นนทรีย์ นิมิบุตร
ผู้กำกับภาพยนตร์มือทอง

“...สิ่งที่ชอบจริงๆ เลยในการไปเที่ยวพักผ่อนของผมคือการดำน้ำ ผมชอบดำน้ำ ไปเรียนหลักสูตรดำน้ำแล้วก็ชอบ เพราะรู้สึกเป็นที่เดียวมั้งที่ไม่คิดเรื่องงาน พอโดดลงตู้ม นี่แหละมันคือชีวิตเรา อีกอย่างบรรยากาศรอบๆ ตัวมันเป็นสิ่งที่เราไม่เคยเห็น อยู่ใต้น้ำมันเพลิน บอกไม่ถูก เหมือนได้ไปเห็นอีกโลก ดูทีวีมันไม่ได้อารมณ์นั้น มีเสียงหัวใจของเราที่ดำเนินอยู่ มันคือสมาธิด้วยนะครับ”
สถานที่ดำน้ำของคุณนนทรีย์ที่ถูกใจที่สุดก็คือ สิมิลัน เรียกว่าชอบดำน้ำจนเปิดร้านดำน้ำขึ้นมาเอง มีลูกศิษย์เข้ามาเรียนจำนวนมาก ซึ่งน่ายินดีที่คุณนนทรีย์ให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ธรรมชาติ และสอดแทรกสิ่งเหล่านี้ไว้ในหลักสูตรที่สอนด้วย
“ผมดำน้ำมายี่สิบปี สิมิลันวันนั้นกับวันนี้ก็ต่างกันมหาศาล สิ่งที่เราเคยเห็นมันหายไปเยอะ อาจจะเป็นเพราะความนิยมก็ได้ ก็มีพวกหลักสูตรประเภทสองวัน มันก็ไม่แน่น ตอนหลังเค้าใส่ถุงมือกันเลย ก็จับไปเรื่อย บางคนไปขี่กระเบน ขี่เต่า ของผมไม่ใส่ถุงมือเลย ก็เลยไม่จับ จริงๆไม่ควรจะไปจับอะไรเลย ควรจะดูมันห่างๆ ร่องรอยมนุษย์ไม่ควรจะไปฝากไว้ ผมว่าปิดดำน้ำไปสักพักก็ดีนะฮะ สักสามปีให้ใต้ทะเลเขาได้พักได้บำบัดบ้าง”
โรงเรียนดำน้ำของคุณนนทรีย์มีลูกศิษย์ที่ได้มีโอกาสทำกิจกรรมร่วมกัน เพื่อการอนุรักษ์ เช่นกิจกรรมที่ทำร่วมกับอนุรักษ์ประมง
“นอกจากดำน้ำแล้วผมก็ชอบขี่จักรยาน ไปกับลูกคนละคัน ไปป่า แต่ก็ไม่ถึงกับเป็นทริปประจำ เพราะการขี่จักรยานยอมรับว่าเหนื่อย แล้วผมไม่ค่อยได้พักผ่อน ก็จะไม่ค่อยพร้อม ถ่ายหนังสามวันติดกันก็หมดแรงแล้ว เดินไปเดินมาในกองถ่ายก็จริง แต่มันต้องใช้สมอง มันเพลีย ล้า บางทีผมก็ขับรถไปเลยครับ นึกอะไรได้ก็ขับไปบางแสน แถวแหลมแท่น อ่างศิลา มันจะมีรีสอร์ตเล็กๆ แอบซ่อนตัวอยู่ ผมชอบมากเลย เพราะมันเงียบ ไม่มีคน เค้าทำดีแล้วก็ถูก คืนละพัน มีสระว่ายน้ำ เห็นทะเล ผมก็ไปเดินถ่ายรูป ก็มีความสุขแล้ว เตะน้ำทะเลเล่น แค่นี้ก็ relax มันได้พักผ่อนสมอง เราใช้สมองเยอะ ได้สูดหายใจเต็มปอด แล้วก็ปล่อยออกไป ทุกสิ่งทุกอย่าง ความเหนื่อยยาก ปล่อยมันไป”

“...ผมมีสูตรของผมอย่างนึง มักจะเวิร์ก คือทุกครั้งที่หนังเข้า ผมจะอยู่ที่ทะเล รอฟังรายงานผลอยู่กลางทะเล พรรคพวกโทรมาบอกทุกวัน วันนี้ได้เท่าไหร่...เหมือนเป็นเคล็ดของตัวเองว่าต้องอยู่ทะเล คือคุณแม่ผมเค้าไปดูหมอพม่าอะไรไม่รู้ เค้าเตือนผมว่า ต้องอยู่ทะเล ถ้ามีความทุกข์ใจ ไม่สบายใจ ต้องไปทะเล ไปเตะน้ำทะเล ให้ความทุกข์มันออกไป เออ ผมก็รู้สึกว่ามันมีความผูกพันบางอย่าง คุณพ่อก็เป็นทหารเรือ ผมเลยผูกพันกับทะเล...”
นอกจากผูกพันและใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับทะเลแล้ว คุณนนทรีย์ยังชอบเข้าป่าด้วย แต่สองสิ่งนี้กลับให้ความรู้สึกที่แตกต่างกันในความคิดของเขา
“เวลาไปอยู่ป่า จะรู้สึกว่า ตัวเรานี่เล็กจัง เป็นธุลีจังเลย ถ้าเทียบกับความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติที่อยู่รอบๆตัวเรา ผมว่าถ้าเราเตือนตัวเองได้บ่อยๆ จะดีมาก อย่างไปบนยอดเขาเห็นดาวเต็มท้องฟ้า เราจะมีแสงเท่าดาวยิบๆ นั้นหรือเปล่านะ จะเตือนตัวเองตลอดเวลาว่า อย่าลำพองตัวเอง ไปหลงกับคำสรรเสริญเยินยอ รางวัลที่ได้รับ... แม้เวลานอนในป่าก็ได้เรียนรู้อะไรตั้งเยอะ ฟังเสียงนู่นนี่ เอ๊ะ เสียงอะไรนะ เพราะจัง...แต่ทะเลมันให้ความรู้สึกอีกอย่าง มันโล่ง ให้ความสุขในแบบพาโนรามา รู้สึกถึงลมหายใจเต็มปอด มันกว้าง อากาศมันเยอะจังเลย...”
ฟังการท่องเที่ยวของคุณนนทรีย์แล้ว รู้สึกเหมือนมีเวลาเยอะแยะ เที่ยวทะเล เที่ยวป่าเขา แต่จริงๆแล้วเป็นคนไม่มีเวลาสักหน่อย
“โดยอาชีพแล้ว เราจะหาเวลายากที่จะไปเที่ยว อย่างคนที่นั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ อยู่ห้องตัดต่อนานๆ เค้าก็กลุ้มใจ นั่งอยู่อย่างนั้นสามวันมาแล้วไม่ได้ไปไหนเลย จะกินข้าวก็ยังมีคนเอาเข้ามาให้กิน คือมันไม่โดนแสงเลย เพราะงานมันต่อเนื่อง...ส่วนตัวผม ผมต้องฉวยๆโอกาส เวลามีเวลาว่างช่วงสั้นๆ อย่างตอนผมไปถ่ายปืนใหญ่จอมสลัดที่ภาคใต้ ผมอยู่พังงา ผมก็ซื้อทริปเลย นั่งรถไปภูเก็ต คือผมง่ายขนาดที่ว่าบางทีลงสระผมก็เอานะ refresh ในสระ ได้อยู่ใต้น้ำผมก็มีความสุขได้ จินตนาการได้ เป็นการทำสมาธิ เวลาอยู่บนบกหมอชอบบอกให้หายใจยาวๆ เราก็ไม่ค่อยได้ทำ แต่พออยู่ใต้น้ำนี่ถูกบังคับโดยปริยายให้หายใจยาวๆ อยู่บนบกมันลืมทุกที...เพราะงั้นเวลาไปโลเกชั่น ไปดูงาน ผมก็จะฉวยโอกาส อย่างพร่งนี้หยุดวันนึง ผมก็จะซื้อทริปแล้ว...คือผมเที่ยวด้วย ทำงานด้วย มีเวลาเล็กๆ น้อยๆ ผมก็จะเดินท่องไป ดูโน่นดูนี่ เพราะคนเรียนศิลปะมามันจะได้เปรียบตรงที่ว่า เห็นความงามได้ง่าย เห็นเมฆนิดเดียวก็มีความสุข ใครถามว่าเรียนอะไรดี ผมจะแนะนำให้เรียนศิลปะ จบแล้วคุณจะไป apply ทำอะไรก็ได้ ให้มันมีศิลปะอยู่ในหัวใจ ทำให้เรามีความสุขง่าย เห็นอะไรงามง่าย เห็นแมวนอนก็เอากล้องมาถ่ายแล้ว มันจะมีความสุข ไม่เครียดครับ คนชอบถามผมทำงานแบบนี้ไม่เครียดตายเหรอ ผมว่ามันอยู่ที่วิธีคิดมากกว่า”
เที่ยวแบบฉุกเฉินแทรกช่วงเวลาว่างอันน้อย
“ลูกผมชอบเที่ยวเขาใหญ่ ไปตั้งแต่ห้าขวบจนติด จนทุกวันนี้ พอถึงเวลาเที่ยวเขาใหญ่ จะรู้สึกว่ามันไม่ใช่เขาใหญ่อีกต่อไปแล้ว กลายเป็นตลาดนัดอะไรก็ไม่รู้ เยอะเกิน แล้วก็เริ่มไม่สงบ...ที่ลูกผมชอบไปเขาใหญ่เพราะเขามีความผูกพัน แล้วจะจำผีเสื้อตัวนั้นได้ ไม่ใช่ตัวเดิมหรอก แต่จะไปตรงนี้ ไปดูไอ้นี่ ไปเยี่ยมเพื่อน ว่างั้น เขาจะรู้ว่าต้องไปไหนบ้าง ผมก็จะตามเค้า...หลังๆ นี่ต้องหยุดเรียนไป เพราะถ้าไปเสาร์ - อาทิตย์ก็จะเจอผู้คน เจอบรรยากาศเดิมๆ ผมเลยบอก หยุดเถอะลูก สักสองวัน ไปเที่ยวกัน ไม่งั้นเมื่อไหร่จะได้ไป แล้วก็จะกลับมาศุกร์หรือเสาร์ สวนกับพวกที่แห่ไปกัน...คือผมพยายามจะให้เขาผูกพันกับธรรมชาติ โรงเรียนที่ผมให้เขาไปเรียนนี่ผมชอบมาก ตอนเค้าเล็กๆ ไปดูเค้า มีให้ถอดรองเท้า เดินบนทรายบนหญ้าด้วย มีให้เด็กปลูกผักแล้วเอามากินกัน เหมือนตอนผมเด็กๆปลูกผักสวนครัว แล้วมันเป็นชีวภาพ เออ เค้าก็จะกินข้าวกับผักที่เค้าปลูกเอง ลูกก็ชอบไม่ยอมย้ายโรงเรียนจนปัจจุบัน”
“ถ้ามีโอกาส ก็ไปเที่ยวกันเยอะๆนะครับ ของผมต้องฉวยโอกาส มีเวลาว่างปั๊บ ไปเลย หลายครั้งที่มัววางแผนแล้วไม่เคยได้ไปเลยครับ แต่ถ้ารับโทรศัพท์แล้วไปเลยปั๊บๆ อย่างงี้ได้ไปทุกที ใช้ระบบปัจจุบันทันด่วนอย่างนี้ละครับ แล้วมันจะได้ไป ไปแล้วก็มองอะไรให้มันสวยงาม เป็นวิธีคลายเครียดที่ดีครับ”
|