Wi-Fi Experience@KBank
ค้นหา:
Join:
Home / Travel / แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว / เชียงราย / เชียงราย สัมผัสอ้อมกอดภูเขา ค้นรากเหง้าอารยธรรมล้านนา / ข้อมูลทั่วไป
   

เชียงราย สัมผัสอ้อมกอดภูเขา ค้นรากเหง้าอารยธรรมล้านนา -  ข้อมูลทั่วไป

Send To Friend
 
 

“เชียงราย” สัมผัสอ้อมกอดภูเขา ค้นรากเหง้าอารยธรรมล้านนา

หากความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติและความงดงามของวัฒนธรรม เป็นเสน่ห์
ลึกล้ำที่นำพาให้ผู้คนจากต่างถิ่น อยากเดินทางไปเยือนสถานที่แห่งใดแห่งหนึ่ง “เชียงราย” ย่อมถือเป็นดินแดนที่เปี่ยมไปด้วยมนต์เสน่ห์อย่างล้นเหลือ ด้วยขุนเขา ป่าไม้ และสายน้ำที่ยังบริสุทธิ์ ด้วยความปราณีตของศิลปะล้านนา อันเป็นรากเหง้าทางอารยธรรมของผู้คนแถบภาคเหนือ ด้วยการดำเนินชีวิตที่เรียบง่าย แต่น่าจดจำ จึงไม่น่าแปลกใจเลย หากเมืองเล็กๆ แห่งนี้ จะอยู่ในใจของ “นักเดินทาง” มากมายที่เคยเข้ามาสัมผัส

“เชียงราย” เป็นเมืองเล็กๆ ที่ซ่อนตัวอยู่อย่างสงบภายใต้อ้อมกอดของภูเขา มีสถานที่มากมายที่น่าไปเยี่ยมชม ทั้งแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ และแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรม เรามาเริ่มทำความรู้จักกับ “เจียงฮาย” ผืนแผ่นดินเหนือสุดของดินแดนสยามแห่งนี้ให้มากขึ้นกันดีกว่า

เริ่มต้นจากตัวเมืองเชียงราย ซึ่งสร้างขึ้นโดยพญาเม็งราย หรือ พ่อขุนเม็งราย เมื่อ พ.ศ. 1805 ดังนั้นสิ่งแรกที่ อยากแนะนำคือ การเดินทางไปสักการะอนุสาวรีย์พ่อขุนเม็งรายเพื่อความเป็นสิริมงคล และถือเป็นการเริ่มต้น ทำความรู้จักกับประวัติศาสตร์ของเมืองเชียงรายในเบื้องต้น แล้วจึงเดินทางไปยังสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ที่มีอยู่มากมายในเมืองเล็กๆ แห่งนี้

อนุสาวรีย์พ่อขุนเม็งรายมหาราช

ทางจังหวัดเชียงรายได้สร้างอนุสาวรีย์แห่งนี้ขึ้นเพื่อรำลึกถึงพระองค์ ตามประวัติกล่าวว่า พ่อขุนเม็งรายเป็น โอรสของพญาลาวเม็ง ประสูติเมื่อวันอาทิตย์ แรม 9 ค่ำ เดือน 3 ปีจอ พุทธศักราช 1782 หลังจากเสด็จขึ้นครองราชย์ เป็นกษัตริย์เมืองหิรัญนครเงินยาง (เชียงแสน) ได้ 1 ปี พระองค์ทรงสร้างเมืองเชียงรายเป็น
เมืองหลวงแทนหิรัญนครเงินยาง เมื่อปี พ.ศ. 1805 นอกจากนี้ พระองค์ได้ทำสงครามชนะอาณาจักรหริภุญชัย (ลำพูน) จึงได้ตั้งเมืองใหม่ที่เวียงกุมกาม ปัจจุบันอยู่ในเขต อ.สารภี จ.เชียงใหม่ เมื่อ พ.ศ. 1829 ต่อมาไม่นาน เกิดน้ำท่วมใหญ่ทำให้ แม่น้ำปิงเปลี่ยนทิศทาง พระองค์จึงทรงย้ายชัยภูมิไปสร้างเมืองใหม่ขึ้น แล้วสถาปนา เมือง “เชียงใหม่” ใน พ.ศ.1839 พญาเม็งรายครองราชย์อยู่ที่เมืองเชียงใหม่เรื่อยมา จนกระทั่งสวรรคตเมื่อปี พ.ศ.1854 รวมพระชนมายุได้ 72 พรรษา

การเดินทาง ตั้งอยู่บริเวณห้าแยก กลางตัวเมืองเชียงราย

วัดพระแก้ว เชียงราย

เดิมชื่อวัดป่าญะ หรือ ป่าเยียะ ซึ่งหมายถึงต้นไผ่ชนิดหนึ่ง วัดแห่งนี้ เป็นสถานที่พบพระแก้วมรกต และเป็นที่ประดิษฐานเป็นเวลาถึง 45 ปี ก่อนที่จะอัญเชิญไปยังเชียงใหม่ จึงได้ชื่อว่า “วัดพระแก้ว” กล่าวคือ บริเวณหลังพระอุโบสถมีเจดีย์อยู่องค์หนึ่งซึ่งพังทลายลงมา และได้พบพระพุทธรูปลงรักปิดทองตกลงมาจากเจดีย์ จึงอัญเชิญไปประดิษฐานที่วิหารหลวงได้ 2 เดือน ต่อมาเมื่อปูนกระเทาะออก จึงแลเห็นเป็นแก้วสีเขียวทั้งองค์ ปัจจุบันเจดีย์องค์ดังกล่าวได้รับการบูรณะใหม่ เป็นเจดีย์หุ้มทองจังโกทั้งองค์ สิ่งที่น่าสนใจในวัดดังกล่าวที่
ไม่ควรพลาดการเยี่ยมชมได้แก่

- พระอุโบสถซึ่งเป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูป นามว่า “พระเจ้าล้านทอง” ที่ชาวเชียงรายนับถือมาก
แต่เดิมประดิษฐานอยู่ที่วัดพระเจ้าล้านทอง ซึ่งต่อมามีสภาพกลายเป็นวัดร้าง จึงได้อัญเชิญไปประดิษฐานที่ วัดดอยงำเมือง และสุดท้ายได้อัญเชิญมาประดิษฐานเป็นพระประธานที่วัดพระแก้วเมื่อ พ.ศ. 2504

- พระแก้วหยกเป็นพระพุทธรูปที่คณะสงฆ์และพุทธศาสนิกชนชาวเชียงราย ร่วมกันสร้างขึ้นเนื่องในวโรกาส ที่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี มีพระชนมายุครบ 90 พรรษา เมื่อวันที่ 21 ต.ค. 2533 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงประกอบพิธีพุทธาภิเษก ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เมื่อวันที่ 20 ก.ย.
พ.ศ. 2534 ชาวเชียงรายได้อัญเชิญมาประดิษฐานหอพระ ณ วัดพระแก้วเรียกว่า “พระหยกเชียงราย”

- พิพิธภัณฑ์วัดพระแก้วเพิ่งเปิดให้เข้าชมเมื่อไม่นานมานี้ ภายในมีโบราณวัตถุที่ล้ำค่าและน่าสนใจมากมาย
จัดแสดงอยู่ในอาคาร “โฮงหลวงแสงแก้ว” ปัจจุบันวัดพระแก้วมีฐานะเป็นพระอารามหลวงชั้นตรีชนิดสามัญ โดยได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ยกฐานะเป็นพระอารามหลวงเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2521

การเดินทาง เมื่อถึงห้าแยกพ่อขุนเม็งรายกลางตัวเมืองเชียงรายให้เลี้ยวซ้ายไปตามถนนสิงหไคล จากนั้นให้ตรงไปเรื่อยๆ จนสุดทางสามแยกให้เลี้ยวซ้ายไปประมาณ 100 เมตร วัดพระแก้วจะอยู่ทางขวามือ

วัดพระธาตุดอยจอมทอง

ตั้งอยู่บริเวณริมแม่น้ำกกบนดอยเล็กๆ ชื่อว่า ดอยจอมทอง อยู่บริเวณทิศตะวันตกของตัวเมืองเชียงราย
พระธาตุดอยจอมทองแห่งนี้มีตำนานว่า สร้างมาตั้งแต่ก่อนที่จะสร้างเมืองเชียงราย ตามหลักฐานกล่าวว่า เมื่อพระพุทธศาสนาล่วงแล้ว 956 พรรษา มีพระเถระเจ้ารูปหนึ่งได้ออกเดินทางไปสู่เมืองลังกาทวีป และนำ
พระบรมสารีริกธาตุ 3 ขนาดรวม 16 องค์ ถวายแก่พระเจ้าพังคราช เจ้าเมืองโยนกนาคพัน พระองค์ได้แบ่งเป็น พระธาตุขนาดใหญ่หนึ่ง ขนาดกลางสอง รวมสามองค์ ส่งให้พญาเรือนแก้ว เจ้าเมืองไชยนารายณ์ (บริเวณอำเภอเวียงชัยในปัจจุบัน) ส่วนหนึ่งบรรจุลงมหาสถูปบนดอยทอง ขนานนามว่า “พระธาตุดอยจอมทอง” มีพิธีสรงน้ำพระธาตุทุกวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3

การเดินทาง เริ่มต้นจากห้าแยกพ่อขุนเม็งราย เข้าสู่ถนนอุตรกิจไปจนถึงสี่แยกพหลโยธิน (สายใน) เลี้ยวขวาผ่านหน้ากองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงราย และสถานีตำรวจภูธรจังหวัดเชียงรายเลี้ยวซ้าย เข้าถนนสิงหไคล ผ่านองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยสำนักงานภาคเหนือเขต 2 ตรงไปจนถึงปากทางเข้าศาลากลางจังหวัดเชียงราย เลี้ยวซ้ายเข้าถนนไตรรัตน์ผ่านวัดพระแก้ว เลี้ยวขวาผ่านโรงเรียนเชียงรายวิทยาคม เลี้ยวขวาอีกครั้งหนึ่งขึ้นดอยทอง เลยจากวัดงำเมืองราว 350 เมตร จะถึงทางขึ้นพระธาตุดอยจอมทอง

วัดร่องขุ่น

หากใครชื่นชอบในผลงานของ อาจารย์ เฉลิมชัย โฆสิตพิพัฒน์ ศิลปินชื่อดัง คงไม่พลาดที่จะเดินทางไปที่
วัดแห่งนี้ ซึ่งเดิมทีวัดร่องขุ่นนี้มีมาแต่เดิมมิใช่วัดที่สร้างขึ้นใหม่ แต่ได้รับบูรณะโดยอาจารย์ เฉลิมชัย ซึ่งสร้างพระอุโบสถหลังใหม่เป็นพระอุโบสถสีขาว คล้ายกับโบสถ์ขาวต้นแบบที่วัดมิ่งเมือง จ. น่าน ซึ่งออกแบบสร้างตามจินตนาการของเจ้าอาวาส และผลงานลวดลายปูนปั้นโดย สล่าเสาร์แก้ว เลาดี ช่างพื้นบ้านเมืองน่าน สกุลช่างเชียงแสนโบราณ สิ่งที่น่าสนใจในวัดร่องขุ่น มีมากมาย เช่น


- พระอุโบสถ เป็นโบสถ์สีขาวทั้งหลัง เริ่มก่อสร้างเมื่อ พ.ศ. 2541 ด้วยจินตนาการของอาจารย์เฉลิมชัย โดยมีลูกศิษย์คอยช่วยเหลือ รูปแบบศิลปะมีความปราณีตงดงาม ลวดลายปูนปั้นอันวิจิตรตระการตา ถูกประดับประดาไปด้วยกระจกอันแวววาว เมื่อต้องแสงอาทิตย์จะมีประกายระยิบระยับราวกับอยู่บนสรวงสวรรค์ ภายในพระอุโบสถมีจิตรกรรมฝาผนังฝีมือของ อาจารย์เฉลิมชัย

- พิพิธภัณฑ์ แสดงภาพเขียนของอาจารย์เฉลิมชัย ซึ่งมีห้องแสดงภาพและจำหน่ายภาพเพื่อนำมาเป็นทุนใน
การสร้างโบสถ์วัดร่องขุ่น

การเดินทาง วัดแห่งนี้ตั้งอยู่ที่บ้านร่องขุ่น ประมาณหลักกิโลเมตรที่ 817 บนทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1
ทางเข้าวัด บริเวณทางแยกซ้ายเข้าไปประมาณ 200 เมตร

พิพิธภัณฑ์อูบคำ

สมบัติล้ำค่าจากบรรพชนชาวล้านนา นับวันจะยิ่งสูญหายไปตามกาลเวลา อาจารย์ จุลศักดิ์ สุริยะไชย จึงสร้างพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ขึ้นด้วยทุนทรัพย์ส่วนตัว เพื่อเก็บรวบรวมโบราณวัตถุอันหาค่ามิได้ มาทำการจัดแสดงให้
คนทั่วไปได้เรียนรู้ และเข้าใจถึงรากเหง้าของความเป็นล้านนา ว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร และมีวัฒนธรรมประเพณีอันงดงามเพียงใด ชื่อของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ มาจากวัตถุชิ้นหนึ่งที่อาจารย์ได้รับตกทอดมาจากบิดา ซึ่งเป็นผู้สืบเชื้อสายจากเจ้าพระยาสุละวะฦๅไชยสงคราม (หนานทิพช้าง) เจ้าผู้ครองนครลำปาง คือ “อูบคำ” (ภาชนะใส่อาหารของกษัตริย์ ทำจากทองคำ) การจัดแสดงภายใน มีความวิจิตรตระการตาไปด้วยเครื่องทองของสูง
ผ้าผ่อน แพรพรรณ และเงินคำล้ำค่า รวมไปถึงภาพถ่ายเก่าของราชวงศ์ไทใหญ่ที่หาชมได้ยากยิ่ง ใครชื่นชอบการท่องพิพิธภัณฑ์รับรองว่าไม่มีผิดหวัง

การเดินทาง พิพิธภัณฑ์อูบคำ ตั้งอยู่ที่ บ้านเลขที่ 81/1 ถ.หน้าค่าย ต.รอบเวียง อ.เมือง จ.เชียงราย ติดกับ
ตลาดสดเด่นห้า หาพบไม่ยาก เพราะอยู่ริมถนนภายในเมือง เปิดทุกวันตั้งแต่เวลา 08.00 - 17.00 น.
ค่าเข้าชมเด็ก 50 บาท ผู้ใหญ่ 150 บาท ชาวต่างชาติ 300 บาท

เมืองโบราณเวียงกาหลง

เมืองโบราณเวียงกาหลง ตั้งอยู่บนเนินดิน ปรากฏแนวกำแพงเมืองชั้นนอกและชั้นใน สิ่งที่สำคัญที่พบในบริเวณใกล้เคียง คือเตาเครื่องเคลือบดินเผา ซึ่งมีลักษณะเฉพาะ เรียกว่า “ เตาเวียงกาหลง ” ลักษณะเด่นคือ เป็นเครื่องถ้วยที่มีน้ำหนักเบา เนื้อดินมีสีขาว สีเหลืองนวลหรือสีเทา เนื้อละเอียด สามารถขึ้นรูปภาชนะได้บางกว่าเครื่องถ้วยที่ผลิตจากแหล่งเตาอื่นๆ นิยมเคลือบถึงบริเวณเชิงของภาชนะ น้ำเคลือบใส มีทั้งสีฟ้าอ่อน สีเขียวอ่อน และสีเหลืองอ่อน หากใครสนใจแหล่งอารยธรรมโบราณแห่งนี้ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ องค์การบริหารส่วนตำบลเวียงกาหลง ต.เวียงกาหลง อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย โทร. 053-704510
(อบต.เวียงกาหลง)

การเดินทาง ตั้งอยู่บ้านป่าส้าน หมู่ที่ 5 ตำบลเวียงกาหลง ห่างจากเส้นทางหลักสายเชียงใหม่ - เชียงราย
แยกเข้าทางหลวงจังหวัดหมายเลข 1035 ไปทางอำเภอวังเหนือ จังหวัดลำปาง ประมาณ 3 กิโลเมตร จะพบ
ทางแยกซ้ายมือเข้าสู่เมืองโบราณเวียงกาหลง

พระตำหนักดอยตุง

สถาปัตยกรรมล้านนาผสมผสานกับบ้านพื้นเมืองสวิตเซอร์แลนด์ สร้างด้วยไม้ทั้งหลัง เพดานห้องโถงทำเป็นเพดานดาว มีระเบียงยื่นออกไปด้านหลัง เมื่อยืนที่ระเบียงจะเห็นทัศนียภาพของดอยตุง บริเวณขอบระเบียงมีกระบะปลูกไม้ดอกที่มีสีสันสวยงาม สิ่งก่อสร้างที่เรียบง่ายแต่งดงามหลังนี้ คือ พระตำหนักดอยตุงที่ประทับ
แปรพระราชฐานเพื่อทรงงานของสมเด็จย่าของปวงชนชาวไทย มีพิธีลงเสาเอกเมื่อ 23 ธันวาคม 2530
พระตำหนักเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมทุกวัน โดยจะมีมัคคุเทศก์ของพระตำหนักเป็นผู้นำเยี่ยมชมเป็นชุดๆ
แต่ละชุดใช้เวลาประมาณ 30 นาที

การเดินทาง จากตัวเมืองเชียงรายใช้เส้นทางสาย 110 ประมาณ กม. 870-871 เลี้ยวซ้ายขึ้นดอย 17 กม.
จะถึงพระตำหนักดอยตุง ค่าเข้าชม ท่านละ 70 บาท

สวนแม่ฟ้าหลวง

สวนไม้ดอกไม้ประดับเมืองหนาวบนพื้นที่ 25 ไร่ ภายในแอ่งที่ราบด้านทิศเหนือของพระตำหนักดอยตุง ถูกสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2534 ภายในสวนตกแต่งด้วยพันธุ์ไม้ดอกไม้ประดับสีสันสวยงาม ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเบ่งบานอวดโฉมตลอดปี กลางสวนมีประติมากรรมเด็กยืนต่อตัว มีชื่องานว่า "ความต่อเนื่อง" นอกจากแปลงไม้ประทับกลางแจ้งแล้ว ยังมีโรงเรือนสำหรับไม้ปลูกในร่ม มีจุดเด่นคือ กล้วยไม้จำพวกรองเท้านารี
ค่าเข้าชมท่านละ 80 บาท

สวนรุกขชาติแม่ฟ้าหลวง

มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงได้ทำการปรับปรุงพื้นที่ปลูกป่าและได้สร้างสวนรุกชาติขึ้นในพื้นที่ 250 ไร่บนดอยช้างมูบ ห่างจากพระตำหนักดอยตุงไปทางด้านพระธาตุดอยตุงประมาณ 7 กิโลเมตร บริเวณนี้แต่เดิมเรียกว่า
ดอยช้างมูบ มีสภาพเป็นป่าเสื่อมโทรมเพราะถูกทำลายเพื่อทำไร่เลื่อยลอย แต่ในปัจจุบันถูกปรับให้มีทัศนียภาพที่งดงาม มีการรวบรวมพันธุ์ไม้สวยงามหลากหลายชนิด โดยเฉพาะพันธุ์ไม้จำพวกกุหลาบพันปี
ค่าเข้าชมท่านละ 50 บาท

พระธาตุดอยตุง

สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองเชียงราย ตั้งอยู่บนจุดสูงสุดของดอยตุง สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าอุชุตราช ราวปี
พ.ศ.1454 เพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่อัญเชิญมาจากประเทศอินเดีย แต่เดิมมีพระธาตุเพียงองค์เดียว
ต่อมาในสมัยพญาเม็งราย ได้ทรงสร้างพระธาตุขึ้นอีกหนึ่งองค์เพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่
พระมหาวชิรโพธิเถระนำมาถวาย ดังนั้นจึงมีพระธาตุ 2 องค์ ต่อมาพระธาตุมีสภาพชำรุดทรุดโทรม จึงมีการได้บูรณะขึ้นใหม่โดยการสร้างพระธาตุองค์ใหม่ครอบพระธาตุองค์เดิมในปี พ.ศ. 2516

การเดินทาง พระธาตุดอยตุง อยู่ห่างจากตัวเมืองเชียงราย 60 กิโลเมตร ตามทางหลวงหมายเลข 110 ไป
45 กิโลเมตร แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 1149 ประมาณ 17.5 กิโลเมตร หากโดยสารรถประจำทางสามารถใช้บริการรถสองแถวสีม่วงบริเวณปากทางได้ตั้งแต่ 07.00น. มีรถออกทุก 20 นาที

ที่พัก ในแถบดอยตุงมีที่พักที่น่าสนใจหลายแห่ง หนึ่งในนั้นคือ ดอยตุง ลอด์จ ใกล้พระตำหนักดอยตุงแวดล้อมด้วยทิวทัศน์อันงดงาม อยู่ภายใต้การบริหารงานของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ฯ โทร. 053 767 015-7

ดอยแม่สลอง

วิถีชีวิตความเป็นอยู่แบบชาวจีนแถบมณฑลยูนนาน ที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม โดยปลูกชา และพืชผัก
เมืองหนาว ท่ามกลางทิวทัศน์ที่งดงามอากาศเย็นสบาย ตลอดจนอาหารการกินอันขึ้นชื่อลือชาว่าเป็นอาหารจีนแท้ๆ ตามตำหรับอาหารจีนแถบตอนใต้ มีให้เราสัมผัสได้ในเมืองไทย ณ ดอยแม่สลอง ซึ่งมี
“หมู่บ้านสันตคีรี” ของชุมชนชาวจีนฮ่อแห่งกองพล 93 ที่ตั้งหลักแหล่งบนดอยแห่งนี้มานานกว่า 40 ปี ปัจจุบัน มีประชากรประมาณ 800 หลังคาเรือน มีทั้งวัด โบสถ์คริสต์ คนในหมู่บ้านมีรายได้หลักมาจากการปลูกชาอู่หลงหากต้องการหลีกหนีความวุ่นวายในเมืองใหญ่ ดอยแม่สลองเป็นทางเลือกที่ดีอีกแห่งหนึ่ง

การเดินทาง ดอยแม่สลอง ห่างจากตัวเมืองเชียงราย 75 กม. ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมง ขับรถไปตามถนนพหลโยธิน เลยอำเภอแม่จันไปประมาณ 1 กม. บริเวณบ้านป่าซาง ตรงหลัก กม. ที่ 860 มีทางแยกซ้ายมือไป 12 กิโลเมตร ตามทางหลวงหมายเลข 1130 ต่อกับ 1234 ถึงศูนย์พัฒนาและสงเคราะห์ชาวเขาเลยจากศูนย์ฯไป 11 กิโลเมตร เป็นหมู่บ้านผาเดื่อ เลี้ยวซ้ายตรงทางแยกไปดอยแม่สลอง

ที่พัก บนดอยแม่สลองทีที่พักจำนวนมากให้เลือกสรรตามแต่รสนิยม เช่น โรงแรม เกสต์เฮ้าส์ หรือ ไร่ชา ราคาตั้งแต่ 250 ถึง 4,000 บาทต่อคืน ขึ้นอยู่กับความหรูหราและขนาดห้อง เช่น
- ดอยหมอกดอกไม้รีสอร์ท โทร. 053 765 496-7, Fax 053 765498 www.maesalongflowerhills.com
ราคา 650 - 4,000 บาท มีลักษณะเป็นรีสอร์ทห้อมล้อมด้วยสวนสวย ที่จัดแต่งอย่างลงตัวด้วยต้นไม้หลากสี
- โรงแรมแสงอรุณ ดอยแม่สลอง โทร. 053 765 029, 089 112 2808 ราคา 500 - 800 บาท เป็นโรงแรมขนาดเล็กกะทัดรัด สะอาดตา
- ไร่ชาวังพุดตาล ดอยแม่สลอง โทร. 053 765 094 โฮมสเตย์ในไร่ชา
- ภูใจใสรีสอร์ท แอนด์สปา โทร. 053 601 5559 รีสอร์ทหรู หนึ่งในสุดยอดที่พักในจังหวัดเชียงราย

“บ้านหล่อชา” หมู่บ้านชาวอาข่า

“อาข่า” หรือที่คนไทยมักเรียกว่า “อีก้อ” เป็นกลุ่มคนที่อพยพมาจากตอนใต้ของประเทศจีน ประมาณ 100 กว่าปีมาแล้ว การแต่งกายของชนเผ่านี้มักเป็นผ้าฝ้ายทอย้อม เป็นสีเข้มเกือบดำ โดยเฉพาะผู้หญิงจะมีเครื่อง ประดับมากมาย เช่น หมวกมักประดับด้วยเครื่องเงิน สลับด้วยพู่สีแดงสด สวมกระโปรงสั้นเหนือเข่า มีผ้าคาด เอวและปลอกน่องที่มีสีสันสวยงาม ผู้ชายมักจะสวมเสื้อคอกลมแขนยาวผ่าหน้า กางเกงขาก๊วยไม่มีการตกแต่ง “บ้านหล่อชา” อยู่ในโครงการหมู่บ้านท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม โดยชุมชนมีส่วนร่วม ซึ่งนักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสกับวิถีชีวิตประจำของชาวอาข่า ตามวัฒนธรรมแบบดั้งเดิม ถือเป็นการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่น่าสนใจ อีกอย่างหนึ่ง โครงการนี้ได้รับการสนับสนุนโดยสมาคมพัฒนาประชากร และชุมชน (พีดีเอ-เชียงราย)
สอบถาม รายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 053 719 167, 053 740 088

การเดินทาง ตั้งอยู่ริมถนนสายท่าตอน - แม่จัน จากลานทองวิลเลจ เลี้ยวซ้ายตามทางหลวงหมายเลข 1089 แม่จัน - ท่าตอน จนถึงสามแยกกิ่วสะไตระหว่างหลัก กม.54 - 55 ผ่านป้อมตำรวจแล้วตรงไปอีกประมาณ 1 กิโลเมตร สังเกตหมู่บ้านจะอยู่ทางซ้ายมือ ค่าเข้าชมท่านละ 40 บาท

ดอยวาวี

ท่ามกลางเทือกเขาผีปันน้ำอันสลับซับซ้อน มี “อาณาจักรแห่งดอกซากุระ” ที่ชื่อว่า “ดอยวาวี” ซ่อนตัวอยู่ แต่ดอกซากุระที่ว่านี้ ไม่ใช่ดอกซากุระจริงๆ จากแดนอาทิตย์อุทัย หากแต่เป็น “ซากุระเมืองไทย” คือ
ต้น“นางพญาเสือโคร่ง” ซึ่งในยามผลิดอกสีชมพูเพลินตาเมื่อหน้าหนาวมาเยือน ช่างงดงามอ่อนหวานเหมือนดอกซากุระสัญชาติญี่ปุ่นไม่มีผิด พญาเสือโคร่ง เป็นพันธุ์ไม้ป่าตระกูลเดียวกับบ๊วย ท้อ พลัม เชอร์รี่ และ
ซากุระ เติบโตได้ดีในพื้นที่สูงซึ่งมีอากาศหนาวเย็น ดอยวาวี จึงเป็นพื้นที่อีกแห่งหนึ่งซึ่งเราสามารถชมความงามของดอกไม้ชนิดนี้ได้อย่างเต็มตา

การเดินทาง ขับรถยนต์จากตัวเมือง ไปตามทางหลวงหมายเลข 1 ประมาณ 22 กม. จะถึงทางแยกไป
อำเภอแม่สรวย ให้เลี้ยวขวาที่บ้านปากทาง ไปตามทางหลวงหมายเลข 118 อีกประมาณ 30 กม. จะถึง
สามแยกบ้านตีนดอย ซึ่งเป็นเส้นทางท่องเที่ยวตามจุดต่างๆ บนดอยวาวี หากเดินทางด้วยรถโดยสาร
ประจำทาง ขึ้นรถสองแถวที่ อำเภอแม่สรวย - ดอยช้าง ได้ตั้งแต่เวลา 10.00 - 15.00 น. ให้บริการวันละ
3 เที่ยว ค่าโดยสารราว 30 - 40 บาทต่อคน หรือเช่าเหมารถสองแถว จากสถานีขนส่งอำเภอเมืองเชียงราย ราคาประมาณ 300 - 500 บาท สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่อบต.วาวี โทร. 053 605 950 และ
สถานีฯ เกษตรวาวีช053 605 932, 053 605 934

ดอยช้าง

นอกจาก “กาแฟวาวี” จากดอยวาวีแล้ว หลายคนคงเคยลิ้มรสกาแฟจากดอยช้างกันบ้างแล้ว เพราะบนดอย
ดังกล่าวมีแปลงวิจัยปลูกกาแฟ อาราบิกา มีโรงคั่วบด มีกาแฟคั่วบดใหม่ให้ชิม พร้อมกับการดื่มด่ำทัศนียภาพอันงดงามโดยรอบ ดอยช้าง เป็นยอดดอยสูงในเทือกดอยวาวี มีการจัดตั้งเป็นสถานีทดลองเกษตรที่สูงวาวี เพื่อส่งเสริมการปลูกพันธุ์ไม้เมืองหนาว ลดการทำไร่เลื่อนลอยของชาวเขาเผ่าต่างๆ มาตั้งแต่ พ.ศ.2529
ต่อมาเปลี่ยนรูปแบบการทำงานเป็นศูนย์บริการวิชาการด้านพืชและปัจจัยการผลิต ช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดกับการท่องเที่ยวดอยช้างคือช่วงหน้าหนาว ระหว่างเดือนตุลาคม ถึงกุมภาพันธ์ บรรยากาศกำลังโรแมนติกถึงขีดสุด

การเดินทาง ขับรถจากตัวเมืองเชียงราย ใช้ทางหลวงหมายเลข 1 มุ่งหน้าไปทาง อ.พาน ระยะทาง22 กม. เมื่อถึงหลัก กม. 807 เลี้ยวขวาเขาทางหลวงหมายเลข 118 (แม่สรวย-เวียงป่าเป้า-ดอยสะเก็ด-เชียงใหม่) ไปอีก 23 กม. จนถึงหลักกม.134 ถึงสามแยกดอยวาวี เลี้ยวขวาไปตามถนนรพช.บ้านตีนดอย-บ้านใหม่หมอกจ๋าม ผ่านทางเข้าเขื่อนแม่สรวย สภาพถนนเป็นทางลาดยาง ขับไปเรื่อยๆจะมีทางแยกซ้ายมือ ขึ้นดอยชัน มีป้ายบอกทางไปบ้านดอยช้าง ระยะทาง 22 กม. รถยนต์ที่ใช้ต้องเป็นรถขับเคลื่อนสี่ล้อเท่านั้น ไม่แนะนำ
การเดินทางด้วยรถประจำทาง เพราะค่อนข้างยุ่งยาก เนื่องจากต้องติดต่อให้ชาวบ้านจัดรถมารับ ค่าใช้จ่ายตามแต่ตกลงกัน

ที่พัก นักท่องเที่ยวสามารถพักค้างคืนโดยนอนกางเต๊นท์เพื่อสัมผัสธรรมชาติที่แท้จริงได้ หรือถ้าไม่สะดวกก็มีที่พักแบบอื่นๆ ให้เช่นกัน สอบถามรายละเอียดที่ สถานีวิจัยเกษตรที่สูงดอยช้าง โทร.053 605 932 ,
053 605 955 , 053 605 934

แม่สาย ชายแดนไทย - พม่า และ ตลาดท่าขี้เหล็ก

ผู้คนมากหน้าหลายตาเดินขวักไขว่ริมถนนที่มีข้าวของมากมายวางขายอย่างอิสระ ทั้งของกินของใช้ ขนมนมเนย และเสื้อผ้าอาภรณ์ นี่คือภาพที่สามารถเห็นได้อย่างชินตาที่ “แม่สาย” บริเวณชายแดนไทย - พม่า แม่สายเป็นอำเภอที่อยู่เหนือสุดของประเทศไทย ติดกับพรมแดนประเทศพม่า โดยมีแม่น้ำรวกแบ่งเขตแดนซึ่งมี สะพานข้าม โดยเป็นที่ตั้งของด่านตรวจคนเข้าเมืองของทั้งสองประเทศ เมื่อข้ามสะพานมาแล้ว ในฝั่งไทยจะมี “ตลาดชายแดนแม่สาย” ส่วนในพม่ามี “ตลาดท่าขี้เหล็ก” ตลาดฝั่งไทยส่วนใหญ่ขายสินค้าที่มามาจากจีน โดยขนส่งทางเรือ แล้วมาขึ้นที่ท่าเรือเชียงแสน เช่น สินค้าของฝากจำพวกผลไม้อบแห้ง ขนมประเภทต่างๆ และเครื่องใช้ไฟฟ้าจากประเทศจีนเป็นจำนวนมาก ส่วนตลาดฝั่งพม่าอยู่ในอำเภอท่าขี้เหล็กของประเทศ
ดังกล่าว คนไทยนิยมข้ามไปซื้อซีดีเพลงและภาพยนตร์ซึ่งราคาถูก เพราะไม่ใช่สินค้าลิขสิทธิ์ เนื่องจากทางพม่าไม่มีกฎหมายที่เคร่งครัดในเรื่องดังกล่าวแต่อย่างใด การซื้อขายจึงเป็นไปอย่างคึกคัก จุดดังกล่าวเป็นบริเวณที่มีผู้คนหลากหลายเชื้อชาติผ่านเข้าออก เนื่องจากมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาอย่างไม่ขาดสาย ทั้ง
นักท่องเที่ยวชาวไทย พม่า และชาวจีนที่ขับรถลงมาจากเมืองเชียงรุ่ง แขวงสิบสองปันนา

การข้ามแดน คนไทยทำเรื่องที่ฝั่งไทย เตรียมบัตรประชาชนให้พร้อม จ่ายค่าธรรมเนียม 40 บาท การดำเนินการใช้เวลาไม่นานและไม่ยุ่งยาก เมื่อจะเข้าฝั่งพม่าเสียค่าใช้จ่ายให้ทางนั้นอีก 10 บาท แค่นี้ก็เข้าไปจับจ่ายใช้สอยได้อย่างสบายใจ แต่ข้อควรระวังคือ ต้องเลือกของให้ดี อย่าเห็นแก่ของถูก เพราะอาจหมดอายุหรือไม่มีคุณภาพ นอกจากนี้ มีข้อควรรู้คือ 1 กิโลกรัมของฝั่งพม่า เท่ากับ 8 ขีดของบ้านเรา และเวลาที่นั่นช้ากว่าไทยประมาณครึ่งชั่วโมง จุดผ่านแดนเปิดทุกวัน เวลา 06.30 - 18.30 น. สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่
สถานที่ออกหนังสือผ่านแดน อำเภอแม่สาย โทร. 053 731 259

วัดพระธาตุดอยเวา

พระธาตุดอยเวา ตั้งอยู่บนดอยริมฝั่งแม่น้ำแม่สาย ตามประวัติกล่าวว่า พระองค์เวาหรือเว้าผู้ครองนครโยนกนาคพัน สร้างขึ้นเพื่อบรรจุพระเกศาธาตุองค์หนึ่งเมื่อ พ.ศ. 364 นับเป็นพระบรมธาตุที่เก่าแก่องค์หนึ่ง รองมาจากพระบรมธาตุดอยตุง นอกจากนี้บนยอดดอยเวายังเป็นจุดที่สามารถชมทิวทัศน์ของอำเภอแม่สาย และ
ท่าขี้เหล็กทางฝั่งพม่าได้อย่างชัดเจน

การเดินทาง วัดพระธาตุดอยเวาตั้งอยู่ในตลาดแม่สายติดชายแดนไทยพม่า ก่อนถึงด่านแม่สาย ประมาณ 100 เมตร เดินเข้าไปในซอยเล็กๆ ด้านซ้ายมือ จะพบกับวัดดังกล่าว

ภูชี้ฟ้า

แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่มีชื่อเสียงมากที่สุดแห่งหนึ่งของจังหวัดเชียงราย จะเป็นที่ใดไปไม่ได้ นอกจาก “ภูชี้ฟ้า” ซึ่งตั้งอยู่บนเทือกเขาสูงทางตะวันออก มีลักษณะเป็นหน้าผาสูงเป็นแนวยาว เลาไปตามแนวชายแดนระหว่างไทยกับลาว จุดที่สูงสุดสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางถึง 1,628 เมตร จุดเด่นของที่นี่ คือ ความสวยงามที่ไม่ซ้ำแบบใคร ของหน้าผาสูงที่ยื่นออกไปกลางอากาศ และทิวทัศน์อันงดงามราวกับภาพวาด ทุกๆปี จะมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาจากทุกสารทิศ จุดมุ่งหมายคือการพิชิตยอดภูชี้ฟ้า เพื่อสัมผัสกับความงามและอากาศที่หนาวเย็น แน่นอนว่าฤดูกาลที่เหมาะสมที่สุด คือ หน้าหนาว และหากต้องการชมทุ่งดอกไม้สีชมพูอมม่วง ที่มีชื่อน่ารักน่าชังว่า “ดอกโคลงเคลง” สามารถเดินทางมาได้ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ถึง มกราคม และในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ จะได้ชมดอกเสี้ยวสีขาวอมชมพูที่สวยงามไม่แพ้กัน

การเดินทาง ภูชี้ฟ้า อยู่ห่างจากตัวเมืองเชียงรายประมาณ 111 กิโลเมตร ใช้เส้นทางสาย เชียงราย - เทิง - ภูชี้ฟ้า จอดรถยนต์ได้ที่ลานจอดรถบนภู จากนั้นเดินเท้าขึ้นสู่ยอดภูประมาณ 700 เมตร หากเดินทางด้วยรถประจำทาง ให้นั่งลงรถที่ตัวเมืองเชียงราย แล้วต่อรถไปยังอำเภอเทิง จากนั้นใช้บริการรถโดยสาร สายเทิงขึ้นภูชี้ฟ้า หรือใช้บริการรถเช่าขึ้นไปถึงลานจอดรถ

ที่พัก วนอุทยานแห่งชาติ ภูชี้ฟ้า จัดพื้นที่สำหรับกางเต๊นท์นักท่องเที่ยวไว้ให้ นอกจากนี้ยังมีรีสอร์ทมากมายไว้รองรับนักท่องเที่ยว สนนราคาขึ้นอยู่กับโลเกชั่นและความ เก๋ไก๋ เช่น เฮือนดอกเสี้ยว ราคา 250 - 500 บาทต่อคืน มีอาหารปลอดสารพิษบริการ ทั้งผักสด น้ำพริกมะขาม และรถด่วนภูชี้ฟ้า โทร. 089-8518447 ,
089-8525144 www.dorksiow.com ภูชี้ฟ้าอินน์ ราคา 1,000 - 3,500 บาท ต่อคืน บ้านพักกึ่งรีสอร์ท วิวดีมีเครื่องอำนวยความสะดวกมากมาย โทร. 053 918 225 www.phucheefahinn.com

สามเหลี่ยมทองคำ (Golden triangle)

พื้นที่รอยต่อระหว่างสามประเทศ ได้แก่ จังหวัดเชียงราย ประเทศไทย แขวงบ่อแก้ว ประเทศลาว และจังหวัดท่าขี้เหล็ก ประเทศพม่า เรียกว่า “สามเหลี่ยมทองคำ” มีลักษณะเป็นพื้นที่สามเหลี่ยมบรรจบกัน โดยมีแม่น้ำโขงตัดผ่านชายแดนไทย และลาว นับเป็นพื้นที่เศรษฐกิจที่สำคัญอย่างยิ่ง สามเหลี่ยมทองคำในส่วนของประเทศไทย อยู่ในเขตบ้านสบรวก อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย มีท่าเรือขนาดเล็กขนส่งสินค้าไปยังประเทศจีน และลาว บริเวณดังกล่าวเป็นจุดบรรจบของแม่น้ำโขงและแม่น้ำรวกเรียกว่า “สบรวก” ในอดีตเคยเป็นแหล่งค้าฝิ่น แต่ปัจจุบันมีความสำคัญในทางเศรษฐกิจ เนื่องจากเป็นแหล่งขนถ่ายสินค้าที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของไทย และกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวรอยต่อระหว่างประเทศ เพราะมีทิวทัศน์สวยงาม
กิจกรรมแนะนำ
1. การเที่ยวชมทิวทัศน์บริเวณต่างๆ อาจนั่งเรือล่องตามแม่น้ำโขง ค่าเช่าเรือประมาณ 300 - 400 บาท
(นั่งได้ 6 คน)
2. ล่องแม่น้ำโขงไปเที่ยวทางตอนใต้ของประเทศจีนเช่น สิบสองปันนา และคุนหมิง ติดต่อได้ที่บริษัททัวร์ในจังหวัดเชียงรายซึ่งมีอยู่มากมาย
3. การชมวิวซึ่งมองเห็นประเทศเพื่อนบ้านได้อย่างชัดเจน ให้ขึ้นไปบนดอยเชียงเมี่ยง ริมแม่น้ำโขง หากมองจากฝั่งไทยไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ จะเห็นหมู่บ้านในฝั่งลาว

การเดินทาง ขับรถยนต์มาตามทางหลวงหมายเลข 10 เมื่อผ่านอำเภอแม่จัน ให้เลี้ยวขวาเข้าทางหลวง
หมายเลข 1016 (แม่จัน - เชียงแสน) ระยะทาง 29 กิโลเมตร ก่อนถึงกำแพงเมืองเกาเชียงแสนมีสี่แยก ให้เลี้ยวซ้าย จะมีป้ายบอกทางไปสามเหลี่ยมทองคำ หรือเลือกทางตรงไปผ่านอำเภอเชียงแสน จากนั้นเลี้ยวซ้ายไปตามถนนเลียบน้ำโขงอีก 12 กิโลเมตร ส่วนการเดินทางโดยรถประจำทางให้นั่งรถทัวร์จากตัวเมืองเชียงราย สายเชียงราย - เชียงแสน ลงที่ตลาดเชียงแสนแล้วต่อรถสองแถวสายเชียงราย - สบรวก

หอฝิ่นอุทยานสามเหลี่ยมทองคำ

หอฝิ่น เป็นศูนย์นิทรรศการแสดงประวัติความเป็นมาของฝิ่น เมื่อสมัยที่มีการใช้กันอย่างถูกกฏหมาย และผลกระทบของการเสพติดฝิ่น อีกทั้งยังทำหน้าที่ศูนย์ข้อมูลเพื่อการค้นคว้าวิจัย และการศึกษาต่อเนื่องในหัวข้อฝิ่น สารสกัดจากฝิ่นในรูปแบบต่างๆ และยาเสพติดอื่นๆ ตัวอาคารล้อมรอบด้วยสวนที่จัดขึ้นมาอย่างสวยงามน่าชม เปิดให้เข้าชมทุกวัน ยกเว้นวันจันทร์ ระหว่างเวลา 08.30 - 16.00 น.

ค่าเข้าชมบุคคลทั่วไป ต่างชาติ 300 บาท คนไทย 200 บาท ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป 50 บาท เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี 50 บาท (เฉพาะคนไทย) เด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี เข้าฟรี

ที่พัก แถบสามเหลี่ยมทองคำมีที่พักหลายแห่งให้เลือกสรร ในที่นี้ขอแนะนำ “เกรทเธอร์ แม่โขง ลอด์จ”
ห้องพักและบ้านพักตามไหล่เขา บริเวณอุทยานสามเหลี่ยมทองคำ อยู่ภายใต้การบริหารงานของมูลนิธิ
แม่ฟ้าหลวงฯ โทร. 053 784 450

แนะนำร้านอาหารในเชียงราย

ไปถึงเชียงราย ก็ต้องกินอาหารเหนือ ร้านอาหารพื้นเมืองที่มีชื่อเสียงได้แก่
- ร้าน“สลุงคำ” ที่แปลว่า ขันทองคำ เจ้าของเป็นคนเจียงฮายแต๊ๆ ร้านตั้งอยู่ในตัวเมือง ห่างจากแยก
พ่อขุนเม็งรายราว 500 เมตร ตกแต่งร้านแนวล้านนาผสมยุโรป ดูดีมีเอกลักษณ์ เมนูเด็ดคือ แกงฮังเล แคปหมู น้ำพริกหนุ่ม เมนูพื้นๆ แต่อร่อยเด็ด เปิดทุกวัน ตั้งแต่เวลา 10.30 - 22.30 น. โทร. 053-717-192

- ร้านอาหาร “มุมไม้” มีเมนูอาหารพื้นเมือง อาหารไทยภาคกลาง และอาหารฝรั่งไว้บริการ เมนูแนะนำคือ
แกงแคไก่ และห่อหมกขนมครก เป็นอาหารคาวสูตรเด็ดของทางร้าน ตั้งอยู่มุมถนนสาย 1211 ไปทางตะวันตกของใจกลางตัวเมืองถนนสันโค้งหลวง ตกแต่งร้านแบบพื้นเมือง

แนะนำของฝาก

- ผ้าทอพื้นเมือง มีมากมายหลายรูปแบบ ถือเป็นโอท็อปขึ้นชื่อของเชียงราย ราคาขึ้นอยู่กับชนิดและความปราณีตของการทอ หาซื้อได้ที่ “ศูนย์จำหน่ายผลิตภัณฑ์โอท็อป” ในตำบลต่างๆ

- เครื่องเงินทำมือ และเครื่องประดับจากชนเผ่าต่างๆ เนื่องจากเชียงรายมีชาวไทยภูเขาอาศัยอยู่หลากหลายเผ่า แต่ละเผ่ามีการแต่งกายที่สวยงามเป็นเอกลักษณ์ โดยเฉพาะเครื่องเงิน นักท่องเที่ยวสามารถหาซื้อได้ที่ เชียงราย ไนท์บาซาร์ ซึ่งเปิดทุกวันตั้งแต่เวลา 18.30 - 23.00 น.

- อาหารพื้นเมือง เช่น แคปหมู น้ำพริกหนุ่ม และแหนม หาซื้อได้ตามตลาดทั่วไปในท้องถิ่น รับรองคนรับ
ได้อิ่มแปล้กันทุกราย


13 กันยายน 2554 04:26:45

 
 
   
 
  เชียงราย
  ข้อมูลทั่วไป
  ข้อมูลน่ารู้ก่อนเดินทาง
  เกร็ดความรู้ที่ควรทราบ
  สถานที่ท่องเที่ยวและกิจกรรมแนะนำ
  ท่องเที่ยวตามงบประมาณ
  บันทึกการเดินทางประทับใจ
  ผู้จัดการพาชิม
 
 
 
 
 
   
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
   
พฤษภาคม
2555
<  >
 
   
 
     
   
 
เลือกจังหวัดในประเทศไทย