สะพายเป้ตะลุยดินแดนแห่งดนตรีสุดคลาสสิกริมฝั่ง
แม่น้ำดานูบ 4 วัน 3 คืน
งบประมาณ 61,000 บาทต่อคน
|
“No Kangaroo in Austria” ประโยคคลาสสิกที่ชาวออสเตรียนอยากบอกให้โลกรู้ ว่าออสเตรียไม่ใช่ออสเตรเลีย โปรดอย่าสับสนระหว่างดินแดนแห่งดนตรีคลาสสิกนี้กับดินแดนจิงโจ้-ออสเตรเลีย อย่างที่คนทั่วไปมักเข้าใจผิด
(จริงๆ นะ) เพราะอันที่จริงแล้วดินแดนทั้งสองแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงทั้งสภาพภูมิประเทศ ภูมิอากาศ เชื้อชาติ ภาษา วัฒนธรรม และเอกลักษณ์ประจำชาติ เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องจึงต้องลองไปเที่ยวประเทศออสเตรียดูว่าประเทศนี้สวยงาม โรแมนติก และคลาสสิกสมคำร่ำลือหรือไม่
|
 |
ออกเดินทางจากกรุงเทพฯที่เวลาประมาณเที่ยงคืน สายการบิน Austrian Airlines ก็พาเราบินตรงสู่กรุงเวียนนา
แน่ะ...เอาใจกันแต่แรกด้วยการเลือกบินสายการบินประจำชาติ (เขา) เสียเลย ก็เขาเอาใจเราก่อนด้วยราคาที่คบหาได้ ด้วยความที่ออสเตรียเวลาเดินช้ากว่าบ้านเรา 5 ชั่วโมง แค่ตี 5 หน่อยๆ เครื่องบินก็แลนดิ้งที่สนามบิน Schwechat (Schwechat Flughafen) กรุงเวียนนา เมืองหลวงของสาธารณรัฐออสเตรียเป็นที่เรียบร้อย
|
วันแรก หลังจากผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมือง เราก็เลือกเดินทางเข้าเมืองโดยรถไฟด่วนรวดเดียวถึงสถานีรถไฟกลางของกรุงเวียนนาเลย อ้อ! บอกไว้ก่อนว่า ด้วยความที่เราดีไซน์การเดินทางไว้เป็นการขึ้นรถไฟเป็นส่วนใหญ่ งานนี้ถ้าไม่ใช่เหล่าแบ็กแพ็กเกอร์หรือผู้ปรารถนาการเดินทางแบบ Budget ท่องเที่ยวแบบคุ้มๆ และเดินทางเองละก็ ขอให้แนะนำให้แพ็กกระเป๋าอย่างเบาบางที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อความสะดวกในการเดินทาง บอกไว้ก่อนว่าทริปนี้ไม่เหมาะสำหรับผู้พิสมัยการลากกระเป๋าทีละ 2-3 ใบนะจ๊ะ เข้าใจตรงกันตามนี้แล้ว ก็ออกเดินทางกันได้เลย
|
รถไฟด่วนนี้มีชื่อเรียกว่า CAT (City Airport Train: www.cityairporttrain.com/langen/) ใช้เวลาเดินทางเพียง 16 นาที (ปกติตั๋วSingle Ticket ราคา 9
ยูโร คิดเป็นเงินไทยประมาณ 450 บาท ส่วนตั๋ว Return Ticket ราคา 17 ยูโร หรือประมาณ 850 บาท) ทริปนี้เรายังไม่เข้าเวียนนา แต่จะต่อไปยังเมืองซาลซ์บวร์ก (Salzburg) เมืองท่องเที่ยวยอดนิยมอีกเมืองหนึ่งของออสเตรีย แต่ด้วยความที่รถไฟด่วนจะเข้าจอดสุดทางที่สถานี Wien Mitte เราจึงต้องต่อรถไฟใต้ดิน (U-bahn) สาย U3 (สีส้ม) ไปที่สถานี
รถไฟWestbahnhofเพื่อขึ้นรถไฟไปเมืองซาลซ์บวร์ก (Salzburg)โดยตั๋วรถไฟใต้ดินราคาเที่ยวละ 1.70 ยูโร หรือประมาณ 85 บาท
แต่ถ้าเริ่มรู้สึกหิวขึ้นมาตะหงิดๆ ละก็ จะแวะซื้อแซนด์วิช ครัวซองต์ หรือขนมปังติดมือจากสนามบินหรือสถานีรถไฟก็ได้ แต่ถ้ายังชิลล์ๆ อยู่จะเก็บท้องรอไปหาอะไรกินที่ซาลซ์บวร์กก็ย่อมได้ ตีตั๋วรถไฟชั้น 2 ไป 44.20 ยูโร หรือประมาณ 2,200 บาท แล้วนั่งรถไฟยาวราว 3 ชั่วโมงไปซาลซ์บวร์ก เที่ยงกว่าๆ ก็ถึงสถานีรถไฟกลาง Salzburg Hbf (Hauptbahnhof)
ออกจากสถานีรถไฟ มุ่งตรงไปเช็กอินที่โรงแรมเป็นอันดับแรก โดยคืนนี้จะพักค้างคืนกันที่โรงแรม Hofwirt โรงแรม 3 ดาว ทำเลโอเค ไม่ไกลจากสถานีรถไฟเท่าไรนัก ราคาคืนละ 65 ยูโร หรือประมาณ 3,250 บาท เก็บข้าวของเรียบร้อย ไปหาอะไรรับประทานกันที่ถนน Franz-Josef-Straße ถนนสายสำคัญที่เชื่อมระหว่างโรงแรมกับศูนย์กลางของเมือง
|
|
หลังจากอิ่มท้องแล้ว เริ่มเดินลุยเที่ยวเมืองซาลซ์บวร์กโดยเริ่มจาก Schloss Mirabell หรือพระราชวัง
|
| มิราเบลล ซึ่งมีสวนที่ตกแต่งด้วยดอกไม้หลากสีสันที่บริเวณด้านหน้าของพระราชวัง (ข้อมูลเพิ่มเติมที่ www.visit-alzburg.net/sights/schlossmirabell.htm) เดินชมรอบๆบริเวณสักพักใหญ่ๆ จากนั้นไปเยี่ยมชมบ้านของโมสาร์ต หรือ “Mozart Wohnhaus” ซึ่งเป็นบ้านที่โมสาร์ตคีตกวีเอกของโลกอาศัยอยู่ และ Kapuzinerkloster (Capuchin Church) ซึ่งอยู่ใกล้ๆกัน เดินขึ้นโบสถ์บนเนินเขา แล้วมองไปอีกด้านของแม่น้ำ Salzach จะเห็นภาพเมืองสุดคลาสสิกแห่งหนึ่งของยุโรปเลยทีเดียว |
 |
|
จากนั้นเราก็ข้ามสะพานข้ามแม่น้ำสู่ฝั่งเมืองเก่าที่ “Mozart Geburtshaus” ซึ่งเป็นสถานที่เกิดของ
|
โมสาร์ต ตั้งอยู่ในย่านช้อปปิ้งชื่อ “เกไทรเด้”
(Getreidegasse) ถ้าอ่านไม่ผิด ซึ่งเป็นถนนที่มีชื่อเสียงเป็นอย่างมาก สองข้างทางประดับประดาด้วยป้ายชื่อร้านค้า อันเป็นเอกลักษณ์โดดเด่นของเมือง แวะซื้อช็อกโกแลตลูกบอลกลมๆ แพ็กเกจจิ้งเป็นหน้าโมสาร์ตเลยทีเดียว มีชื่อเรียกว่า “Mozartkugeln”
ติดไม้ติดมือเป็นของฝาก มาบ้านเกิดโมสาร์ตทั้งที
ไม่ต้องห่วง รับรองได้เห็นแต่หน้าโมสาร์ตกันจนเบื่อไปเลย
ไม่ไกลจากที่นี่เป็นที่ตั้งของที่ทำการเมือง หรือที่เรียกว่า “Rathaus” เดินผ่านจัตุรัส “Alter Markt”
เข้าสู่ Mozartplatz ที่จัตุรัสนี้มี Tourist Information บริการข้อมูลและแผนที่แก่นักท่องเที่ยวด้วย จากนั้นก็แวะชมพิพิธภัณฑ์แหล่งรวบรวมผลงานภาพวาดชิ้น
โบแดงมากมาย พิพิธภัณฑ์นี้ชื่อ “Residenzgalerie” สำหรับผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไปต้องเสียค่าเข้าชม 6 ยูโร หรือประมาณ 300 บาท (ข้อมูลเพิ่มเติมที่ www.residenzgalerie.at/) ต่อด้วยการเข้าชม
มหาวิหารประจำเมืองที่สร้างขึ้นจากความร่ำรวย
จากการทำเหมืองเกลือ เป็นโบสถ์หลังคาโดมสีเขียวเรียกว่า Salzburger Dom, St. Peter’s Abbey และ Festspielhauser (Festival Hall)
ปิดท้ายด้วยการขึ้นเขาไปยัง “ปราสาทโฮเฮนซาลซ์บวร์ก” (Festung Hohensalzburg) ที่ตั้งตระหง่านอยู่บนเนินเขา ปราสาทแห่งนี้สร้างมาแล้วกว่า 500 ปี นับเฉพาะเวลาก่อสร้างต่อเติมขยายก็นานกว่าร้อยปี ถือเป็น |
สัญลักษณ์ประจำเมืองที่ต้องขึ้นไปชมให้ได้ แต่ไม่ต้องเป็นห่วงเพราะการขึ้นไปบนปราสาทที่ว่านี้เขามีรถไฟฟ้าบริการ ไม่ต้องออกแรงเดินให้เมื่อยขา ค่าเช้าชมปราสาท 10.50 ยูโร หรือประมาณ 525 บาท (www.hohensalzburg.com/)
ลงเขาแล้วเดินกลับไปยังถนนเกไทรเด้อีกครั้งเพื่อรับประทานอาหารมื้อเย็นที่ร้าน Pizzaria Stella ไม่ต้องแปลกใจว่ามาเที่ยวออสเตรียแต่ไหงแนะนำให้กินอาหารอิตาเลียนอย่างพิซซ่า เพราะพิซซ่าที่ร้านนี้ได้ชื่อว่าเป็นพิซซ่าที่ยอดเยี่ยมที่สุดในดินแดนตอนเหนือของเทือกเขาแอลป์ แถมราคาไม่ได้แพงสุดๆ อย่างที่คิด เอ็นจอยกับรสชาติพิซซ่าแล้ว ก็ได้ฤกษ์เดินย่อยอาหารกลับสู่เขตเมืองใหม่และเข้าพักผ่อนที่โรงแรม เพื่อเตรียมตัวลุยกันต่อในวันรุ่งขึ้น
วันที่สอง ตื่นแต่เช้าขึ้นมาสูดอากาศบริสุทธิ์ของยุโรป นั่งจิบกาแฟและจัดการกับขนมปังทาเนยพอให้อุ่นท้อง สายๆ ค่อยออกเดินทางกันต่อ วันนี้จะไปเที่ยวชมอีกเมืองหนึ่งของออสเตรียที่มีชื่อเสียงไม่แพ้ซาลซ์บวร์ก นั่นก็คือเมือง “กราซ” (Graz) เมืองนี้ได้รับการยกย่องโดย UNESCO เมื่อปี 1999 ให้เป็นเมืองมรดกโลกเช่นเดียวกับซาลซ์บวร์ก กราซจึงเริ่มมีชื่อเสียงและได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวมากขึ้นเรื่อยๆ
|
|
หลังจากนั่งหลับแล้วหลับอีกและสั่งอาหารบนรถไฟมารับประทานนานกว่า 4 ชั่วโมง รถไฟก็หยุดที่ี
|
สถานี Graz Hbf ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางในวันนี้ (ตั๋วรถไฟจากซาลซ์บวร์กถึงกราซ ชั้น 2 แบบวันเวย์ ราคา 44.20 ยูโร หรือประมาณ 2,200 บาท) บ่ายสองโมงกว่าๆ จัดการธุระเรื่องที่พักให้เสร็จเสียก่อน คราวนี้เราเลือกโรงแรมสำหรับนักเดินทางอย่าง “Ibis” ที่เหมาะสำหรับนั่งท่องเที่ยว เพราะอยู่ในโลเกชั่นที่เวิร์กสุดๆ อยู่ใกล้กับสถานีรถไฟ จึงไม่ต้องแบกเป้หรือว่าเดินลากกระเป๋าไกล แถมยังราคาไม่แพง (ห้องแบบพักได้ 2 ท่าน ราคาคืนละ 63 ยูโร หรือประมาณ 3,150 บาท แต่ไม่รวมอาหารเช้า จองผ่านทางเว็บไซต์ได้ที่) เสร็จเรียบร้อยก็พร้อมสำรวจเมืองมรดกโลกแห่งนี้กันแล้ว
|
| จากโรงแรมที่พัก เดินไปทางทิศใต้และทิศตะวันออกของเมือง ก่อนถึงแม่น้ำ Mur จะมีสถานที่ที่เป็นหนึ่งในแลนด์มาร์คสำคัญของเมือง นั่นก็คือ “Kunsthaus Graz” ซึ่งเป็นตึกที่ได้รับการออกแบบอย่างพิสดารจนถูกเรียกว่า "A Friendly Alien" (ข้อมูลเพิ่มเติมที่ www.kunsthausgraz.at) แวะถ่ายรูปแค่ด้านนอกก็พอ ไม่จำเป็นต้องเข้าไปชมข้างใน เดี๋ยวจะกลายเป็นเพื่อนกับเจ้าเอเลี่ยนจริงๆ |
 |
ถ่ายรูปกันจนหนำใจแล้ว ก็ข้ามสะพานไปอีกฝั่งแม่น้ำ อันเป็นเขตเมืองเก่า มีสถานที่น่าสนใจมากมาย อาทิ
โรงอุปการ (The Opera House) โรงละครที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับที่ 2 ของออสเตรีย ตั้งอยู่บนถนนวงแหวนของเมือง ไม่ไกลจากโอเปราคือ Hauptplatz หรือจัตุรัสหลักที่ตั้งอยู่กลางเมืองเลยทีเดียว รถรางทุกสายของเมืองจะหยุดจอดที่นี่ เนื่องจากจัตุรัสแห่งนี้เป็นที่ตั้งของที่ทำการเมืองและถนนช้อปปิ้งสายสำคัญ ก่อนจะเที่ยวต่อ แวะหาไส้กรอกขึ้นชื่อของออสเตรีย อย่าง “Krainer” หรือ “Frankfurter” รับประทานที่ร้านขายไส้กรอก
ซึ่งเรียกว่า “Würstelstände" และมีอยู่ทั่วเมือง รองท้องกันก่อน |
 |
| จากนั้นเดินต่อไปตามถนน Sackstrasse ถนนสายเก่าแก่ที่สุดของกราซ สองข้างทางเต็มไปด้วยอาคารบ้านเรือนเก่าแก่ มีพิพิธภัณฑ์ประจำเมือง พระราชวัง โบสถ์สำคัญ สินค้าแนวศิลปะ และร้านขายของแอนทีก |
ถนนสายนี้จึงถูกเรียกว่า "Kunstmeile" ซึ่งแปลว่า The Art Mile ถนนแห่งศิลปะสายนี้จะนำเราไปยังสถานีรถรางขึ้นเขาที่เรียกว่า “Schlossbergbahn” รถรางจะค่อยๆ ไต่เขาไปสู่ยอดเขาซึ่งเป็นที่ตั้งของปราสาท “Schlossberg” ที่เป็น ไฮไลต์ของเมือง บนยอดเขามี Grazer Uhrturm หรือ The Clock Tower ให้นักท่องเที่ยวได้โพสท่าถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึก
ชมทัศนียภาพของเมืองจากยอดเขาให้เต็มอิ่ม แล้วค่อยๆ ลงบันไดสู่พื้นล่างและเดินไปตามถนน Sporgasse ถนนสายประวัติศาสตร์ของกราซ เพื่อกลับไปยัง Hauptplatz อีกครั้ง ระหว่างทางจะได้พบกับกรอบหน้าต่างสไตล์โกธิก รวมทั้งอาคารแบบเรอเนสซองส์และบาโร้กที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์
เดินชิลล์ๆ เล่นๆ รอบเมืองกราซไม่ถึง 3 ชั่วโมงก็ทั่วแล้ว ก่อนกลับโรงแรม รับประทานอาหารเย็นที่จัตุรัสกลางเมืองซึ่งมีร้านอาหารหลากสไตล์ให้เลือกตามใจชอบ หลังจากนั้นก็ได้เวลาพักผ่อนตามอัธยาศัย |
 |
วันที่สาม รุ่งเช้าของวันใหม่อันสดใส หาอาหารเบาๆ รับประทานก่อนจะบอกลาเมืองกราซเพื่อเดินทางต่อไปยังกรุงเวียนนาโดยรถไฟ ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง (ตั๋วรถไฟราคา 31.40 ยูโร หรือประมาณ 1,570 บาท) ประมาณเที่ยงวันรถไฟก็แล่นถึงสถานี Wien Südbahnhof จากนั้นไปเข้าคิวซื้อ “เวียนนาการ์ด”
(Vienna Card) สำหรับโดยสารยวดยานทุกชนิดในเวียนนาได้อย่างไม่จำกัด แถมยังสามารถเข้าชมสถานที่
ท่องเที่ยวต่างๆ ฟรี หรือได้รับส่วนลดพิเศษอีกด้วย (รายละเอียดสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมที่
www.wien.info/article.asp?IDArticle=9400) ราคา 18.50 ยูโร หรือประมาณ 925 บาท มีอายุการใช้งาน
72 ชั่วโมง) |
 |
มีเวียนนาการ์ดอยู่ในมือปุ๊บก็ใช้บริการปั๊บ ด้วยการประเดิมนั่งรถไฟใต้ดินไปยังสถานี Schottentor Universität แล้วเดินต่ออีกหน่อยก็จะถึงโรงแรมระดับ 3 ดาว (ก็หรูแล้ว) ที่ชื่อ “Pension Franz” ห้องพักแบบห้องเดี่ยว ราคาคืนละ 69 ยูโร หรือประมาณ 3,450 บาท (หาโรงแรมอื่นในได้ที่ www.holidaycityeurope.com/) โรงแรมนี้อยู่ไม่ไกลจากสถานีรถไฟใต้ดิน จึงสามารถเดินเท้าเข้าสู่ถนนวงแหวนของเมืองได้อย่างสบาย การคมนาคมจึงถือว่าสะดวกมาก
|
เช็คอินและเก็บกระเป๋าเสร็จแล้วก็ออกลุยสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของกรุงเวียนนา อย่าง
“พระราชวังเชินบรุนน์” (Schloß Schönbrunn) ที่งดงามสมคำร่ำลือ คำว่าเชินบรุนน์แปลว่าน้ำพุอันสวยงาม ในอดีตพระราชวังแห่งนี้เป็นที่ประทับของจักรพรรดิแห่งราชวงศ์ฮับส์บวร์ก ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 18 จนถึง
พ.ศ. 2461 พระราชวังแห่งนี้ออกแบบโดย Johann Bernhard Fischer Von Erlach และ Nicolaus Pacassi ภายในอุทยานเคยเป็นที่ตั้งของสวนสัตว์แห่งแรกของโลก ปัจจุบันได้รับการประกาศให้เป็นมรดกโลก
พระราชวังเชินบรุนน์มีลักษณะคล้ายพระราชวังแวร์ซายส์ของฝรั่งเศสจนแทบจะกล่าวได้ว่าก็อปปี้กันมาเลย
ทีเดียว
อย่ามัวแต่ตกตะลึงกับความงาม หยิบเวียนนาการ์ดออกมาใช้ลดค่า Grand Tour ชมห้องต่างๆ ภายในพระราชวังถึง 40 ห้อง จาก 12.90 ยูโร เหลือ 11.40 ยูโร หรือประมาณ 570 บาท--คุ้มไหมละ (ข้อมูลเพิ่มเติม www.schoenbrunn.at/en/) |
 |
ดื่มด่ำกับการเที่ยวชมพระราชวังประมาณ 50 นาที จากนั้นก็ไปเดินตลาดชื่อดังประจำกรุงเวียนนา
อย่าง “Naschmarkt” ที่อุดมไปของสดจำพวกเนื้อสัตว์ ผัก ผลไม้ ดอกไม้ และเสื้อผ้า ให้อารมณ์เหมือนตลาดนัดบ้านเรา งานนี้รับรองถูกใจคนรักผลไม้ แค่แวะชิมโน่นนิดนี่หน่อยก็อิ่มตื้อซะแล้ว สำหรับคนที่ชอบ
สตรอว์เบอร์รีและเชอร์รี จะหอบผลไม้ที่ว่านี้กลับเมืองไทยด้วย--ก็ไม่มีใครห้าม (รู้ๆ อยู่ว่าผลไม้เมืองหนาวที่นี่ถูกกว่าที่บ้านเราเยอะ) สิ้นสุดวันด้วยการเดินเลือกซื้อของที่ตลาด Naschmarkt แห่งนี้ก็เหนื่อยแล้ว
|
|
วันที่สี่ มีเวลาอีกทั้งวันเพื่อเที่ยวชมเมืองเวียนนาโดยรอบ เอาเป็นว่าเดินบ้าง นั่งรถไปตามถนนวงแหวน (Opern ring) บ้างจะได้เที่ยวชมสถานที่น่าสนใจต่างๆได้ครบ จากโรงแรมที่พักเราจะพบกับโบสถ์ใหญ่อลังการสูงเด่นเป็นสง่าชื่อว่า “Votivkirche” อยู่ที่บริเวณ Rooseveltplatz ถัดมาเป็น “มหาวิทยาลัยแห่งเวียนนา”
(Universität)เดินเรื่อยๆ ต่อไปทางทิศใต้ของเมืองจะพบ “ที่ทำการเมือง” (Rathaus) อาคารสไตล์โกธิกที่
สวยงามและแสนวิจิตร โดยบริเวณจัตุรัสด้านหน้ามักจะเป็นสถานที่จัดงานอีเวนต์ใหญ่ หรือตลาดนัดขายอาหารในช่วงหัวค่ำ
|
 |
ถัดจาก Rathaus ลงไปเป็นอาคารรัฐสภา (Parlament) ศาลยุติธรรม (Justizpalast) และย่านพิพิธภัณฑ์
(Museumsplatz) ซึ่งมีพิพิธภัณฑ์สำคัญๆ ตั้งอยู่หลายแห่ง อาทิ Naturhistor Museum, Kunsthistor Museum, Museumsquartier, Leopold Museum และVolkstheater ถ้าชื่นชอบการชมศิลปวัฒนธรรมและศึกษาประวัติศาสตร์ผ่านหลักฐานต่างๆ ในพิพิธภัณฑ์ก็ไม่ควรพลาดการเข้าชม โดยใช้เวียนนาการ์ดเป็นบัตรผ่านประตู |
จากย่านพิพิธภัณฑ์ เดินตามถนนวงแหวนโค้งไป
เรื่อยๆ จะพบ “โรงโอเปร่าประจำเมือง” (Staatsoper) ถ้ายังไม่เมื่อยก็เดินต่อมาอีกนิดจะถึงจัตุรัส
“Albertina” ที่นี่มีรถม้าบริการนักท่องเที่ยวให้นั่งเที่ยวชมรอบๆ เมือง เพลินไปอีกแบบ ถัดออกมาไม่ไกลจาก Albertinaplatz เป็นพระราชวังหลวง “ฮอฟบวร์ก”
(Hofburg) อยู่ที่บริเวณ Heldenplatz
แต่เดิมพระราชวังฮอฟบวร์กเคยเป็นที่ประทับของจักรพรรดิ Franz Josef แห่งอาณาจักร
ออสเตรีย-ฮังการี ปัจจุบันเป็นบ้านพักประจำตำแหน่งประธานาธิบดีของออสเตรีย เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมได้โดยมีทัวร์ให้เลือกหลายรูปแบบ
(ตรวจสอบรายละเอียดเวลาเปิด-ปิดและราคาทัวร์ได้ที่ www.hofburg-wien.at/en/)
เที่ยวชมสถานที่สำคัญของเวียนนาเกือบจะครบแล้ว ต่อไปจะขอเดินช้อปปิ้งกันบ้างที่ Kärntner Straße ถนนคนเดิน ที่จะพาเราไปยังศูนย์กลางของเมือง
“จัตุรัสสเตฟาน” (Stephansplatz) มีโบสถ์สำคัญที่สุดของเมืองชื่อ Stephansdom โบสถ์เซนต์สเตฟานนี้สร้างในสไตล์โรมาเนสก์ผสมกับโกธิก สังเกตได้จากยอดแหลมของโบสถ์นั่นเอง
ว่าแล้วก็ขอแนะนำให้รวบตึง--ด้วยการเดินเลือกซื้อเสื้อผ้า ของใช้ และรับประทานอาหารเที่ยงที่นี่ (ซะเลย) เพราะแถวถนน Kärntner นี้มีร้านอาหารให้เลือกมากมาย ในวันที่อากาศดีท้องฟ้าแจ่มใส คนออสเตรียนมักจะมานั่งตากแดดรับประทานอาหารกลางแจ้งกัน ถ้าอยากกินไอศกรีมที่นี่ก็มีร้านขายไอติมโคนอันเบ้อเริ่ม อยู่ใกล้ๆ กับโบสถ์ ราคาอยู่ที่ระหว่าง 2.50-3 ยูโร
เหลือเวลาอีกครึ่งวันบ่ายก่อนจะต้องไปสนามบิน ลองนั่งรถไฟใต้ดินข้ามไปอีกฝั่งหนึ่งของแม่น้ำดานูบ เป็นเขตเมืองใหม่มีหน่วยงานขององค์การสหประชาชาติตั้งอยู่ เรียกว่า UNO-City เป็นสำนักงานใหญ่ลำดับที่ 3 ต่อจากนิวยอร์ก และเจนีวา ขากลับเข้าเมืองแวะเดินเล่นหรือจะเล่นเครื่องเล่นที่สวนสนุก Volksprater ซึ่งมีชิงช้าสวรรค์ขนาดยักษ์สำหรับนั่งชมวิวเวียนนาจากมุมสูงได้บรรยากาศคล้ายกับนั่ง London Eye ที่อังกฤษเปี๊ยบเลย |
 |
ก่อนกลับเมืองไทย ไปเดินเล่นที่สวนสาธารณะประจำเมืองที่ชื่อ “Stadtpark” นั่งชิลล์ๆ มองคนเดินจูงสุนัขออกกำลังกายและถ่ายรูปกับรูปปั้นนักประพันธ์เพลงชื่อดังของออสเตรีย “Johann Baptist Strauß” เจ้าของบทเพลง “The Blue Danube” อันเลื่องชื่อ
|
เผลอแป๊บเดียว พระอาทิตย์ก็กำลังจะลับขอบฟ้า หาร้านอาหารดีๆ รับประทานก่อนจะจากดินแดนแห่ง
เสียงเพลง และความคลาสสิกแห่งนี้ ที่ถนน Am Heumarkt ใกล้ๆ กับ Stadtpark เช็คบิลเรียบร้อยแล้วก็ไปเช็คอินที่เคาน์เตอร์สายการบิน Austrian Airlines ที่สถานีรถไฟ Wien Mitte พร้อมโหลดกระเป๋าล่วงหน้าไปได้เลย แล้วค่อยขึ้นรถไฟด่วนตามไปที่สนามบินทีหลัง งานนี้ยังสามารถใช้เวียนนาการ์ดลดค่าตั๋วรถไฟด่วน CAT จากเที่ยวละ 9 ยูโร เหลือ 7.50 ยูโร หรือประมาณ 375 บาท ได้อีกด้วย เห็นไหมละ
ว่าเวียนนาการ์ดเขาดีแค่ไหน
|
|
ถึงสนามบิน นั่งรอเครื่องบินออกประมาณเที่ยงคืน ถ้ายังมีเงินยูโรเหลือจะเดินช้อปปิ้งซื้อของที่ระลึกเป็นการปิดท้ายรายการ ก่อนจะเดินทางกลับถึงเมืองไทยด้วยความอิ่มเอมกับการท่องออสเตรีย
ทริปนี้รับรองว่าคุ้มกว่าใคร
|
| รายละเอียดงบประมาณ |
|
- ค่าวีซ่าเชงเก้นและประกันการเดินทางประมาณ
- ค่าตั๋วเครื่องบินไป-กลับ กรุงเทพฯ-เวียนนา
สายการบิน Austrian Airlines
- ค่ารถโดยสารภายในเมืองและระหว่างเมืองต่างๆ รวมประมาณ
- ค่าโรงแรม 3 คืน ประมาณ
- ค่าอาหาร 11 มื้อ มื้อละประมาณ 10 ยูโร รวม
- ค่าเข้าชมสถานที่ต่างๆ ประมาณ
รวม
|
3,500 บาท
32,500 บาท
8,000 บาท (160 ยูโร)
10,000 บาท (200 ยูโร)
5,500 บาท (110 ยูโร)
1,500 บาท (30 ยูโร)
61,000 บาทต่อคน
|
รายละเอียดอื่นๆ
ตรวจสอบตารางเวลาบินและราคาตั๋วสายการบิน Austrian Airlines ได้ที่ www.aua.com/at/eng
ตรวจสอบตารางเวลารถไฟและราคาได้ที่ www.oebb.at/en/index.jsp |