ก่อนอื่นเพื่อความสะดวกในการเดินทางท่องเที่ยวเมืองต่อเมืองในอิตาลีได้อย่างสะดวกสบาย ทางที่ดีเตรียมตัวให้พร้อมก่อนด้วยการซื้อ Italian Pass แบบ 3 วัน จากตัวแทนจำหน่ายในประเทศไทยให้เรียบร้อย ติดต่อสอบถามได้ที่นี่ เมื่อไปถึงอิตาลีจะได้ลุยเที่ยวกันได้เลย
จากกรุงเทพฯ เหินฟ้าด้วยการบินไทย ในเวลา 00.20 น. ถึงสนามบินฟิอูมิซิโน (Fiumicino Airport) ประมาณ 06.50 น. ตามเวลาของประเทศอิตาลี เมื่อเช็คสัมภาระครบถ้วนแล้ว จึงซื้อตั๋วรถไฟสาย FR1 (สายสีเหลือง) ในราคา 9 ยูโร เพื่อมุ่งหน้าสู่กรุงโรม ใช้เวลาเดินทางประมาณครึ่งชั่วโมง
วันแรก
ช่วงสายๆ ก็ถึงสถานีรถไฟ Termini ใจกลางกรุงโรม จากนั้นก็ตรงเข้าเช็กอินที่โรงแรม Altavilla ซึ่งเป็นโรงแรมระดับ 2 ดาว ตั้งอยู่ใกล้ๆ กับสถานีรถไฟ Termini ฝากกระเป๋าไว้ก่อนเพราะยังไม่ถึงเวลาเช็กอิน ล้างหน้าล้างตาพักให้หายเหนื่อยสักครู่ รับประทานอาหารเช้าแบบง่ายๆ ใกล้ๆ โรงแรม เสร็จสรรพก็ได้เวลาออกมาเดินเที่ยวชมมนต์เสน่ห์ของกรุงโรมกันแล้ว ต้องบอกไว้ก่อนว่าการเดินเที่ยวเป็นวิธีการที่เหมาะที่สุดในการชมกรุงโรม เนื่องจากสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ล้วนตั้งอยู่ในเขตเมืองเก่า ซึ่งอยู่ไม่ห่างกันนัก อีกทั้งการเดินยังทำให้ได้อรรถรสในการชมตึกรามบ้านช่องในเมือง มากกว่าการนั่งรถหลายเท่านัก
เริ่มต้นจาก “โคลอสเซียม” (Colosseo) สนามกีฬากลางแจ้งที่ใหญ่โตที่สุดในสมัยโบราณ หนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์แห่งหนึ่งของโลก โดยนั่งรถไฟใต้ดินสายบี (สีน้ำเงิน) จากสถานี Termini ไปขึ้นที่สถานี Colosseo ราคา 1 ยูโร (สามารถหยอดเหรียญซื้อได้ที่บริเวณสถานี โดยมีตัวหนังสือเป็นภาษาอังกฤษ) เมื่อขึ้นจากสถานีมาก็จะเห็นสนามกีฬาโบราณขนาดมหึมาอยู่เบื้องหน้า ชื่นชมความยิ่งใหญ่ของสังเวียนประลองกำลังระหว่างคนกับสิงโตได้สักพัก ก็ได้เวลาอาหารเที่ยง บริเวณรอบๆ นี้ มีร้านค้าให้เลือกรับประทานได้หลากหลายแล้วแต่ชอบ

อิ่มจากอาหารกลางวันก็เดินกันต่อไป ใกล้ๆ จะเป็น “Arco di Constantino” ประตูชัยโบราณยุคโรมัน ที่ชาวโรมันสร้างขึ้น เพื่อเฉลิมฉลองชัยชนะจากการออกศึกในครั้งต่างๆจากนั้นก็มุ่งหน้าเข้าสู่“โรมันฟอรัม”
(Foro Romano) ศูนย์กลางของทุกสิ่งทุกอย่างในสมัยโรมันเรืองอำนาจ ซึ่งปัจจุบันเหลือเพียงซากปรักหักพัง แต่ยังคงจินตนาการได้ถึงความยิ่งใหญ่ของอาณาจักรโรมันในอดีตได้ ก่อนเดินทะลุเข้าโรมันฟอรัม ต้องเสีย
ค่าบัตรผ่านประตูคนละ 4 ยูโร บวกกับไกด์อธิบายถึงประวัติศาสตร์ แต่ถ้าไม่อยากเสียสตางค์ก็สามารถเดินอ้อมเข้าสู่ถนน dei Fori Imperiali ได้ ระยะทางก็ไม่ได้ต่างกันมาก และอย่างไรก็ตามก็สามารถเห็นโรมันฟอรัมได้จากเมืองโบราณโรมัน (Campidoglio) สถานที่ที่ท่องเที่ยวที่จะเดินไปต่อได้อยู่ดี

ไม่ว่าจะเดินผ่านโรมันฟอรัมหรือไม่ เป้าหมายต่อไปก็คือ “เมืองโบราณโรมัน”(Campidoglio) เนินเขาแห่งนี้เป็นศูนย์กลางความเจริญของโรมันโบราณ ประกอบด้วยปาลาซโซ เซนาตอริโอ (Palazzo Senatorio)
ปาลาซโซ นูโอโว (Palazzo Nuovo) และปาลาซโซ เดอิ คนแซร์วาตอริ (Palazzo dei Conservatori) ซึ่ง 2 แห่งหลังนี้ ปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์เก็บงานศิลปะสมัยโรมันโบราณ และศิลปะยุคเรอเนสซองส์ที่น่าสนใจ ด้านหลังของปาลาซโซ นูโอโวเป็นโบสถ์ซานตา มาเรีย อราโคเอลี (Santa Maria Aracoeli) ไฮไลต์สำคัญอยู่ที่รูปหล่อบรอนซ์แม่สุนัขป่า กำลังป้อนนมให้กับโรมิวลุส และเรมุส ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของกรุงโรม จากจุดนี้จะสามารถมองลงไปเห็นโรมันฟอรัมได้อย่างชัดเจน อาจไม่ได้สัมผัสใกล้ชิดเท่ากับเดินผ่ามา แต่ก็สามารถเห็นภาพรวมทั้งหมดศูนย์กลางความเจริญ ของจักรวรรดิโรมันได้เป็นอย่างดี

เดินลงจากบันไดสูงที่ทำจากหินอ่อนสีขาวอันงดงามบนเนินเขาคัมปิโอโดจลิโอแล้วเลี้ยวขวาไปยัง
“จัตุรัสเวเนเซีย” (Piazza Venezia) จะเห็นอาคารขนาดใหญ่สีขาว มีอนุสาวรีย์อยู่ตรงกลาง พร้อมตกแต่งด้วยธงชาติอิตาลีเต็มไปหมด สถานที่นั้นเรียกว่า “อนุสรณ์สถานของวิคเตอร์ เอ็มมานูเอล ที่ 2” (Monumento a Vittorlo Emanuele II) สร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้แก่กษัตริย์วิคเตอร์ เอ็มมานูเอลที่ 2 กษัตริย์คนแรกของอิตาลี และเพื่อเฉลิมฉลองการรวมประเทศอิตาลีได้สำเร็จ จัตุรัสนี้มีลักษณะเป็นวงเวียน รถค่อนข้างจะวิ่งพลุกพล่าน หากจะถ่ายรูปก็ควรดูซ้ายดูขวาระวังรถกันให้ดี
จากนั้นข้ามถนนแล้วเดินเข้าสู่ถนน San Marco จะถึงวังเวเนเซีย อาคารรูปทรงสี่เหบี่ยมสีน้ำตาลแก่ ที่ซึ่ง Benito Mussolini อดีตผู้นำลัทธิฟาสซิสม์ของอิตาลี ใช้เป็นศูนย์กลางในการบัญชาการการรับในช่วง
สงครามโลกครั้งที่ 2 เดินตรงต่อมา เลี้ยวขวาเข้าถนนเล็กๆ ชื่อ Celsa แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าถนน Corso Vittorio Emanuele ถนนใหญ่ที่เต็มไปด้วยร้านค้ามากมาย ถ้าเหนื่อยจากการเดินก็สามารถนั่งพักรับประทานขนม จิบกาแฟได้จากร้านค้าที่มีให้เลือกมากมายในบริเวณนี้
พักเหนื่อยกันสักพัก เดินตรงต่อมาเรื่อยก็จะถึง Piazza S. Pantaleo ให้เลี้ยวขวาเข้าไปยังจัตุรัสนาโวนา (Piazza Navona) สนามกีฬาของพวกโรมันเอาไว้แข่งม้า ถนนที่อยู่รอบๆ คือ ลู่วิ่งของม้า บริเวณนี้มีน้ำพุที่สำคัญ 3 อัน ผลงานของศิลปินนักแกะสลักชื่อดัง Gian Lorenzo Bernini ซึ่งมีความงดด้านศิลปะเป็นอย่างมาก บริเวณนี้ก็จะเต็มไปด้วยร้านค้าให้เลือกซื้อของและนั่งพักผ่อนหย่อนใจอีกเช่นเคย
เดินออกจากจัตุรัสนาโวนาทางด้านขวามือ ไปยังถนน d. Stradenrai ผ่าน Piazza S.Eustachio แล้วเดินตรงต่อไปยังถนน Palombella ก็จะถึง “วิหารแพนเธออน” อันเลื่องชื่อ วิหารนี้สร้างขึ้นในช่วง 27 ปี ก่อน
คริสตกาลโดย Marcus Agrippa โดยเลียนแบบศิลปะกรีก จุดเด่นที่น่าสนใจ คือ การออกแบบอาคารให้มีความกว้าง 142 ฟุต และสูง 142 ฟุตเช่นกัน มีประตูทางเข้าโลหะสีทองบรอนซ์ที่มีน้ำหนักถึง 20 ตัน รวมทั้งการออกแบบโดมด้านบนของอาคารทำได้อย่างน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก สามารถเดินเข้าไปชมความงามได้โดยไม่เสีย
ค่าเข้าชมแต่อย่างใด

เสร็จจากการชมวิหารแพนเธออนก็มุ่งหน้าเข้าสู่ถนน d. Pastini ผ่านถนน di Pietra ตรงเข้าถนน
delle Muratte จะพบกับน้ำพุสุดยิ่งใหญ่อลังการงานสร้าง “น้ำพุเทรวี่” (Fontana di Trevi)
ส่วนกลางของน้ำพุมีรูปปั้นของเทพเจ้าเนปจูน (Neptune) ขี่รถม้าติดปีก แสดงถึงความมีสุขภาพที่แข็งแรง และความอุดมสมบูรณ์ของอาณาจักร ตามธรรมเนียมแล้ว นักท่องเที่ยวที่มาชมน้ำพุเทรวี่ ควรจะโยนเหรียญ 1 เหรียญลงไปในสระ โดยมีความเชื่อว่า หากโยนเหรียญ 1 เหรียญ จะได้กลับมาเยือนกรุงโรมอีกครั้ง แต่หากโยน 3 เหรียญจะได้แฟนเป็นชาวอิตาเลียน บริเวณนี้มีร้านขายของมากมาย แต่ที่เห็นว่าน่าจะเป็นไฮไลต์คือ ร้านไอศกรีมแบบเจลาโตที่มีให้เลือกหลากหลายรส ว่ากันว่าร้านเด็ดสุดได้แก่ร้านแรกตรงหัวมุมนั่นละ

จากนั้น เดินผ่านถนนเล็กๆ Stamperia และ Nazareno เพื่อมุ่งสู่ถนน d.Propaganda อันจะนำไปสู่
“ย่านบันไดสเปน” อันโด่งดัง บริเวณจัตุรัสสเปน (Piazza di spagna) นี้ผู้คนจะแน่นขนัดอย่างมาก ทำให้ต้องระวังอย่างยิ่งมิให้ถูกมิจฉาชีพล้วงกระเป๋า แต่ถึงคนจะเยอะเพียงใด ความงดงามของบันไดสเปนที่ได้รับการออกแบบโดยสถาปนิกชาวอิตาเลียน ชื่อ Francesco de Sanctis ก็ยังสามารถดึงดูดใจนักท่องเที่ยว จากทุกมุมโลกให้มาเยี่ยมเยียนได้เสมอ ย่านนี้เต็มไปด้วยร้านค้าแบรนด์เนมมากมาย ถ้ามีเวลาช้อปปิ้งก็สามารถเลือกซื้อได้ตามใจชอบ แต่ที่แน่ๆ ได้เวลาอาหารเย็นแล้ว ถ้าจะให้ดีมื้อค่ำนี้ควรแวะชิมอาหารอิตาเลียนที่ร้าน
Alla Rampa ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ๆ กับบันไดสเปน ที่โดดเด่นด้วยพาสต้าหลากหลายรูปแบบและบรรยากาศเป็นสวนทำให้สัมผัสบรรยากาศยามเย็นได้เป็นอย่างดี รับประทานอาหารเย็นเสร็จเรียบร้อย ก็ได้เวลาพักผ่อนที่โรงแรม จากจุดนี้ต้องเดินไปขึ้นรถไฟใต้ดินที่สถานี Spagna ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ๆ นั่งมาขึ้นที่สถานี Termini ซึ่งเป็นใกล้กับโรงแรมที่พักมากที่สุด จากนั้นจึงพักผ่อนเก็บแรงไว้เที่ยวกันต่อในรุ่งขึ้น
วันที่สอง
เช้านี้เริ่มต้นกับอาหารเช้าที่โรงแรมให้เรียบร้อย (ค่าอาหารรวมอยู่ในค่าที่พักแล้ว) ก่อนจะเช็กเอ้าท์ออกจากโรงแรม เพื่อข้ามฝั่งแม่น้ำไทเบอร์ไปยังนครรัฐวาติกัน รัฐอิสระที่เปรียบเสมือนเมืองหลวงแห่งคริสตจักรโลก โดยเริ่มจากนั่งรถไฟใต้ดินสายเอ (สายสีแดง) ไปขึ้นที่สถานี Ottaviano แล้วเดินตรงตามถนน Ottaviano ไปยัง “มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์” (Basilica di San Pietro) มหาวิหารที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ภายในประดับประดาด้วยผลงานศิลปะชิ้นเอกมากมาย อาทิ ปิเอต้า (Pieta) รูปสลักหินอ่อนพระแม่มารีอุ้มพระเยซูไว้บนตักของไมเคิล แองเจโล สำหรับภายในโบสถ์สามารถเข้าชมได้โดยไม่เสียค่าเข้าชมแต่อย่างใด แต่ถ้าอยากชมพิพิธภัณฑ์อย่างอื่น หรือชั้นบนของตัวมหาวิหารก็จะต้องเสียค่าเข้าชมแตกต่างกันไป (รายละเอียดเพิ่มเติมที่นี่) แนะนำว่าถ้าจะเข้าชมส่วนอื่นของมหาวิหารควรจะไปให้ถึงเร็วสักหน่อย เพราะนักท่องเที่ยวจะแน่นมาก และคิวค่อนข้างยาว นอกจากนี้ สำหรับผู้หญิงควรแต่งกายให้สุภาพ ไม่ควรสวมกระโปรงสั้นหรือสายเดี่ยว เพราะจะไม่สามารถเข้าชมด้านในได้

อย่ามัวแต่เพลินกับความงามภายในมหาวิหาร เพราะใกล้เที่ยงแล้วได้เวลาต้องรีบกลับไปสถานี Termini เพื่อเดินทางต่อไปยังเมืองฟลอเรนซ์ ถ้าใครหิว รอบๆ มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์มีร้านอาหารเปิดบริการมากมาย แต่ถ้าเวลาไม่อำนวย (เพราะมีคิวต้องขึ้นรถไฟไปฟลอเรนซ์ ซึ่งจะออกในเวลา 12.50 น.) ทางที่ดีซื้ออาหารง่ายๆ แบบ take away ที่มีขายอยู่รอบๆ ไว้เป็นเสบียงไปกินที่สถานีรถไฟหรือบนรถไฟจะดีกว่า งานนี้ไม่ต้องซื้อตั๋วเพิ่ม ให้ใช้ Italian Pass ที่ซื้อมาตั้งแต่เมืองไทย แต่อย่าลืมให้ให้พนักงานสแตมป์ตั๋วรถไฟที่ว่านี้ให้ด้วย
นั่งรถไฟแบบสบายๆ เกือบบ่ายสองครึ่งก็ถึงสถานีรถไฟ Santa Maria Novella สถานีรถไฟกลางแห่งเมืองฟลอเรนซ์ จากสถานีรถไฟตรงเข้าเช็กอินและเก็บของที่โรงแรม La Gioconda โรงแรมระดับ 3 ดาวซึ่งตั้งอยู่บนถนน Panzani ที่หาง่ายมาก แค่เดินตรงจากสถานีรถไฟกลางเข้าถนน Panzani แล้วเดินตรงมาเรื่อยๆ ก็จะเห็นตัวโรงแรมตั้งเด่นเป็นสง่า
ไม่ต้องพูดพล่ามทำเพลงเริ่มเที่ยวเมืองฟลอเรนซ์ทันที เริ่มต้นจาก “วังพิตตี้” (Palazzo Pitti) กันก่อน เพราะอยู่ไกลที่สุด เริ่มเดินเข้าถนน de Tornabuoni Antinori ตรงมาเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงถนน Lungarno Acciaiuoli ซึ่งเป็นถนนเรียบแม่น้ำอาร์โน

มองตรงไปข้างหน้าจะเห็นสะพานสีเหลืองทอง นั่นคือ “สะพานเวคคิโอ” (Ponte Vacchio) ข้ามสะพานเวคิโอแล้วเดินตรงไปยังถนน de Guicciardini ก็จะพบกับวังพิตตี้ ซึ่งในอดีตเป็นที่พักของพวกเมดิชี่ ตระกูล
ขุนนางผู้ปกครองเมืองฟลอเรนซ์ ด้านในมีภาพวาดและงานแกะสลักจากศิลปินชื่อดังมากมาย แนะนำว่าให้เดินชมเฉพาะเพียงด้านนอกเท่านั้น เพราะค่าเข้าค่อนข้างจะแพงเกินความคุ้มค่า
จากนั้นเดินย้อนกลับมาทางเดิมเพื่อเลือกซื้อของตรงสะพานเวคคิโอ สะพานเก่าแก่ที่สุดของเมือง ที่มีร้านค้ามากมาย โดยเฉพาะเครื่องประดับและทอง เมื่อเลือกซื้อของบวกถ่ายรูปริมฝั่งแม่น้ำอาร์โนกันอย่างจุใจแล้ว ก็ได้เวลามุ่งหน้าเข้าสู่ “จัตุรัสซินญอเรีย”(Piazza della Signoria) ด้วยการเดินตรงเข้าถนน Por S.Maria ที่ดารดาษไปด้วยสิ่งที่น่าสนใจมากมาย อาทิ รูปแกะสลักมากมาย เช่น เพอร์ซุส (Perseus) วีรบุรุษกรีกโบราณตอนบั่นคอเมดูซ่า, รูปแกะสลักเฮอร์คิวลีส (Hercules) และรูปสลัก “The Rape of the Sabine Women”
เป็นต้น

“วังเวคคิโอ” (Palazzo Vecchio) ตกแต่งด้วยศิลปะแบบยุคกลางซึ่งพวกเมดิชี่เคยใช้เป็นศาลาว่าการเมือง และอีกสถานที่ที่น่าสนใจ คือ พิพิธภัณฑ์อูฟิซี่ (Uffizi Museum) ซึ่งเป็นสถานที่เก็บรวบรวมผลงานทางศิลปะของศิลปินชื่อดังมากมาย อาทิ มิคา แลงเจโล หรือไมเคิล แองเจโล ที่เราคุ้นหูกันดี ติตัน และบอตติเชลลิ รวมทั้งมีรูปแกะสลักตั้งแต่สมัยกรีกและโรมันแสดงด้วย แนะนำให้เข้าชม เพราะเป็นแหล่งรวมผลงานงานศิลปะอันทรงคุณค่าอย่างแท้จริง ค่าเข้าชมราคา 9.45 ยูโร (ประมาณ 470 บาท)
ออกมาจากพิพิธภัณฑ์อูฟิซีอีกทีคงได้เวลาอาหารเย็นกันแล้ว ค่ำนี้เราจะกินข้าวกันที่ Buca dell'Orafo ซึ่งตั้งอยู่บริเวณจัตุรัสซินญอเรียนั่นเอง ร้านนี้เป็นร้านอาหารสไตล์อิตาเลียน มีอาหารท้องถิ่นในแบบฉบับของแคว้นทัสคานี ราคาเป็นมิตรและบรรยากาศเป็นกันเอง เพลินกันอาหารค่ำเรียบร้อยแล้ว ก็ได้เวลาค่อยๆ เดินย่อยกลับไปพักผ่อนที่โรงแรม La Gioconda โดยผ่านถนน Porta Rossa และเลี้ยวขวาเข้าถนน
deTornabuoni Antinori
วันที่สาม
ตื่นมาด้วยความสดชื่นกับบุฟเฟ่ต์อาหารเช้าของโรงแรม วันนี้จะเก็บตกสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของเมืองที่ยังไม่ได้ไป นั่นคือ “ดูโอโมแห่งฟลอเรนซ์” (Duomo) เช็กเอ้าท์ออกจากโรงแรมให้เรียบร้อย ก่อนจะฝาก กระเป๋าไว้ที่โรงแรมก่อน แล้วเดินตามถนน Cerretani เพียงไม่กี่นาทีก็จะเห็นโดมอันยิ่งใหญ่สีชมพูอ่อน ตั้ง
ตระหง่านอยู่ด้านหน้า ดูโอโมแห่งนี้เป็นสิ่งก่อสร้างที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในเมืองฟลอเรนซ์ ภายในโดมไม่มีคาน แต่ใช้วิธีวางอิฐซ้อนกัน เลียนแบบวิธีการสร้างมาจากวิหารแพนเธออนของกรุงโรม เข้าชมความงามภายในโดมในเวลา 10.30 น. โดยเสียค่าเข้าชมคนละ 6 ยูโร ใช้เวลาประมาณ 40 นาทีก็จะครอบคลุมทั้งหมด ใกล้ถึงเวลาอาหารมื้อเที่ยงแล้ว สามารถเลือกซื้ออาหารได้บริเวณรอบๆ ดูโอโมแห่งนี้ เพื่อเตรียมตัวเดินทางต่อไปยังเวนิส จากจุดนี้ต้องเดินย้อนกลับไปทางโรงแรม รับกระเป๋า แล้วเดินเข้าถนน Panzani เพื่อไปยังสถานีรถไฟ Santa Maria Novella รถไฟจะออกจากฟลอเรนซ์ในเวลา 12.37 น. และถึงเวนิสในเวลา 15.17 น. และครั้งนี้ก็ใช้ Italian Pass ได้อีกเช่นเคย

เดินทางถึงสถานีรถไฟ Venezia Santa Lucia แล้ว ก็เดินไปยังท่าเรือหน้าสถานีรถไฟเพื่อซื้อตั๋ว
Vaporetti Pass แบบ 24 ชั่วโมง ราคา 16 ยูโร (ใช้กี่เที่ยวก็ได้ โดยนับเวลาตั้งแต่แสตมป์ครั้งแรก และอย่าลืมนำตั๋วไปแสตมป์กับตู้สีเหลืองบริเวณท่าเรือเด็ดขาด เพราะหากถูกพบว่ายังไม่ได้แสตมป์จะถูกปรับเงินถึง 30
ยูโรทีเดียว) จากนั้น นั่งเรือสาย 1, 3, 4 หรือ 82 ไปลงยังป้ายซาน มาร์โค ใช้เวลาประมาณ 45 นาที เพื่อจัดการเก็บของและเช็กอินที่โรงแรม Albergo Anastasia โรงแรมระดับ 3 ดาว ซึ่งตั้งอยู่บริเวณจัตุรัสซานมาร์โค

เก็บข้าวของเรียบร้อยแล้วก็ได้ฤกษ์เดินลัดเลาะซอยเล็กซอยน้อยชมความงามของเวนิส ด้วยการย้อนมายัง ท่าเรือซาน มาร์โคอีกครั้ง นั่งเรือสาย 82, 4 หรือ 1 ไปยังป้ายริอัลโต้เพื่อไปชมสะพานริอัลโต (Rialto Bridge) สะพานข้ามแกรนด์คานาลแห่งแรก และศูนย์กลางการคมนาคมและค้าขายแลกเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดของเวนิส ย่านนี้เต็มไปด้วยร้านค้า ตลาดสด และผู้คน ทำให้ขาช้อปทั้งหลายรู้สึกเพลิดเพลินใจเป็นแน่
เดินช้อปปิ้งและถ่ายรูปวิวริมแกรนด์คานาลอันสวยงามเรียบร้อยแล้ว ก็จะไปทานอาหารเย็นกันที่ร้าน
Antico Dolo ร้านอาหารสุดหรูในสไตล์เวเนเชียนโบราณ ที่โดดเด่นด้วยเมนูอาหารทะเลมากมายและ
บรรยากาศสุดโรแมนติกริมแกรนด์คานาล จากนั้นจึงนั่งเรือกลับไปพักผ่อนที่โรงแรม ถ้ายังไม่เหนื่อยจะนั่งจิบกาแฟ พร้อมนั่งชมดาวที่ร้านอาหารในย่านจัตุรัสซานมาร์โคก่อนก็ยังไหว
วันที่สี่
รับประทานอาหารเช้าที่โรงแรมและเช็กเอ้าท์ให้เรียบร้อย ก่อนจะออกมาล่องเรือกอนโดลาชมเมืองเวนิส อันสุดแสนจะโรแมนติก โดยให้โบกเรียกเรือกอนโดลาที่บริเวณคลองเล็กๆ เพราะจะได้ในราคาเพียง 80 ยูโร หากเรียกบริเวณแกรนด์คานาล ราคาจะพุ่งสูงถึง 200 ยูโร นั่งเรือกินลมชมวิวแบบชิวๆ รอบๆ เวนิส พร้อมคำบรรยายประวัติศาสตร์เมืองและสถานต่างๆ ที่มีความสำคัญจากคนพายเรืออย่างเพลิดเพลินไม่ทันไร ก็ได้เวลาอาหารเที่ยงอีกแล้ว คราวนี้เรือจะมาจอดที่ท่าซาน มาร์โค จะหาอะไรรับประทานที่ร้านอาหารในบริเวณนี้เลยก็สะดวกดี เพราะมีร้านอาหารหลากหลายให้เลือกได้ตามใจชอบมากมาย

ก่อนจะปิดท้ายมื้อเที่ยง ด้วยการเดินละเลียดไอศกรีมเจลาโต้กลับมายังจัตุรัสซาน มาร์โค จัตุรัสที่ขึ้นชื่อว่าสวยที่สุดแห่งหนึ่งในอิตาลี บริเวณนี้มีอาคารที่สำคัญสองแห่งคือ หอระฆัง (Campanile) สิ่งก่อสร้างที่สูงที่สุดในเวนิส และหอนาฬิกา (Torre dell’ Orologio) ซึ่งสร้างขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 15 มีหน้าปัดเป็นสีน้ำเงิน แสดงการหมุนเวียนของพระจันทร์ และจักรราศีต่างๆ รอบๆ จัตุรัสนี้ ยังมี “โบสถ์ซาน มาร์โค”
(Basicilica di San Marco) โบสถ์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดของเวนิสถูกสร้างขึ้นเพื่ออุทิศแก่นักบุญมาร์ค ผู้ซึ่งเป็นที่นับถือในเวนิส โดดเด่นอย่างมากด้วยรูปลักษณ์ภายนอกที่สวยงาม มีเอกลักษณ์ตามแบบของเวนิส สามารถเดินเข้าไปชมด้านในโบสถ์ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย นอกจากนี้ ยังมีอาคารอีกแห่งที่ติดกับโบสถ์
ซาน มาร์โคคือ “วังดูคาเล” (Palazzo Ducale) ซึ่งในอดีตเป็นที่พักของผู้ปกครองเวนิส ซึ่งเรียกว่า Doge ถูกก่อสร้างมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 9 แต่ได้รับการตกแต่ง และก่อสร้างเพิ่มเติมหลายครั้ง รูปโฉมด้านนอกในปัจจุบันเป็นผลงานจากศตวรรษที่ 19 ซึ่งเป็นศิลปะแบบกอธิค ได้รับการตกแต่งด้วยหินอ่อนสีชมพู มีความงดงามเป็นอย่างมาก

หลังจากนั้น โปรดอย่าพลาดการชมความงามของทะเลอาเดรียติก ด้วยการไปถ่ายรูปคู่กับ “สะพานซิงห์หรือสะพานถอนใจ” (Ponte dei Sospiri) สัญลักษณ์สำคัญอีกแห่งหนึ่งของเวนิส สะพานนี้ใช้สำหรับลำเลียงนักโทษข้ามจากวังดูคาเลไปยังตัวคุก โดยมีช่องหน้าต่างเล็กๆ ให้มองทะเลและท้องฟ้าเป็นครั้งสุดท้ายในชีวิต จึงเป็นที่มาของชื่อสะพานถอนใจนั่นเอง
อนุญาตให้ชมความงามที่นี่ได้ถึงแค่บ่ายสามโมงเท่านั้น เพราะได้เวลาเดินทางกลับไปยังสถานีรถไฟกลาง Venezia Santa Lucia เพื่อนั่งรถไฟกลับไปยังกรุงโรม โดยขึ้นเรือโดยสารสาย 1, 3, 4 หรือ 82 เมื่อถึงสถานีรถไฟ ยังพอมีเวลาเหลืออีกประมาณหนึ่งชั่วโมงก่อนที่รถไฟจะออก ก็จัดการซื้ออาหารมื้อเย็นไว้สำหรับ
รับประทานบนรถไฟให้เรียบร้อย นั่งหลับกันจนเพลิน รถไฟก็จะเข้าจอดที่สถานี Termini กรุงโรมอีกครั้งใน
เวลาประมาณสามทุ่ม หอบข้าวหอบของเดินเข้าเช็กอินที่โรงแรม Altavilla โรงแรมแห่งเดิมที่พักในวันแรก
วันที่ห้า
รับประทานอาหารเช้าที่โรงแรมให้เรียบร้อย ก่อนจะเช็กเอ้าท์แล้วออกเดินทางนั่งรถไฟใต้ดิน สายเอ
(สายสีแดง) ไปยังสถานี Spagna เพื่อเก็บตกช้อปปิ้งให้หนำใจ เพราะบริเวณนี้มีร้านค้าทั้งมีแบรนด์ให้ช้อปเป็นการส่งท้ายโบกมือลากรุงโรม เสร็จสรรพให้นั่งรถใต้ดินย้อนกลับมาที่ Termini แล้วเปลี่ยนสายเป็น FR1
(สายสีเหลือง) เพื่อมุ่งตรงไปยังสนามบินฟิอูมิซิโน
เวลาเที่ยงตรงก็จะถึงสนามบินเพื่อเข้าเช็กอินที่เคาน์เตอร์ และพร้อมเหินฟ้ากลับสู่ประเทศไทยด้วยสายการบินไทยที่จะออกจากกรุงโรมในเวลา 13.55 น. และถึง สนามบินสุวรรณภูมิเวลาประมาณ 6.30 น. โดยสวัสดิภาพ
(รายละเอียดงบประมาณ)
| ค่าวีซ่าเชงเก้นประมาณ |
3,000 บาท |
| ค่าตั๋วเครื่องบินไป - กลับกรุงเทพฯ - โรม การบินไทย (ชั้นประหยัด) |
47,245 บาท |
| ค่ารถไฟจากสนามบินเข้าโรม และจากโรมเข้าสนามบิน |
900 บาท (18 ยูโร) |
| ค่า Italian Pass Flexi แบบ 3 วัน ชั้น 2 |
8,850 บาท (177 ยูโร) |
| ค่ารถไฟใต้ดินในโรม เที่ยวละ 1 ยูโร 4 เที่ยว |
200 บาท ( 4 ยูโร) |
| ค่าตั๋ว Vaporetti Pass แบบ 24 ชั่วโมงที่เวนิส |
800 บาท (16 ยูโร) |
| ค่าเรือกอนโดล่าที่เวนิส (เหมาทั้งลำ) |
4,000 บาท ( 80 ยูโร) |
| ค่าโรงแรม (ห้องเดี่ยว) ที่โรม 2 คืนๆ ละ 70 ยูโร |
7,000 บาท (140 ยูโร) |
| ค่าโรงแรม (ห้องเดี่ยว) ที่ฟลอเรนซ์ 1 คืน |
3,750 บาท ( 75 ยูโร) |
| ค่าโรงแรม (ห้องเดี่ยว) ที่เวนิส 1 คืน |
3,750 บาท ( 75 ยูโร) |
| ค่าอาหาร 9 มื้อ เฉลี่ยมื้อละ 12 ยูโร |
4,500 บาท (90 ยูโร) |
| ค่าเข้าชมสถานที่ต่างๆ |
970 บาท (19.45 ยูโร) |
| รวม |
84,965 บาทต่อคน |
(รายละเอียดอื่นๆ)
ตรวจสอบตารางเวลาบินและราคาตั๋วสายการบินไทย ได้ที่ http://www.thaiair.com
ตรวจสอบข้อมูลและราคาโรงแรมในปารีสได้ที่ www.booking.com และ www.booking.com
ตรวจสอบข้อมูลและราคา Italian Pass ได้ที่ http://www.raileurope.com
ตรวจสอบข้อมูลและราคาเรือโดยสารในเวนิสได้ที่ http://www.slowtrav.com
ตรวจสอบอัตราแลกเปลี่ยนได้ที่ http://www.kasikornbank.com
|