Wi-Fi Experience@KBank
ค้นหา:
Join:
Home / Travel / รวมท่องเที่ยวตามงบประมาณ / เยอรมนี / ท่องเที่ยวตามงบประมาณ / ย้อนรอยเส้นทางอัลไพน์แห่งบาวาเรีย : 4 วัน 3 คืนงบประมาณ 47,925 บาท

เยอรมนี - ท่องเที่ยวตามงบประมาณ


Send To Friend

 
Share |
 
 

ย้อนรอยเส้นทางอัลไพน์แห่งบาวาเรีย : 4 วัน 3 คืน
งบประมาณ 47,925 บาท ต่อคน

ย่ำเดินไปตามเส้นทาง “อัลไพน์โรด” อันสุดแสนโรแมนติก ท่ามกลางขุนเขา
รอบทิศ ซึ่งเปี่ยมด้วยมนต์เสน่ห์ของเทือกเขาแอลป์ ไปยังเส้นทางปราสาทในเทพนิยายแห่งแคว้นบาวาเรีย พร้อมสัมผัสกลิ่นอายแห่งเมืองหลวงเบียร์ของยุโรป ที่ซึ่งร่ำรวยด้วยศิลปะสถาปัตยกรรมสไตล์บาโร้กและเรเนสซองส์อันทรงคุณค่า

 

ออกเดินทางจากสนามบินสุวรรณภูมิในคืนวันศุกร์ ด้วยสายการบิน Lufthansa ในเวลา 23.40 น. แล้วถึง
สนามบินนานาชาติเมืองแฟรงเฟิร์ตในช่วงเช้ามืด จากนั้นเปลี่ยนเครื่องมุ่งหน้าสู่เมืองมิวนิกในช่วงเช้าตรู่

วันแรก

เมื่อถึงสนามบินมิวนิกแล้ว อย่ารอช้า...ให้หาเส้นทางลงชั้นใต้ดินไปยังสถานีรถไฟเพื่อเข้าสู่ตัวเมือง โดยต้องไปยังตู้จำหน่ายตั๋ว ซื้อตั๋วแบบ Bayern Tickets แบบเดินทางคนเดียว ราคา 19 ยูโร (ถ้ามา 2 - 5 คน สามารถซื้อในแบบกลุ่มได้ ราคาเพียง 28 ยูโร แต่ถ้าซื้อหน้าเคาน์เตอร์จะต้องจ่ายเพิ่มอีก 2 ยูโร) เพราะตั๋วประเภทนี้สามารถใช้เดินทางในแคว้นบาวาเรียได้หมด ครอบคลุมการเดินทางทุกรูปแบบ แต่มีข้อจำกัด คือ วันจันทร์ถึงศุกร์ใช้ได้ตั้งแต่หลัง 9 โมงเป็นต้นไป ส่วนวันเสาร์อาทิตย์ใช้ได้ตามปกติ

นั่งรถไฟเข้าตัวเมืองด้วย Bayern Tickets อย่างสบายใจ ใช้ประมาณ 40 นาทีก็จะมาถึงสถานีรถไฟกลางเมือง
มิวนิก (München Hauptbahnhof) จากจุดนี้ให้เช็คที่ตารางเวลารถไฟเที่ยวที่จะไปเมืองฟืสเซ่น (Füssen) ถ้าทันรอบ 9.19 น. ก็รีบขนสัมภาระขึ้นไปทันที แต่ถ้าไม่ทันรอบนี้จะมีอีกรอบในอีก 1 ชั่วโมงถัดมา ระหว่างรอ
รถไฟ เพื่อความไม่ประมาทแวะซื้ออาหารกลางวันไปรับประทานบนรถไฟเลยก็สะดวกดี เพราะจะใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมงกว่า จะได้ไม่ต้องนั่งหิวอยู่บนรถไฟ ถึงเมืองฟืสเซ่น ซึ่งเป็นเมืองเล็กๆ ในแคว้นบาวาเรีย ซึ่งอยู่ห่างจากชายแดนออสเตรียเพียง 5 กิโลเมตร

เมืองนี้เป็นชุมทางรถไฟที่ใกล้กับปราสาทนอยชวานสไตน์ (Schloss Neuschwanstein) มากที่สุด ดังนั้น
นักท่องเที่ยวส่วนมากที่ต้องการมาเที่ยวชมปราสาทนอยชวานสไตน์ จึงต้องแวะมาเที่ยวชมเมืองนี้ด้วย ออกจากสถานีรถไฟก็ลากกระเป๋าไปเช็กอินที่โรงแรม Sonne โรงแรมระดับ 4 ดาว ซึ่งตกแต่งตามสไตล์บาวาเรียนอย่างสวยงาม และตั้งอยู่ใกล้กับสถานีรถไฟได้เลย เก็บกระเป๋าสัมภาระ แวะเปลี่ยนเสื้อผ้าล้างหน้าล้างตา
เรียบร้อย ก็ได้เวลาเที่ยวชมปราสาทนอยชวานสไตล์ ด้วยการเดินย้อนกลับมาที่ป้ายรถเมล์หน้าสถานีรถไฟเพื่อขึ้นรถบัสสาย 73 หรือ 78 ไปยังปราสาทนอยชวานสไตน์ โดยยื่น Bayern Tickets ให้เจ้าหน้าที่ดู ใช้เวลาเพียง 10 นาทีก็จะถึง บริเวณที่รถบัสจอดนี้จะมีจุดจำหน่ายตั๋วเข้าชมปราสาท ซื้อตั๋วเข้าชมในราคา 9 ยูโร พร้อมกับตั๋วรถบัสขึ้นลงปราสาทในราคา 2.60 ยูโร แต่ถ้าใครชื่นชอบการเดินเท้าหรือนั่งรถม้าก็สามารถทำได้เช่นกัน ค่าใช้จ่ายและความเหนื่อยก็แตกต่างกันไป รายละเอียดเพิ่มเติมที่นี่

รถบัสขึ้นปราสาทจะขับลัดเลาะไปตามไหล่เขา ทำให้สามารถชมวิวทิวทัศน์ของเทือกเขาแอลป์ ซึ่งปกคลุมด้วยหิมะ และรายล้อมไปด้วยทะเลสาบน้อยใหญ่ได้เป็นอย่างดี รถบัสจะมาจอดที่ปากทางเข้าปราสาท ซึ่งต้องเดินเท้าขึ้นลงเนินเขาไปอีกประมาณ 10 นาที จึงจะถึงตัวปราสาท ปราสาทนอยชวานสไตน์ สร้างขึ้นโดย
พระเจ้าลุดวิกที่ 2 แห่งแคว้นบาวาเรีย ปราสาทสีขาวที่มีรูปทรงทรงดุจดังปราสาทในเทพนิยาย ตั้งเด่นกลางเนินเขาสูง มองเห็นได้แต่ไกล ภายนอกสร้างให้ดูเหมือนปราสาทในยุคกลาง แต่ภายในเต็มไปด้วยศิลปะในยุคต่างๆ ไบแซนไทน์ โรมันเนสก์ โกธิก นอกจากนี้ ภายในปราสาทยังวิจิตรบรรจงด้วยภาพวาดฝาผนัง เรื่องราวจากละครโอเปร่าของริชาร์ด วากเนอร์ เครื่องเรือนแกะสลักประณีตงดงาม เมื่อถ่ายรูปด้านนอกเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ได้เวลาเข้าไปชมด้านในตัวปราสาท ซึ่งจะระบุรอบเวลาที่ให้เข้าชม ในตั๋วเข้าชมที่ซื้อจากด้านล่าง ไกด์จะนำไปยังห้องต่างๆ จำนวน 14 ห้อง พร้อมกับอธิบายความเป็นมาและความสำคัญอย่างครบถ้วน สามารถ
สอบถามข้อมูลหรือข้อสงสัยเพิ่มเติมได้

หลังเต็มอิ่มกับความงามของปราสาทเรียบร้อยแล้ว ก็เดินออกมารอรถบัสเพื่อลงเขาไปข้างล่าง ประมาณ 10 นาที ก็จะมาอยู่จุดเดิม จากจุดนี้จะมองเห็นปราสาทสีเหลืองทองอร่ามอยู่ด้านหน้า นั่นคือ ปราสาท
โฮเฮนชวานเกา ปราสาทที่สร้างขึ้นโดยพระเจ้าแม็กซิมิเลียนที่ 2 (Maximilian II) ใช้เป็นพระราชวังฤดูร้อน โดยเจ้าชายลุดวิกในช่วงที่ยังทรงพระเยาว์ประทับอยู่ที่ปราสาท จึงเป็นแรงบันดาลใจสำคัญที่ทำให้พระองค์ต้องการสร้างปราสาทขึ้นเองบ้าง หากใครอยากชมความสวยงามใกล้ๆ ก็สามารถเดินไปชมได้ ใช้เวลาเดินประมาณ 10 นาที เมื่อขึ้นรถบัสกลับมายังเมืองฟืสเซ่นแล้ว ก็ได้เวลาอาหารเย็น ใจกลางเมืองมีร้านอาหาร
ท้องถิ่นบาวาเรียบรรยากาศดีอยู่หลายร้าน เลือกรับประทานได้ตามอัธยาศัย เสร็จแล้วก็เดินย่อยอาหารพร้อมชมเมืองไปรอบๆ ใช้เวลาเดินไม่นานนักก็รู้สึกว่าเดินวนกลับมาที่เดิมแล้ว เพราะที่นี่เป็นเมืองเล็กๆ แต่มี
มนต์เสน่ห์ตามแบบฉบับของชนบทอย่างแท้จริง จากนั้นก็กลับเข้าโรงแรมพักผ่อน


เช้าวันที่สอง

รับประทานอาหารเช้าที่โรงแรม จากนั้นเก็บข้าวของเดินมายังสถานีรถไฟ ซื้อตั๋วรถไฟกลับไปมิวนิก ราคา 22.20 ยูโร (1,110 บาท) กว่าจะถึงมิวนิกก็เป็นช่วงสายๆ แล้ว เช็กอินที่โรงแรม “The 1st Creatif Hotel Elephant” โรงแรมระดับ 3 ดาว ที่ตั้งอยู่ติดกับสถานีรถไฟกลาง ทำให้สะดวกสบายในการคมนาคมอย่างมาก อีกทั้งบรรยากาศโดยรอบก็ไม่วุ่นวาย แถมยังสงบและเป็นส่วนตัวอย่างมาก

เพื่อเป็นการไม่เสียเวลา ก็เลือกรับประทานอาหารกลางวันที่บริเวณรอบๆ สถานีรถไฟเสร็จซะเลย จากนั้นก็เริ่มเที่ยวชมเมืองมิวนิก เริ่มต้นกันที่พระราชวังนิมเฟนบูร์ก (Nymphenburg Castle) พระราชวังสไตล์บาโร้ก
สถานที่ประทับฤดูร้อนของพระเจ้าลุดวิกที่ 1 ซึ่งได้รับการกล่าวขานถึงการตกแต่งภายในอันงดงาม และสวนสวย ภายในพระราชวังมีห้องที่ควรเยี่ยมชมคือ Gallery Beauties ของพระเจ้าลุดวิกที่ 1 แสดงภาพวาดสตรี
สวยงาม 36 นาง ในวงสังคมมิวนิก รวมถึงภาพวาดนางโลล่า มอนเทช นักเต้นรำชาวไอริช ผู้มีความสัมพันธ์กับพระเจ้าลุดวิกที่ 1 และเป็นสาเหตุที่ทำให้พระองค์สละราชบัลลังก์ โดยซื้อตั๋ววัน (Single Day Ticket) ราคา 5 ยูโร ใช้รถรางสาย 17 นั่งจากสถานีรถไฟกลางไปลงที่ป้าย Schloss Nymphenburg เมื่อไปถึงก็ซื้อตั๋ว
เข้าชมด้านในพระราชวังและสวน ราคา 5 ยูโร เพื่อเดินเล่นชมความสวยงามของภาพวาดที่มีอยู่มากมาย

ตามด้วยจุดหมายต่อไปคือ โอลิมปิกปาร์ก (Olimpic Park) ศูนย์กีฬาขนาดใหญ่สำหรับจัดการแข่งขันมหกรรม
กีฬาโอลิมปิกฤดูร้อนที่มิวนิกเป็นเจ้าภาพ เมื่อปี ค.ศ. 1972 โดยนั่งรถรางย้อนกลับมาที่สถานีรถไฟกลาง แล้วเปลี่ยนไปนั่งรถไฟใต้ดิน (U-Bahn) สายอะไรก็ได้ที่ผ่านสถานี Marienplatz จากนั้นจึงเปลี่ยนเป็นเป็นสาย U3 ที่สถานี Marienplatz แล้วไปขึ้นที่สถานี Olympia-Zentrum

ขึ้นมาจากสถานีก็จะเห็นตึกรูปทรงทันสมัยแปลกตาอยู่ทางด้านหน้าคือ ตึกบี เอ็ม ดับเบิลยู เวิล์ด (BMW Welt) อาคารหลังใหม่ ซึ่งตั้งอยู่ติดกับอาคารสำนักงานใหญ่ของบีเอ็มดับเบิลยู ถ่ายรูปกับอาคารรูปร่างแปลกตา
เรียบร้อยแล้ว ก็เดินอ้อมไปทางด้านหลังตึกมุ่งหน้าสู่บริเวณสวนโอลิมปิก ใช้เวลาเดินประมาณ 15 นาที

โอลิมเปียปาร์กแห่งนี้เป็นที่ตั้งของสัญลักษณ์แห่งความทันสมัย 2อย่างของมิวนิก นั่นคือ หอโทรคมนาคมสูง 290 เมตร และสนามกีฬาอันทันสมัย สร้างแบบหลังคาเต็นท์ด้วยแท่นสลิงเหล็กยึดแขวนแผ่นอะครีลิกโปร่งแสง ที่คลุมเป็นหลังคาเหมือนใยแมงมุม สามารถขึ้นลิฟท์ไปชมวิวชั้นบนสุดได้ (เสียค่าขึ้น 4 ยูโร) นอกจากนี้ ภายในโอลิมปิกปาร์กยังมีสระว่ายน้ำและที่เล่นสเก็ตสำหรับผู้รักการออกกำลังกายอีกด้วย


เดินกันจนเมื่อยขาแล้ว ก็ได้เวลากลับไปยังกลางเมืองย่าน Marienplatz อีกครั้ง เพื่อรับประทานอาหารเย็น
ขอแนะนำร้าน Ratskeller am Marienplatz ร้านอาหารสไตล์บาวาเรียนสุดหรูที่ตกแต่งร้านได้อย่างน่าชม มีเมนูอาหารให้เลือกรับประทานมากมาย เมื่อท้องอิ่มแล้วก็ได้เวลากลับไปพักผ่อนที่โรงแรม โดยนั่งรถใต้ดินไปขึ้นที่สถานีรถไฟกลางตามเดิม

เช้าวันที่ 3

ตื่นมารับไอแดดยามเช้าพร้อมรับประทานอาหารเช้าที่โรงแรม จากนั้นได้เวลาเดินเที่ยวชมกลางเมืองมิวนิก โดยเริ่มจากซื้อตั๋วรถไฟใต้ดินแบบเที่ยวต่อเที่ยว (Single Ticket) ราคาเที่ยวละ 2.2 ยูโร นั่งไปสายอะไรก็ได้ที่ไปทาง Marienplatz แล้วเปลี่ยนเป็นสาย U2 ไปขึ้นที่สถานี Odeonsplatz

เมื่อขึ้นจากสถานีมาก็จะเห็นโบสถ์ Theatinerkirche โบสถ์สีทองอร่ามที่ได้ชื่อว่าสวยที่สุดแห่งหนึ่ง ของมิวนิก เดินตรงต่อไปตามถนนลุดวิก (Ludwigstrasse) เพื่อกินบรรยากาศถนนสายสวยที่สุดของนครมิวนิก สองข้างทางจะเต็มไปด้วยร้านค้ามากมาย

เดินย้อนตามถนนกลับมาที่ปลายถนนด้านใกล้กับโบสถ์ Theatinerkirche จะมีทางเลี้ยวซ้ายเข้าไปยัง
พระราชวังเรสซิเดนซ์ (Residenz) พระราชวังที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของมิวนิก เป็นที่ประทับและศูนย์กลาง
อำนาจของกษัตริย์บาวาเรียน นานถึง 500 ปี ปัจจุบันมีห้องจำนวน 130 ห้อง ภายในพระราชวังเป็นสถานที่จัดแสดงสมบัติล้ำค่ามากมาย ทั้งเฟอร์นิเจอร์ ภาพเขียน เครื่องเคลือบ ฯลฯ เสียค่าผ่านประตูคนละ 6 ยูโร แต่ถ้าใครไม่อยากเข้าชมก็ได้ เพราะศิลปะด้านในก็ไม่ต่างจากปราสาทนอยชวานสไตน์และพระราชวังนิมเฟนบูร์ก มากนัก


ออกจากพระราชวังเรสซิเดนซ์ ก็จะพบกับประตูชัย Siegestor ประตูประกาศชัยชนะของชาวเมืองมิวนิก เดินลอดใต้ประตูมาเรื่อยๆ ก็จะเข้าสู่ย่านแฟชั่นสุดเก๋กลางเมือง ที่เต็มไปด้วยห้างสรรพสินค้าและร้านขายสินค้า
แบรนด์เนมมากมาย รวมถึงร้านอาหารก็มีให้เลือกได้ทุกแนวตามใจชอบ

นั่งกินลมชมวิวพร้อมรับประทานอาหารกลางวันเสร็จสรรพก็เดินช้อปปิ้งต่อบริเวณรอบๆ เพื่อเป็นการย่อยอาหาร เดินวนไปวนมาได้ ไม่ต้องกลัวหลง เพราะทุกซอยจะเชื่อมถึงกันหมด ถ้าเดินตามถนนสายหลักมาเรื่อยๆ ก็จะถึงจัตุรัสแมกซ์-โจเซฟ (Max-Joseph-Platz) ซึ่งมีอาคารขนาดใหญ่ที่ไม่ควรพลาด คือ โรงละครแห่งชาติ
(Nationaltheater) สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1811 - 1818 ในสไตล์คลาสสิก และโดนทำลายไปในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ก็ได้รับการบูรณะขึ้นมาใหม่ในรูปแบบเดิม และเปิดอีกครั้งในปี ค.ศ. 1963 จัตุรัสแห่งนี้เป็นจุดเริ่มต้น หรือจุดสิ้นสุดของถนนแมกซิมิเลียน (Maximillianstrasse) ที่นับว่ามีความสวยงามและสง่างามแห่งหนึ่งของเมือง

เดินตรงต่อมาอีกจะถึงลานกว้างขนาดใหญ่ นั่นคือ จัตุรัสมาเรียนปลัตส์ (Marienplatz) ซึ่งเป็นเหมือนหัวใจของเขตเมืองเก่า เป็นที่พบปะชุมนุม ติดต่อค้าขาย และแลกเปลี่ยนสินค้ามานานหลายศตวรรษ รอบๆ บริเวณนี้มี
สิ่งน่าชมมากมาย ได้แก่ เสาพระแม่มารีทองคำ (Mariensaule) ตั้งอยู่ตรงกลางจัตุรัส นอยเยอรัตเฮาส์
(Neue Rathaus) ศาลาว่าการเมืองใหม่ อาคารลักษณะนีโอโกธิก มีหอคอยสูง 80 เมตร ตั้งโดดเด่นอยู่ด้านหน้าจัตุรัส

หากมองเลยนอยเยอรัตเฮาส์ไปด้านหลังจะเห็นโบสถ์เฟราเอ่นเคียร์ชเช่อ (The Frauenkirche) โบสถ์พระแม่
มารีทรงหัวหอมคู่ สร้างด้วยอิฐสีแดง สูง 99 เมตร เป็นสัญลักษณ์ของเมืองมิวนิค นักท่องเที่ยวที่ขึ้นไปถึง
ข้างบนจะได้ชื่นชมกับวิวโดยรอบของเมืองมิวนิก แม้ว่าโบสถ์แห่งนี้จะถูกทำลายอย่างย่อยยับในสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ก็ได้รับการบูรณะในปี ค.ศ.1953 เมื่อเห็นโดมหัวหอมคู่ก็เดินไปตามทาง เพื่อเข้าชมความสวยงามด้านในโบสถ์ได้เลย งานนี้ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย

เมื่อชมด้านในโบสถ์เสร็จให้เดินย้อนกลับมายังจัตุรัสมาเรียนปลัตส์อีกครั้ง เพื่อเดินตรงทะลุไปยังตลาด
วิกชัวเลียน (VictualianMarkt) ตลาดนัดกลางแจ้งที่ใหญ่ที่สุดของเมืองมิวนิก เพื่อหาซื้อของที่ระลึก และหาของอร่อยๆ รับประทาน ซึ่งมีทั้งผักสด ผลไม้นำเข้า ชีส ฮอตด็อก และไส้กรอกอีกนับไม่ถ้วน จากนั้นเดินต่อไปยังโรงเบียร์ Hofbräuhaus โรงเบียร์ที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก ด้วยประวัติยาวนานกว่า 400 ปี ดื่มด่ำบรรยากาศยามเย็นที่โรงเบียร์แห่งนี้ พร้อมเสียงดนตรีในสไตล์บาวาเรียนประกอบ ก่อนจะกลับไปพักผ่อนที่โรงแรม

เช้าวันที่ 4

รับประทานอาหารเช้าที่โรงแรม เก็บข้าวของให้พร้อมเตรียมตัวเดินทางกลับประเทศไทย จากนั้นเดินไปยังสถานีรถไฟกลางเพื่อซื้อตั๋วรถไฟเข้าสนามบิน ราคา 8.80 ยูโร เครื่องบินจะออกในเวลาประมาณเที่ยงตรง ไปยังสนามบินแฟรงเฟิร์ต และต่อไปถึงสนามบินสุวรรณโดยสวัสดิภาพ ในช่วงเช้าตรู่ของอีกวันตามเวลาประเทศไทย


รายละเอียดงบประมาณ
ค่าวีซ่าเชงเก้น ประมาณ   3,000   บาท
ค่าตั๋วเครื่องบินไป - กลับ กรุงเทพฯ - มิวนิก สายการบิน Lufthansa
(ชั้นประหยัด)
  28,025   บาท
ค่ารถไฟจากมิวนิกเข้าสนามบิน   440   บาท (8.80 ยูโร)
ค่าตั๋ว Bayern Tickets แบบเดินทางคนเดียว   950   บาท (19 ยูโร)
ค่าตั๋วรถไฟจากฟืสเซ่นกลับมิวนิก   1,110   บาท (22.20 ยูโร)
ค่ารถบัส (ไป - กลับ) ขึ้นปราสาทนอยชวานสไตน์   130   (2.60 ยูโร)
ค่ารถไฟใต้ดินในมิวนิก แบบ Single Ticket 2 เที่ยว   220   (4.4 ยูโร)
ค่ารถไฟใต้ดินในมิวนิก แบบตั๋ววัน Single Day Ticket   250   (5 ยูโร)
ค่าโรงแรม (ห้องเดี่ยว) ที่มิวนิก 2 คืนๆ ละ 65 ยูโร รวม   6,500   (130 ยูโร)
ค่าโรงแรม (ห้องเดี่ยว) ที่ฟืสเซน 1 คืน   2,700   (54 ยูโร)
ค่าอาหาร 6 มื้อ เฉลี่ยมื้อละ 12 ยูโร   3,600   (72 ยูโร)
ค่าเข้าชมสถานที่ต่างๆ   1,000   (20 ยูโร)
รวม   47,925   บาท

(รายละเอียดอื่นๆ)

ตรวจสอบตารางเวลาบินและราคาตั๋วสายการบิน Lufthansa คลิกที่นี่
ตรวจสอบรายละเอียดวิธีการไป เวลาเปิดปิดและราคาตั๋วเข้าชมปราสาทนอยชวานสไตน์
และปราสาทโฮเฮนชวานเกา คลิกที่นี่


11 พฤศจิกายน 2552 15:45:44
 
 

 

 
 

 
 
   
 
  เยอรมนี
  ข้อมูลทั่วไป
  ข้อมูลน่ารู้ก่อนเดินทาง
  เกร็ดความรู้ที่ควรทราบ
  สถานที่ท่องเที่ยวและกิจกรรมแนะนำ
  ท่องเที่ยวตามงบประมาณ
  บันทึกการเดินทางประทับใจ
 
 
 
 
 
   
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
   
พฤษภาคม
2555
<  >
 
   
 
     
   
 
เลือกจังหวัดในประเทศไทย