ดินแดนแห่งแม่น้ำงามและเทือกเขาแอลป์
เสมือนหนึ่งเมืองในหุบเขา ล้อมรอบด้วยเทือกเขาแอลป์ ที่สูงตระหง่านและ ปกคลุมด้วยหิมะตลอดทั้งปี และด้วยความที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำอินน์ จึงได้ชื่อว่า “อินน์สบรูก” หนึ่งในเมืองท่องเที่ยวสำคัญ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของออสเตรีย โดดเด่นและงดงามด้วยอาคารบ้านเรือนหลังเล็กหลังน้อย ที่ทาด้วยสีเหลือง สีส้มกับถนนสายเล็กๆ ที่ปูด้วยอิฐงดงามวิจิตรสมกับเมืองต้นกำเนิดของคริสตัล ชื่อดังก้องโลก อย่าง “สวารอฟสกี้”

|
- Golden Roof หรือหลังคาทอง สัญลักษณ์สำคัญของเมืองอินน์สบรูก ซึ่งตั้งอยู่ในเขตเมืองเก่า สร้างขึ้นโดยจักรพรรดิ Friedrich ที่ 4 ในช่วงต้นศตวรรษที่ 15 สำหรับเป็นที่ประทับของผู้ปกครองแคว้นทิโรล ต่อมาจักรพรรดิ Maximilian ทรงปรับเปลี่ยนโกลเด้นรูฟให้เป็นสไตล์โกธิกผสมบาโร้ก และได้ทรงตกแต่งส่วนของหลังคาที่ยื่นออกมาจากระเบียงด้วยทองคำแท้ จำนวน 2,738 แผ่น เพื่อใช้เป็นที่ทอดพระเนตรการแข่งขันหรือเทศกาลต่างๆ ที่จัดขึ้นบริเวณจัตุรัสด้านหน้าที่ประทับ ขณะที่ด้านหน้าตกแต่งด้วยภาพวาดของศิลปินชื่อดังหลายคนในยุคนั้น เพื่อสื่อถึงความยิ่งใหญ่ของแคว้นทิโรล ปัจจุบันโกลเด้นรูฟกลายเป็นสำนักงานการประชุมอัลไพน์นานาชาติ
 |
- Imperial Palace หรือพระราชวังหลวง สร้างขึ้นโดยจักรพรรดิ Siegmund ในช่วงปี ค.ศ.1460 ในสไตล์ โกธิก ต่อมาได้รับการสร้างใหม่เพิ่มเติมให้เป็นสไตล์บาโร้ก ซึ่งมีรายละเอียดบางอย่างเป็นสไตล์ร็อกโคโค ในระหว่างปี ค.ศ.1754 - 1773 โดยจักรพรรดินี Maria Theresa ตัวพระราชวังประกอบไปด้วยห้องต่างๆ รวม 25 ห้อง มีห้องโถงตรงกลาง ตกแต่งด้วยโทนสีขาวและทอง ประดับฝาผนังด้วยรูปภาพของราชวงศ์ฮับส์บูวร์ก ด้านนอกของตัวพระราชวังตกแต่งด้วยสวนดอกไม้ขนาดย่อม เปิดให้ชมทั้งปีตั้งแต่เวลา 9 โมงเช้า - 5 โมงเย็น |
 |
| - Ambras Castle หรือพระราชวัง Ambras สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 16 โดยจักรพรรดิ Ferdinand ที่ 2 แห่งออสเตรีย และเป็นที่ประทับที่พระองค์ทรงโปรดปรานมากที่สุด โดยในส่วนของพระราชวังนั้นแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ ส่วนบนกับส่วนล่าง ส่วนบนเป็นสถานที่เก็บรวบรวมภาพเหมือนของราชวงศ์ฮับบวร์ก และผลงานศิลปะของศิลปินชื่อดังต่างๆ เช่น Lukas Cranach, Anton Mor, Tizian, Van Dyck และ Diego Velásquez เป็นต้น สำหรับส่วนล่างนั้นจะเป็นพิพิธภัณฑ์ที่เก็บสิ่งของหลากหลายที่ได้มาจากการขยายอาณาจักรในยุคเริ่มต้นของแคว้นทิโรล เช่น อาวุธ หนังสือ ปะการัง งาช้าง เขาสัตว์ เป็นต้น พระราชวัง Ambras เปิดให้เข้าชมทุกวัน ตั้งแต่เวลา 10 โมงเช้า ถึง 5 โมงเย็น ในเดือนสิงหาคมจะเปิดถึง 6โมงเย็น แต่จะปิดให้เข้าชมในเดือนพฤศจิกายน สำหรับค่าเข้าชม ผู้ใหญ่ 8 ยูโร (เมษายน - ตุลาคม) ข้อมูลเพิ่มเติมที่นี่ |
 |
- Cathedral St.James โบสถ์ใหญ่สไตล์บาโร้ก ที่โดดเด่นด้วยหอคอยคู่สีเขียว ตั้งตระหง่านอยู่กลางเขตเมืองเก่า ออกแบบโดย Johann Jakob Herkommer สถาปนิกชื่อดัง ต่อมาได้รับการตกแต่งเพิ่มเติมโดยพี่น้องตระกูล Asam ซึ่งผสมความเป็นโกธิกเข้าไป ภายในโบสถ์ประดับประดาด้วยภาพวาดฝาผนังของศิลปินชื่อดังชาวเยอรมัน Lucas Cranach เปิดให้เข้าชมได้ตั้งแต่เวลา 7.30 - 18.30 น. (26 ตุลาคม - 11 พฤษภาคม) และ 7.30 - 19.30 น. (2 พฤษภาคม - 25 ตุลาคม)
|
- Swarovski Crystal Worlds สัมผัสมนต์เสน่ห์ของโลกแห่งคริสตัลที่ Swarovski Crystal Worlds ศูนย์รวมผลงานและผลิตภัณฑ์ของเครื่องประดับคริสตัลอันเลื่องชื่อของโลก "สวารอฟสกี้" ซึ่งมีต้นกำเนิดที่เมืองอินน์สบรูกแห่งนี้ ย้อนไปเมื่อปี ค.ศ.1995 เนื่องในโอกาสครบรอบ 100 ปีของการก่อตั้ง และเพื่อจุดกระแสความนิยมคริสตัล สวารอฟสกี้จึงได้สร้างอาณาจักรคริสตัลแห่งนี้ขึ้นมา โดยออกแบบให้มีความหรูหราอลังการตามแบบฉบับของคริสตัลอันสูงค่า

|
ผู้สนใจเข้าชมสามารถเข้าชมและเลือกซื้อสินค้าได้ตั้งแต่เวลา 8.00 - 18.00 น. (พฤศจิกายน - มีนาคม)
|
เวลา 8.00 - 18.30 น. (เมษายน - พฤษภาคม) เวลา 8.00 - 19.30 น. (มิถุนายน - สิงหาคม)
และเวลา 8.00 - 18.30 น. (กันยายน - ตุลาคม) โดยจะปิดให้บริการในวันปีใหม่, วันที่ 1 - 2 พฤศจิกายน,
วันที่ 25 - 26 ธันวาคมของทุกปี สำหรับค่าเข้าชม ผู้ใหญ่คนละ 9.50 ยูโร (ประมาณ 475 บาท) |
ที่พักแนะนำ
- Innsbruck Hotel โรงแรมระดับ 4 ดาว (4 ดาวเป็นระดับที่สูงที่สุดในเมืองอินน์สบรูก) ที่ตกแต่งในสไตล์โมเดิร์น สร้างขึ้นตั้งแต่ปีค.ศ.1976 บนถนน Innrain นอกจากจะอยู่ในโลเกชั่นที่เหมาะสำหรับการเดินทางไปยังสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญต่างๆ ภายในเขตตัวเมืองเก่า และรายล้อมไปด้วยร้านค้า ร้านขายของที่ระลึก บาร์ หรือร้านอาหารต่างๆ ในเมืองอินน์สบรูกแล้ว ยังใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีจากโรงแรมไปยังสนามบิน กับห้องพักที่ตกแต่งอย่างสวยงาม ด้วยของใช้พื้นเมืองที่โดดเด่นไม่เหมือนใครนอกจากนี้ Innsbruck Hotel ยังมีบริการห้องอาหารและภัตตาคารที่มีให้เลือกมากมายจากหลายชาติอีกด้วย
- Sport Penz Hotel โรงแรมระดับ 4 ดาว ที่สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1974 ตกแต่งด้วยเครื่องประดับอันทันสมัย ตั้งอยู่บนถนน Furstenweg ซึ่งอยู่ใจกลางเมืองอินน์สบรูก จึงสะดวกอย่างยิ่งสำหรับการเดินทางไปยังสถานที่ท่องเที่ยวภายในเมืองอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ยังโดดเด่นด้วยเรื่องการบริการที่อบอุ่น และการเอาใจใส่ของพนักงานโรงแรม ที่ได้รับการอบรมการให้บริการมาเป็นอย่างดี ที่นี่ยังมีเครื่องอำนวยความสะดวกสำหรับแขก ผู้รักกีฬาหรือกิจกรรมกลางแจ้งให้เลือกเล่นหลายประเภทอีกด้วย
- Hilton Hotel หนึ่งในโรงแรมที่ดีที่สุดในอินน์สบรูก สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1972 ในสไตล์โมเดิร์น โดยโรงแรมนี้สามารถรองรับได้ทั้งผู้มาเยี่ยมเยือนระดับสูง และนักท่องเที่ยวที่หาที่พักราคาสบายกระเป๋า นอกจากนี้ยังมี ชื่อเสียงและได้รับการยอมรับ ทางด้านการตกแต่งห้องที่สวยหรู งดงาม ตั้งอยู่บนถนน Salurnerstrasse ในใจกลางอินน์สบรูก จึงทำให้สามารถเดินทางท่องเที่ยวไปยังสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆ ได้อย่างสะดวกสบาย นอกจากนี้ ยังมีภัตตาคารอาหารนานาชาติ ซึ่งมีพ่อครัวมือระดับพระกาฬหลายคนคอยปรุงอาหารรสเลิศพร้อมบรรยากาศอันแสนอบอุ่นอีกด้วย
- Central Hotel หนึ่งในโรงแรมอันแสนงดงามในอินน์สบรูก สร้างขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ.1884 ในเขตเมืองเก่า โดยมีเป้าหมายในการบริการลูกค้าทุกระดับ ด้วยจำนวนห้องที่มากมาย รวมไปถึงระดับราคาที่แตกต่างกัน เพื่อให้เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวทุกระดับ ที่นี่จึงประกอบไปด้วยห้องพักหลายประเภท ที่คอยบริการพร้อมด้วยเครื่องตกแต่งที่ครบครันภายในห้องพัก นอกจากนี้โรงแรมแห่งนี้ยังเป็นที่รู้จัก และให้การยอมรับกันในหมู่ นักท่องเที่ยวในเรื่องความสะอาด ความสะดวกสบาย และความปลอดภัย
ร้านอาหารแนะนำ
- The Hofgartencafe ตั้งอยู่สุดถนนในสวนโรแมนติกใจกลางเมืองอินน์สบรูก โดดเด่นด้วยเครื่องดื่มค็อกเทลนานาชนิดจากนานาชาติ ไม่ว่าจะเป็นแบบต้นตำหรับสไตล์ออสเตรียน แบบสแปนิช แบบอาเจนไตน์ หรือแบบชิเลียน รวมไปถึงเบียร์สดที่เป็นเอกลักษณ์ของแคว้นทิโรล ขณะที่อาหารแนะนำคือ ซี่โครงไก่ ที่เสิร์ฟพร้อมขนมปังกระเทียมและผักนึ่งอันหอมหวน เปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่ 11 โมงเช้าถึง 24.00 น.
- Da Peppino ร้านอาหารสไตล์อิตาเลียนที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เพราะมีเมนูที่หลากหลายผลัดเปลี่ยนไปแต่ละเดือน จึงไม่ซ้ำซากจำเจ อีกทั้งใช้วัตถุดิบที่สดใหม่ ซึ่งนำเข้ามาจากอิตาลีโดยตรง ทำให้อาหารมีรสชาติที่ดีตามแบบฉบับของอิตาลีอย่างแท้จริง นอกจากนี้ยังมีไวน์องุ่นรสชาตินุ่มคอส่งตรงมาจากเกาะซิซิลีให้ได้ลิ้มลองกันอีกด้วย เพราะฉะนั้นถ้าจะให้ดีควรสำรองที่นั่งไว้ล่วงหน้า เนื่องจากร้านมีขนาดค่อนข้างเล็ก ร้านนี้เปิดให้บริการตั้งแต่วันอังคารถึงวันเสาร์ เวลา 6 โมงเย็นถึงเที่ยงคืน และปิดให้บริการในเดือนสิงหาคมของทุกปี
- Ottoburg Restaurant โดดเด่นด้วยตัวอาคารในสไตล์โกธิก ซึ่งตกแต่งด้วยสีเทาและแดง สร้างขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 15 บริเวณตรงข้ามกับสะพานอินน์ ทำให้ที่นี่ได้ชื่อว่าเป็นร้านอาหารที่มีบรรยากาศยอดเยี่ยม ที่สุดแห่งหนึ่งในอินน์สบรูก สไตล์ของอาหารร้านนี้จะเป็นแบบออริจินัลของแคว้นทิโรล ที่มีเมนูให้เลือก มากมาย เปิดให้บริการทุกวันโดยจะแบ่งเป็น 2 ช่วงเวลา คือช่วง 10 โมงเช้าถึงบ่าย 2 โมงครึ่ง และช่วง 6 โมงเย็นถึงเที่ยงคืน
- Augustinerbräu Goldener Engl โรงเบียร์สไตล์บาวาเรียนแห่งแรกในแคว้นทิโรล ที่นำเอาสูตรการหมักเบียร์ตามแบบบาวาเรียอันเลื่องชื่อ มาปรับเปลี่ยนให้ถูกคอเข้ากับชาวอินน์สบรูก หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า
“Beer Dungeon” ที่นี่จะมีบริการเบียร์ให้เลือก 3 แบบด้วยกัน ได้แก่ Edelstoff, Herby beer และ White beers ซึ่งแต่ละแบบจะมีสีและรสชาติที่เข้มข้นแตกต่างกันไปแล้วแต่คนชอบ นอกจากนี้ ยังมีไส้กรอก เพล็ตเซลส์ และอาหารมื้อหนักอย่างหมูห่อเบคอน เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่ 9 โมงเช้าถึงเที่ยงคืน
|