เจาะลึกมาเลเซีย สำรวจประเทศเพื่อนบ้านหลากหลายวัฒนธรรม ดื่มด่ำมรดกโลก 4 วัน 3 คืน งบประมาณ
12,000 บาท ต่อคน
ซาลา มัต มาเลเซีย สัมผัสประเทศเพื่อนบ้านหลากหลายวัฒนธรรม เอกลักษณ์แบบอย่างของชาวมาลายู ที่รวบรวมแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติทั้งภูเขาสูง ท้องทะเล ย้อนรอยอารยธรรมอันเก่าแก่ เมืองอาณานิคม มรดกโลกอันสวยงาม ตลอดจนเมืองแห่งความทันสมัย ความสนุกและความบันเทิงเข้าไว้ด้วยกัน

จากกรุงเทพฯ เดินทางด้วยสายการบินแอร์เอเชีย ถึงสนามบินกัวลาลัมเปอร์ ในเวลา 07.10 น.

วันที่ 1
และแล้วการท่องเที่ยวแบบฟรีสไตล์ก็เริ่มขึ้น เมื่อมาถึงแล้วไม่รอช้าคว้าแผนที่ฟรีจากสนามบิน กระโดดขึ้นรถ SkyBus จากสนามบินนานาชาติกัวลาลัมเปอร์ (Kuala Lumpur International Airport หรือ KLIA) เข้าสู่ตัวเมืองกัวลาลัมเปอร์ ซึ่งสะดวกสบายและรวดเร็วมากเพราะ SkyBus ของแอร์เอเซีย จะวิ่งจาก KLIA ตรงสู่สถานี KL Sentral ที่สำคัญสามารถซื้อตั๋วบนเครื่องบินได้เลย ค่าโดยสาร 9 RM ลงรถที่ KL Sentral ศูนย์กลางการ คมนาคมของกัวลาลัมเปอร์ เข้าเช็คอินเก็บกระเป๋าที่ The Heritage Station Hotel ล้างหน้าล้างตา นั่งชมวิวสวยของโรงแรมพอให้หายเหนื่อย จึงพร้อมออกไปลุยมาเลเซีย แต่ก่อนอื่นขอทำความรู้จักมาเลย์ด้วยอาหารแบบ Food Street มื้อเที่ยงสไตล์แขกๆ หอมเครื่องเทศไม่เบาแถมเยอะอีกต่างหาก เหมาะกับเวลาอันรีบเร่ง เพราะเชื่อว่าถ้าเป็นนักช้อปคงอยากจะหายตัวไปช้อป
อิ่มแล้วก็นั่งรถไฟฟ้าไปยังถนนช็อปปิ้งบูกิต บินตัง (Bukit Bintang) โดยพลัน ที่นี่คือแหล่งช้อปปิ้งที่พลาด
ไม่ได้ รวมไว้ซึ่งศูนย์การค้าและห้างดัง อย่าง อิเซตัน (Isetan) ล็อตเทน (LOT 10) เคแอลพลาซ่า (KL Plaza) พิคคาโล แกลเลเรีย (Piccalo Galleria) และอีกหลายห้าง ที่มีสินค้าทุกชนิดให้เลือกสรรในย่านเดียว ตั้งแต่
สินค้าแบรนด์เนมจนถึงอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ นอกจากนี้ยังมีโรงแรมหรู ร้านอาหาร ผับ บาร์ สร้างสีสันและชีวิตชีวาให้ถนนสายนี้ทั้งกลางวันและยามค่ำคืน ตื่นตากับการช้อปพร้อมได้ของโดนๆ

เห็นว่าอากาศกำลังดีก็เลยนั่งรถไปสถานี KLCC ถ่ายรูปกับตึกแฝดปิโตรนัส (Petronas) ซึ่งถือเป็นแลนด์มาร์ก ยุคใหม่ของมาเลย์ก็ว่าได้ ตึกนี้เคยครองตำแหน่งตึกสูงที่สุดในโลกเมื่อครั้งสร้างเสร็จหมาดๆ ในปี ค.ศ. 1996 ตึกสูง 88 ชั้นที่ครอบครองอาณาบริเวณ 85,000 ตารางเมตร คือสัญลักษณ์ของมาเลเซียยุคใหม่ ออกแบบโดยสถาปนิกชาวอาร์เจนตินา-อเมริกันชื่อ Cesar Pelli ซึ่งนำแรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมแบบอิสลามมาปรับโฉม เป็นรูปสามเหลี่ยมแฉกสลับกับครึ่งวงกลม รวมกันได้ 8 คู่ ที่ต้องมีเลข 8 มาเกี่ยวข้องก็เนื่องด้วยเป็นเลขมงคลสำหรับชาวจีน โครงสร้างตึกเป็นเหล็กกล้านำเข้าจากยุโรป ซึ่งถ้านำแผ่นเหล็กที่หุ้มตัวตึกทั้งหมดมาวัดขนาด จะได้ถึง 2 เมตร ภายในประกอบด้วยสำนักงาน ห้องประชุม ศูนย์การค้า พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ ศูนย์
วิทยาศาสตร์ ศูนย์ศิลปะ สำหรับจุดชมวิวอยู่บนชั้น 42 ต้องรับบัตรคิวในการเข้าชมที่มีจำนวนจำกัด เพียงวันละ 1,000 รายเท่านั้น
มาถึงมาเลเซีย จะไม่มาชมหัวใจของคนที่นี่คงไม่ได้ มัสยิดจาเม็ค (Masjid Jamek) หรือ Jamek Mosque มัสยิดที่เก่าแก่ที่สุดในกรุงกัวลาลัมเปอร์ จึงเป็นจุดหมายต่อไป ที่นี่เปิดใช้งานในปี 1909 โดยมีแรงบันดาลใจมาจาก Mokul mosques ทางตอนเหนือของอินเดีย และครั้งหนึ่งเคยเป็นมัสยิดแห่งชาติของชาวมาเลย์จนกระทั่ง National Mosque เปิดใช้งานในปี 1965 ส่วนด้านหลัง Masjid Jamek จะเห็นมองเห็นแม่น้ำ 2 สาย คือแม่น้ำ Sungai Gombak และ Sungai Kelang ไหลมารวมกัน ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของคำว่า Kuala Lumpur คำว่า Kuala ในภาษามาเลย์แปลว่าปากแม่น้ำ หรือจุดที่แม่น้ำสองสายมารวมกัน
ถัดไปอีกเล็กน้อยก็จะพบกับ เมอร์เดก้า แสควร์ (Merdeka Square) หรือ Merdeka Datalan สถานที่ประกาศอิสรภาพ และถือเป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ของชนชาติมาเลเซีย โดยคำว่า "Merdeka" เป็นภาษามาเลย์แปลว่า Independence หรืออิสรภาพนั่นเอง เมื่อเวลาเที่ยงคืนของวันที่ 31 สิงหาคม 1957
ธงยูเนี่ยนแจ๊คของสหราชอาณาจักรได้ถูกลดลงเป็นครั้งสุดท้าย และประเทศมาเลเซียได้รับการประกาศให้ได้รับเอกราช เมื่อธงชาติของมาเลเซียขึ้นสู่ยอดเสาธงแห่งนี้เป็นครั้งแรก และในทุกๆ วันครบรอบประกาศอิสรภาพ จะมีขบวนพาเหรดอย่างยิ่งใหญ่ที่จตุรัสเมอร์เดก้าแห่งนี้ อีกอย่างที่เป็นสัญลักษณ์สำคัญ นั่นคือ
เสาธงซึ่งมีความสูง 95 เมตร ถูกบันทึกให้เป็นเสาธงที่สูงที่สุดในโลก เป็นเครื่องเตือนใจถึงการได้รับมาซึ่งเอกราชของชนชาติมาเลเซีย
ต่อไปก็เป็นรายการเดินทอดน่องสัมผัสกลิ่นอายวิถีชีวิตที่ Central Market ซึ่งเป็นศูนย์รวมศิลปะและวัฒนธรรม อดีตเป็นตลาดเก่าแก่ขายผักผลไม้มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1888 ปัจจุบันเป็นอาคารสมัยใหม่ เดินสบาย มีทั้งภาพวาด งานแกะสลัก ผ้าบาติก เครื่องจักสานโรงเรียนสอนการเต้นรำแบบพื้นเมือง การเป่าแก้ว บางครั้งก็มีการแสดงศิลปะพื้นเมืองให้ได้ชม ส่วนบริเวณถนนด้านนอกอาคารมักจะมีนักแสดงเปิดหมวกมาโชว์ความสามารถ และถ้าอยากชิมขนมเครื่องดื่มพื้นเมืองอย่างน้ำหวาน ผลไม้จิ้มเกลือ ขนมหลากชนิด เลือกซื้อได้ตามรถเข็นที่มาจอดขายอยู่หน้าอาคารเก่า ที่สดใสด้วยผนังหลากสีสัน ทำให้ได้ภาพสวยๆ เยอะเลยทีเดียว บรรยากาศแบบนี้มื้อค่ำก็ต้องลิ้มรสอาหารมาเลเซียขนานแท้ ที่ร้าน Enak KL ตามไกด์บุ๊คแนะนำ เมนูเด็ดๆ ก็มี Rendang padang เนื้อผัดพริกแกงตำรับดั้งเดิม Daging baker asam jawa เนื้ออบเครื่องเทศซอสมะขาม แกล้มด้วยสลัดแขก Gado-Gado และตบท้ายด้วยขนมมะพร้าว Manisan kelapa muda enak ลองแวะไปแล้วจะรู้คำตอบว่าทำไมร้านนี้ได้รางวัลมากมายมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 2005 จนถึงวันนี้ แค่เพียงวันแรกก็ทำให้กลับที่พักด้วยอารมณ์สุนทรีย์อย่าบอกใคร

วันที่ 2
เริ่มต้นกับอาหารเช้าที่โรงแรม (ค่าอาหารรวมอยู่ในค่าที่พักแล้ว) เช็กเอ้าท์เรียบร้อย ซื้อตั๋วจากเคาน์เตอร์ที่
KL Sentral มุ่งหน้าไปยังเกนติ้งไฮแลนด์ ดินแดนแห่งความบันเทิง สถานที่ตากอากาศบนภูเขาสูงกว่าระดับ
น้ำทะเลถึง 6,000 ฟุต ขึ้นสู่สถานีกระเช้าเคเบิ้ลคาร์ นั่งกระเช้าข้ามภูเขาที่มีความเร็วที่สุดในโลก ระยะทาง 3.4 กิโลเมตร ซึ่งเป็นกระเช้าที่ยาวที่สุดในเอเชีย เราเลือกที่พักแบบสบายกระเป๋าหน่อย จึงเข้าพักที่โรงแรม
First World บนเก็นติ้ง ซึ่งเป็นโรงแรมที่ราคาย่อมเยาที่สุดและมีจำนวนห้องมากที่สุดจนทำลายสถิติโลกเลยทีเดียว มีถึง 6,300 ห้อง (www.genting.com.my) และด้วยความที่เกนติ้ง ไฮแลนด์ เป็นเมืองแห่งความบันเทิงที่แท้จริง โดดเด่นด้วยสวนสนุกที่แบ่งเป็นส่วนของสวนสนุกในร่มและสวนสนุกกลางแจ้ง มีเครื่องเล่นกว่า 50 ชนิด แล้วแต่ว่าจะเลือกสนุกระดับไหน ถ้าชอบแบบมันสะใจเรียกอะดรีนาลีนก็ต้อง Flting Coaster, Genting Sky Venture หรือ Turbo Drop ส่วนเครื่องเล่นสำหรับเด็กมีทั้ง Tea Cup, Monorail รวมถึง ม้าหมุน และ ชิงช้าสวรรค์ให้ได้สนุกกัน แต่ที่เหมาะกับทุกคนทั้งครอบครัวเห็นจะเป็น Snow World เมืองหิมะที่ใหญ่ที่สุด จึงทำให้ช่วงบ่ายทั้งบ่ายหมดเวลาไปอย่างรวดเร็ว
ในส่วนของอาหารค่ำ ที่นี่ก็มีให้เลือกกินตั้งแต่ร้านสุดหรู จนถึงร้านฟาสต์ฟู๊ดส์ หลังมื้อเย็นถ้าใครอยากเสี่ยงโชค ก็แต่งตัวหล่อๆ สวยๆ มาเสี่ยงโชคต่อในคาสิโนได้ไม่ว่ากัน แต่คนไทยจะไม่นิยมเท่าไรนัก ส่วนใหญ่จะเป็นคนต่างชาติมากกว่า
วันที่ 3
หลังบุฟเฟ่ต์อาหารเช้าของโรงแรม ลงจากกระเช้า กลับเข้าสู่กัวลาลัมเปอร์ นั่งรถไปยัง Puduraya Station ซื้อตั๋วรถบัสไป - กลับเมืองมะละกา นั่งรถบัสใช้เวลา 2 ชั่วโมงก็ถึงมะละกา (Malaka) เมืองเก่าซึ่งเต็มไปด้วย
เรื่องราวของประวัติศาสตร์ รถจอดที่ Malaka Central เข้าที่พักที่ Accordian Hotel นอนพักสักครู่จึงเดินทางไปยัง Dutch Square เพื่อชมโบสถ์ศิลปะแบบโกธิค St. Francis Xavier’s Church ซึ่งสร้างเป็นที่ระลึกให้กับ St. Francis Xavier ผู้เผยแพร่ศาสนาคริสต์นิกายคาธอลิกในแถบภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ในช่วงศตวรรษที่ 16 แล้วเข้าชมพิพิธภัณฑ์ “Muzium Seni Bita” เป็นพิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับพวกสถาปัตยกรรมต่างๆ ของมาเลเซีย ที่นี่ให้ทุกคนเข้าชมฟรี ออกจากพิพิธภัณฑ์ เดินขึ้น St.Paul’s Hill St.Paul's Church ของมะละกา โบสถ์ที่สร้างโดยกัปตันเรือชาวโปรตุเกส จนกระทั่งมะละกากลายเป็นเมืองขึ้นของดัชท์ โบสถ์ก็ถูกทำลายไป ในแต่ละปีมีผู้มาสักการะรูปปั้นนักบุญ St Fracis ที่ศักดิ์สิทธิ์เป็นจำนวนมาก
โดยประวัติเล่าขานว่าศพของนักบุญ Farncis ได้ถูกฝังไว้ในมะละกา ต่อมาได้ขุดศพท่านขึ้นเพื่อจะนำไปฝังที่เมืองกัวร์ ประเทศอินเดีย แต่เมื่อขุดศพท่านขึ้นมาปรากฏว่า สภาพศพเหมือนคนนอนหลับ จึงได้ขอตำแหน่งนักบุญให้แก่ท่านจากพระราชวังวาติกัน แต่ทางพระราชวังได้ตอบกลับมาอีก 16 ปีผ่านไป และขอให้ตัดแขนไปพิสูจน์ เมื่อตัดแขนปรากฏว่ามีเลือดไหลเหมือนยังมีชีวิตอยู่ จึงได้รับประกาศให้เป็นนักบุญ St. Francis
Xavier และอีก 60 ปีผ่านไป ทางมะละกาต้องการสร้างอนุสาวรีย์ของท่านไว้บนยอดเขา St. Paul Hill เมื่อสร้างเสร็จแล้ว ปรากฏว่าในวันหนึ่งเกิดฟ้าผ่าลงมาถูกกิ่งไม้ใหญ่หักลงมาถูกแขนหัก เหมือนแขนข้างที่ตัดส่งให้ พระราชวังวาติกัน St. Francis Xavier จึงมีผู้นับถือทั่วโลกและมีโรงเรียนในชื่อท่านทั่วโลก เราเดินต่อไปยังตึกอนุสรณ์การประกาศเอกราช หรือ Proclamation of Independence Memorial และป้อม A Famosa ป้อมป้องกันเมืองของโปรตุเกส ซึ่งถูกทำลายโดยอังกฤษ ถัดไปเล็กน้อยก็ พิพิธภัณฑ์ Melaka Sultanate Palace หรือ Cultural Museum ซึ่งสร้างจำลองตามแบบพระราชวังของสุลต่าน ภายในจัดแสดงชีวิตความเป็นอยู่และเครื่องแต่งกายสมัยต่างๆ ของชาวมะละกา ไปจนถึงการจัดแสดงหุ่นจำลองเรื่องการค้าขายสินค้ากับนานา
ประเทศ ค่าเข้าชม 2RM
ตกเย็นเดินเล่นชมย่านของเก่าบนถนนคนเดิน Jonker Street ดินเนอร์ที่ Restoran Famosa Chicken Rice Ball ร้านข้าวมันไก่ชื่อดังของมะละกา
ปิดท้ายด้วยการชมวัดจีนที่เก่าแก่ที่สุดในมาเลเซีย Cheng Hoon Teng Temple และนั่งรถสามล้อสุด
คลาสสิคกลับสู่ที่พัก
วันที่ 4
หลังมื้อเช้า ออกจากมะละกามุ่งหน้ากลับสู่กัวลาลัมเปอร์ ถึง KL Sentral จัดการฝากกระเป๋า โดยเสียค่าฝาก 5 RM แล้วค่อยมารับคืนตอนจะต่อรถไปขึ้นเครื่องกลับ ไม่รอช้าซื้อบัตร Discover Putrajaya สำหรับเด็ก ซึ่งมี
รถบัสและไกด์นำเที่ยวบริการ พร้อมแล้วก็ออกเดินทางสู่ ปุตราจายา (Putra Jaya ) เมืองที่เกิดขึ้นจากแนวคิดของ ตุน ดร.มหาเธร์ บิน โมฮัมหมัด อดีตนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ซึ่งเป็นนครที่ถูกออกแบบและสร้างขึ้นเพื่อเป็นศูนย์บริหารรัฐบาล หรือ อี-กอฟเวอร์เม้นท์ หรือก็คือ เมืองราชการเมืองใหม่ของประเทศมาเลเซีย โดยชื่อ "ปุตราจายา" นั้น ตั้งขึ้นตามชื่อนายกรัฐมนตรีคนแรกของมาเลเซีย ตวนกูลอับดุล รามัน ปุตรา อัลฮัจ เกิดจากแนวคิดของคำว่า " Gaden City " และ " Inteligent City " ทำให้ Putra Jaya ถูกเนรมิตจากความฝันให้เป็นเมืองแห่งความจริง ที่เป็นทั้งศูนย์อาคารทางราชการ อาคารรัฐสภา ที่อยู่อาศัยของ ข้าราชการเจ้าหน้าที่ มีมัสยิดเพื่อประกอบกิจกรรมทางศาสนาใหญ่ที่สุดของประเทศ นอกจากนี้ที่นี่ยังมีสถานพักผ่อนหย่อนใจทางธรรมชาติมากมาย รวมไปถึงเป็นศูนย์กลางด้านไอทีหรือระบบสารสนเทศที่ทันสมัย
เริ่มด้วย เปอร์ดานาปุตรา หรือ ทำเนียบรัฐบาลและสำนักนายกรัฐมนตรี ตั้งอยู่เหนือทะเลสาบปุตราจายา ซึ่งการออกแบบได้รับอิทธิพลมาจากศิลปะอิสลามสไตล์โมกุล ด้วยยอดโดมหลักสีเขียวอันโดดเด่นที่มีลักษณะคล้ายกับหัวหอม ประดับด้วยกระเบื้องโมเสด กลายเป็นสถาปัตยกรรมที่งดงาม ต่อด้วย มัสยิดปุตรา ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมมัสยิดสีชมพูสัญลักษณ์สำคัญแห่งหนึ่งของเมืองปุตราจายา ตัวอาคารบางส่วนยื่นออกมาบน
ชายฝั่งตะวันตกของทะเลสาบปุตราจายา เสมือนมัสยิดลอยอยู่กลางน้ำ มัสยิดแห่งนี้สามารถจุคนได้ถึง 15,000 คน นอกจากนี้ภายในยังมีห้องสมุด แกลเลอรี และพิพิธภัณฑ์ให้ชมกัน
พอกลับเข้าสู่กัวลาลัมเปอร์ ก็ไม่ลืมที่จะเดินเลือกซื้อของฝากประจำชาติอย่างผ้าทอพื้นเมือง รวมไปถึงการปิดท้ายทริปเพื่อให้ครบรสชาติของการมาเที่ยวมาเลเซียด้วยอาหารจานเด่นอย่าง “สะเต๊ะ” ที่รสชาติอร่อยแทบ
ทุกร้าน
หนึ่งทุ่มเศษๆ ก็เข้าเช็กอินที่เคาน์เตอร์ เดินทางกลับสู่ประเทศไทยด้วยสายการบินแอร์เอเชีย ออกจาก
กัวลาลัมเปอร์เวลา 21.15 น. และถึงสนามบินสุวรรณภูมิเวลาประมาณ 22.30 น. โดยสวัสดิภาพ
|