Wi-Fi Experience@KBank
ค้นหา:
Join:
Home / Travel / หนีกรุง / City Detox / เสน่ห์เมืองไทยในมุมมองของ พลอย มัลลิกะมาส

City Detox


Send To Friend

 
Share |
 
 

เสน่ห์เมืองไทย ในมุมมองของ พลอย มัลลิกะมาส

เธอไม่เรียกตัวเองว่า นักเขียน แต่เรียกว่า นักหัดเขียน และไม่เรียกตัวเองว่า
นักเที่ยว แต่เป็น นักหัดเที่ยว แต่เธอมีผลงานเขียนจากการท่องเที่ยวออกมามากมายในสไตล์ของเธอเอง เป็นผู้ที่เดินทางไปเมืองนอกบ่อยมาก มีเพื่อนฝรั่งมากหน้าหลายตา และจากคำบอกเล่าของเพื่อนฝรั่งนี่เอง ทำให้เธอหัดเที่ยวเมืองไทย และพบว่า... เมืองไทยมีเสน่ห์น่าเที่ยวกว่าเมืองใดในโลก เธอคือ พลอย
มัลลิกะมาส

หลังจากเรียนจบจากคณะรัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ เธอก็เริ่มทำงานที่ โอกิลวี่ เอเยนซี่โฆษณาอันดับหนึ่งของ
เมืองไทย ในแผนก Client Service ซึ่งได้เรียนรู้อะไรมากมาย แต่งานโฆษณาก็เอาเวลาของเธอไปเกือบหมด
จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่ทำให้เธอตัดสินใจลาออกจากงานประจำก็เพราะคุณแม่ป่วย และเธอรู้สึกว่ายังไม่ได้ทำหน้าที่ของลูกที่ดี หากยังไม่ได้ทำอะไรให้คุณแม่ตอนนี้ เธอจะเสียใจไปตลอดชีวิต จากวันนั้นจนปัจจุบัน เธอก็
เขียนหนังสืออย่างต่อเนื่อง แรก ๆ เป็นคอลัมนิสต์ตามนิตยสารต่าง ๆ จนกระทั่งเกิดอยากรวมเล่ม จึงเป็น
จุดเปลี่ยนที่ทำให้เขียนหนังสือเรื่อยมาจนทุกวันนี้

“พอมีเวลาว่าง ไม่ต้องทำงานประจำ ก็เริ่มหัดเดินทาง หัดไปเที่ยว คือเวลาไปเที่ยวเองกับไปกับที่บ้านมันไม่
เหมือนกัน จริง ๆ แล้วก็เที่ยวเมืองไทยมาตั้งแต่เด็ก พอปิดเทอมพ่อกับแม่จะพาขับรถลงใต้ ทริป 10 วัน เที่ยวไปเรื่อย ๆ ชุมพร สุราษฎร์ฯ จนถึงนราธิวาส แต่ที่บอกว่าหัด คือเดินทางต่างประเทศต้องวางแผน ไปยังไง อยู่ที่ไหน แล้วก็เริ่มเขียนมาเรื่อย ๆ พลอยชอบอ่านหนังสือ ชอบอ่านวรรณกรรมเด็ก ชอบอ่านการ์ตูน หนังสือ
ท่องเที่ยว คนจะเริ่มเที่ยวใหม่ ๆ ก็อ่านหนังสือประเภทนี้แหละค่ะ ก็รู้สึกว่าเรื่องเที่ยวมันเหมือนการแบ่งปันประสบการณ์ พอเที่ยวมาเยอะ ๆ เริ่มมาจากไปเที่ยวเมืองนอก พวกเพื่อนฝรั่ง พอรู้ว่าเรามาจากเมืองไทย จะมีอาการกรี๊ดกร๊าด ทุกคนจะบอกว่าเมืองไทยน่าเที่ยว เราก็ยังไม่เข้าใจที่เค้าพูดว่ามันคืออะไร จนกระทั่งมีโอกาสได้ไป ถึงได้รู้ว่าที่มันพูดว่าเมืองไทยน่าเที่ยว น่าอยู่ สวยที่สุด เป็นเรื่องจริง”

เพราะเธอเที่ยวต่างประเทศมามากและเขียนหนังสือท่องเที่ยวด้วย เธอจึงสามารถเปรียบเทียบเมืองไทยกับเมืองนอกได้อย่างที่ตาเห็น
“ทะเลไทยก็สวยกว่าทะเลทั้งหลาย ค่าครองชีพก็ถูกกว่า อย่างไปกระบี่...มันก็ไม่มีอะไรด้อยไปกว่ามัลดีฟ
เพียงแต่ว่าคนส่วนใหญ่ยังติดค่านิยม คิดว่าไปเมืองนอกแล้วมันดีกว่า พลอยว่าไม่จริงหรอก ตัวพลอยเอง พอเที่ยวเมืองนอกเยอะ ๆ พลอยมองเมืองไทยเปลี่ยนไป รู้สึกว่ามันมีอะไรน่าสนุก พลอยชอบไปเดินงานไทยเที่ยวไทยนะ จะไปเจออะไรที่น่าสนใจ อย่างไปเจอรีสอร์ทอันนึงที่ทับแขก จังหวัดกระบี่ ชอบมาก หรือเรื่องวิว พลอยยืนยันว่าทะเลใต้เราสวยกว่า ถูกด้วย ใต้ทะเลเราก็สวยกว่า แล้วก็เที่ยวได้ในราคาที่ต่างกันมาก”

สถานที่ท่องเที่ยวสวยงามในเมืองไทย แม้ว่าบางครั้ง บางแห่ง การจัดการอาจจะยังไม่สมบูรณ์แบบ
แต่พลอยกลับมองว่า นั่นคือเสน่ห์ของเมืองไทย

“การจัดการที่ไม่สมบูรณ์แบบ มองอีกมุมหนึ่งมันเป็นเสน่ห์ของบ้านเรา ที่จริงบ้านเราก็มีบ่อน้ำร้อนดีเหมือนญี่ปุ่น แต่การจัดการของเรายังสู้เค้าไม่ได้ จะพูดยังไงมันก็ไม่ดีไปกว่านี้ ก็ต้องอยู่กับมันอย่างมีความสุข พอใจในสิ่งที่มีอยู่ เพื่อนพลอยที่ไปอยู่เมืองนอก วันแรกที่ไปถึงพร้อมกับความรู้สึกติดตัวไปว่าบ้านเราไม่มีดีเลย ทุกอย่างเละเทะหมด แต่พอเวลาผ่านไป เกือบทุกคนจะอยากกลับมา”

ในทางกลับกัน ถ้าเธอไปเที่ยวเมืองนอกอีก คราวนี้จะชวนฝรั่งมาเที่ยวเมืองไทยว่าอย่างไร
“ต้องถามเค้าก่อนว่าเค้าสนใจอะไร ต้องการอะไร อยากเห็นอะไร เพราะมันอยู่ที่ความต้องการของคนว่า
ต้องการเจอคนหรือต้องการมาทำอะไร เพื่อน ๆ พลอยจะไม่ใช่ฝรั่งฉาบฉวย เค้าอยากเห็นอะไรมากกว่าพัทยา ภูเก็ต ก็ต้องถามว่าเค้ารู้จักเมืองไทยยังไง ได้ยินมาว่าอะไร และอยากจะมาดูอะไร อย่างพลอยไปเที่ยวเมืองนอก ก็ไม่ได้เที่ยวอย่างที่คนอื่นเที่ยว เราอาจจะมีความสนใจในบางเรื่อง อาจเป็นการหาอะไรที่มันถูกจริตเรา อย่างไปปารีส พลอยก็ไม่ได้อยากไปเพื่อไปถ่ายรูปกับหอไอเฟล มันมีอะไรที่น่าสนใจมากกว่านั้น อยากเจอคน อยากรู้ว่าเค้าอยู่กันยังไง วัฒนธรรมเป็นยังไง ถ้ามาที่บ้านพลอย จะเห็นว่าไม่มีรูปที่ถ่ายกับสถานที่สำคัญของเมืองไหนเลย มีแต่รูปของที่อยู่ที่โน่น”

และสำหรับเมืองไทย สิ่งที่ประทับใจพลอยก็ไม่ใช่สัญลักษณ์ของเมืองใดเลยเช่นกัน
“ทริปที่ประทับใจ นึกถึงแล้วอยากไปอีก แต่ก็ยังไม่ได้กลับไปเสียที คือ สวนโมกข์ อย่างที่เล่าว่าตอนเด็กพ่อขับรถลงใต้ จะแวะที่ไหนก็แล้วแต่ แต่ต้องแวะสวนโมกข์ แล้วพลอยก็มีโอกาสได้พบท่านพุทธทาส ตอนนั้นพลอยยังเด็กมาก คือไม่รู้ว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้าคืออะไร พอโตมาแล้วถึงรู้ว่ามันเป็นครั้งหนึ่งในชีวิตที่สุดยอดมาก ๆ ทำให้อยากจะกลับไป อยากรู้ว่าความรู้สึกตัวเองจะเปลี่ยนไปไหม...นอกจากนี้ก็ชอบปาย น่าน ไปหลายครั้ง แต่พลอยก็ไม่อยากเชียร์ให้คนไปน่านเยอะนะ เมืองมันน่ารัก แต่เรามันวิ่งมาคนละสปีด จะเผลอไปทำวิถีชีวิตเขาเสียไปหรือเปล่า คนต่างจังหวัด ความที่เค้าไม่ได้เร่งรีบอย่างเรา เราอยู่กรุงเทพฯ ไปธุระ ทำเสร็จก็กลับ แต่คนต่างจังหวัดมีวิถีที่...อาจจะนั่งคุยสักชั่วโมงแล้วค่อยพูดธุระ อันนี้มันเป็นความเป็นไทย หรือเราอยู่กรุงเทพฯ เราจะไม่ค่อยได้เจอเพื่อน ขณะที่เพื่อนอีกคนอยู่ต่างจังหวัด เราจะเจอบ่อยมาก เพราะไปทีไร เค้าก็จะ stand by รออยู่ ความน่ารักมันแตกต่างกัน”

ถ้าจะขอให้พลอยพูดชักชวนให้ใครไปเที่ยว อาจจะต้องผิดหวัง เธอมีเหตุผลของเธอ
“พลอยไม่เคยชวนให้ใครไปเที่ยว เพราะการไปเที่ยวมันเป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนโหยหาโดยไม่ต้องชักชวน
มันเป็นธรรมชาติ ถ้าสังเกตเพื่อนพลอยแต่ละคนที่ทำงานประจำอยู่ บางคนเที่ยวมากกว่าพลอยอีก มันต้องการหลุดจากอะไรบางอย่าง เหมือนเป็นการเติมพลังให้ตัวเอง โดยเฉพาะคนทำงานที่ถูก fix ด้วยอะไรบางอย่าง
เช่น ต้องมาตอกบัตรเก้าโมง นั่งทำงานโดยที่บางทีก็ไม่มีอะไรให้ทำ แล้วต้องอยู่ไปถึงห้าโมง แต่การท่องเที่ยวมันไม่มีกฎเกณฑ์พวกนี้ เราจะทำอะไรก็ได้ ยังไม่เคยเจอเลยนะ คนที่บ้างานขนาดไม่ไปเที่ยว...”

งั้นตั้งคำถามใหม่ว่า เมืองไทยในสายตาพลอย น่าเที่ยวตรงไหน
“ถ้าเปิดแม็กกาซีนฝรั่ง จะเห็นว่ามันก็แนะนำให้มาเที่ยวเมืองไทย เมืองไทยไม่เคยตก ranking เดี๋ยวเมืองโน้น เมืองนี้ได้ เช่น หนองคาย เราก็ต้องลองเปิดใจ หนองคายนี่ ฝรั่งจัดอันดับให้น่าอยู่ระดับโลกเลย มันก็จะมีคำถามว่าติดอันดับได้ยังไง ทำให้เราอยากไปดู หรืออย่างน่าน เพื่อนพลอยที่เปิดร้านกาแฟที่น่านเล่าให้ฟังว่า ฝรั่งที่ไปเที่ยว จะเปิดดูจากหนังสือ แล้วเลือกไปเมืองที่มีรถบัสไปอาทิตย์ละแค่สองรอบ นั่นคือที่ที่ไม่ค่อยมีคนไป ก็ลองไปดู ล่าสุดพลอยไปสงขลาแล้วชอบ สวยเลยค่ะ ของกินก็อร่อย ของกินที่เป็นของดั้งเดิมเค้าเยอะมาก เช่น ข้าวสตูที่ทำแบบจีน อีกอย่างสถาปัตยกรรมก็ดีมากนะ เป็นเมืองที่ไม่ค่อยมีคนนอกเข้าไปอยู่ คนสงขลาเป็นคนรวย แล้วส่งลูกหลานมาเรียนกรุงเทพฯ บ้านก็ปิดไว้ บ้านก็จะมีให้ดูตั้งแต่สมัย ร.2 ร.5 แล้วก็มี
ทะเลสาบ...ถ้ามีโอกาสพลอยอยากให้ลองมองเมืองไทยอย่างที่ไม่เคยมอง คือมันน่าเสียดายนะ ถ้าเราเกิดมาแล้วไม่เคยไปเที่ยวบางที่ ฝรั่งมาเมืองไทยเค้ายังได้ไปที่ที่เราไม่เคยเห็น การเดินทางมันดึงเราจากโลกความจริงไปสู่โลกความฝัน เป็นช่วงที่เราไม่ต้องรับผิดชอบอะไรนอกจากตัวเราเอง ทุกวันเรามีภาระที่ต้องรับผิดชอบ มันเป็นความกดดัน ก็ต้องหนีไปเที่ยวเพราะมันดึงตัวเองออกไป พลอยเองก็พยายามให้เวลาตัวเอง ในหนึ่งปีก็ไปสักสองครั้ง ไปแบบไม่ต้องทำงานเลย”

ท่านผู้อ่านลองหาเวลาว่าง แล้วเปิดมิติใหม่แบบไร้กาลเวลา ไร้ภาระการงานที่ต้องรับผิดชอบ แล้วท่านอาจจะพบว่าไปแล้วไม่อยากกลับมามิติเดิม ๆ อีกก็เป็นได้

 
 
     
 

 
 
   
 
 
 
 
 
 
   
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
   
พฤษภาคม
2555
<  >
 
   
 
     
   
 
เลือกจังหวัดในประเทศไทย