ดื่มด่ำหรูหรากับบรรยากาศธรรมชาติ ชื่นชมความงดงามของ “อินสบรูก” เมืองหลวงแห่งเทือกเขาแอลป์
บนสกีรีสอร์ทระดับโลก 4 วัน 3 คืน 179,900 บาทต่อคน
|
หากจะกล่าวถึงเมืองที่มีความแนบแน่นกลมกลืนกับธรรมชาติและทิวเขาแล้ว
“อินสบรูก” ของออสเตรีย คงเป็นอีกเมืองที่อยู่ในใจของคนทั่วโลก เพราะนอก
จากจะเป็นเมืองหลวงของแคว้นทิโรลแล้ว
อินสบรูกยังเคยเป็นสถานที่จัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาวมาแล้วถึง
2 ครั้ง จึงพร้อมให้คุณสัมผัสกิจกรรมกลางแจ้งหลายรูปแบบบนยอดเขาที่
ปกคลุมด้วยหิมะขาวโพลนของเทือกเขาแอลป์ เป็นที่ตั้งของหลังคาทองคำอันโอ่อ่า ร้านคริสตัลสวารอฟสกี้ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ตลอดจนสถานที่สำคัญซึ่ง
เต็มเปี่ยมไปด้วยคุณค่าทางศิลปะและประวัติศาสตร์
|
 |
เหินฟ้าจากกรุงเทพฯ โดยสายการบิน Austrian Airlines (Business Class) มาถึงกรุงเวียนนาเมืองหลวงของออสเตรียในช่วงเช้ามืด หลังจากนั้นก็บินต่อด้วยสายการบินเดียวกันไปยังเมืองอินสบรูก เมื่อเข็มสั้นชี้มาที่
เลขแปด ก็มาถึงสนามบินเมืองอินสบรูกเป็นที่เรียบร้อย
|
หลังผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมือง สิ่งที่ไม่ควรพลาดก็คือ ตรงดิ่งไปยัง Tourist information ภายในสนามบิน
เพื่อซื้อ Innsbruck Card แบบ 72 ชั่วโมง 1 ใบ และแบบ 24 ชั่วโมง อีก 1 ใบ สำหรับใช้เดินทางภายในเมือง
ได้ทุกรูปแบบ ตลอดจนสิทธิพิเศษต่างๆ อีกมากมาย (รายละเอียดเพิ่มเติมคลิกที่นี่)
|
| วันแรก ไม่ต้องรอช้า มุ่งตรงสู่สกีรีสอร์ทสุดหรูทันที จากสนามบินนั่งแท็กซี่มายังถนน Theresien-Straße ในเขตเมืองเก่าของอินสบรูก (ค่าบริการประมาณ 20-30 ยูโร) เพื่อขึ้นรถบัสที่แสนสบายมุ่งหน้าเข้าสู่ไอเกิลส์ (Igls) เมืองสกีรีสอร์ทชื่อดังของอินสบรูก ด้วยการใช้ Innsbruck Card ที่สามารถขึ้นรถบัสได้ฟรี ใช้เวลาไม่ถึง 20 นาทีก็มาถึงโรงแรมBatzenhäusl สกีรีสอร์ทระดับสี่ดาวที่เลือกสรรแล้ว ที่ซึ่งนักสกีระดับทีมชาติทั้งหลายใช้เป็นที่ฝึกซ้อมก่อนแข่งขันจริง |
 |
หลังเช็กอินเป็นที่เรียบร้อยแล้วก็ได้เวลาอาหารเที่ยง ถ้าเริ่มรู้สึกเหนื่อยเล็กๆ จะเลือกรับประทานอาหารที่ห้อง
อาหารของโรงแรม หรือจะเดินหน้าไปที่ Snowsport Igls-Patscherkofel ศูนย์กีฬาฤดูหนาวชื่อดังของเมือง
ที่เรากำลังจะไปลองเล่นสกีกันที่นั่น แล้วรับประทานอาหารที่นั่นเลยก็ย่อมได้ (ค่าอาหารเฉลี่ยแล้วอยู่ที่
ประมาณคนละ 10-20 ยูโร) |
 |
สบายอกสบายใจกับอาหารมื้อเที่ยงกันแล้ว ก็ใช้เวลาตลอดทั้งบ่ายที่ Snowsport Igls-Patscherkofel เล่นสกี
และสโนว์บอร์ด--กีฬายอดฮิตของที่นี่ได้เลย แม้ว่าคุณจะเป็นมือใหม่แต่ก็ไม่ต้องห่วงเพราะที่นี่เขามีคอร์สให้
ฝึกเล่นพร้อมกับอุปกรณ์ให้เลือกหลากหลายว่าจะเลือกคอร์สหรืออุปกรณ์ใดบ้าง ราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 10-20 ยูโร
แต่สามารถใช้ InnsbruckCard ลดได้ 10 เปอร์เซ็นต์อีกต่างหาก (รายละเอียดเพิ่มเติมคลิกที่นี่) |
 |
เมื่อพระอาทิตย์ใกล้จะลับขอบฟ้าก็ได้เวลากลับเข้าที่พักและรับประทานอาหารเย็น กรุณาอย่าพลาด
“ร้าน Wallner & Junker” ของ 2 เชฟชื่อดังผู้มากประสบการณ์ ซึ่งตั้งอยู่ภายในตัวโรงแรม (ราคาจะอยู่ที่
15-25 ยูโร แล้วแต่เมนู) ท่ามกลางบรรยากาศงามหยดของพระอาทิตย์ตกดินที่ตัดกับหิมะขาวโพลนบนยอด
เขาแห่งนี้
|
เช้าวันที่สอง ตื่นมาสัมผัสอากาศยามเช้า พร้อมด้วยบุฟเฟ่ต์อาหารเช้าที่โรงแรม (ราคา 11 ยูโร) จากนั้นก็เลือกทำกิจกรรมภายในบริเวณโรงแรมได้ทั้งวันตามใจชอบ เอาใจเหล่านักกีฬาทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นเทนนิส ขี่จักรยาน ตีกอล์ฟ ขี่ม้า ตีปิงปอง ว่ายน้ำ ปีนเขา เล่นเครื่องร่อน อบซาวน์น่า เล่นฟิตเนส แช่น้ำร้อน นวดสปา นวดแผนโบราณ หรือแม้กระทั่งตกปลา (ค่าบริการจะแตกต่างไปขึ้นอยู่กับชนิดกีฬา ราคาอุปกรณ์และสถานที่ เฉลี่ยอยู่ที่ 7-18 ยูโร) เหนื่อยเมื่อไรก็มีอาหาร ขนม และเครื่องดื่มบริการไว้อย่างครบครัน
|
เช้าวันที่สาม ถ้ายังไม่เบื่ออาหารเช้าที่โรงแรมละก็ จะลองบุฟเฟ่ต์อาหารเช้าที่โรงแรมอีกสักมื้อก็ไม่ว่ากัน แต่ถ้าเริ่มรู้สึกเบื่อเล็กๆ แล้วละก็ จะเปลี่ยนบรรยากาศด้วยการลงมาหาอะไรรับประทานในเมืองก็ไม่เลว (ราคาไม่ต่างกันนัก เฉลี่ยราว 10-20 ยูโร) เพราะวันนี้เราจะเริ่มชื่นชมความงามของตัวเมืองอินสบรูกกันบ้าง ดังนั้นถ้าเลือกลงมากินข้าว (เช้า) ข้างล่างก็เช็กเอาต์ออกจากโรงแรมได้เลย จากนั้นก็นั่งรถบัสลงมาในเมืองอินสบรูกเพื่อเที่ยวชมเขตเมืองเก่า รถบัสจะมาส่งที่ถนน Theresien-Straße ฝากสัมภาระที่ “Hotel Innsbruck” โรงแรมระดับสี่ดาว ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ๆ กับจุดที่ลงรถบัสไว้ก่อนเพื่อความสะดวก เพราะกว่าจะเช็กอินได้ก็ต้องรอถึง
บ่ายสอง (รายละเอียดที่ http://www.hotelinnsbruck.com) |
 |
ด้วยความที่เขตเมืองเก่าของอินสบรูกเป็นเมืองเล็กๆ น่ารัก เดินเที่ยวแบบช้าๆ ค่อยๆ ซึบซึมความงดงามของ
ตัวเมืองทีละนิดจึงเหมาะสมเป็นอย่างยิ่ง เพราะจะทำให้ได้สัมผัสถึงความลงตัวระหว่างคำว่า “ใหม่” กับ “เก่า”
ของตึกรามบ้านช่องได้เป็นอย่างดี ยิ่งไปกว่านั้นถนนบางเส้นภายในตัวเมืองก็เปิดสำหรับคนเดินเท่านั้น
การนั่งรถชมเมืองจึงอาจทำให้ขาดอรรถรสบางอย่างไปได้
|
| จากโรงแรมเราเริ่มต้นเดินไปยัง “สะพานอินสบรูก” ซึ่งมองเห็นได้จากด้านหน้าของโรงแรม เพื่อชื่นชม ความงามของ “แม่น้ำอินน์” (Inn) แม่น้ำที่ไหลผ่ากลางเมือง ที่หล่อเลี้ยงชาวอินสบรูกมาช้านาน ท่ามกลางทิวทัศน์ขุนเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะขาวโพลนทั้ง 4 ทิศ งดงาม น่ามอง จากนั้นเลี้ยวขวาเข้าถนน Herzog เพื่อชมความงามของ “Golden Roof” อาคารสไตล์โกธิกที่ได้ชื่อว่าเป็นสัญลักษณ์ของเมืองอินสบรูก สร้างขึ้นโดยจักรพรรดิ Friedrich ที่ 4 ในช่วงศตวรรษที่ 15 เพื่อเป็นที่ประทับของผู้ปกครองแคว้นทิโรล ส่วนของเฉลียงที่ยื่นออกมาจากตัวอาคารตกแต่งด้วยทองแผ่นผสมทองแดงกว่า 3,000 พันแผ่น ด้วยเหตุนี้จึงเป็นที่มา ของชื่อ “โกลเด้นรูฟ” นั่นเอง |
 |
จากจุดนี้เดินต่อไปที่ด้านหลังโกลเด้นรูฟที่ถนน Goldenes Dachl ไปยัง “St.Jalob’Cathedral” หรือในชื่อ
ภาษาอังกฤษว่า “St.James’Cathedral”โบสถ์ใหญ่สไตล์โกธิก ที่ต่อมาถูกดัดแปลงให้เป็นสไตล์บาโร้ก
โดดเด่นด้วยหอคอยคู่สีเขียวสูงตระหง่าน นอกจากความงามด้านนอก ภายในโบสถ์ยังมีภาพเขียนแสนสวยให้
ชื่นชมอีกด้วย ค่าเข้าชม 3 ยูโร (รายละเอียดเพิ่มเติมคลิกที่นี่) |

ดื่มด่ำกับความงดงามจนเต็มอิ่มแล้วก็เดินย้อนกลับมาทางเดิม พอถึงโกลเด้นรูฟให้เลี้ยวซ้ายเข้าไปในซอยแคบๆ เพื่อมุ่งหน้าไปยัง “Imperial Palace” พระราชวังแบบบาโร้กที่สร้างขึ้นโดยจักรพรรดิ Siegmund ในอดีตเคยเป็นที่ประทับของผู้ปกครองแคว้นทิโรล ทั้งด้านในและด้านนอก ได้รับการตกแต่งรายละเอียดในสไตล์
ร็อกโคโคที่เน้นโทนสีขาวและทอง จึงมีความวิจิตร
งดงามเป็นอย่างยิ่ง แม้จะเป็นที่น่าเสียดายที่บางห้องจะปิดซ่อมจนถึงช่วงสิ้นปี 2009 แต่ก็ยังมีบางห้องเปิดให้เข้าชมความงามได้ตามปกติ โดยเสียค่าผ่านประตู 5.5 ยูโร (รายละเอียดเพิ่มเติมคลิกที่นี่)
เดินต่อมาที่ถนน Friedrich Straße ที่เต็มไปด้วยร้านค้าและร้านอาหารมากมาย ใครอยากจะพักเหนื่อย รับประทานมื้อเที่ยง ช้อปปิ้ง หรือเลือกซื้อของฝาก ก็เชิญได้ตามอัธยาศัย แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม อย่าเพิ่งหมดแรงง่ายๆ ขอให้เดินตรงเข้าสู่ถนน
“Maria Theresien Straße” ที่สองข้างทางตกแต่งไปด้วยช็อปแบรนด์เนมแทบทุกแบรนด์ รับรองว่าจะต้องถูกใจนักชอบกระเป๋าหนัก ช้อปปิ้งเสร็จแล้ว ถ้าเดินตรงต่อมาจะเห็นอนุสาวรีย์สีขาว สูงโดดเด่นอยู่กลางถนน เรียกว่า “St. Anne’s Column” สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองชัยชนะของแคว้นทิโรลที่สามารถป้องกันการรุกราน |
ของแคว้นบาวาเรียได้ ในช่วงสงครามสเปน
โพสท่าถ่ายรูปกับ St. Anne’s Column เรียบร้อยแล้ว
เดินตรงต่อมาจะเห็น “Triumphal Arch” หรือ
“ประตูเมืองเก่าแก่” ของอินสบรูกนั่นเอง จากนั้นเลี้ยว
เข้าถนนSalurn Straße มุ่งหน้าไปยังหน้าสถานีรถไฟ
กลางของเมือง (Hauptbahnhof) เพื่อนั่งรถรางสาย 3
ไปยัง Ambras Castle
ผ่านไปเพียงอึดใจเดียวก็มาถึง “Ambras Castle”
พระราชวังสไตล์เรอเนสซองส์ที่สร้างขึ้นในสมัย
จักรพรรดิเฟอร์ดินานด์ที่ 2 แห่งออสเตรีย
โดยพระราชวังแห่งนี้จะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ
ส่วนบนกับส่วนล่าง ส่วนบนจะใช้เป็นที่ประทับและเก็บ
รูปภาพเหมือนไว้มากมาย ส่วนล่างเป็นที่เก็บอาวุธ
ยุทโธปกรณ์ที่ใช้ในการรบ ที่นี่ต้องเสียค่าเข้าชม ซึ่งจะ
แตกต่างกันไปในแต่ละช่วงของปี โดยปกติอยู่ที่ 8 ยูโร
(รายละเอียดเพิ่มเติมคลิกที่นี่) |
 |
กว่าจะกลับมาถึงหน้าสถานีรถไฟก็เย็นพอสมควร ได้เวลาอาหารเย็นพอดี ไหนๆ ก็มาถึงอินสบรูกทั้งที เมนูที่จะ
พลาดไม่ได้คือ “Tyrolean Dumplings” หรือเนื้อย่างผสมเบคอนหุ้มด้วยหัวหอมและราดด้วยนมสด อาหาร
พื้นเมืองที่หารับประทานได้เฉพาะบริเวณแคว้นทิโรลเท่านั้น เมนูนี้มีอยู่แทบทุกร้านที่ขายอาหารออสเตรีย หรือ
หากไม่แน่ใจก็สามารถดูเมนูได้ที่หน้าร้าน ราคาจานละประมาณ 20-30 ยูโร |
 |
วันสุดท้าย จะไปช้อปปิ้งที่ “Swarovski Kristallwelten” ซึ่งอยู่ห่างจากตัวเมืองอินสบรูกไปทางตะวันออก
ประมาณ 20 กิโลเมตร ดังนั้น จึงต้องตื่นเช้ากันหน่อย รับประทานอาหารเช้าที่โรงแรม ก็เช็กเอ้าต์แล้ว
ฝากกระเป๋าไว้ที่โรงแรมก่อน เพราะเราจะไปขึ้นรถ
Kristallwelten Shuttle รอบ 9 โมงเช้าที่หน้าสถานี
รถไฟกลางกัน
ใช้เวลาเดินทางประมาณครึ่งชั่วโมงก็ได้ตื่นตาตื่นใจกับ
การได้สัมผัสโลกแห่งคริสตัล อิ่มอกอิ่มใจกับความงาม
ของคริสตัลแสนงามที่ได้รับการออกแบบอย่างหรูหรา
เริ่มหิวกันหรือยัง ถ้าเริ่มหิวแล้วก็รับประทานอาหาร
กลางวันภายใน Swarovski Kristallwelten ที่มีร้าน
อาหารสุดหรูให้เลือกมากมาย ราคาก็ใกล้เคียงกัน เฉลี่ย
อยู่ที่ 20-25 ยูโร (รายละเอียดเพิ่มเติมคลิกที่นี่) |
ช่วงบ่ายย่อยอาหารด้วยการเดินดูความงามรอบบริเวณ
Swarovski Kristallwelten จนถึงบ่ายสามจึงนั่งรถกลับเข้าสถานีรถไฟกลาง แล้วนั่งรถรางสาย 1, 3 หรือ 6 กลับไปยังที่พัก เก็บสัมภาระเรียบร้อยแล้ว ก็เรียกแท็กซี่ เดินทางไปยังสนามบินอินสบรูกเพื่อขึ้นเครื่องบินกลับไปเวียนนา ก่อนจะขึ้นเครื่อง (เวลาประมาณ 1 ทุ่ม) รับประทานมื้อเย็นที่สนามบินก่อนเมื่อถึงสนามบิน เวียนนา (ประมาณ 2 ทุ่มครึ่ง) จะได้มีเวลาช้อปปิ้งที่ดิวตี้ฟรี อีกประมาณ 2 ชั่วโมง ก่อนจะขึ้นเครื่องบินกลับกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพแบบสบายๆ และเต็มอิ่มไปด้วยความประทับใจ
|
| รายละเอียดงบประมาณ |
|
- ค่าวีซ่าเชงเก้น ประมาณ
- ค่าตั๋วเครื่องบินไป-กลับ กรุงเทพฯ-เวียนนา
สายการบิน Austrian Airlines
- ค่าตั๋วเครื่องบินไป-กลับ เวียนนา-อินสบรูก
สายการบิน Austrian Airlines
- ค่า Innsbruck Card 72 ชั่วโมง 1 ใบ
- ค่า Innsbruck Card 24 ชั่วโมง 1 ใบ
- ค่ารถแท็กซี่ 2 ครั้ง
- ค่าโรงแรม 2 คืน ที่สกีรีสอร์ท (ห้องสูท) ประมาณ
- ค่าโรงแรม 1 คืน ในเมืองอินสบรูก (ห้องสูท)
รวมอาหารเช้า ประมาณ
- ค่าอาหาร 10 มื้อ เฉลี่ยมื้อละ 21 ยูโร
- ค่าเข้าชมสถานที่ต่างๆ
- ค่ากิจกรรมบนสกีรีสอร์ท
รวม
|
3,000 บาท
130,000 บาท (บิสซิเนสคลาส)
10,900 บาท (บิสซิเนสคลาส)
1,750 บาท (35 ยูโร)
1,250 บาท (25 ยูโร)
2,500 บาท (50 ยูโร)
10,000 บาท (200 ยูโร)
6,000 บาท (120 ยูโร)
10,500 บาท (210 ยูโร)
1,000 บาท (20 ยูโร)
3,000 บาท (60 ยูโร)
179,900 บาทต่อคน |
หากต้องการเดินทางในแบบประหยัด เพื่อเก็บเงินไปใช้พักผ่อนและช้อปปิ้งของฝากก็สามารถเลือกเดินทางแบบ Economy Class ได้
- ค่าตั๋วเครื่องบินไป-กลับ กรุงเทพ - เวียนนา สายการบิน Austrian Airline ประมาณ 11,500 บาท
- ค่าตั๋วเครื่องบินไป-กลับ เวียนนา - อินสบรูก สายการบิน Austrian Airline ประมาณ 6,300 บาท |
รายละเอียดอื่นๆ |
|
- ตรวจสอบตารางเวลาบินและราคาตั๋วสายการบิน Austrian Airlines ได้ที่ www.aua.com/at/eng
- ตรวจสอบข้อมูลและราคาสกีรีสอร์ท ได้ที่ http://www.batzenhaeusl.at/en/hotel/
|