Wi-Fi Experience@KBank
ค้นหา:
Join:
Home / Travel / รวมท่องเที่ยวตามงบประมาณ / สาธารณรัฐเกาหลี / ท่องเที่ยวตามงบประมาณ / ตามรอยซีรีส์เกาหลีสุดฮิตหลากอารมณ์ ทั้งแสนซึ้งเศร้าเคล้าน้ำตา และเฮฮาน่ารักสดใส โซล 4 วัน 3 คืน งบประมาณ 37,500 บาทต่อคน

สาธารณรัฐเกาหลี - ท่องเที่ยวตามงบประมาณ


Send To Friend

 
Share |
 
 

ตามรอยซีรีส์เกาหลีสุดฮิตหลากอารมณ์ ทั้งแสนซึ้งเศร้าเคล้าน้ำตา และเฮฮาน่ารักสดใส โซล 4 วัน 3 คืน 37,500 บาทต่อคน

เกาหลีเป็นอีกประเทศหนึ่งที่ประสบความสำเร็จอย่างท่วมท้น ในการใช้ซีรีส์โทรทัศน์ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามาเที่ยวตามรอยละครเรื่องโปรด ซึ่งก็นับว่าสมเหตุสมผลอยู่ เพราะนอกจากบรรดาซีรีส์จะสร้างขึ้น โดยเน้นอารมณ์ความรู้สึกตามธรรมชาติของมนุษย์ ที่จับใจคนส่วนใหญ่ได้แล้ว ละครเหล่านี้ยัง
สอดแทรกวัฒนธรรม วิถีชีวิต ตลอดจนความสวยงามของเกาหลีในฤดูต่างๆ ที่มีเสน่ห์จนคนดูติดใจโดยไม่รู้ตัว ว่าแล้วก็ลองเดินทางท่องเที่ยวตามรอยซีรีส์ดังกันบ้างดีกว่า จะได้เห็นกับตาว่าความเป็นจริงนั้นจะงดงามเหมือนในละครที่เราเห็นกันหรือไม่

หลังจากรอคอยจังหวะมานาน ในที่สุดเราก็ได้ออกเดินทางแบกเป้ท่องเกาหลีสมใจซะที เมื่อได้เวลา
เราก็ออกเดินทางจากสนามบินสุวรรณภูมิ โดยสายการบินจากแดนกิมจิอย่าง Korean Air ตั้งแต่เวลาเที่ยงคืนกว่าๆ อีกเจ็ดชั่วโมงต่อมาเราก็เหยียบสนามบิน Incheon International Airport ณ กรุงโซล เมืองหลวงของประเทศเกาหลีเป็นที่เรียบร้อย

วันแรก

หลังจากปรับนาฬิกาให้เร็วขึ้น 2 ชั่วโมงตามเวลาเกาหลีแล้ว เราก็พร้อมที่จะออกเดินทางตามรอยซีรีส์เกาหลีกันแล้ว เริ่มจากการนั่งรถทัวร์ลีมูซีนของสนามบินไปยังย่านเมียงดง (Myeong Dong) ใจกลางกรุงโซล (8,000 วอน หรือ 222 บาท ) ใช้เวลาประมาณ 70 นาทีก็ถึงจุดหมาย

ด้วยกลัวว่าเป้ใบโตที่อยู่บนหลัง จะเป็นอุปสรรคต่อ
การถ่ายภาพเก็บเป็นที่ระลึก เราจึงตัดสินใจไปเช็คอินที่ Metro Hotel โรงแรมที่จะเป็นที่พักพิงของเราในคืนนี้ซึ่งตั้งอยู่ในย่านเมียงดงพอดี ซึ่งนอกจะตั้งอยู่บนทำเลกลางเมือง เดินทางไปไหนสะดวกสบายแล้ว โรงแรมยังเพียงพร้อมไปด้วยสาธารณูปโภค และราคาก็สมเหตุสมผลใช้ได้
(ห้องเตียงใหญ่ ราคา 88,000 วอน หรือ 2,442 บาท)
(ข้อมูลเพิ่มเติมที่ www.metrohotel.co.kr หากจอง
ห้องพักออนไลน์จะได้ราคาที่ลดลงไปอีกด้วย)

เก็บกระเป๋าเรียบร้อยเราก็ออกมาเดินเล่นที่ไฮไลต์แห่งแรกของทริป นั่นคือ ตลาดเมียงดง ที่ว่ากันว่าเป็นแหล่งรวมวัยรุ่นแบบเดียวกับสยามสแควร์ หรือจตุจักรเลยทีเดียว ที่นี่เต็มไปด้วยทุกสิ่งที่วัยรุ่นต้องการ ไม่ว่าจะเป็นร้านเสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า นาฬิกา เครื่องสำอาง ร้านอาหาร ร้านทำผม โรงภาพยนตร์ ฯลฯ

เราเดินดูของในร้านทั้งสองฟาก ปะปนไปกับหนุ่มตาตี่จูงมือสาวตาโตชาวกิมจิได้สักชั่วโมงกว่าๆ ก็ถึงเวลาอาหารเที่ยง เราจึงเดินหาร้าน DAB ที่ว่ากันว่าติดกันนั้นเป็นที่ตั้งของร้าน เมียงดงคัลกุกซู ที่ขายคัลกุกซู หรือบะหมี่เกี๊ยวเกาหลี ที่ฮิตที่สุดแล้วในแถบนั้น (5,000 - 6,000 วอนต่อชาม หรือ 140 - 170 บาท) โชคดีหน่อยที่ตอนเราไป มีคนรอต่อแถวเข้าร้านอยู่เพียงสิบกว่าคนเท่านั้น! (เพราะบางวัน โดยเฉพาะช่วงพักเที่ยงจะยาวกว่านี้อีกห้าเท่า) ยืนรอสักสิบห้านาทีก็ได้เข้าร้านแล้ว หลังจากได้ลองก๋วยเตี๋ยวเกี๊ยวยักษ์ที่อร่อยสมคำร่ำลือ เราก็ออกไปยังเช็คพอยต์จุดต่อไปของย่านนี้ นั่นคือ ร้าน O’sulloc ร้านชาเขียวแท้ๆ จากเกาะเชจูสักหน่อย เราเลือกโต๊ะริมหน้าต่างที่มองออกไปเห็นความคึกคักของถนนด้านนอก พลางละเลียดไอศกรีมชาเขียวหอมหวาน (4,500 วอน หรือ 125 บาท) อย่างสบายอารมณ์ และก่อนที่จะเดินทางกันต่อไป เราขอแว๊บโฉบไปดู Cafe Pascucci ร้านกาแฟเงียบๆ น่ารักปนคลาสสิก สถานที่ถ่ายทำเรื่อง Stairway in Heaven สักหน่อยเพื่อไม่ให้เสียเที่ยว

เมื่อได้เติมพลังเรียบร้อย เราก็มุดลงใต้ดินเพื่อซื้อตั๋วรถไฟใต้ดินไปยังสถานี Gyeongbokgung Station (ดูแผนที่และสายรถใต้ดินได้ที่ www.nsubway.co.kr/korea/seoul/seoulsubwaymapen.htm) เพื่อไปเยี่ยมชมพระราชวังเคียงบ๊อก สถานที่ที่เคยใช้ถ่ายทำละครย้อนยุคหลายเรื่อง ได้ยินแล้วทำให้นึกถึงเรื่อง Goong หรือ เจ้าหญิงวุ่นวายกับเจ้าชายเย็นชาขึ้นมาตะหงิดๆ (แม้ในเรื่องจะเป็นฉากในพระราชวังเคียงบ็อค แต่แท้จริงละครเรื่องนี้ถ่ายทำที่พระราชวังซูวอน พระราชวังอีกแห่งหนึ่งใกล้ๆ กรุงโซล) เนื่องจากตกหลุมรักเจ้าชายลีชิ เป็นมาเป็นทุนเดิมกันอยู่แล้ว สาวๆ อย่างเรามีหรือจะพลาด ว่าแล้วก็จ่ายค่าเข้าชมคนละ 1,000 วอน (ประมาณ 30 บาท) ตามระเบียบการเข้าชมแล้วเราก็ได้เดินท่องเที่ยวอาณาจักรย้อนยุคแห่งนี้สมใจ

พระราชวังเคียงบ๊อกแห่งนี้เป็นพระราชวังที่ใหญ่ที่สุด และสวยงามที่สุดในบรรดาพระราชวังทั้ง 5 แห่งของราชวงศ์โชซอน ด้วยเนื้อที่ถึง 5.4 ล้านตารางฟุต ในอดีต พระราชวังแห่งนี้เคยเป็นที่ตั้งของกลุ่มอาคารกว่า 200 หลัง แต่ภายหลังถูกญี่ปุ่นทำลายระหว่างสงคราม ต่อมารัฐบาลเกาหลีพยายามบูรณะซ่อมแซม จนปัจจุบันมีอาคารที่อยู่ในสภาพสมบูรณ์ดังเช่นแต่ก่อน จำนวน 10 หลังเท่านั้น เราเดินลัดเลาะพระตำหนักแบบดั้งเดิมสีสันสดใสไปชม “พระที่นั่งคึนจองวอน” (Keunjeong-jeon ) ซึ่งเป็นที่ตั้งของท้องพระโรง และ “ศาลาเคียงฮวยรู” (Kyeonghoe-ru ) ศาลากลางน้ำที่ใหญ่ที่สุดในเกาหลี ที่ล้อมรอบด้วยแมกไม้สีเขียวอันเป็นสัญลักษณ์ของที่นี่ พลางแอบจินตนาการว่าตนเองเป็นแชยอง เจ้าหญิงวุ่นวายที่ต้องปรับตัวให้คุ้นชินกับวังอันแสนกว้างใหญ่ (ตามท้องเรื่อง) ดูบ้าง

แม้จะมีเพียง 10 ตำหนักในปัจจุบัน แต่กว่าเราจะเดินชมจนครบทุกตำหนักก็ปาเข้าไปเย็นย่ำค่ำแล้ว เราเดินออกจากพระราชวังลีชิน..เอ๊ย..พระราชวังเคียงบ๊อก พลางนึกสงสัยว่าข้าราชบริพารในพระราชวังแห่งนี้ คงต้องแข็งแรงมากทีเดียว ถ้าต้องวิ่งรอกระหว่างกลุ่มอาคารที่มีมากกว่า 200 หลัง หลังจากเดินทั้งวันตลอด
วันแรก เราก็กลับมายังเมียงดงอีกครั้ง เพื่อหาร้านเนื้อย่างเกาหลีแท้ๆ ที่พบได้ทั่วไป (ราคาตั้งแต่ 4,000 - 8,000 วอน หรือ 111 - 222 บาท) ปิดท้ายวันอย่างอิ่มอร่อยแล้วจึงกลับที่พักเพื่อเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับ
วันรุ่งขึ้น

วันที่สอง

เมื่อเสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้น เราก็ตื่นขึ้นมาด้วยความสดใสเนื่องจากได้พักอย่างเต็มที่ เมื่ออาบน้ำแต่งตัวเรียบร้อ ยก็ลงมาทานอาหารเช้ารองท้องสำหรับการเดินทางสุดหฤหรรษ์สำหรับช่วงเช้าวันนี้ เพราะเราสถานที่ที่เราตั้งใจจะไปก็คือ Everland Theme Park นั่นเอง ว่าแล้วก็นั่งรถใต้ดินไปยังสถานี Gangnamเพื่อขึ้นรถด่วน Everland Express (1,600 วอน หรือ 44 บาท) ไปยังจุดหมาย ณ เมืองยงจิน เมืองเล็กๆ ใกล้ๆ กับกรุงโซล รถที่ว่านี่ออกทุกๆ ครึ่งชั่วโมง เรารอเพียงแป๊ปเดียวก็ได้ขึ้นรถแล้ว และอีก 50 นาทีต่อมา เราก็มาถึงเอเวอร์แลนด์โดยสวัสดิภาพ หลายคนอาจจะคุ้นๆ กับสวนสนุกแห่งนี้อยู่บ้าง เพราะที่นี่คือสวนสนุกของซองจู พระเอกเรื่อง Stairway to Heaven ละครดราม่าสุดซึ้งนั่นเอง เพื่อให้การตามรอยซีรีส์เกาหลีของเราสมจริง เราจึงเริ่มต้นที่ม้าหมุน (เครื่องเล่นที่เรียกได้ว่าเป็นตัวดำเนินเรื่องของเรื่องนี้เลยทีเดียว) ให้ได้อารมณ์สักรอบหนึ่ง ก่อนที่จะทยอยเล่นเครื่องเล่นอื่นๆต่อไป

สวนสนุกของตระกูลซัมซุงที่ได้รับการขนานนามว่า “ดิสนียร์แลนด์แห่งเกาหลี” แห่งนี้ถือกำเนิดขึ้นเมื่อเจ้าคุณปู่แห่งตระกูล อยากให้ของขวัญรับขวัญหลานชายคนแรก เข้าจึงซื้อภูเขา 1 ลูกเพื่อสร้างสวนสนุกให้หลานชาย ปัจจุบันที่นี่เปิดดำเนินการมากว่า 30 ปีแล้ว และนอกจากจะมีเครื่องเล่นทั้งหวาดเสียว ทั้งน่ารัก เอเวอร์แลนด์ยังมีโซนสวนสัตว์ซาฟารี สวนดอกไม้หลากสี และเอาท์เลตสำหรับช้อปปิ้งซื้อของที่ระลึกด้วย ไหนๆ ก็มาถึงที่แล้ว เราก็เลยไปลองเจ้า T Express โรลเลอร์ โคสเตอร์ไม้ที่ใหญ่ที่สุดในเกาหลีซะหน่อย แม้จะเห็นว่ารางมันพุ่งลงมาในแนวดิ่งแบบ 77 องศาแล้ว สาวๆ อย่างเราก็ไม่ถอย และแล้ว ชั่วระยะเวลา 3 นาที ที่เราอยู่บนรถไฟสวรรค์นั้น (เพราะสูงถึง 56 เมตร นับว่าสูงเป็นอันดับสามของโลก) คาดว่าผู้คนทั้งสวนสนุกคงได้ยินเสียงกรี๊ด...กรี๊ด... และกรี๊ด สนั่นหวั่นไหวเป็นระยะๆ แปรผันตามช่วงโค้ง และช่วงดิ่งของรถไฟเหาะ และแน่นอน เสียงกรี๊ดที่ว่ามันจะมาจากใครได้อีกล่ะ? เรียกว่าค่าเข้า 18,000 วอนที่จ่ายไปเล่นเจ้าเครื่องนี้อย่างเดียว ก็คุ้มแล้ว (เท่ากับประมาณ 500 บาท ค่าเข้าสวนสนุกเอเวอร์แลนด์จะแตกต่างกันไป
ตามฤดูกาล สามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.everland.com)

เวลาล่วงเลยมาจนบ่ายคล้อย หลังจากกรี๊ดกันจนเหนื่อย เราก็ซื้อแซนวิชที่ขายอยู่ในสวนสนุกตุนไว้เป็นอาหารกลางวันในรถ แล้วก็ตัดใจอำลาเอเวอร์แลนด์และนั่งรถด่วนกลับมายังโซลเพื่อไปยังเช็คพอยต์จุดต่อไป นั่นคือ อควาเรียม ณ Coex Mall หลังจากลงรถด่วนที่สถานี Gangnam เราก็ต่อรถใต้ดินสาย 2 มายังสถานี Samseong ขึ้นมาก็จะพบกับห้างโคเอ็กซ์ ที่ว่ากันว่าเป็นห้างใต้ดินที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย ภายในมีอควาเรียม อันเป็นสถานที่ที่สาวอวบ คิมซัมซุน มาเดตกับพระเอกในละครเรื่อง ฉันนี่แหละ คิมซัมซุน นั่นเอง นอกจากสัตว์น้ำเค็ม 500 สายพันธุ์จำนวนกว่า 40,000 ตัวแล้ว ที่นี่ยังเอาใจแฟนๆ ซีรีส์เรื่องนี้เป็นพิเศษ โดยการทำป้ายบอกบริเวณถ่ายทำเป็นระยะๆ ด้วย (ค่าเข้าชม 15,000 วอนหรือ 416 บาท สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.coexaqua.co.kr)

หลังจากนั้นเราก็นั่งรถไฟใต้ดินไปสถานี Apgujeong เพื่อไปร้านเค้กDuchamp ร้านที่พระเอกพาคิมซัมซุน ไปเรียนรู้ถึงศาสตร์แห่งการทำขนมแบบฝรั่งเศสนั่นเอง และร้านนี้ไม่ใช่ร้านเค้กธรรมดา เพราะเชฟใหญ่นั้นเป็นเชฟชาวญี่ปุ่น ที่จบหลักสูตรคอร์ด็อง เบลอ (Cordon Bleu) และสามารถทำขนมให้เลือกได้มากกว่า 60 แบบ โดยชั้นบนของร้านมีระเบียงด้านนอกให้ชมวิวอีกมุมหนึ่งของโซลได้ด้วย เนื่องจากย่านอัปกูจองนี้ ถือเป็นย่านไฮโซใช่เล่น เราจึงตัดสินใจนั่งรถไฟกลับมายังสถานีรถไฟใต้ดิน Shincheon ที่อยู่ใกล้ๆ กับโรงแรม Jam Sil Tourist Hotel หนึ่งในโรงแรมที่เราจดไว้เผื่อตั้งแต่ศึกษาข้อมูลอยู่ที่สนามบิน ที่เราดูๆ แล้วว่าห้องพักสะดวกสบาย ราคากำลังดี (ห้องเดี่ยวราคา 80,00 วอน (2,220 บาท) สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
www.jshotel.co.kr/html/eng/ab/w_ab_010.html ) เดินจากสถานีเพียงไม่ถึง 10 นาทีก็ถึงโรงแรมแล้ว ได้พักเหนื่อยสบายๆ กันอีกคืนก่อนที่จะเที่ยวต่อในวันรุ่งขึ้น

วันที่สาม

หลังจากทำกิจวัตรยามเช้าเรียบร้อย เราก็เริ่มการเดินทางของวันนี้ด้วยการขึ้นรถเมล์จากหน้าโรงแรม ไปยังสถานีรถโซลฝั่งตะวันออก เพื่อขึ้นรถประจำทางสาย Yongmun (รถประจำทางในโซลราคาแตกต่างกันไป ตั้งแต่ 700-1,700 วอนหรือ 20-48 บาท) เมื่อเดินทางมาได้ 1 ชั่วโมง เราก็กระโดดลงหน้าห้าง Unbong Mart แล้วข้ามสะพานลอยมายัง Gyeonggi English Village Yangpyeong Camp สถานที่สมมติว่า เป็นโรงเรียน
ชินฮวาของเหล่าพระเอก F4 ในละครเรื่อง Boys over Flowers ที่นี่สร้างขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 2008 โดยประกอบด้วยกลุ่มอาคารสไตล์เวอร์จิเนียดูแปลกตา

เมื่อเดินเข้าไปจึงรู้สึกว่า เหมือนอยู่ในมหาวิทยาลัยสักแห่งในอเมริกามากกว่าอยู่ในเกาหลี และเหมาะสำหรับถ่ายภาพไว้เป็นที่ระลึกยิ่งนัก ว่าแล้วแต่ละคนก็ควักกล้องมาผลัดกันถ่าย ตั้งแต่สนามหญ้าหน้าโรงเรียน หอพัก สระว่ายน้ำ โรงยิม เรื่อยไปจนถึงหอดูดาวของโรงเรียน นักเรียนที่เดินผ่านไปผ่านมาคงงงว่า ผู้หญิงเหล่านี้มาจากประเทศใดกัน ทำไมช่างบ้ากล้องเสียเหลือเกิน แต่แหม..ก็มันสวยนี่นา ใครจะไปอดใจได้

ออกจากอ้อมอกอ้อมใจหนุ่มๆ F4 แห่งโรงเรียนชินฮวา(สมมติ) เราก็นั่งรถไปขึ้นรถไฟไปกลับไปยัง Seoul Cheongnyangni Train Station เพื่อไปลงที่ Gapyeong Intercity Bus Terminal (ประมาณ 3,000 วอน หรือ 83 บาท) จากนั้นก็ต่อแท็กซี่ (4,000 วอน หรือ 111 บาท) ไปที่ไปยังท่าเรือไปเกาะนามิ (ค่าโดยสารบวกกับ
ค่าผ่านเข้า-ออกเกาะรวมเป็นเงิน 5,000 วอน หรือ 138 บาท) เกาะกลางแม่น้ำในเมืองชุนชอน จังหวัดคังวอน ที่ว่ากันว่าสวยงามราวกับสวรรค์ เกาะนี้จึงเป็นสถานที่ถ่ายทำละครแนวรักโรแมนติกหลายเรื่อง แต่ที่เด่นที่สุดก็เห็นจะเป็นเรื่องเพลงรักในสายลมหนาว หรือ Winter Love Songs ภาพทางเดินที่สองฝั่งเรียงรายไปด้วย
ต้นสนอันตราตรึงอยู่ในใจของผู้ชมก็อยู่ ณ เกาะนี้นี่เอง และยิ่งเรามากันในช่วงฤดูใบไม้ร่วงด้วยแล้ว ทิวสนเขียวๆ ที่ตั้งตระหง่านท่ามกลางต้นไม้อื่นที่กำลังเปลี่ยนสี เป็นภาพที่ประทับอยู่ในความทรงจำไม่รู้ลืมได้จริงๆ พวกเรามองดูพลางแอบหวังลึกๆ ในใจว่ าอยากลองกลับมาที่นี่ในหน้าหนาวอีกสักครั้ง เพื่อสัมผัสกับความงามของที่นี่ในอีกอารมณ์หนึ่ง

เพื่อจะเที่ยวชมเกาะให้ได้ทั่วถึง เราจึงเลือกเช่าจักรยานขี่วน
รอบๆ เกาะ ผ่านทิวสน ต้นเกาลัด หาดแสนสงบสลับไปกับบ้านหลังเล็กๆ โดยไม่ลืมหยุดแวะชมนิทรรศการเกี่ยวกับการถ่ายทำภาพยนตร์ และละครโทรทัศน์บนเกาะนี้และแวะสักการะรูปปั้นนายพลนามิ ผู้เป็นที่มาของชื่อเกาะนี้ นายพลนามิเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จด้านหน้าที่การงานอย่างรวดเร็ว จนภายหลังถูกกล่าวหาว่าเป็นกบฏและถูกประหารชีวิตในที่สุด

ก่อนที่เราจะเลือกปิดท้ายวันด้วยอาหารเย็นที่ร้าน Scent of Island ที่นำเสนออาหารท้องถิ่นบนเกาะ อย่างไก่ย่างบนถ่านร้อนๆ แกล้มกับกิมจิ (ราคาประมาณ 3,000 วอนหรือ 83 บาท ต่อคน) ก่อนไปเช็คอินที่ Nami Island Hotel โรงแรมขนาด 56 ห้อง ที่มีให้เลือกทั้งห้องแบบพื้นเมืองและแบบตะวันตก (88,000 วอน หรือ 2,442 บาท สอบถามข้อมูลได้ที่โทร.031/580-8000) ซึ่งมาเกาหลีทั้งทีเราก็ขอนอนห้องแบบเกาหลีหน่อยละกัน เราจึงได้นอนบนเสื่อที่ปูทับพื้นทำความร้อนอุ่นสบายตลอดคืน

วันที่สี่

เราตื่นเช้ามาพลางสูดอากาศสดชื่นของเกาะนามิเข้าปอดให้ชื่นใจ เมื่อเช็คเอาท์จากโรงแรมเรียบร้อย ก็เดินทางมายังรูปปั้นสองพระนางแห่งละครชื่อดัง เพื่อชักภาพเก็บไว้สักนิด ก่อนมาเตร็ดเตร่อยู่แถวๆ ท่าเรือ พลางซึมซาบบรรยากาศของเกาะสวรรค์นี้เป็นครั้งสุดท้าย และเมื่อเรือเทียบท่า เราก็จำต้องลาจากที่นี่ไปอย่างเศร้าๆ ก็ผู้หญิงกับความโรแมนติกยังไงซะก็แยกออกจากกันได้ซะที่ไหนกันล่ะ

เมื่อถึงแผ่นดินใหญ่ เราก็นั่งแท็กซี่ย้อนกลับไปทางเก่าเพื่อขึ้นรถไฟกลับโซล เพื่อไปยังเช็คพอยท์สุดท้ายของทริปนี้ นั่นคือ ร้านกาแฟในเรื่อง Coffee Prince นั่นเอง พอมาถึงใจกลางโซล เราก็ต่อรถไฟใต้ดินสาย 2 ไปลงสถานี Hongik University เดินออกมาทางทางออกที่ 4 แล้วตั้งต้นจากประตูหน้ามหาวิทยาลัย โดยเดินต่อไปทางขวาอีกนิดเดียวก็ถึงร้าน 1st Shop of Coffee Prince ร้านกาแฟเก่าที่ถูกดัดแปลงให้เป็นที่พักพิงของเหล่าเจ้าชายกาแฟ ผู้เป็นที่หลงใหลของสาวๆ ทั่วเอเชีย (และแน่นอนว่ารวมทั้งพวกเราด้วย) ที่นี่ยังคงเก็บรักษาทุกอย่างไว้ดังเช่นเมื่อครั้งที่ใช้ถ่ายทำ (แม้กระทั่งกระสอบกาแฟและรูปที่นางเอกวาดไว้บนกระจก)

ดังนั้นเมื่อเดินเข้าไปในร้าน เราจึงพบกับแฟนคลับทั้งชาวเกาหลีเองและชาวต่างประเทศเป็นจำนวนมาก ที่ไม่ถ่ายรูปอยู่รอบร้าน ก็นั่งชิมกาแฟซึมซาบบรรยากาศอยู่ทั่วไป แต่แฟนๆ คงต้องทำใจหน่อยเพราะราคากาแฟที่นี่ไม่ธรรมดา (บวกค่าบรรยากาศ ทำให้สามารถตีราคาได้แก้วละ 6,000 วอนหรือ 166 บาทขึ้นไป) แต่เพื่อเหล่าเจ้าชายสุดเท่แล้ว ใครได้มาถึงถิ่นก็ต้องอยากลองเป็นธรรมดา จากนั้นก็แวะหาบิมบีบับ ข้าวยำสไตล์เกาหลี ทานรองท้องแถวๆ ย่านฮงจิค ย่านนักศึกษาที่มักจะมีร้านอาหารดีๆ ราคาสมเหตุสมผลอยู่มากมาย จะว่าไป เผลอแป๊ปเดียวก็ผ่านไปสี่วันและ ได้เวลาสะพายเป้ขึ้นรถไฟไปยังขึ้นรถบัสไปสนามบินอินชอนซะแล้ว ก่อนขึ้นเครื่องอาจจะเผื่อเวลา (และสตางค์) ไว้สำหรับเดินดิวตี้ฟรีก่อนสักนิด นับเป็นการปิดฉากทริปเกาหลีที่อิ่มอกอิ่มใจดีแท้

รายละเอียดงบประมาณ
ค่าตั๋วเครื่องบินไป - กลับ กรุงเทพฯ - โซล สายการบิน Korean Air 24,800 บาทต่อคน
ค่าโดยสารภายในประเทศ ประมาณ 100,000 วอน หรือ 3,000 บาทต่อคน
ค่าเข้าชมสถานที่ท่องเที่ยว ประมาณ 40,000 วอน หรือ 1,110 บาทต่อคน
ค่าที่พักสามคืนประมาณ 252,000 วอน หรือ 7,000 บาทต่อคน
ค่าอาหาร 11 มื้อ มื้อละประมาณ 5,000 วอนหรือ 1,530 บาทต่อคน
รวมทั้งหมดประมาณ 37,500 บาทต่อคน

งบประมาณอาจเปลี่ยนแปลงได้ขึ้นอยู่กับการเดินทาง/สายการบิน/ที่พัก
อัตราแลกเปลี่ยนอาจมีการเปลี่ยนแปลงตรวจสอบได้ที่นี่


09 พฤศจิกายน 2552 11:05:14
 
 

 

 
 

 
 
   
 
  สาธารณรัฐเกาหลี
  ข้อมูลทั่วไป
  ข้อมูลน่ารู้ก่อนเดินทาง
  เกร็ดความรู้ที่ควรทราบ
  สถานที่ท่องเที่ยวและกิจกรรมแนะนำ
  ท่องเที่ยวตามงบประมาณ
  บันทึกการเดินทางประทับใจ
 
 
 
 
 
   
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
   
พฤษภาคม
2555
<  >
 
   
 
     
   
 
เลือกจังหวัดในประเทศไทย