม้อแกง เม็ดขนุนเผือก ปั้นสิบ ลูกตาลเชื่อม ฯลฯ (607 ม.5
ถ.เพชรเกษม ต.บ้านหม้อ อ.เมือง โทร. 0 3241 9910-2 www.bannuntawan.com) |
| |
| สินค้าพื้นเมืองและของที่ระลึก |
- ร้านเพชรบุรีภัณฑ์ 1 ดอนขุนห้วย อำเภอชะอำ จำหน่ายสินค้าประเภทผลไม้แปรรูป ผลไม้อบแห้ง
และเครื่องใช้ที่ทำจากป่านศรนารายณ์
- ร้านเพชรบุรีภัณฑ์ 2 ไร่ส้ม อำเภอเมือง (ใกล้เขาวัง) จะเป็นสินค้าประเภทขนมหม้อแกง ลูกตาลอ่อน ฝอยทอง สินค้าแปรรูปจากตาลโตนด น้ำตาลสด
- ร้านเพชรบุรีภัณฑ์ 3 โพไร่หวาน อำเภอเมือง (ถนนสาย 3177 เส้นทางไปหาดเจ้าสำราญ) จำหน่ายสินค้าแปรรูปจากเห็ดนางฟ้า เช่น น้ำพริกเห็ด เห็ดแดดเดียว ไอศครีมเห็ด
- ร้านเพชรบุรีภัณฑ์ 4 เขาย้อย อำเภอเขาย้อย (ติดที่ว่าการอำเภอ) จำหน่ายสินค้าที่ระลึกที่ผลิตจากไม้ตาล ผ้าทอไทยทรงดำ
- ผลิตภัณฑ์จักสานจากป่านศรนารายณ์ ตำบลหุบกะพง อำเภอชะอำ จัดตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2528 ตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงเห็นว่าป่านศรนารายณ์ เป็นพืชเศรษฐกิจที่สามารถนำมาสร้างรายได้ให้กับประชาชนในพื้นที่ โดยการนำเส้นใยป่านมาถักทอเป็นผลิตภัณฑ์ชนิดต่างๆ ได้ตามต้องการ เช่น กระเป๋าถือ กระเป๋าหิ้ว หมวก เข็มขัด รองเท้า ตะกร้า โดยสินค้าเหล่านี้สามารถส่งออกไปจำหน่ายต่างประเทศ ไปยังประเทศสิงคโปร์ มาเลเซีย ญี่ปุ่น
รวมทั้งได้รับการคัดเลือกให้เป็นสินค้า หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ โทร. 0 3247 1678
|