อินเดีย - เดลลี อัครา จัยปูระ 5 วัน 4 คืน งบประมาณ
49,109 บาทต่อคน
ท่องเส้นทาง Triangle Route ดินแดนสามเหลี่ยมของอินเดีย อันประกอบไปด้วยเดลลี - อัครา - จัยปูระที่งดงามราวกับภาพฝัน อันได้ชื่อว่าเป็นที่สุดแห่งดินแดนชมพูทวีป แหล่งกำเนิดของอารยธรรมโลกที่งดงามไปด้วยประวัติศาสตร์ และโรแมนติกอย่างยากจะหาใดเทียม ทั้งอนุสรณสถานแห่งความรักที่ยิ่งใหญ่ และงดงามที่สุดในโลก อย่าง ทัชมาฮาล พร้อมลึกซึ้งดื่มด่ำไปกับจัยปูระ
นครสีชมพู...หนี่งในเมืองที่งดงามที่สุดในโลก

เริ่มการเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปเดลี ด้วยสายการบินไทย ออกเดินทางจากสนามบินสุวรรณภูมิเวลา 7.25 น. ถึงสนามบินนานาชาติอินทิรา คานธี ประมาณ 10.20 น. จากนั้นก็นั่งชัตเตอร์บัสของโรงแรมเพื่อมาเข้าเช็กอินที่ Hotel Clark International (www.hotelclarkindia.com) โรงแรมระดับ 3 ดาว ตั้งอยู่ใจกลางกรุงนิวเดลี สามารถเดินทางท่องเที่ยวในกรุงนิวเดลีได้อย่างสะดวกสบาย บริการอินเตอร์เน็ตไร้สาย พร้อมด้วยบริการรถรับส่งไป - กลับสนามบิน

วันแรก หลังจากเช็กอินและเก็บกระเป๋าเข้าที่พักเรียบร้อยแล้ว ก็แวะรับประทานอาหารกลางวันกันก่อนดีกว่า ถ้ายังไม่ชินกับอาหารอินเดียหรือไม่อยากเสียเวลามากนัก จะเลือกรับประทานอาหารง่ายๆ แบบจังก์ฟู้ดส์ อย่างเคเอฟซี หรือแมคโดนัลด์ก็ได้เพื่อความสะดวก เสร็จเรียบร้อยแล้วก็รีบท่องแดนภารตะกันเลย เริ่มจากการท่องเที่ยวในเขตเมืองเก่า Old Delhi ก่อน

เริ่มต้นที่ Humayun's Tomb หนึ่งในมรดกโลก ซึ่งเป็นที่ฝังพระศพของกษัตริย์หุมายุน ซึ่งเป็นกษัตริย์องค์ที่สองของราชวงศ์โมกุล สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1565 โดยสถาปนิกชาวเปอร์เชีย ก่อนจะต่อด้วยการไปเยี่ยมบ้านของมหาตมะ คานธี ผู้ซึ่งเป็นบิดาของประเทศอินเดีย โดยมีป้อม Red Fort และมัสยิดจาร์มาที่ใหญ่ที่สุดในอินเดียเป็นเป้าหมายต่อไป

จากนั้นก็ได้เวลาอาหารค่ำ มื้อนี้เลือกรับประทานอาหารอินเดียในภัตตาคารขึ้นชื่ออย่าง Chor Bizarre
(www.chorbizarrerestaurant.com) ที่กวาดรางวัลมาแล้วนับไม่ถ้วน การันตีด้วยอีกสาขามีอีกสาขาที่กรุง
ลอนดอน ว่ากันว่าเปิดเมนูมาแล้วจิ้มได้เลยเพราะอร่อยทุกอย่างจริงๆ ก่อนจะกลับไปพักผ่อนที่โรงแรม

วันที่สอง รับประทานอาหารเช้าเสร็จเรียบร้อยแล้วก็เช็กเอ้าท์เพื่อเดินทางต่อไปยังอัครา ด้วยสายการบิน Kingfisher เวลา 11.40 น. ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง ก็ถึงอัคราเวลา 12.40 น.
(www.expedia.com/daily/flights/) ไม่ต้องพูดพล่ามทำเพลงถึงสนามบินปั๊บก็ตรงเข้าเช็กอินที่โรงแรม
Amar Hotel (Tourist Complex Area, Fatehabad Road, Agra, India) เสร็จสรรพก็เดินทางไปเที่ยวชมความงามของทัชมาฮาล ซึ่งตั้งอยู่ริมแม่น้ำยมนา สถานที่ตั้งของอนุสาวรีย์แห่งความรักอันยิ่งใหญ่ของโลก ซึ่ง
พระเจ้าชาห์ เชฮัน แห่งเมืองอัครา สร้างเป็นสุสานฝังศพของพระนางมุมทัชมาฮาล ราชินีอันเป็นที่รัก ได้รับการยกย่องว่าเป็นตัวอย่างของสถาปีตยกรรมโมกุลที่สวยงามที่สุด ใช้แรงงานกว่าสองหมื่นคน ใช้เงินก่อสร้างราวห้าสิบล้านดอลลาร์ ภายในประดับด้วยหินอ่อนสลักฉลุเป็นลวดลาย แต่งแต้มด้วยอัญมณีสีสันสวยงาม และองค์การ UNESCO ได้ประกาศให้ทัชมาฮาลเป็นมรดกโลกในปี 1983
หลังจากนั้นก็อย่าพลาดการเยือน อัคราฟอร์ต (Acra Fort) ป้อมปราการที่ยิ่งใหญ่ ที่ใช้เวลาในการก่อสร้างยาวนานถึง 3 รัชสมัย ของกษัตริย์โมกุล อาณาจักรที่พระเจ้าอัคบาร์มหาราชทรงสร้างขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของวังหลวง และใช้เป็นที่กักบริเวณพระบิดาคือพระเจ้าชาห์ จาฮาน บนหอคอยรูปแปดเหลี่ยมชื่อว่า Musamman ซึ่งเป็นที่ประทับในช่วงสุดท้ายของพระเจ้า ชาห์ จาฮาน ท่านทรงใช้เวลา 8 ปีอยู่บนหอคอยนี้ เหม่อมองดูทัชมาฮาล สุสานของนางอันเป็นที่รัก จนวาระสุดท้ายของชีวิต
อิ่มเอมกับสถาปัตยกรรมและเรื่องราวแห่งความรักอันชวนประทับใจแล้ว จะเป็นการดีหาน้อยไม่ ถ้าจะปิดฉากความประทับใจที่อัคราด้วยอาหารอินเดียนรสเลิศราคาไม่แพง ที่ Pinch of Spice (23/453, Wazirpura Road | Opp. Sanjay Cinema, Agra 282002, India www.pinchofspice.in) ก่อนจะกลับไปพักผ่อนที่โรงแรม
วันที่สาม รับประทานอาหารเช้าที่โรงแรมเรียบร้อยแล้ว ก็เก็บเกี่ยวบรรยากาศในเมืองแห่งความรักเป็นการ
สั่งลา ก่อนจะเช็กเอ้าท์ไปยังสนามบินเพื่อเดินทางต่อไปยังเมืองจัยปูระ หรือนครสีชมพู เมืองหลวงแห่งแคว้นราชสถาน ด้วยสายการบิน kingfisher เวลา 13.10 ถึงจัยปูระเวลาประมาณ 6.30 น. จากนั้นก็เข้าเช็กอินที่ Hotel Mansingh (Sansar Chandra Rd., Jaipur 302 001 India www.mansinghhotels.com/jaipur.aspx) ที่โดดเด่นด้วยโลเกชั่นเพราะตั้งอยู่ไม่ไกลจากเขตเมืองเก่า และอยู่ห่างจากสนามบินเพียง 14 ก.ม. แถมยังใกล้กับสถานที่ช้อปปิ้งอีกต่างหาก เช็กอินเสร็จสรรพก็เดินเล่นรอบๆ เมืองหาอาหารอินเดียพื้นเมืองรับประทาน แต่ถ้าเหนื่อยจากการเดินทางจะเลือกรับประทานอาหารที่ห้องอาหาร Hightz ที่อยู่บน ชั้น 6 ของโรงแรม
อาหารอินเดียแบบพื้นเมืองของที่นี่รสชาติใช้การได้เลยทีเดียว

วันที่สี่ หลังจากรับประทานอาหารเช้าที่โรงแรมแล้ว ก็ได้เวลาเที่ยวชมจัยปูระอย่างเป็นทางการ โดยเริ่มจาก “ป้อมแอมเบอร์” (Amber Fort Palace) ป้อมปราการอันยิ่งใหญ่ที่โอบล้อมพระราชวังแอมเบอร์ไว้ข้างใน ตั้งอยู่ห่างจากจัยปูระ 11 ก.ม. การจะเที่ยวชมป้อมแอมเบอร์ให้ได้อรรถรสนั้น นอกจากจะเดินเท้าขึ้นไปยังด้านบนเชิงเขาซึ่งต้องใช้เวลาประมาณ 15 นาทีแล้ว จะเลือกนั่งช้างเพื่อเป็นการเปลี่ยนบรรยากาศก็น่าสนใจไม่น้อย (ค่าโดยสารราคา 550 รูปีต่อช้าง 1 เชือก นั่งได้ 2 คน) ช้างแต่ละเชือกจะแต่งองค์ทรงเครื่องสวยงาม ทาหน้าด้วยสีสันต่างๆ พร้อมด้วยควาญช้างที่แต่งชุดสีขาวพร้อมพันศีรษะเป็นชาวเมืองแท้ๆ ได้บรรยากาศในการเที่ยวชมไปอีกแบบ แถมถ้าใครอยากได้รูปนั่งบนหลังช้างนั้นเขาก็มีบริการถ่ายรูปให้เสร็จสรรพ แบบเดียวกับสถานที่ท่องเที่ยวทั่วไป แต่จะซื้อรูปหรือไม่ก็แล้วแต่เราเขาไม่บังคับ นอกจากตัวป้อมที่โดดเด่นเป็นสง่าแล้ว ภายในพระราชวังแอมเบอร์ก็งดงามไม่น้อย สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 16 โดยราชาแมนสิงห์ที่ 1 และต่อเติมในสมัย
ราชาจัยสิงห์ที่ 1 ภายในพระราชวังแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ ด้านนอกและด้านใน ออกแบบและตกแต่งด้วย
สถาปัตยกรรมแบบฮินดู ผสมผสานกับศิลปะแบบมุสลิมทำให้พระราชวังแอมเบอร์งดงาม และน่าสนใจเป็นอย่างมาก นอกจากนี้อย่าลืมแวะชมมิวเซียมงานฝีมือ ที่ “Anokhi Muesum of Hand Printing” แล้วแวะ
รับประทานแซนด์วิชกับกาแฟออร์แกนิกในมิวเซียม เป็นมื้อกลางวันเลยก็ได้จะได้ไม่ต้องเสียเวลา

หลังจากนั้นก็เดินทางต่อมายัง “พระราชวังสายน้ำ” (Water Palace) ตั้งอยู่กึ่งกลางระหว่างทางไป
Amber Palace และเมืองจัยปูระ พระราชวังแห่งนี้ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่กลางน้ำ รายล้อมไปด้วยท้องน้ำของ
ทะเลสาบแมน ซากา อันอุดมสมบูรณ์ โดยมีเป้าหมายต่อไปเป็น “พระราชวังสายลม” (Palace of the Winds) ที่ชาวอินเดียเรียกว่า ฮาวา มาฮัล หากพระราชวังสายน้ำสร้างขึ้นมาสำหรับสุภาพบุรุษ พระราชวังสายลมก็สร้างขึ้นสำหรับสุภาพสตรี

โดยพระราชวังแห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของ City Palace สร้างโดยมหาราชาสวัชประทับ สิงห์ ในปี ค.ศ. 1799 เพื่อเก็บความประทับใจของกำแพงสีชมพูที่ตัดกับท้องฟ้าสีฟ้าใส จัดเป็นกำแพงสีชมพูที่โดดเด่นสะดุดตาที่สุดในเมืองนี้ กับตัวอาคารรูปทรงพิระมิด และช่องหน้าต่างเล็กๆ เรียงรายอยู่มากมายถึง 953 บาน ราวกับรังผึ้ง ทำจากหินทรายสีชมพูที่แกะสลักลวดลายสวยงามมาก การเที่ยวชมพระราชวังสายลมแห่งนี้ต้องเข้าทางด้านหลังของตัวอาคาร ค่อยๆ ลัดเลาะขึ้นสู่ชั้นบนทางบันไดเวียน ยิ่งสูงเท่าไรก็จะเห็นวิวภายในเมืองเก่าได้โดยรอบ
ก่อนจะปิดท้ายรายการสำหรับวันนี้ด้วยการไปเที่ยวชม “หอดูดาวจันทราแมนทราร์” ที่สร้างขึ้นในปี 1728
โดยมหาราชินีใจสิงห์ ผู้ทรงชื่นชอบในดาราศาสตร์ จากนั้นก็ได้เวลาอาหารค่ำที่ Spice Court (Hari Bhawan, Achrol House, Jacob Rd, Jaipur, India Tel. (0141) 2220202 ) เพลิดเพลินกับอาหารอินเดียน อย่างเคบับรสเลิศ ท่ามกลางบรรยากาศที่ชวนให้สบายตาสบายใจแบบเอ้าท์ดอร์เป็นการสั่งลาเมืองจัยปูร์
วันสุดท้าย เช้าวันสุดท้ายตื่นเช้าเป็นพิเศษเพราะต้องรีบเช็กเอ้าท์จากโรงแรมเพื่อไปขึ้นเครื่องกลับเดลลี เวลา 6.30 น. ถึงสนามบินเดลลีเวลา 7.30 น. ด้วยสายการบิน Kingfisher จากนั้นก็ต่อเครื่องบินการบินไทย บินกลับเมืองไทย เวลา 11.25 น. ถึงสนามบินสุวรรณภูมิเวลา 17.25 น.
รายละเอียดงบประมาณ
| ค่าวีซ่าประเทศอินเดีย |
1,800 บาท |
| ตั๋วเครื่องบินไป - กลับ (กรุงเทพฯ - เดลลี) ชั้นประหยัด สายการบินไทย |
18,680 บาท |
| ตั่วเครื่องบินจากเดลลี-อัครา ชั้นประหยัด สายการบิน Kingfisher |
4,656 บาท(140 USD) |
| ตั่วเครื่องบินจากอัครา - จัยปูระ ชั้นประหยัด สายการบิน Kingfisher |
4,656 บาท (140 USD) |
| ตั๋วเครื่องบินจากจัยปูระ - เดลลี สายการบิน Kingfisher |
2,624 บาท ( 82 USD) |
| ค่าที่พักที่เดลลี 1 คืน |
3,488 บาท (109 USD) |
| ค่าห้องพักที่อัครา 1 คืน |
2,030 บาท ( 61 USD) |
| ค่าห้องพักที่จัยปูระ 2 คืน (12,150 บาท เฉลี่ยคนละ ) |
6,075 บาท (366 USD) |
| ค่าอาหาร (6,200 บาทสำหรับ 2 คน เฉลี่ยคนละ ) |
3,100 บาท ( 93 USD) |
| ค่าพาหนะเดินทางภายในประเทศ + ค่าเข้าชมสถานที่ต่างๆ |
2,000 บาท ( 60 USD) |
| รวมทั้งสิ้น |
49,109 บาทต่อคน |
ตรวจสอบอัตราแลกเปลี่ยนได้ที่นี่
|