“เวียดนาม” สีสันแห่งอุษาคเนย์ 5 วัน 4 คืน
“เวียดนาม” ประเทศเล็กๆ อันเต็มไปด้วยสีสัน ดินแดนที่มีเรื่องราวมากมาย
อยากบอกเล่าให้ผู้คนทั่วโลกได้รับรู้ ความงดงามของธรรมชาติ ความยาวนานของประวัติศาสตร์ ความรุ่งเรืองของอารยธรรมเก่าแก่นับพันปี ความวุ่นวายของเมืองหลวง ความเงียบสงบของชนบท ความเจ็บปวดและบาดแผลจากสงคราม สิ่งเหล่านี้ได้หลอมรวมให้เวียดนาม กลายเป็นดินแดนที่มีสีสันที่สุดแห่งหนึ่งของอุษาคเนย์

|
วันแรก
“นอยไบ” สนามบินเล็กๆ แห่งหนึ่งในกรุงฮานอย เมืองหลวงของประเทศเวียดนาม มีผู้คนเดินทางเข้าออกอย่างไม่ขาดสาย ผู้คนซึ่งเดินทางมาจากทุกมุมโลก เพื่อสัมผัสกับสีสันความงามของโลกตะวันออก คนขับแทกซี่ยืนคอยผู้โดยสารร้องเรียกลูกค้าด้วยคำว่า “ซินจ่าว” ซึ่งหมายถึง “สวัสดี” ไกด์นำเที่ยวชูป้ายชื่อภาษาอังกฤษรอลูกค้าที่ซื้อทัวร์ไว้ นักท่องเที่ยวสะพายกระเป๋าใบใหญ่มองหาคนนำทาง

จากความคึกคักของสนามบิน เดินออกมาสู่ลานด้านนอกซึ่งมีป้ายสำหรับรถประจำทาง จุดมุ่งหมายคือ สาย 17 ซึ่งจะพาเราเข้าสู่ใจกลางเมืองฮานอย โดยใช้เวลาราว 40 นาที ความจริงแล้วหากใช้บริการแทกซี่จะรวดเร็วกว่านั้นเกือบเท่าตัว แต่ราคาก็สูงตามไปด้วย คือราว 300 บาท ซึ่งถ้าเทียบกับระยะทางอาจต้องคิดดูให้ดี นอกจากนี้การนั่งรถเมล์ของประเทศที่เราเดินทางไป ก็เหมือนกับได้เรียนรู้วิถีชีวิต และสัมผัสถึงความรู้สึกของคนพื้นเมืองในประเทศไปแล้วส่วนหนึ่งเลยทีเดียว สายลมเย็นพัดเข้ามาทางหน้าต่างสีขุ่นของรถ เส้นผมดำละเอียดของหญิงสาวชาวเวียดนามปลิวไปตามแรงลม เด็กน้อยคนหนึ่งนั่งสัปงกทั้งที่มือยังถือไอศกรีม คุณป้าหยิบหมวกทรงแหลมขึ้นมาสวม เพื่อเตรียมตัวลงในป้ายถัดไป ซึ่งก็คงเป็นจุดมุ่งหมายของเราเช่นกัน เพราะที่นั่นคือ “ตลาดเก่า” ที่เรียกกันว่า OldQuarter เทียบง่ายๆ ก็คือ ตรอกข้าวสารบ้านเรานั่นเอง
|

สถาปัตยกรรมสไตล์ฝรั่งเศสของตึกรามบ้านช่อง เป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของที่พักในย่านตลาดเก่า
ความแข็งแรงของอาคารรูปทรงเรขาคณิต กลับซ่อนความอ่อนหวานอยู่ภายใน ด้วยบันไดวนที่เหมือนจะไม่มีจุดสิ้นสุด สัมภาระต่างๆ ถูกเก็บเข้าที่พัก ซึ่งเป็นเกสต์เฮาส์ขนาดกลาง ราคาเพียงคืนละ 800 บาท พร้อม
ออปชั่นที่น่าประทับใจ ทั้งแอร์เย็นฉ่ำ เครื่องทำน้ำอุ่น และอ่างอาบน้ำขนาดใหญ่ ร้านรวงมากมายตั้งอยู่ริมถนนสายต่างๆ ผู้คนขี่จักรยานยนต์สัญจรไปมา หญิงสาวสวมเสื้อแขนยาวป้องกันผิวขาวๆจากแสงแดด แม่ค้าผลไม้หยิบเงาะสีสวยวางบนตาชั่งโลหะแบบโบราณ กำแพงสีสดที่เต็มไปด้วยโปสเตอร์โฆษณ าอันกลายเป็นงานศิลปะที่ช่างภาพอดลั่นชัตเตอร์ไม่ได้ เดินเล่นอย่างสบายๆ ตามไกด์บุ๊คเล่มโตที่บอกสถานที่ท่องเที่ยว และเส้นทางในตัวเมือง มาจนถึงร้านขายอาหารท้องถิ่น นั่งจิ้มเมนูที่อ่านไม่ออกเพื่อเสี่ยงโชค จนได้ข้าวผัดไสตล์เวียดนามมากิน 1 จานเป็นอาหารเที่ยง
|

ช่วงบ่ายมุ่งไปวัดแห่งหนึ่งซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของฮานอย แม้แดดจะร้อน แต่ความตื่นเต้นกับบรรยากาศใหม่ๆ ก็ทำให้ไม่รู้สึกท้อแท้ กับการฝ่าแสงอาทิตย์ไปเที่ยว วัดหงอกเซิน (NgocSon) หรือ
วัดเนินหยก ตั้งอยู่ริมทะเลสาบบนเกาะหยก ซึ่งเป็นเกาะเล็กๆ ที่สามารถข้ามจากฝั่งไปยังวัดโดยข้ามสะพานเทฮุก (The Huc) หรือสะพานแสงอาทิตย์
สีแดงสดของส่วนประกอบในสถาปัตยกรรมต่างๆ ภายในวัด ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามาชมความงดงามของวัดแห่งนี้ แล้วบันทึกภาพกลับไปเป็นที่ระลึก นั่งพักเหนื่อยมองดูผู้คนเดินผ่านไปมา เสียงแตรรถยนต์ที่ดังขึ้นเกือบตลอดเวลา อาจทำให้ใครหลายคนที่ไม่คุ้นเคย รู้สึกรำคาญจนเกินจะทานทน แต่นั่นคือเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของฮานอย เมืองหลวงอันมีสีสันแห่งหนึ่งของโลกตะวันออก เปลี่ยนบรรยากาศจากความสงบของวัดวาอารามมาสู่เรื่องราวของการเมือง ใน “พิพิธภัณฑ์การปฏิวัติ” (Museum of Vietnamese Revolution) ซึ่งชาวเวียดนามเรียกว่า Bao Tang Cach Mang ตั้งอยู่บนถนนตงดาน (TongDan) จัดแสดงเหตุการณ์การต่อสู้เพื่อสันติภาพของชาวเวียดนาม ตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงช่วง พ.ศ. 2518 ซึ่งเป็นปีที่ทหารอเมริกาถอน
กำลังออกจากเวียดนาม
การได้เข้าชมพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ทำให้เรารู้สึกได้ถึงความเจ็บปวดและขมขื่นของคนในแผ่นดินนี้ กว่าที่
ทุกอย่างจะคลี่คลายและพร้อมที่จะก้าวไปข้างหน้าอย่างสง่าสงาม ดังที่เวียดนามกำลังดำเนินนโยบายต่างๆ ในปัจจุบัน โดยเฉพาะด้านการศึกษา ซึ่งต้องยอมรับว่ามาแรงจริงๆ
บ่ายแก่ๆ ย้อนกลับไปยังทะเลสาบโฮวานเกี๋ยม ซึ่งมีบรรยากาศแตกต่างไปอย่างสิ้นเชิงกับช่วงกลางวัน
เพราะตอนนี้เริ่มมีผู้คนมากมายพากันมาเดินเล่น ชมความงดงามของผืนน้ำที่กว้างใหญ่ รับลมเย็นที่พัดมาจากสถานที่อันไกลแสนไกล ชิมน้ำมะพร้าวสดๆ จากแม่ค้าหน้าหวาน และนั่งเรือถีบรูปเป็ดน่ารักที่มีให้เช่า อย่าง
มากมายในบริเวณดังกล่าว
ตกเย็น ดินเนอร์อย่างหรู ที่ร้านอาหารใกล้ๆ กับทะเลสาบ มื้อนี้เป็นบุฟเฟต์อาหารนานาชาติ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอาหารเวียดนามกับอาหารฝรั่ง เมนูบางอย่างก็คล้ายๆ กับบ้านเรา อย่างเช่นปูจิ๋วทอดกรอบ บริการดี ราคาไม่แพง ตกหัวละ 200 กว่าบาท ตัวร้านอยู่ริมถนน ซึ่งแถบนั้นมีให้เลือกด้วยกันหลายร้าน
แม้จะทานของหวานจากร้านบุฟเฟต์มาแล้ว แต่ก็อดไม่ได้ที่จะเดินไปชิมเค้กสตรอเบอร์รี่ชิ้นยักษ์ ที่ร้านเบอเกอรี่อันล่อตาล่อใจ ร้านดังกล่าวเป็นร้านใหญ่ หันหน้าออกสู่ทะเลสาบ รับรองได้ว่าหาไม่ยาก ที่สำคัญราคาไม่แพงเลยถ้าเทียบกับบ้านเรา
ลืมบอกไปว่าการเดินทางในตัวเมืองฮานอย สามารถใช้บริการแท็กซี่ หรือมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ซึ่งหาได้ไม่ยาก ที่สำคัญอย่าลืมต่อรองราคาเด็ดขาด มิฉะนั้นอาจต้องจ่ายแพงเกินจำเป็น
|

อิ่มอร่อยทั้งคาวหวาน กลับไปนอนผึ่งพุงที่เกสต์เฮาส์ อาบน้ำอาบท่าแล้วรีบออกไปชมการแสดง
“หุ่นกระบอกน้ำ” (WaterPupphets) ที่โรงละคร ซึ่งสามารถสั่งให้ทางเกสต์เฮาส์ไปจองให้ได้ ถือเป็นบริการปกติของที่นั่น โรงละครดังกล่าวตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของทะเลสาบโฮวานเกี๋ยม การแสดงมีด้วยกันหลายรอบต่อวัน แต่รอบกลางคืนจะเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมกว่า เพราะนอกจะให้ความรู้สึกผ่อนคลายจากการเดินชมสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ในฮานอยมาตลอดวันแล้ว ความรู้สึกตื่นตาตื่นใจกับแสงไฟและสีสันของฉาก รวมทั้งเครื่องแต่งกายของนักแสดง น่าจะเหมาะกับการชมยามค่ำคืนมากที่สุด
ตำนานพื้นบ้านของเวียดนาม ถูกถ่ายทอดผ่านหุ่นกระบอกน้ำซึ่งเชิดโดยนักแสดงมืออาชีพ เครื่องดนตรีท้องถิ่นส่งเสียงไพเราะกึกก้อง นักร้องสาวเปล่งสำเนียงภาษาที่เราไม่อาจเข้าใจ แต่สามารถรับรู้ได้ถึงความ
งดงามของคำร้อง ด้วยเรื่องราวที่หุ่นกำลังแสดงให้ได้ชม การแสดงประเภทนี้ถือเป็นเอกลักษณ์ของเวียดนามที่ไม่สามารถหาชมได้ที่อื่น นอกเหนือจากกรุงฮานอย
เดินกลับที่พักชมความงามยามค่ำคืนของกรุงฮานอย เก้าอี้เตี้ยๆ ถูกวางไว้ตามทางเดินเท้าริมถนน ผู้คนมากมายนั่งดื่มน้ำสีเหลืองทอง ซึ่งพาให้เข้าใจผิดอยู่นานว่าเป็นเบียร์ แต่ความจริงคือน้ำอ้อยคั้นสดรสชาติหวาน ก่อนถึงเกสต์เฮาส์ขอแวะจิบเบียร์ฮานอยซึ่งมีฉลากสีแดงขาว พร้อมตัวสะกด “ BIA HA NOI” เป็นการจบวันแห่งการเดินทางในคืนแรก ณ กรุงฮานอยลง ด้วยความสุขระคนกับความ “กึ่ม” เล็กน้อยพอประมาณ ช่วยให้หลับสบายในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย
วันที่สอง
|

อากาศเย็นสบายในยาม 7 โมงเช้ากับชาเวียดนามอุ่นๆ เป็นการเริ่มต้นวันใหม่ที่ดีไม่น้อย ก่อนจะหอบสัมภาระขึ้นรสบัสขนาดเล็กสีขาวสะอาด ที่จะพานักเดินทางหลายชาติหลากภาษาไปยังท่าเรือ ซึ่งจะพาล่อง “อ่าวฮาลอง” หรือ Halong Bay สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมแห่งหนึ่งของเวียดนาม โดยแวะรับนักท่องเที่ยวตามเกสต์เฮาส์ต่างๆ กว่าจะออกเดินทางออกจากฮานอยก็ตกราว 8 - 9 โมง
เรือไม้ลำใหญ่ตกแต่งตามสไตล์ท้องถิ่น พร้อมอาหารเที่ยงถูกเตรียมไว้ต้อนรับนักเดินทางที่เดินทางมา
จากฮานอยด้วยระยะทาง 160 กิโลเมตร กับเวลาราว 3 ชั่วโมงครึ่ง อาหารส่วนใหญ่เป็นข้าวผัดและเต้าหู้แบบต่างๆ พูดง่ายๆ คือเป็นอาหารแบบ “กลางๆ” ที่คาดเดาไว้ว่านักท่องเที่ยวจากมุมต่างๆ ของโลกจะสามารถทานได้ อย่างไม่มีปัญหาในเรื่องรสชาติและความแปลกประหลาดของเมนู ส่วนใครจะสั่งอาหารประเภทอื่นๆ โดยเฉพาะอาหารทะเลเพื่อให้เข้ากับบรรยากาศการล่องอ่าว ก็สามารถทำได้ แต่ต้องจ่ายเงินเพิ่มต่างหาก แยกจากค่าซื้อทัวร์ซึ่งรวมค่าอาหารและเครื่องดื่มตามที่ถูกจัดไว้ให้ตลอดการเดินทาง
|
|
ล่องเรือทานอาหารแล้วชมทิวทัศน์ไม่นานนักก็เดินทางไปถึง “ถ้ำเด่าโก๋” (Dao Go) หรือ ถ้ำสวรรค์ ซึ่งงดงามด้วยหินงอกหินย้อยรูปทรงต่างๆ ความแตกต่างจากในบ้านเราก็คือ ที่นั่นจะมีการส่องไฟหลากสี เพื่อให้แสงกระทบกับแร่สีขาวในเนื้อหิน จึงเกิดเป็นแสงระยิบระยับ ที่มีสีสันแตกต่างกันไป เมื่ออยู่ในบรรยากาศดังกล่าวก็ราวกับว่า ได้อาศัยอยู่บนสรวงสวรรค์จริงๆ เหมือนกับชื่อของถ้ำแห่งนี้
|

จากนั้นก็ถึงเวลาล่องเรือชมเกาะแก่งต่างๆ ซึ่งมีอยู่ทั้งสิ้นกว่า 3,000 เกาะ ชาวประมงผิวคล้ำกำลังง่วนอยู่กับการเลี้ยงปลาในกระชัง บ้างก็พายเรือไม้รูปทรงแปลกตา ขายขนมหลายหลากให้กับผู้ผ่านไปมา โดยมีฉากหลังเป็นภูเขาสีเขียวเข้มกับผืนน้ำนิ่งสนิท เรือลำใหญ่ทอดสมออยู่ใกล้กับเกาะแห่งหนึ่ง หญิงสาวผมทองสวมชุดบิกินี่กระโดดลงจากเรือ ลงสัมผัสกับน้ำอันเย็นฉ่ำเบื้องล่าง ตามด้วยเด็กน้อยแสนซนที่ลังเลในคราวแรก ชายหนุ่มพายเรือแคนนูมาใกล้ๆ แวะทักทายนักกระโดดน้ำสมัครเล่น ที่กำลังดำผุดดำว่ายอย่างสนุกสนาน
แสงแดดค่อยๆ จางหายไป แมลงปอมากมายบินอยู่เหนืออ่าวฮาลอง ดูคล้ายมังกรตัวน้อย กำลังร่อนลงสู่ผืนน้ำเหมือนกับคำแปลของชื่ออ่าว ซึ่งหมายถึง มังกรร่อน ตามตำนานเก่าแก่ที่กล่าวว่า ครั้งหนึ่งในอดีตกาล เคยมีมังกรร่อนลงสู่ผิวน้ำแล้วดำดิ่งลงไปในอ่าวแห่งนี้ท้องฟ้ามืดสนิท ไม่มีแม้แต่แสงจากดวงดาว ไฟสีนวลจากเรือท่องเที่ยวนับสิบลำ ส่องสว่างอยู่กลางอ่าวอันเงียบสงบ
|
วันที่สาม
ลมเย็นๆ จากนอกหน้าต่างเรือ พัดเข้ามาปลุกให้ตื่นขึ้นมาชมความสวยงามของบรรยากาศยามเช้า เหนือท้องทะเลอันกว้างใหญ่ กลิ่นกาแฟหอมกรุ่นโชยมาทักทายสร้างความกระปรี้กระเปร่า ขนมปังปิ้งถูกนำมาเสิร์ฟ พร้อมสีเขียวของต้นไม้บนเกาะแห่งหนึ่ง ที่ช่วยให้เจริญอาหารกว่าทุกวัน ดาดฟ้าชั้นสองของเรือเป็นสถานที่อาบแดดของฝรั่งผิวขาว ในขณะที่นักท่องเที่ยวชาวเอเชียผู้หวาดกลัวความหมองคล้ำทั้งหลาย ต่างนั่งรับลมชมวิวอยู่ทางด้านล่าง |

ช่วงสายๆ ก็เดินทางไปถึง “เกาะกั๊ตบา” ซึ่งเป็นที่ตั้งของอุทยานแห่งชาติและแหล่งโบราณคดี ซึ่งมีการพบโครงกระดูกมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ พร้อมด้วยเครื่องมือหิน เกาะแห่งนี้เป็นพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์สูง ชาวพื้นเมืองส่วนใหญ่ในเกาะประกอบอาชีพประมง นักท่องเที่ยวบางส่วนลงจากเรือเพื่อท่องเที่ยว และ
ค้างคืนบนเกาะ ส่วนที่เหลือถูกพากลับเข้าฝั่ง ปิดฉากการเดินทางล่องเรือในอ่าวฮาลองเบย์
อาหารกลางวันในโรงแรมบนฝั่ง ซึ่งรวมอยู่กับค่าใช้จ่ายที่ซื้อทัวร์ไปแล้ว นับว่ารสชาติใช้ได้ แต่ก็ยืนพื้นด้วยเต้าหู้เช่นเดิม อิ่มแล้วถูกต้อนขึ้นรถตู้เพื่อกลับฮานอย กลางทางมีจุดแวะพัก ณ ร้านขายของที่ระลึกแห่งหนึ่ง สินค้าส่วนใหญ่เป็นงานประณีตศิลป์ที่ทำจากงาช้าง และกะลามะพร้าว
|

กลับถึงฮานอยช่วงบ่ายแก่ๆ ยอมเสียเงินค่าที่พักอีก 1 คืน แลกกับการฝากสัมภาระชั่วคราว ระหว่างออกไปทานอาหารเย็น อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าและนอนพักผ่อนช่วงสั้นๆ ก่อนออกเดินทางไปยัง “เว้” เมืองแห่ง
ประวัติศาสตร์อันรุ่งเรือง นักท่องเที่ยวกลุ่มใหญ่แบกสัมภาระรุงรัง บ้างก็ยืน บ้างก็นั่ง บ้างก็พูดคุยกันฆ่าเวลาในการรอคอยรถบัส ตามเวลาในตั๋วโดยสารจากบริษัททัวร์ ซึ่งระบุให้ขึ้นรถเวลาราว 2 ทุ่ม ตรงจุดจอดรถอยู่ริมถนนใกล้ป้ายรถเมล์แห่งหนึ่ง ทางเกสต์เฮาส์ที่เราติดต่อซื้อทัวร์จะช่วยอำนวยความสะดวกเรื่องดังกล่าวให้ เมื่อรถมาถึง ไม่ลืมสอบถามเจ้าหน้าที่ประจำรถให้แน่ชัดว่าจุดหมายปลายทางคือที่ใด เพราะรถบัสที่เดินทางไปยังเมืองอื่นๆ อย่าง “ดานัง” ก็จะเข้ามาจอดรับนักท่องเที่ยวในจุดดังกล่าวเช่นกัน
รถบัสประเภทนี้เป็นรถนอนปรับอากาศ มีเตียง 2 ชั้น แอร์เย็นฉ่ำ หมอนและผ้าห่มถูกเตรียมไว้ สำหรับ
ผู้โดยสารทุกคน เช่นเดียวกับถุงพลาสติกสำหรับใส่รองเท้าที่สกปรก ไม่ให้เปรอะเปื้อนบนรถใหม่เอี่ยม รายการตลกแนวซิทคอมถูกเปิดทิ้งไว้เกือบตลอดคืน เพื่อคลายเหงาสำหรับคนนอนไม่หลับ แม้ไม่อาจเข้าใจในภาษาเวียดนาม แต่ก็คาดเดาเรื่องราวได้ไม่ยากว่าเป็นเหตุการณ์แนวครอบครัวทำนองแม่ผัว - ลูกสะใภ้ ความขัดแย้งแบบคลาสสิคของชาวอุษาคเนย์
|
วันที่สี่
ภาพแรกที่เห็นสำหรับเช้าวันนี้ คือใบหน้าอันเหี่ยวย่น และรอยยิ้มหวานของคุณยายชาวเวียดนามเบาะ
ข้างๆ ซึ่งช่วยปลุกให้ตื่น เพราะถึงจุดมุ่งหมาย ณ ท่ารถโดยสารกลางเมืองเว้ เก็บสัมภาระในเกสต์เฮาส์ใกล้ๆ แล้ว ก็ถึงเวลาหาเสบียงอาหาร เพื่อเตรียมร่างกายให้พร้อมสำหรับการท่องเที่ยวในวันนี้
อาหารเวียดนามหน้าตาคล้ายก๋วยเตี๋ยวเนื้อผสมสตูว์ ถูกยกมาเสริฟ์พร้อมขนมปังใส้ต่างๆ รสชาติอร่อยใช้ได้ จึงซื้อเพิ่มใส่กล่องไว้กินระหว่างวัน |
|
โปรแกรมแรกสำหรับเมืองเว้ตามที่ตั้งใจไว้คือ“พระราชวังโบราณ” (Imperial Citadel) ซึ่งถูกสร้างขึ้นโดยปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์เหงียน พระนามว่า “ยาลอง” หรือ “เยียลอง” (GiaLong) ที่ชาวไทยรู้จักกันในนาม “องเชียงสือ”
จุดเด่นแห่งแรกที่มองเห็นมาแต่ไกลคือ “หอธง” ป้อมปราการแข็งแรงที่มีธงสีแดงฉาน โบกสะบัดอยู่ทางด้านบน ถัดเข้าไปคือประตูขนาดใหญ่ที่เป็นด่านแรกของพระราชวัง เรียกว่า “ประตูเที่ยงวัน” (CuaNgoMon)
ซึ่งอยู่ทางทิศใต้ สร้างด้วยหินแกรนิต มีหอคอยอันเป็นที่ประทับของจักรพรรดิ์เมื่อทรงประกอบพิธีกรรมต่างๆ สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้ามินห์ม่าง ใน ค.ศ.1834
เมื่อผ่านสิ่งก่อสร้างอันยิ่งใหญ่นี้ไป จะมีสะพานอันทอดยาวเข้าสู่ “พระราชวังไทฮวา” สะพานดังกล่าวมีชื่อที่แปลเป็นภาษาไทยได้ว่า “สะพานน้ำทอง” ซึ่งในอดีตมีไว้สำหรับจักรพรรดิ์เท่านั้น ก้าวแรกของการเดินบนสะพานแห่งนี้ จึงถือเป็นก้าวที่ยิ่งใหญ่สำหรับนักเดินทางจากต่างถิ่นโดยแท้ ในที่สุดก็ถึงตัวพระราชวัง ซึ่งภายในมีการแบ่งเขตพระราชฐานชั้นต่างๆ เลียนแบบพระราชวังอันยิ่งใหญ่ของจักรพรรดิ์จีน มีวัดวาอาราม
ห้องสมุด โรงละคร และสิ่งก่อสร้างอื่นๆ อีกมากมาย ไม่ลืมเดินเข้าสู่ลานกว้างซึ่งจะพบอาคารชั้นเดียวหลังคามุงกระเบื้องแบบจีนที่ถูกจัดเป็น “พิพิธภัณฑ์”
ข้าวของเครื่องใช้ในราชสำนักถูกนำมาจัดแสดง พัสตราภรณ์อันงดงามประณีต หยุดสายตาของผู้คนไว้ชั่วขณะ เสาไม้สีแดงมากมายสร้างความมั่นคงให้แก่สิ่งก่อสร้างต่างๆ กระเบื้องหลากสีสันสร้างความงดงามแปลกตา พระราชวังแห่งนี้นำพาให้ผู้คนเดินทางมาจากทุกหนทุกแห่ง เพื่อชมความยิ่งใหญ่ของมรดกโลกทางวัฒนธรรม ซึ่งถูกประกาศโดยองค์การ Unesco เมื่อ พ.ศ. 2536
แม้บัดนี้ความรุ่งโรจน์แห่งนครเว้อันยิ่งใหญ่ จะกลายเป็นเพียงอดีตที่ถูกจารึกในหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์ โลก แต่สิ่งที่ยังคงเดิมก็คือ แม่น้ำสายหนึ่งที่หล่อเลี้ยงผู้คนมาเนิ่นนานนับร้อยปี อย่าง “แม่น้ำหอม”
(Purfume River)
|
|
ริมแม่น้ำสายนี้ มีวัดแห่งหนึ่ง ชื่อว่า “วัดเทียนมู่” ซึ่งเป็นศูนย์กลางของพุทธศาสนานิกายเซน เจดีย์ทรง 8 เหลี่ยม 7 ชั้น ตั้งตระหง่านเป็นสัญลักษณ์ของความสงบ ขัดแย้งกับประวัติศาสตร์การเมืองยุคหลังของเวียดนาม ซึ่งวัดแห่งนี้มีส่วนเกี่ยวข้อง เมื่อท่านเจ้าอาวาสเผาตัวเองพร้อมรถออสตินสีฟ้า ในช่วงสายของวันที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2506 ณ กรุงไซ่ง่อน หรือโฮจิมินห์ซิตี้ในปัจจุบัน เพื่อประท้วงรัฐบาลที่บังคับให้ประชาชนนับถือศาสนาคริสต์ การฉ้อราษฎร์บังหลวง และใช้ความรุนแรงขัดขวางการฉลองวันวิสาขบูชา รถคันดังกล่าวถูกเก็บรักษาและจัดแสดงไว้ ณ วัดเทียนมู่นี้เอง
เรือหัวมังกรพาเราข้ามลำน้ำหอมไปยังอีกฝั่งหนึ่ง กลิ่นหอมของดอกไม้ลอยมาจากที่ไหนสักแห่ง ยามเย็นในแม่น้ำสายประวัติศาสตร์ช่างเป็นเวลาที่เงียบสงบ และสุนทรีในเวลาเดียวกัน แสงไฟจากสะพานตรังเทียน (Thrung Tien Bridge) สร้างสีสันให้ค่ำคืนของเมืองเว้ ร้านขายอาหารเล็กๆ ริมถนนแถบ “ตลาดดองบา” ยังเปิดให้บริการ อาหารมื้อค่ำริมแม่น้ำหอมแม้ไม่หรูหรา แต่ก็ให้บรรยากาศที่น่าจดจำ
เดินทางกลับฮานอยด้วยความเสียดาย ที่ยังไม่ได้ชมความยิ่งใหญ่ของ “สุสานพระเจ้าตือดึ๊ก” และ
“สุสานพระเจ้ามินห์หมาง” แต่เวลาที่มีจำกัดทำให้ต้องจากเมืองเว้มาอย่างไม่เต็มใจสักเท่าไหร่ คิดในใจว่าคราวหน้าต้องไม่พลาดสุสานทั้ง 2 แห่งอย่างแน่นอน
|
วันที่ห้า
ตื่นขึ้นมารับเช้าวันใหม่ด้วยเสียงแตรรถจักรยานยนต์ ซึ่งบอกเราว่าเดินทางกลับมาถึงฮานอยเรียบร้อย
แล้ว ขนสัมภาระไปยังเกสต์เฮาส์แล้วอาบน้ำทานข้าว เพื่อเตรียมปฏิบัติภาระกิจอันยิ่งใหญ่ นั่นก็คือการช้อปปิ้งของฝากก่อนกลับ แหล่งช้อปสำคัญของบรรดานักท่องเที่ยวอยู่ในบริเวณ Old Quarter อันเป็นที่ตั้งของ
เกสต์เฮาส์นั่นเอง |
|
ก่อนมาถึงที่นี่ มีหลายคนแนะนำให้ซื้อหา “กาแฟ” ทั้งแบบผง และแบบที่เป็นเมล็ดกลับไปลองชิม
กลิ่นหอมกรุ่นของกาแฟจากร้านค้ามากมายยั่วยวนให้เดินเข้าไปหา ราวกับต้องมนต์สะกดจากเครื่องดื่มจากสรวงสวรรค์ชนิดนี้
นักท่องเที่ยวหลายคนแวะซื้อกระเป๋าเดินทางราคาถูก ซึ่งบอกกันมาปากต่อปากในหมู่คนไทย แต่ต้องบอก ไว้ว่าส่วนใหญ่เป็นสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ที่นำเข้าจากเมืองจีน เช่นเดียวกับรองเท้ากีฬา และแว่นตากันแดดที่มีการซื้อขายกันอย่างคึกคัก รองเท้าสตรีสวยๆ ซึ่งถ้าคิดเป็นเงินไทยแล้วมีราคาไม่ถึง 100 บาท ถูกวางจำหน่ายในร้านค้าริมถนน ถ้าต่อดีๆ อาจซื้อได้เพียง 60 - 70 บาทเท่านั้น ซึ่งแน่นอนว่าคุณภาพกับราคาย่อมมาคู่กัน เมื่อซื้อกลับมาแล้วจึงทราบในภายหลังว่า พื้นรองเท้าด้านในทำด้วยกระดาษแข็ง จึงมีต้นทุนต่ำมากจนขายได้ในราคาถูกเช่นนั้น แต่ถ้ากะจะซื้อเอามันส์ หรือใส่ตามแฟชั่นชั่วครั้งชั่วคราว สินค้าชนิดนี้ก็ถือว่าคุ้มค่ากับการซื้อหากลับเมืองไทย
งานประณีตศิลป์ เป็นผลิตภัณฑ์อีกอย่างหนึ่งที่ขึ้นชื่อของเวียดนาม จำได้ว่าขนาดใน “จารึกโคลงภาพต่างภาษา” สมัยรัชกาลที่ 3 ภายในวัดพระเชตุพน (วัดโพธิ์) ที่บ้านเรายังกล่าวชมว่าคนเวียดนามเก่งกาจเรื่องงานช่างไม้
เครื่องบินลำหนึ่ง กล่าวอำลาสนามบินนอยไบ พร้อมความทรงจำมากมายของนักท่องเที่ยวจากต่างถิ่น ที่กำลังเดินทางกลับบ้านด้วยความรู้สึกเต็มอิ่มกับเรื่องราวต่างๆ ในช่วงเวลาสั้นๆ…ช่วงเวลาที่มีความหมาย… ณ ดินแดนแห่งสีสันตะวันออกที่มีชื่อว่า “เวียดนาม”
|
งบประมาณ
| ค่าเครื่องบินไป - กลับ (สายการบินต้นทุนต่ำ) |
5,280
|
|
บาท |
| ค่าที่พักรวม 2,200 หาร 2 คน เฉลี่ยคนละ |
1,100
|
|
บาท |
| ค่ารถแทกซี่เดินทางไปตามจุดต่างๆ รวม 2,500 บาท หาร 2 เฉลี่ยคนละ |
1,250
|
|
บาท |
| ค่ารถเมล์ และมอเตอร์ไซค์รับจ้าง 300 หาร 2 เฉลี่ยคนละ |
150
|
|
บาท |
| ค่าอาหารตลอดการเดินทาง 3,000 บาท หาร 2 เฉลี่ยคนละ |
1,500
|
|
บาท |
| ค่าซื้อทัวร์ไปฮาลองเบย์ (พร้อมอาหารและที่พักบนเรือ 1 คืน) คนละ |
1,500
|
|
บาท |
| ค่าชมการแสดงและเข้าชมพิพิธภัณฑ์ต่างๆ |
500
|
|
บาท |
| ค่าของฝาก |
1,000
|
|
บาท |
| รวม |
12,280
|
|
บาทต่อคน |
|