ค้นหา:
Join:
Home / Travel / รวมท่องเที่ยวตามงบประมาณ / ตุรกี / ท่องเที่ยวตามงบประมาณ / มหัศจรรย์แห่งอิสตันบูล อัญมณีแห่งโลก 2 ทวีป - 4 วัน 3 คืน งบประมาณ 56,607 บาทต่อคน

ตุรกี - ท่องเที่ยวตามงบประมาณ


Send To Friend

 

มหัศจรรย์แห่งอิสตันบูล อัญมณีแห่งโลก 2 ทวีป
4 วัน 3 คืน งบประมาณ 56,607 บาทต่อคน

"อิสตันบูล" เมืองสำคัญเพียงเมืองเดียวในโลก ที่ตั้งอยู่ใน 2 ทวีป คือ ทวีปยุโรป ฝั่ง Thrace ของบอสฟอรัส และทวีปเอเชีย ฝั่งอนาโตเลีย การได้ไปเยือน
เหมือนการอยู่คาบเกี่ยวระหว่าง 2 อารยธรรมที่มีคุณค่าดั่งอัญมณีของโลก

ออกเดินทางจากสนามบินสุวรรณภูมิที่เวลา 23.45 น. เพื่อเดินทางไปยังอิสตันบูล เวลา 05.30 น. ด้วย เครื่องบินของสายการบิน Turkish สู่กรุงอิสตันบูล เมืองสำคัญที่สุดของประเทศตุรกี หรืออดีตจักรวรรดิ
อ็อตโตมันที่ยิ่งใหญ่

วันแรก

ถึงอิสตันบูลแต่เช้าตรู่ แต่ก่อนอื่นรีบตรงไปเช็กอินที่ Crowne Plaza Istanbul Old City Hotel
(www.CrownePlaza.com) โรงแรมที่ถือว่าคือคำตอบที่ดีที่สุดและคุ้มค่ากับการใช้เวลาท่องเที่ยวที่นี่ เพราะอยู่ใจกลางอิสตันบูลทำเลดีเยี่ยม ที่สามารถเดินไปยังสถานที่ท่องเที่ยวได้หลายแห่ง อาทิ วิหารฮาเจีย โซเฟีย มัสยิดสุลต่าน “Blue Mosque” พระราชวังทอปกาปีรวมถึงตลาดขายของที่ระลึกอย่าง แกรนด์ บาร์ซาร์ นอกจากนี้ยังมีรถรางผ่านหน้าโรงแรม จึงสะดวกต่อการเดินทางอย่างยิ่ง ถ้ายังเข้าห้องพักไม่ได้ก็ฝากกระเป๋าไว้ก่อน เข้าห้องน้ำล้างหน้าล้างตาเพื่อเป็นการคลายความเมื่อยล้าตลอด 10 ชั่วโมงบนเครื่องบิน

หลังจากนั้นก็เตรียมกล้องตัวเก่งพร้อมแล้วก็ออกเดินทางโดยเริ่มที่ “บลูมอสก์” (Blue Mosque) บลูมอสก์สร้างขึ้นในช่วงปี ค.ศ. 1609 - 1616 ว่ากันว่า เมห์เมต อาอา (Mehmet Ağa) สถาปนิกผู้สร้างสรรค์มัสยิดแห่งนี้ ต้องการแสดงให้โลกรู้ว่าเขามีความสามารถเหนืออาจารย์ และสถาปนิกที่ออกแบบวิหารเซนต์โซเฟีย จึงบรรจงออกแบบจนอลังการ โดยให้ตัวมัสยิดหันหน้าเข้าหาวิหารเซนต์โซเฟีย เป็นการประชันความงามกันอยู่คนละฟากฝั่งของจัตุรัสสุลต่านอาห์เมต ที่ซึ่งในฤดูร้อนจะมีงานแสดงแสงสีที่งดงามยามค่ำคืน แม้จะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าดีไซน์ของมัสยิดแห่งนี้ มองดูคล้ายวิหารเซนต์โซเฟีย แต่ก็ต้องยอมรับว่าเป็นผลงานที่
น่าประทับใจ ภายนอกโดดเด่นด้วยหอมินาเร็ต 6 หลัง และลานด้านหน้าที่ใหญ่ที่สุดในบรรดามัสยิดของ
ออตโตมัน ส่วนการตกแต่งภายในก็ดูยิ่งใหญ่ด้วยหน้าต่างทั้งหมด 260 บาน สลับสล้างด้วยหน้าต่างกระจกสีอันวิจิตร และพื้นที่สำหรับละหมาดขนาดกว้าง ภายในบริเวณมัสยิดมีโรงเรียนสอนศาสนา โรงพยาบาล ที่พักแรกของขบวนคาราวาน และโรงครัวต้มน้ำซุป (เรียกว่าคุลลีเย หรือ külliye) สุลต่านอาห์เมตได้ชื่นชมบลูมอสก์อยู่เพียงปีเดียว ก่อนสิ้นพระชนม์ด้วยวัยเพียง 27 พรรษา

จากนั้นก็เดินทางต่อไปยัง “วิหารเซนต์โซเฟีย” (Aya Sofya) ซึ่งมีชื่อเรียกในภาษาละตินว่า Sancta
Sophia และ Haghia Sofia ในภาษากรีก สร้างในสมัยจักรพรรดิจัสติเนียน โดยฝีมือรังสรรค์ของ อันเธนิอุสแห่งทรัสลิส และอีซีโดรุสแห่งมีเลตุส ใช้เวลาสร้างเกือบ 6 ปี จึงเสร็จสมบูรณ์เมื่อ ค.ศ. 537 และทำซ้ำอีกครั้งเมื่อ ค.ศ. 563 หลังการซ่อมแซมยอดโดมที่พังลงมาเพราะแผ่นดินไหว วิหารแห่งนี้ได้รับการยกย่องเป็นสุดยอด
สถาปัตยกรรมในยุคนั้น มีแผ่นหินอ่อนคอยดูดซับและสะท้อนแสงเทียน และตะเกียงนับพันดวง ภายในจึง
สว่างไสวจนพวกคนเดินเรือเข้าใจผิดว่าเป็นประภาคาร แต่ดวงไฟเหล่านี้ก็อาจเป็นต้นเพลิงที่เผาผลาญวิหารหลังเดิมและบ้านเรือนในละแวกใกล้เคียงในยุคนั้นก็ได้ ภายในมีที่ตั้งบัลลังก์จักรพรรดิที่ถือเป็นศูนย์กลางจักรวาล ในห้องมีเสารักษาโรคอยู่ต้นหนึ่ง ซึ่งกล่าวกันว่าสามารถรักษาโรคไมเกรนของจักรพรรดิจัสติเนียนได้เมื่อแนบพระเศียรลงกับเสา จึงเกิดความเชื่อว่าเสาแต่ละต้นในวิหารสามารถรักษาโรคได้ แต่เมื่อถูกลูบคลำเป็นเวลาหลายศตวรรษ เนื้อเสาก็สึกเว้าเข้าไปจนปัจจุบันต้องนำทองเหลืองมากรุเป็นกรอบ และเรียกรอยเว้านี้ว่า หลุมศักดิ์สิทธิ์

ความงดงามของภาพโมเสกที่จักรพรรดิจัสติเนียนและจักรพรรดิองค์ต่อๆ มาทรงนำมาประดับถูกพวกมุสลิมทำลายไปหลายภาพในช่วง ค.ศ. 729 - 843 ภาพที่เหลือรอดมาจนถึงปัจจุบันเป็นเพราะทาน้ำปูนขาวปิดทับเอาไว้ อย่างภาพของพระเยซู จอห์นผู้ล้างบาป และพระแม่มาเรีย รวมถึงภาพจักรพรรดินีโซ และพระสวามี
คอนสแตนตินที่ 9 โมโนมาคุส ถัดขึ้นไปเป็นภาพอดีตพระสวามี โรมานุส ที่เคยเป็นคนเลี้ยงม้าผู้ล่อลวง
จักรพรรดินีโซเพื่อจะยึดอำนาจ แต่กลับสูญเสียทั้งบัลลังก์และชีวิต

ส่วนภาพผู้ใจบุญเป็นภาพของจักรพรรดิคอนสแตนตินและจัสติเนียน ถวายนครอิสตันบูลและวิหารเซนต์โซเฟีย บูชาแม่พระและพระกุมาร ภาพเหล่านี้ถูกพบอีกครั้งเมื่ออาตาตุร์คทำการบูรณะวิหารในทศวรรษ 1930 เพื่อจัดทำเป็นพิพิธภัณฑ์สำหรับคนรุ่นหลัง

และอีกจุดหมายที่เรากำลังจะไปก็ทำให้เราตื่นเต้นไม่น้อย เพราะมาที่นี่ต้องไม่พลาดการเดินลัดเลาะตลาดชมสินค้าท้องถิ่นที่ Spice Bazaar นอกจากนี้ยังสามารถฝากท้องไว้ได้ แบบชนิดที่เรียกว่าอร่อยได้ตลอดริมทางเลยทั้งอาหารท้องถิ่น ผลไม้สีสด Spice Bazaar คือตลาดเครื่องเทศแห่งกรุงอิสตันบูลนี้สร้างตั้งแต่ช่วงปี ค.ศ. 1660 นอกจากเครื่องเทศ ถั่วชนิดต่างๆ รังผึ้ง และน้ำมันมะกอก ยังหาซื้อลูกฟิก ขนมเตอร์กิชดีไลท์ (lokum) ผลไม้ทั้งสดและแห้ง ของที่ระลึก เครื่องประดับ เครื่องแต่งกาย ชาชนิดต่างๆ ชาผลไม้อย่างชาแอปเปิ้ลและชาทับทิมของตุรกีนั้นหอมอร่อยมาก แต่ชาดำนั้นมีรสขม แถมยังมีสมุนไพรบำรุงทางเพศอีกหลายชนิด และร้านอาหารที่เก่าแก่ที่สุดของเมืองชื่อ Pandeli ก็อยู่ที่นี่ ขาช้อปขากินต้องไม่พลาด (Spice Bazaar เปิดวันจันทร์ถึงวันเสาร์ เวลา 08.30 - 18.30 น) และด้วยความเพลิดเพลินรู้ตัวอีกทีก็พลบค่ำ และเมื่อยล้าพอสมควร จึงกลับโรงแรมทำเก๋ด้วยการดินเนอร์ในห้องนอนลิ้มรสชาติอาหารที่ซื้อจากร้าน Pandeli ตบท้ายด้วยผลไม้หวานฉ่ำ
จาก Spice Bazaar เช่นกัน วันแรกก็คุ้มแสนคุ้มกับการสัมผัสศิลปะและวิถีชีวิตที่เมืองอิสตันบูล

วันที่สอง

ตื่นขึ้นมาด้วยความกระปรี้กระเปร่า เติมพลังด้วยอาหารเช้า กาแฟหอมกรุ่น ก็ทำให้ยิ่งกระฉับกระเฉง ที่จะเที่ยวอิสตันบูลในอีกหนึ่งมุมมอง โดยเริ่มที่การเข้าชม พระราชวังดอลมาบาเช่ (DOLMABAHCE PALACE) ซึมซับความเจริญของวัฒนธรรมและวัตถุของจักรวรรดิออตโตมัน พระราชวังแห่งนี้สร้างโดยสุลต่านอับดุล เมอซิท
ผู้คลั่งไคล้วัฒนธรรมยุโรปอย่างสุดขั้ว ใช้เวลาสร้างทั้งสิ้น 12 ปี เป็นศิลปะแบบผสมผสานของยุโรป และ
ตะวันออก ตกแต่งอย่างสวยงามและไม่คำนึงถึงความสิ้นเปลืองใดๆ ทั้งสิ้น ด้านในมีห้องต่างๆ และฮาเร็มตกแต่งด้วยโคมระย้า บันไดลูกกรงแก้วเจียระไน และโคมไฟมหึมา หนัก 4.5 ตัน นาฬิกาทุกเรือนของที่นี่จะชี้เวลา 09.05 น.เป็นนิจนิรันดร์ เพื่อระลึกถึงเวลาของการจากไป ของ คามาล อตา เติร์ก (KAMAL ATATURK) วีรบุรุษของชาติผู้บดขยี้กองทัพอังกฤษที่กาลิโปลีในสมัยสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง

ก่อนเดินทางสู่จุดหมายต่อไปขอรองท้องด้วยมื้อเที่ยงที่ Kebap House ร้านอาหารตุรกีขนานแท้ที่มีต้นกำเนิดจากอาหารของชนเผ่าเติร์ก บริการอาหารประเภทเนื้อ เช่น เนื้อวัว เนื้อแกะ เนื้อไก่ และอาหารทะเล นำมาต้ม อบ ย่าง ปรุงด้วยเครื่องเทศ รสชาติสไตล์เมดิเตอร์เรเนียน นอกจากนี้ยังมีของหวานและผลไม้ไว้บริการด้วย แต่พยายามไม่ให้อิ่มมากนักเพราะต้องล่องเรือ และเว้นเนื้อที่ให้อาหารเย็นกับร้านอาหารที่หลายคนแนะนำ อิ่มพอประมาณแล้วก็ถึงเวลาชมทัศนยภาพในแบบพาโนรามา กับการล่องเรือชม ช่องแคบบอสฟอรัส ที่เชื่อม ทะเลดำ (THE BLACK SEA) กับ ทะเลมาร์มาร่า (SEA OF MARMARA) มาถึงอิสตันบูลทั้งที หากไม่ได้นั่งเรือล่องบอสฟอรัสก็เหมือนมาไม่ถึง ช่องแคบที่เป็นเส้นแบ่งระหว่างยุโรปและเอเชียนี้เชื่อมระหว่างทะเลมาร์มาราและทะเลดำ

เรือล่องบอสฟอรัสมีทั้งแบบเรือโดยสารที่จอดตามท่าต่างๆ และแบบเหมาลำ เส้นทางยอดนิยมเป็นเรือเฟอร์รี่จากท่าเรือเอมิโนนู ไปยังอนาโดลู คาวาอือ เรือจอดป้ายแรกที่เบชีคตัส หรือพิพิธภัณฑ์เรือ (ฝั่งยุโรป) ผ่าน
พระราชวังโดลมาบาเช ถัดมาคือพระราชวังชีราอาน เคยเป็นที่ประทับของสุลต่านอับดุลอาซิซ ถูกไฟไหม้ในทศวรรษ 1920 ปัจจุบันเป็นโรงแรมชีราอาน โฮเตล เคมปินสกี้ อันเลิศหรู ตรงข้ามกันเป็นฝั่งเอเชียที่เรียกว่า เฟติ อาห์เมต ปาซา ยาลึ เรียงรายไปด้วยเรือนไม้ฤดูร้อนและสถานทูตต่างชาติในยุคออตโตมัน

ใต้สะพานบอสฟอรัสฝั่งยุโรปเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีสีสัน ทั้งหอศิลป์ บาร์ ร้านอาหารมีระดับ บริเวณนี้ในอดีตเป็นหมู่บ้านออร์ตาเคอย์ ถัดมาคือ เบย์เลอร์เบยี ซารายึ ตำหนักเล็กขนาด 30 ห้อง ของสุลต่านอับดุลอาซิซ จากนั้นเรือจะล่องสู่ย่านชานเมืองที่สงบและมีเสน่ห์แบบโบราณ อย่าง คานลึจา ที่มีโยเกิร์ตอร่อยขึ้นชื่อ
อาร์นาวูตเคอย์ (หมู่บ้านอัลบาเนีย) และอานาโคลูฮีซารึ (ปราสาทอนาโตเลีย) ที่อยู่บนฝั่งเอเชีย ส่วนที่อยู่เยื้องกันบนฝั่งยุโรปเป็น รูเมลีฮีซารึ (ปราสาทเธรซ หรือปราสาทเครื่องตัดคอ) ที่สร้างโดยสุลต่านเมห์เมต
ผู้พิชิต ปราสาททั้งสองดูงามแปลกตาและไม่ค่อยน่ากลัว แต่ในอดีตคือเคยใช้เป็นที่บัญชาการและติดตั้งอาวุธยุทโธปกรณ์ ในการตัดความช่วยเหลือที่กรุงคอนสแตนติโนเปิลจะได้รับ เพื่อจะปิดล้อมกรุงในปี ค.ศ. 1453

เมื่อเรือลอดใต้สะพานลอดช่องแคบแห่งที่สอง (สะพานฟาติห์) เสียงอึกทึกในตัวเมืองจะแผ่วลง เหลือแต่เสียงหวูดเรือประมงเล็กๆ ที่กลับจากหาปลาตอนกลางวัน และเรือบรรทุกน้ำมันของรัสเซียและโรมาเนียที่แล่นเข้าออกช่องแคบบอสฟอรัสและดาร์ดาแนลส์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นภาพอดีต ที่รัสเซียถือเอาช่องแคบตุรกีเป็นกุญแจปิดล็อกประตูหลังบ้านของตน

ท่าเรือปลายๆ ทาง มีตลาดปลาและร้านอาหารทะเลจำนวนมาก ทั้งท่าเรือเยนีเคอย์, ซารีแยร์, เบย์คอซ และท่าสุดท้ายที่ อนาโดลู คาวาอือ ลองเลือกสักร้านเพื่อชิมอาหารทะเลสดๆ ที่ปรุงอย่างอร่อย เป็นการซึมซับ
กลิ่นอายของอิสตันบูล และมื้อค่ำของคืนนี้จะเป็นที่ไหนไปไม่ได้ถ้าไม่ใช่ร้าน Lacivert ร้านอาหารสไตล์
เมดิเตอร์เรเนียน ที่บริการอาหารประเภทปลาและอาหารทะเลรสชาติอร่อยถูกปาก ตั้งอยู่ขนานกับช่องแคบบอสฟอรัส ผู้มารับประทานอาหารจะได้สัมผัสกับบรรยากาศอันโรแมนติก พร้อมชมวิวทัวทัศน์อันเป็นเสน่ห์ของเมืองอิสตันบูลอีกด้วย

วันที่สาม

รับประทานอาหารเช้าเสร็จ ก็เช็กเอ้าท์เพื่อออกเดินทางสู่ เมืองคัปปาโดเจีย เมืองที่ได้รับการประกาศจากองค์การยูเนสโกให้เป็นมรดกโลก ชื่นชมกับการเดินทางที่มีภูมิประเทศอันน่าอัศจรรย์ เกิดจากภูเขาไฟที่ไหลออกปกคลุมไปทั่วพื้นที่ และเมื่อวันเวลาผ่านไป พายุ ลม ฝน ได้เป็นตัวแปรที่ก่อให้เกิดการแปรสภาพเป็น
หุบเขาร่องลึก เนินเขา กรวย หินและเสารูปต่างๆ ที่งดงาม จากนั้นเดินทางสู่เกอเรเม่ ชม พิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง ซึ่งเป็นศูนย์กลางของศาสนาคริสต์ในช่วง ค.ศ. 9 ซึ่งเป็นความคิดของชาวคริสต์ที่ต้องการเผยแพร่
ศาสนา โดยการขุดถ้ำเป็นจำนวน มากเพื่อสร้างโบสถ์ และยังเป็นการป้องกันการรุกรานของชนเผ่าลัทธิอื่นที่ไม่เห็นด้วยกับศาสนาคริสต์

แล้วต่อด้วยไปชมนครใต้ดิน (Underground City of Derinkuyu or Kaymakli) ซึ่งเป็นที่หลบซ่อนตัวจากการรุกรานของข้าศึก พร้อมทั้งยังมีระบบระบายอากาศและสภาพชีวิตความเป็นอยู่ใต้ดินพร้อมสรรพ จากนั้นแวะชมโรงงานทอพรม โรงงานเซรามิค และโรงงานเครื่องหนังชั้นนำของประเทศตุรกี ซึ่งสามารถเลือกซื้อของฝากและต่อรองราคาได้

หลังจากอาหารกลางวันแบบฟู้ดสตรีท ก็ออกเดินทางสู่เมือง แองการ่า เมืองหลวงแห่งดินแดนอนาโตเลียประเทศตุรกี ระหว่างทางได้แวะถ่ายรูปและชมวิวของ ทะเลสาบเกลือ (Salt Lake) และเดินทางต่อไปยัง
เมืองโบลู เมืองที่ตั้งอยู่บนหุบเขา และมีชื่อเสียงโด่งดังมากในเรื่องของสปา ซึ่งมีให้บริการอยู่ภายในโรงแรมชั้นนำต่างๆ จึงไม่รอช้าเข้าพักที่ Buyuk Abant Hotel และฝากท้องกับอาหารค่ำแบบบุฟเฟ่ต์ที่โรงแรมนี้ หลังจากนั้นก็ลองใช้บริการสปาเพื่อผ่อนคลายความอ่อนล้า

วันที่สี่

กลับมาเก็บตกอิสตันบูลกันอีกครั้งที่ Topkapı Palace พระราชวังทอปคาปึ (Topkapı) สร้างในรัชสมัยสุลต่านเมห์เมต อยู่บนเนินลูกแรกของอิสตันบูล เหนือจุดบรรจบของช่องแคบบอสฟอรัส ทะเลสาบโกลเด้นฮอร์น และทะเลมาร์มารา เปรียบประดุจศูนย์กลางของจักรวรรดิ เป็นบ่อกำเนิดของเรื่องราวทั้งดีงามและสามานย์ตลอดช่วง 500 ปีของยุคออตโตมัน

พระราชวังทอปคาปึแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ พระราชวังชั้นนอก (Outer Palace) หรือบีรูน (Birun) พระราชวังชั้นใน (Inner Palace) หรือเอนเดรูน (Enderun) และฮาเร็ม (Harem) แต่ละส่วนแบ่งเป็นอัฟลู (avlu) หรือลานกว้างที่มีประตูเชื่อมอีกหลายชั้น ประตูจักรพรรดิ เปิดออกสู่ลานชั้นแรก ในอดีตเป็นที่ตั้งกองบัญชาการใหญ่ของทหารเยนีเชรีและองครักษ์เพรเตอร์ แห่งจักรวรรดิออตโตมัน ประตูชั้นที่สองคือประตูถวายคารวะ เป็นทางเข้าพระราชวังโดยตรง สุลต่านทรงม้าผ่านประตูนี้ได้เพียงผู้เดียว คนอื่นต้องลงจากหลังม้า ที่ด้านนอกติดกับประตูมีบ่อน้ำพุชื่อ น้ำพุเพชฌฆาต สำหรับให้เพชฌฆาตใช้ชะล้างคราบเลือดบนขวานหลังประหารชีวิตนักโทษแล้ว

ฮาเร็มเป็นเขตต้องห้ามที่ซึ่งพระมารดา เหล่าชายา นางระบำ และโอรสธิดาของสุลต่านใช้ชีวิตอยู่โดยตัดขาดจากโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิง บุรุษที่เข้าออกได้มีเพียงเจ้าชายและทาศยูนุคผิวดำเท่านั้น ฮาเร็มไม่ใช่อาณาจักรแห่งกามโลกีย์อย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่เป็นฝ่ายในที่มีการปกครองตามลำดับชั้น พระราชมารดาของสุลต่านเป็นราชินีผู้ทรงสิทธิ์ขาดของอาณาจักรฝ่ายใน รองลงมาคือพระชายาตามกฎหมาย เฉพาะในฮาเร็มมีห้องทั้งหมดกว่า 300 ห้อง ถ้าพูดถึงภาพรวมแล้ว ภายในอาณาเขตพระราชวังมีลักษณะเป็นเมืองซ้อนอยู่ในตัวเมือง แน่นขนัดไปด้วยอาคารที่พักของช่างฝีมือหลวง คนสวน และทหารยาม ซึ่งจะสวมเครื่องแบบต่างสีกันไปเพื่อให้แยกแยะได้ง่าย เพราะมีคนอาศัยอยู่กว่า 5,000 คน

นอกจากมัสยิดและโรงอาบน้ำ ยังมีสวนสัตว์ที่มีทั้งสิงโต ช้าง หมี และของขวัญจากประมุขต่างแดน เนื้อที่ปัจจุบันซึ่งมีอาณาเขตกว้างขวาง จนอาจต้องใช้เวลาหนึ่งวันเต็มจึงจะชมได้ทั่ว ยังถือว่าลดน้อยลงจากสมัยก่อนมาก อาณาเขตเดิมนั้นแผ่ขยายไปถึงทะเลมาร์มารา สถานีรถไฟซีร์เคจี และสวนกุลฮาเน หมู่อาคารเดิมในสมัยสุลต่านอาห์เมตได้แก่ Raht Hazinesi หรืออาคารพระคลังมหาสมบัติ กำแพงชั้นนอก - ชั้นใน และซีนีลีเคิชค์ หรือพระตำหนักกระเบื้อง ซึ่งปัจจุบันจัดทำเป็นพิพิธภัณฑ์พอร์ซเลนแห่งตุรกี ปิดท้ายทริปจึงไปต่อด้วยการเลือกซื้อของฝากกันที่ Grand Bazaar ซึ่งเป็นบาซาร์ขนาดใหญ่ที่มีร้านค้ากว่า 4,000 ร้าน และมีสินค้าหลากชนิด หลายคุณภาพ โดยเฉพาะเครื่องแต่งกาย ทั้งเสื้อหนังแกะแบบทันสมัยราคาไม่โหดมาก เสื้อแบบตุรกีที่เป็นของเก่าแก่ สวยมากแต่ก็แพงมาก กระเป๋า รองเท้า เครื่องประดับ ผ้าคลุมไหล่แพชมีนา พรม เครื่องเซรามิก และของที่ระลึก ที่สำคัญยังฝากท้องที่นี่ได้ด้วย
(Grand Bazaar เปิดวันจันทร์ถึงวันเสาร์ เวลา 08.30 - 19.00 น.)

จากนั้นก็พุ่งตรงไปยังสนามบินเพื่อเดินทางกลับกรุงเทพฯ ดูเวลาให้ดีว่าอย่าให้ถึงสนามบินเกิน 3 ทุ่ม เป็นอันขาด เพราะเครื่องบินจะออกเวลา 5 ทุ่ม 40 นาที ถึงสนามบินสุวรรณภูมิเวลา 13.40 น. ของอีกวัน

ระหว่างนั่งอยู่บนเครื่องและมองลงมายังผืนดินอิสตันบูลก็ประจักษ์ว่า การได้มาเยือนเหมือนการได้อยู่คาบเกี่ยวระหว่าง 2 อารยธรรมที่มีคุณค่าดั่งอัญมณีของโลก และเป็นเมืองที่มีเสน่ห์ หากใครไม่ได้ไปเยือนอิสตันบูลก็เหมือนไปไม่ถึงตุรกี

รายละเอียดงบประมาณ
  - ค่าตั๋วเครื่องบินไป - กลับ กรุงเทพฯ - อิสตันบูล
  สายการบิน Turkish Airlines ประมาณ
- ค่ารถโดยสารภายในประเทศ ประมาณ 80 TRY หรือประมาณ
- ค่าเข้าชมสถานที่ท่องเที่ยว ประมาณ 90 TRY หรือประมาณ
- ค่าที่พัก 3 คืน ประมาณ 467 TRY หรือประมาณ
- ค่าอาหาร 9 มื้อ ประมาณ 242 TRY หรือประมาณ
- ค่าสปา ประมาณ 90 TRY หรือประมาณ
รวม

35,000 บาท
1,780 บาทต่อคน
2,000 บาทต่อคน
10,500 บาทต่อคน
5,327 บาทต่อคน
2,000 บาทต่อคน
56,607 บาทต่อคน

อัตราเทียบเงินเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2552 : 1 TRY = 22.2595 THB
ตรวจสอบอัตราแลกเปลี่ยนเพิ่มเติมที่นี่


21 ธันวาคม 2552 12:03:56
 
 

 

 
 
   
 
  ตุรกี
  ข้อมูลทั่วไป
  ข้อมูลน่ารู้ก่อนเดินทาง
  เกร็ดความรู้ที่ควรทราบ
  สถานที่ท่องเที่ยวและกิจกรรมแนะนำ
  ท่องเที่ยวตามงบประมาณ
 
 
 
 
 
     
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
กันยายน
2553
<  >
 
   
 
     
   
 
เลือกจังหวัดในประเทศไทย