Wi-Fi Experience@KBank
ค้นหา:
Join:
Home / Travel / รวมท่องเที่ยวตามงบประมาณ / ฝรั่งเศส / ท่องเที่ยวตามงบประมาณ / ท่องเที่ยวไปยังดินแดนแห่งภาพวาดแสนโรแมนติค เขตโพรวองซ์ ประเทศฝรั่งเศส 4 วัน 3 คืน 64,173 บาทต่อคน

ฝรั่งเศส - ท่องเที่ยวตามงบประมาณ


Send To Friend

 
Share |
 
 

ท่องเที่ยวไปยังดินแดนแห่งภาพวาดแสนโรแมนติค
เขตโพรวองซ์ ประเทศฝรั่งเศส 4 วัน 3 คืน 64,173 บาท
ต่อคน

ไม่ว่าคู่รักคู่ไหนก็ต้องแอบฝันอยู่ลึกๆ ว่าอยากไปเยือนดินแดนโพรวองซ์
กับคนรักให้ได้สักครั้งหนึ่งในชีวิต เพราะภูมิภาคนี้ ไม่เพียงแต่อุดมไปด้วย
ประวัติศาสตร์อันเก่าแก่ของชนชาติฝรั่งเศสเท่านั้น แต่ทิวทัศน์ของทุ่ง
ดอกลาเวนเดอร์ และบ้านเรือนสีพาสเทล มุงกระเบื้องสีอิฐ ที่ตั้งอยู่เรียงรายไปตามไหล่เขาของเทือกเขาแอลป์ ที่หันหน้าออกสู่ทะเลเมติเตอร์เรเนียนนั้น
งดงามจนทำให้ลืมหายใจได้จริงๆ และงดงามเพียงใด ก็ลองดูจากบรรดาจิตรกรมากมาย ที่ถึงกับย้ายถิ่นฐานมาพำนักอยู่ในแถบนี้ ด้วยติดใจกับภูมิทัศน์ ราวภาพวาด และอัธยาศัยไมตรีอันน่ารักของผู้คน

หลังจากใฝ่ฝันมานานว่าอยากจะไปเที่ยวโพรวองซ์สักครั้ง เมื่อทำงานเก็บเงินได้พอเหมาะ ประกอบกับสมควรแก่เวลา จึงมุ่งหน้าสู่โพรวองซ์กับคนสนิท ดินแดนในฝันเสียที เมื่อพร้อมแล้วก็เดินทางสู่เคาน์เตอร์
เช็คอิน Air France ณ สนามบินสุวรรณภูมิ ขึ้นเครื่องด้วยใจระทึก แวะเปลี่ยนเครื่องที่ปารีส และอีก 15 ชั่วโมงต่อมา นับจากเวลาที่เครื่องบินทะยานขึ้นจากเมืองฟ้าอมร ก็มาถึงท่าอากาศยานนานาชาติเมืองนีซเป็นที่
เรียบร้อย

วันแรก

พอก้าวออกมาจากเครื่อง นีซก็ให้ต้อนรับเป็นอย่างดี ด้วยอากาศเย็นสบายๆ ยามสายๆ ที่ชื้นๆ นิดหน่อย ตามสไตล์เมืองริมทะเล นีซเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกในฐานะเมืองตากอากาศยอดนิยมเมืองหนึ่ง แห่งชายฝั่ง
สีน้ำเงิน หรือ โกต ดาซูร์ (Cote d’Azur) อันเต็มไปด้วยบ้านพักตากอากาศ ของบรรดาผู้มีอันจะกิน ปะปนไปกับโรงแรม และเกสต์เฮาส์แสนสบาย สำหรับนักท่องเที่ยวขาจร ที่เดินทางมาเยี่ยมเยียนเมืองแห่งนี้ปีละหลาย
ล้านคน

หลังจากรับกระเป๋าเสร็จ ก็พร้อมที่จะออกเดินทางท่องเที่ยวไปในดินแดนแห่งแสงแดดอันอบอุ่นนี้กันแล้ว เริ่มจากการนั่งรถโดยสารเข้าไปยังตัวเมืองกันก่อน (ราคา 4 ยูโรหรือ 197 บาท) เนื่องจากตั้งใจว่าภายในสี่วัน นับจากวันนี้เป็นต้นไป จะเดินทางกันโดยรถไฟเป็นหลัก จึงมุ่งไปที่สถานีรถไฟเป็นอันดับแรก เพื่อซื้อแพ็กเก็จ ตั๋วรถไฟที่เรียกว่า France Rail Pass แพ็คเกจที่ดีไซน์มาเพื่อนักท่องเที่ยวอย่างเราๆ โดยเฉพาะ เพราะเป็นตั๋ว แบบเหมารวมราคาเดียว แล้วสามารถใช้รถไฟได้อย่างไม่จำกัด ภายในเวลา 3 วัน หลังจากเมียงๆ มองๆ ดู
สภาพรถไฟแล้ว ก็ตัดสินใจซื้อ France Rail Pass ชั้นสอง (ผู้ใหญ่) ที่ราคาคนละ 170 ยูโร หรือ 8,390 บาท เพราะรถไฟชั้นสองบ้านเขาก็ยังดูสะดวกสบาย ไม่ลำบากนัก (และถูกกว่าเฟิร์สคลาสถึง 29 ยูโรแน่ะ)
(สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.francerailpass.com) เมื่อได้ตั๋วมากอดสบายใจแล้ว ก็เดินยิ้มกริ่มออกมา ด้วยความพอใจ และก็พร้อมที่จะเที่ยวเมืองนีซแล้ว

แม้นีซจะเป็นที่ขึ้นชื่อเรื่องชายหาดหินกรวดอันสวยงาม แต่นีซยังโดดเด่นในฐานะเมืองเก่าที่ก่อกำเนิดมา
ตั้งแต่ 350 ปีก่อนคริสต์ศักราช ยังมีแหล่งเรียนรู้ทางด้านประวัติศาสตร์มากมายให้ได้แวะชม ทั้งประวัติศาสตร์
ธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ของชนชาติยุโรป เรื่องราวของแคว้นนีซอันเคยยิ่งใหญ่ และโดยเฉพาะประวัติศาสตร์ ศิลปะที่ว่าด้วยชีวิต และผลงานของศิลปินทั้งหลาย โดยเฉพาะจิตกรกลุ่มอิมเพรสชั่นนิสต์ที่ติดใจความงาม จนพากันย้ายมาพำนักยังดินแดนโพรวองซ์แห่งนี้ ว่าแล้วเราก็มุ่งหน้าไปยัง Musée des Beaux-Arts
พิพิธภัณฑ์ศิลปะของนีซที่ตั้งอยู่ในวิลล่าหลังใหญ่ สีอ่อนสดใสตามสไตล์โพรวองซ์ ์อันจัดแสดงผลงานของศิลปินอิมเพรสชั่นนิสต์ และโพสต์อิมเพรสชั่นนิสต์มากมาย ที่นี่ตั้งอยู่บนถนนโบแมตต์ (Avenue des
Baumettes) และ ก็เป็นดังเช่น พิพิธภัณฑ์หลายแห่งในยุโรปที่ไม่เสียค่าเข้าชม จึงเดินเล่นชมผลงานของ
โมเนต์ (Monet) เรอนัว (Renoir) ซิสเลย์ (Sisley) และภาพทิวทัศน์สีน้ำมันของศิลปินอื่นๆ อย่างเพลิดเพลิน กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็ ได้ยินเสียงท้องตัวเองร้องโครกครากซะแล้ว จึงเดินไปรับกระเป๋าคืนจากที่ฝากไว้ แล้วออกเดินมุ่งหน้าไปยังย่านเมืองเก่า ที่ตั้งใจว่าจะเดินเล่นในช่วงบ่ายนี้

แม้นีซจะเป็นเมืองตากอากาศใหญ่พอสมควร แต่เนื่องจากอากาศดีไม่ร้อน หรือหนาวจนเกินไป ประกอบกับหนทางเดินค่อนข้างจะสะอาดสะอ้าน และสะดวกสบาย (เพราะคนที่นี่ก็เดินกันเป็นส่วนใหญ่) จึงเดินสำรวจ
เมืองไปเรื่อยๆ จนมาถึงย่านเมืองเก่า (Vieux Nice) ย่านที่มีร้านรวงหลากหลายเปิดบริการอยู่ ภายในอาคารแบบยุโรปดั้งเดิม และสะดุดตากับร้านอาหารท้องถิ่น Café de Turin ร้านอาหารเล็กๆ บนจตุรัสการิบัลดี
(Place Garibaldi) ที่ขึ้นชื่อเรื่องอาหารทะเลสดๆ และสลัดนีซ อันเป็นอาหารประจำท้องถิ่นของที่นี่ เมื่อจัดการกับเมนูแสนอร่อยแล้ว จึงออกเดินไปตามตรอกซอกซอยเล็กๆ ในย่านเมืองเก่า ที่ดูโรแมนติคไม่หยอก ตามแบบฉบับของเมืองเก่าในยุโรปที่มีสเน่ห์เฉพาะตัว ที่บางครั้งก็บอกไม่ได้ว่าทำไมถึงได้มัดใจได้ชะงัดนัก

ในย่านนี้นอกจากจะเป็นสินค้าแฟชั่นอย่างกระเป๋า รองเท้า เสื้อผ้าแล้วยังมีบรรดาของแต่งบ้าน แกลเลอรี่ ขายงานศิลปะ รวมไปถึงร้านอาหารและร้านขนมเล็กๆ ที่ดูน่ารักเสียเหลือเกิน พูดยังไม่ทันขาดคำก็เดินมาเจอะกับร้านเครปที่กำลังมีเด็กๆ มุงอยู่ เครปเป็นของหวานยอดนิยมอย่างหนึ่งของฝรั่งเศส คล้ายๆ กับในบ้านเรา แต่ที่เขาต่างจากเราคือ ไส้ของเขาเป็นจำพวกผลไม้หรือแยมหวานๆ เท่านั้น และร้านเครปที่นี่ก็มักจะตั้งเป็นอาคารถาวรมากกว่าที่จะเดินเข็นไปเรื่อยๆ เหมือนบ้านเรา ดูจากจำนวนเด็กที่รอคิวอยู่แล้ว เครปร้านนี้คงอร่อยน่าดู ก็เลยตัดสินใจลองสักหน่อย ต้องเมนูนี้เลยเครปนุ่มๆ สอดไส้สุดคลาสสิกของชาวฝรั่งเศสอย่าง นูเทลล่า (ช็อกโกแลตที่แทบจะเป็นสัญลักษณ์อีกอย่างหนึ่งของฝรั่งเศสเลยก็ว่าได้) ยืนรออยู่ไม่เกิน 10 นาที ก็ได้เครปมาสมใจ

จากร้านเครปเดินมาอีกนิดเดียวก็ออกมาใกล้ๆ กับ
จตุรัสมาสเซนา (Place Masséna) จตุรัสขนาดใหญ่สไตล์อิตาเลียนประจำเมือง ที่เชื่อมระหว่างเขตเมืองเก่ากับเขตเมืองใหม่ เราเลือกทิ้งตัวลงนั่งกินเครปกันที่นี่สักพัก ก่อนที่จะเดินไปถนนพรอเมอนาด เดส ซ็องเกรส์
(Promenade des Anglais) ถนนริมหาดอันเลื่องชื่อของนีซ ที่ว่ากันว่าหากใครไม่ได้มาเดินยังถนนสายนี้ คงเรียกได้ว่ายังมาไม่ถึงนีซ ไม่ทันไรเลยครึ่งหลังของวันก็มาเยือนแล้ว จนแอบถอนหายใจที่วันหนึ่งช่างผ่านไปเร็วนัก จึงไม่รอช้าที่จะเก็บเกี่ยวช่วงเวลาดีๆ กันต่อที่อ่าวนางฟ้า
(Baie des Anges) ตามทางเดินอันกว้างใหญ่สายนี้ การได้ดื่มด่ำกับทิวทัศน์ตรงหน้า ยากที่จะบรรยายออกมาเป็น
คำพูดจริงๆ พลางตัดสินใจอำลานีซแต่เพียงเท่านี้

กลับมายังสถานนีรถไฟอีกครั้ง เพื่อขึ้นรถไฟมุ่งหน้าไปยังเมืองอ็องทีปส์ (Antibes) เมืองตากอากาศอีกแห่ง ที่อยู่ห่างจากนีซไปเพียง 30 นาที และเป็นเมืองที่ตั้งใจจะไปนอนค้างในคืนนี้ เนื่องจากบรรยากาศที่เงียบสงบ
กว่านีซ และห้องพักราคาถูกกว่า พอออกจากรถไฟก็เป็นเวลาบ่ายคล้อยเข้าไปแล้ว เห็นท่าไม่ดีจึงรีบมุ่งหน้าไปยัง Musée Picasso เพราะกลัวว่าเขาจะปิดเสียก่อน พิพิธภัณฑ์ปิกัสโซ่แห่งนี้ตั้งอยู่ ณ ปราสาทกริมัลดิ
(Château Grimaldi) ปราสาทอันเคยเป็นที่พำนักของจิตรกรผู้นี้ ในช่วงปีค.ศ. 1946 ต่อมาทางการอ็องทีปส์ ได้ตั้งปราสาทแห่งนี้ขึ้นเป็นพิพิธภัณฑ์ ที่จัดแสดงผลงานกว่า 150 ชิ้นของปิกัสโซ่ ไหนๆ ก็มาถึงแล้ว จึงยินดีควักเงินคนละ 6 ยูโร หรือ 296 บาท จ่ายค่าเข้าชม เพื่อไปเห็นผลงานของจิตรกรระดับโลกนี้กับตาตัวเอง โดย
เฉพาะภาพ The Goat and la Joie de Vivre อันเป็นผลงานไฮไลต์ของที่นี่ (สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่นี่ ) หลังจากดื่มด่ำกับศิลปะมาทั้งวันแล้ว ก็ตัดสินใจหาอาหารค่ำทานกันดีกว่า

ร้าน le Figuier de Saint Exprit บนถนนแซ็งต์ เอสปรี
(Saint Esprit) ที่อยู่ห่างจากพิพิธภัณฑ์ปิกัสโซ่เพียงไม่กี่ก้าว จากความรู้ภาษาฝรั่งเศสที่เคยร่ำเรียนมาอยู่บ้าง เดาว่าคำว่า Figuier ในชื่อร้านคงมาจากต้นมะเดื่อ (Fig)
ต้นใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านอยู่กลางร้านนั่นเอง และอาหารค่ำมื้อนี้ก็ไม่เป็นที่ผิดหวัง เพราะนอกจากจะได้ลิ้มลองอาหาร
ท้องถิ่นอร่อยๆ แล้ว บรรยากาศโรแมนติคและค่าอาหารสุดหรู สำหรับสองคนก็หมดไปเพียง 60 กว่ายูโรเท่านั้น
(ประมาณ 2,960 บาท ) และก่อนที่จะเดินออกจากร้าน ก็หันไปเห็นป้ายประกาศรางวัลมากมายของเชฟที่นี่ ท่าทางจะเข้าถูกร้านนะเนี่ย นับว่าโชคดีตั้งแต่วันแรกเลยทีเดียว เมื่ออิ่มหนำแล้วก็เดินทางไปยัง โรงแรม เลอ เรอเลส์ ดู โพสติยง (le Relais du Postillon) โรงแรมเล็กๆ ที่ตั้งอยู่บนถนนช็อมปิยงเนต์ (Rue Championnet) ที่ตกแต่งห้องพัก ในแบบชนบทของฝรั่งเศสอย่างน่ารักน่าเอ็นดู แต่ก็เพียบพร้อมไปด้วยความทันสมัยอย่างโทรทัศน์ และอินเตอร์เน็ต ซึ่งความเรียบง่ายแต่สะดวกสบาย เพียงเท่านี้ก็เพียงพอแล้วในคืนนี้ (ห้องพักราคา 79 ยูโร หรือ 3,897 บาท)
ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
http://www.relaisdupostillon.com/)

วันที่สอง

เสียงนกร้องในสวนของโรงแรมปลุกสู่เช้าอันสดใส ย่างเข้าฤดูใบไม้ร่วงแบบนี้ อากาศยามเช้าในแถบ
โพรวองซ์ ดูจะเริ่มเย็นขึ้นเรื่อยๆ แล้ว อาหารเช้าอุ่นๆ เติมพลังได้อย่างดีเยี่ยม ก่อนที่จะเช็คเอาท์ เตรียมตัว
เดินทางไปยังเมืองกราสส์ (Grasse) เมืองแห่งน้ำหอมระดับโลก จากอ็องทีปส์นั้นต้องนั่งรถไฟไปยังคานน์
(Cannes) เมืองใหญ่ที่อยู่ห่างออกไปไม่มากนัก ก่อนที่จะจับรถไฟสายตรงไปสุดทางที่สถานีกราสส์ สถานีเล็กๆ ที่ต่างกับสถานีที่คานน์ลิบลับ จากสถานีรถไฟเราต้องขึ้นรถประจำทาง ที่วนรอบเขาขึ้นไปสู่ตัวเมืองที่ตั้งอยู่บนภูเขาทั้งลูก ระหว่างนั่งรถบัสขึ้นเขานั้นก็ได้ลองพลิกอ่านดูประวัติของเมืองนี้ ในคู่มือนักท่องเที่ยวพลางจินตนาการไปถึงภาพยนตร์เรื่อง Perfume ที่เพิ่งดูก่อนมาฝรั่งเศสไม่นานนัก กราสส์ได้ชื่อว่า เป็นเมืองหลวงของน้ำหอมโลกมาตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 18 แล้ว

ที่นี่คือแหล่งเรียนรู้ของนักปรุงน้ำหอมจากทั่วโลกมาเป็นเวลาช้านาน เนื่องด้วยสภาพภูมิอากาศที่เหมาะต่อการปลูกไม้หอมนานาพรรณ นอกจากทิวทัศน์ของเมืองเก่าบนเขา และโนเทรอดาม เดอ ปุย (Notre-Dame de Puy) มหาวิหารขนาดใหญ่ประจำเมืองแล้ว กิจกรรมอีกอย่างหนึ่งที่เป็นไฮไลต์ของที่นี่คือ การไปเยี่ยมชมโรงงานผลิตน้ำหอมนั่นเอง ซึ่งโรงงานน้ำหอมหลายแห่งได้เปิดพิพิธภัณฑ์ และจัดคอร์สอบรมการปรุงน้ำหอมเบื้องต้นสำหรับผู้ที่สนใจด้วย

เราเริ่มต้นกันที่โรงผลิตน้ำหอมฟราโกนาร์ (Fragonard) ที่ตั้งชื่อตามฌอง-ฮอนอเร่ ฟราโกนาร์
(Jean-Honoré Fragonard) จิตรกรชื่อดังผู้มีภูมิลำเนาอยู่ที่นี่ ในฐานะที่เป็นแบรนด์น้ำหอมท้องถิ่นเก่าแก่ ที่สร้างชื่อไปทั่วโลกแบรนด์หนึ่ง โรงงานฟราโกนาร์แห่งนี้ มีพิพิธภัณฑ์น้ำหอมพร้อมวิทยากร บรรยายเกี่ยวกับศาสตร์แห่งการปรุงน้ำหอม ที่ยาวนานกว่า 3,000 ปี และประวัติศาสตร์ของแบรนด์ให้นักท่องเที่ยวฟรีๆ และที่
พิเศษกว่านั้นคือ ในโรงงานยังมีสินค้าของฟราโกนาร์ ขายในราคาโรงงานด้วย (สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.fragonard.com) แต่จะว่าไป โรงงานน้ำหอมแห่งนี้ เป็นเพียงหนึ่งในโรงงานน้ำหอมชื่อดังระดับโลก
มากมายหลายแบรนด์ที่ตั้งอยู่ที่นี่ หากใครสนใจแบรนด์อื่นๆ ก็เชิญเที่ยวชมได้ตามสะดวก และหากติดใจในประวัติของสุคนธศาสตร์นี้แล้ว อย่าลืมแวะไปที่ Musée International de la Parfumerie หรือพิพิธภัณฑ์ด้าน
สุนคนธศาสตร์นานาชาติ ที่ตั้งอยู่ ณ จตุรัสกราสส์ (place de Cours Grasse) ด้วย เพราะที่นั่น เขาบอกเล่าเรื่องราวของศาสตร์แขนงนี้อย่างลึกซึ้งเลยทีเดียว

ใกล้ๆ เที่ยงและท้องเริ่มหิว จึงขอคำแนะนำจากที่
ฟราโกนาร์ ว่ามีร้านอาหารที่ไหนน่าไปลองบ้าง พนักงานสาวใจดีก็บอกว่า ลองไปร้าน Lou Pignatoun ที่อยู่หน้าโบสถ์ L’Eglise de l’Oratoire ดูสิ เพราะที่นั่นเขาขึ้นชื่อ
เรื่องอาหารกลางวันโดยเฉพาะ เมื่อได้ยินดังนั้นก็ไม่รอช้า เดินมุ่งหน้าผ่านบรรดาบ้านเก่าๆ สีเหลืองอ่อนไปยังร้านอาหารดังกล่าว ที่เมื่อได้ลองชิมเซ็ตอาหารกลางวันแล้วก็ไม่ผิดหวัง เพราะนอกจากอร่อยแล้ว อาหารหนึ่งคอร์สเต็มๆ ยังราคาเพียงคนละ 13 ยูโร หรือ 641 บาทเท่านั้น (หาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเวลาเปิดร้าน และราคาอาหารได้ที่ http://www.lou-pignatoun.com/) หลังอาหารก็ตัดสินใจเดินย่อยตรงบริเวณเมืองเก่า ที่เต็มไปด้วยอาคารบ้านเรือนสมัยยุคกลาง อันเป็นสมัยที่เมืองกราสส์รุ่งเรือง ในฐานะศูนย์กลางทางความมั่นคง เนื่องด้วยชัยภูมิที่อยู่บนภูเขาและใกล้ทะเล และสิ่งที่น่ารักเกี่ยวกับเมืองนี้ก็คือ ทุกบ้านต่างมีดอกไม้หลากกลิ่นหอม และสีสันประดับประดาตกแต่งอยู่ ทำให้บรรยากาศดูเหมือนกับภาพวาด
อิมเพรสชั่นนิสต์

เราเลือกอำลากราสส์กันที่วิหารโนเทรอดาม ดู ปุย ที่ตั้งอยู่เด่นเป็นสง่ากลางเมืองกราสส์ เคยเป็นที่
พำนักของบรรดาพระชั้นผู้ใหญ่ ที่ย้ายมาจากอ็องทีปส์ เพื่อประโยชน์ทางด้านความมั่นคง และวิหารแห่งนี้ก็คือสถานที่หลัก ที่เหล่าคณะสงฆ์ใช้ประกอบพิธีทางศาสนา วิหารสไตล์โรมัน - โพรวองซ์นี้ สร้างขึ้นในสมัย
ศตวรรษที่ 6 แต่ก็ได้รับการบูรณะต่อเติมด้วยศิลปะแบบอื่น ไล่เรียงไปตามกาลเวลา นอกจากสถาปัตยกรรม
อันน่าทึ่งแล้ว ที่นี่ยังมีภาพเขียนทางคริสตศาสนาของรูบ็องส์ (Rubens) อันได้แก่ Couronnement d'épines, La Crucifixion, L'Invention de la Croix. Un tableau de Fragonard : le Lavement des pieds. และของ
ฟราโกนาร์ คือภาพ le Lavement des pieds บนผนังวิหาร ที่ยังคงอนุรักษ์ไว้ให้คงสภาพเดิมเหมือนดังเช่นสมัยก่อนด้วย

จากกราสส์ นั่งรถไฟกลับมายังคานน์ เพื่อเปลี่ยนขบวนมุ่งหน้าไปสู่เมืองเอ็ก-ซ็อง-โพรวองซ์
(Aix-en-Provence) เมืองแห่งทุ่งลาเวนเดอร์สีม่วงเข้มนั่นเอง ตั้งแต่กลางทางก็เริ่มเห็นทุ่งดอกลาเวนเดอร์อยู่บ้างประปราย และเพียงไม่กี่อึดใจ เราก็มาถึงเมืองแห่งวัฒนธรรมเก่าแก่อีกเมืองหนึ่งของฝรั่งเศส พอเข้ามาในเขตเมืองปุ๊ป รู้สึกแก่ขึ้นมาทันใด เพราะมองไปทางไหน ก็ดูจะมีแต่หนุ่มๆ สาวๆ ไปเสียหมด นั่นก็เพราะ
เอ็ก-ซ็อง-โพรวองซ์ หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า เอ็กซ์ แห่งนี้เป็นเมืองมหาวิทยาลัย ที่ใหญ่ที่สุดเมืองหนึ่งของฝรั่งเศสนั่นเอง ที่นี่มีสถานศึกษาชื่อดังมากมายเต็มไปหมด และหนุ่มสาวชาวฝรั่งเศสรวมถึงประเทศใกล้เคียง ก็มักจะเดินทางมาเรียนที่นี่ ถนนสายหลักของเมืองที่ชื่อว่า Cours Mirabeau ที่ยาว 440 เมตร มีน้ำพุ 4 แห่ง และมี
ต้นปลาตาน (Platane) ปลูกเรียงรายสองข้างทางจำนวนทั้งสิ้น 44 ต้น ด้วยเหตุผลบางอย่างที่เราและคู่มือท่องเที่ยวไม่สามารถหาคำตอบได้ เดินเรื่อยมาจนมาเจอกับร้าน Les Deux Garçons ร้านกาแฟเก่าแก่ของที่นี่โดยบังเอิญ จึงได้โอกาสนั่งพักจิบกาแฟเข้มๆ สักนิด ก่อนที่จะปฏิบัติภารกิจที่ตั้งใจไว้ นั่นคือภารกิจ
“ตามรอยเซซานน์” นั่นเอง

ปอลล์ เซซานน์ (Paul Cézanne) มีพื้นเพเป็นเอ็กซัวส์ (Aixois คือ คำที่คนฝรั่งเศสใช้เรียกชาวเอ็กซ์) โดยกำเนิด เขาเป็นเด็กเรียนดี และก้าวตามทางเดินที่บิดาวางไว้ให้ นั่นคือ การเข้าเรียนในคณะนิติศาสตร์ในเมืองบ้านเกิด แต่คอร์สวาดภาพที่เขาเข้าร่วมระหว่างเรียนกฏหมาย กลับมีอิทธิพลต่อชีวิตมากกว่า เพราะท้ายที่สุดแล้ว เซซานน์กลายเป็นบุคคลที่โลกจดจำ ในฐานะจิตกรอิมเพรสชั่นนิสต์ชื่อก้อง และเอ็กซ์ก็จัดโครงการต่างๆ มากมาย เพื่อเชิดชูจิตรกรผู้นี้ ไม่ว่าจะเป็น การจัดให้สตูดิโอวาดภาพของเขากลายเป็นพิพิธภัณฑ์ รวมไปถึงการวางหมุดเซซานน์ไว้บนทางเท้าทั่วบริเวณเมืองเก่า เพื่อให้นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบผลงานของจิตรกรผู้นี้ ลองสมมติว่า ตนเองกำลังเดินตามเซซานน์ไปไหนต่อไหนในแต่ละวัน ซึ่งหลังจากเดินตามหมุดสี่เหลี่ยมไปเรื่อยๆ จนสองชั่วโมงผ่านไปแล้วก็ลงความเห็นกันว่า ทางการท่องเที่ยวเอ็กซ์มีกลยุทธ์ทางการตลาดที่เด็ดมากทีเดียว เพราะหมุดที่ว่าพาเราเดินไปยังตรอกซอกซอยเล็กๆ ทั่วเมือง และแน่นอนว่าระหว่างทางนั้น ผู้เดินจะต้องอดตื่นตาตื่นใจ ไปกับบรรยากาศเก่าๆ ของเมืองแห่งนี้ไม่ได้ จนท้ายที่สุดก็เดินรอบเมืองจบหนึ่งรอบโดยไม่รู้ตัว

ตกเย็นอีกครั้ง ลงความเห็นกันว่าจะไปตามร้านอาหารที่คู่มือท่องเที่ยวแนะนำ นั่นก็คือ ร้าน Chez Mazime ณ จตุรัส รามุส (plae Ramus) ใกล้ๆ กับโบสถ์ แซ็งต์ อ็องตวน (la Chapelle Saint Antoine) ร้านอาหารเล็กๆ ทาสีแดงน่ารัก ที่เปิดโอกาสให้ลูกค้าได้ดื่มด่ำกับอาหารท้องถิ่น ณ โต๊ะนอกร้าน จิบไวน์พลางนึกดีใจที่เลือกมาร้านนี้ในวันเสาร์ เพราะถ้ามาวันอาทิตย์ หรือวันจันทร์ที่ร้านปิด คงไม่ได้มีดินเนอร์สุดโรแมนติคเช่นนี้แน่ๆ หมดค่าอาหารรวมสองคน สำหรับมื้อนี้ไปประมาณ 80 ยูโร แต่ถ้ามองเรื่องรสชาติของอาหาร และบรรยากาศแล้วนับว่าคุ้มแสนคุ้ม (www.restaurant-chezmaxime.com) พออิ่มกายอิ่มใจแล้วก็เดินไปเช็คอินที่ Hotel du Globe โรงแรมระดับสองดาวบนถนนกูร์ แซคทิอุส (Cours Sextius) ที่เลือกเพราะวิวทิวทัศน์จากระเบียงห้องพัก
ช่างดูเป็นโพรวองซ์เสียจริงๆ (www.hotelduglobe.com/)

วันที่สาม

เช้านี้หลับสบายจนไม่อยากตื่นเลย แต่ท้ายที่สุดก็ลุกไปอาบน้ำอาบท่า เพราะวันนี้จะย้ายไปอีกเมืองหนึ่ง นั่นคือ เมืองมาร์เซย์ ที่อยู่ห่างออกไปเพียง 35 - 40 นาที สำหรับรถไฟธรรมดาเท่านั้น จะว่าไปเอ็กซ์เป็นเมืองที่แปลกอย่างหนึ่งคือ สถานีรถไฟธรรมดาจะอยู่แยกกับสถานีรถไฟทีจีวีอย่างสิ้นเชิง เพราะฉะนั้นหากจะมาควรวางแผนให้ดีเสียก่อนว่าจะนั่งรถไฟแบบไหนมา มิฉะนั้นอาจจะต้องต่อรถจากสถานีรถไฟทีจีวีที่อยู่นอกเมือง ออกไป เข้ามาในเมืองอีกทอดหนึ่ง

เนื่องจากรถไฟของฝรั่งเศสวิ่งตรงตามตารางเวลาเป๊ะ จึงมาถึงมาร์เซย์ตรงตามเวลาที่กำหนดไว้คร่าวๆ แม้จะอยู่ทางใต้ แต่มาร์เซย์ก็มีความสำคัญต่อฝรั่งเศส ในฐานะที่เป็นเมืองที่มีประชากรมากเป็นอันดับที่สองของประเทศ เมืองที่เก่าแก่ที่สุด รวมทั้งเป็นเมืองท่าที่สำคัญที่สุดของฝรั่งเศสด้วย พ่วงด้วยหลายตำแหน่งแบบนี้ เห็นทีมาถึงโพรวองซ์แล้วไม่แวะมาสักหน่อยก็คงไม่ได้ละกระมัง โดยเริ่มมุ่งหน้าไปที่ Musée d’Histoire de Marseille หรือพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์มาร์เซย์ก่อนเป็นอันดับแรก

เพื่อสัมผัสกับความเป็นมาร์เซย์ในแง่ประวัติศาสตร์ และโบราณคดีอย่างเจาะลึก ว่ากันว่าที่นี่เป็น
พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ประจำเมืองแห่งแรกในฝรั่งเศส โดยสร้างขึ้นเพื่อจัดแสดงบรรดาวัตถุทางโบราณคดี ที่บังเอิญขุดพบระหว่างปรับพื้นที่ทำศูนย์การค้าแห่งหนึ่งของเมือง และนอกจากจะมีประวัติรวมทั้งหลักฐานทาง
โบราณดคีของเมืองแล้ว ที่นี่ยังเป็นที่จัดแสดงผลงานของปิแยร์ ปูเฌต์ (Pierre Puget) จิตกร วิศวกร สถาปนิก และประติมากรคนสำคัญของฝรั่งเศส ที่มีบ้านเกิดอยู่ที่นี่ด้วย พูดเช่นนี้บางคนอาจจะไม่รู้จัก แต่ถ้าบอกว่าเขาคือเจ้าของผลงาน “Perseus and Andromeda” รูปปั้นแสนอ่อนช้อย ที่จัดแสดงอยู่ที่ลูฟท์คงจะทำให้ร้องอ๋อกันขึ้นมาได้บ้าง ที่นี่แม้จะต้องเสียค่าเข้าชม 2 ยูโรแต่เมื่อได้เห็นกับตาทั้งหมดแล้วก็รู้สึกว่าคุ้มแสนคุ้ม

เราเดินออกมาจากพิพิธภํณฑ์ เพื่อเดินทางต่อไปยัง
Palais Longchamp หรือปราสาทลองชอมป์ ที่ตั้งอยู่หน้าสวนสาธารณะชื่อเดียวกัน ที่นี่โดดเด่นด้วยน้ำพุขนาดใหญ่ ด้านหน้าที่มีสิงโตคอยอารักษ์ปราสาท ให้พ้นจากเหล่าวัวผู้เกรี้ยวกราด มองจากไกลๆ อาจจะดูเป็นเพียงน้ำพุ แต่พอได้เข้าไปมองดูใกล้ๆ แล้วปรากฏว่าน้ำพุที่เห็นกลายเป็นหอส่งน้ำไปซะได้ ต่อด้วยการมายังย่านท่าเรือเก่า หรือ Vieux Port ย่านใจกลางเมืองสุดคึกคัก ที่เต็มไปด้วยของกิน (เพราะถึงเวลามื้อเที่ยงแล้ว) จึงเดินหาร้าน Côté Grill ร้านอาหาร
สีพาสเทล บนถนน Saint Saëns ตามที่คู่มือท่องเที่ยวบอก เลือกที่นี่เพราะเขานำเสนออาหารฝรั่งเศส ที่มีบุฟเฟต์
แอพพิไทเซอร์ให้เลือก ต่อด้วยเมนคอร์สหลากสไตล์ ตบท้ายด้วยของหวานแบบไม่อั้นเช่นกัน อิ่มแล้วก็หาร้านกาแฟเล็กๆริมท่าเรือนั่งชิลดื่มด่ำบรรยากาศ และเก็บภาพประทับใจ

ตกเย็นจึงได้ออกเดินไปยังสถานที่สัญลักษณ์ของเมืองมาร์เซย์ นั่นคือ Basilique de Notre-Dame de la Garde โบสถ์โรมันคาทอลิกประจำเมือง ที่ชาวมาร์เซย์เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า La Bonne Mère หรือพระแม่ผู้แสนดีนั่นเอง โบสถ์สไตล์ไบแซนไทน์แห่งนี้ อยู่บนยอดเขาเหนือเมืองมาร์เซย์มาตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 โดยเคยเป็นป้อมปราการมาก่อน และสถานที่แห่งนี้ ไม่ได้โด่งดังในฐานะสถานที่ศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น แต่ยังเป็นบริเวณสำหรับชมพระอาทิตย์ตกที่งดงามที่สุดในมาร์เซย์ เพราะจากยอดเขาที่เรายืนอยู่นั้น สามารถมองเห็นทะเลเมดิเตอร์เรเนียนกว้างใsญ่สุดลูกหูลูกตา อันเป็นที่อยู่ของหมู่เรือน้อยใหญ่ ที่แล่นเข้าออกเมืองท่าแห่งนี้ตลอดเวลา จนอดไม่ได้ที่จะดื่มด่ำกับแสงสุดท้ายของวันอย่างเงียบๆ อยู่พักใหญ่ แล้วจึงเดินช้าๆ ลงมาสู่พื้นเบื้องล่าง คืนนี้ถือเป็นคืนสุดท้ายในโพรวองซ์ ด้วยความที่อยากพักผ่อนเงียบๆ จึงซื้อสลัด แซนวิชเล็กๆ น้อยๆ และไวน์ 1 ขวด จากย่านท่าเรือเก่าเพื่อนำกลับไปทานที่โรงแรม ซึ่งในคืนนี้เลือกที่จะไปพักที่ Hotel du Palais บนถนนเบรอเตย (Bretauil) โรงแรมขนาด 22 ห้องที่ตกแต่งให้เหมือนบ้าน ดูอบอุ่นสบายในราคา 82 ยูโร หรือ 4,045 บาท ต่อคืน (แต่ราคาจะแตกต่างกันออกไปตามฤดูกาล สามารถตรวจสอบเรตราคาได้ที่
www.marseille-hotel-palais.com)

วันที่สี่

และแล้ววันสุดท้ายในโพรวองซ์ก็มาถึง จึงตื่นขึ้นมาด้วยอารมณ์เศร้า ที่ต้องจากดินแดนแสนสวยแห่งนี้ไปแล้ว แต่ก็พยายามเก็บอารมณ์ พลางเก็บของเตรียมตัวเดินทางต่อไปในวันสุดท้ายวันนี้ วันนี้เราตั้งใจจะตีรถไฟยาวจากมาร์เซย์ไปยังโมนาโก โดยขั้นแรกต้องนั่งรถไฟย้อนกลับไปทางนีซก่อน จากนั้นก็เปลี่ยนขบวนจากนีซไปยังทางโมนาโค ใช้เวลารวมทั้งสิ้นประมาณ 3 ชั่วโมง ซึ่งก็ใช้เวลาส่วนใหญ่บนรถไฟงีบเพื่อออมแรงไว้ผจญ กับช่วงบ่ายวันนี้ จะว่าไปรถไฟที่นี่แทบจะไม่มีข้อเสียเลย ตรงเวลา ที่นั่งสบาย จะมีอยู่อย่างเดียวก็คือ สหภาพรถไฟที่นี่ชอบนัดหยุดงานประท้วง ก่อนมาฝรั่งเศสหากตั้งใจที่จะเดินทางโดยรถไฟ ควรเช็คข่าวให้แม่นมิฉะนั้น คุณอาจจะต้องเปลี่ยนแผนเที่ยวทั้งหมดเลยก็เป็นได้

โมนาโกต้อนรับเราด้วยอากาศอุ่นสบายสไตล์เมดิเตอร์เรเนียน ที่อุ่นถึงขนาดที่ว่า สามารถถอดแจ๊กเก็ต
ตัวนอกออกได้โดยไม่รู้สึกหนาวสักเท่าไหร่ ดินแดนที่ปกครองตัวเองแห่งนี้อยู่ไม่ไกลจากพรมแดนอิตาลีมากนัก และมีขนาดเพียง 1.95 ตารางกิโลเมตร นับว่าเป็นรัฐปกครองตัวเอง ที่เล็กเป็นอันดับสองรองจาก
นครรัฐวาติกัน เราโบกรถประจำทางลัดเลาะไปบนถนน ที่เป็นสนามแข่งฟอร์มูล่าวันไปในตัว ขึ้นไปจนถึงโมนาโก-วิลล์ (Monaco-Ville) หมู่บ้านยุคกลางซึ่งนับเป็นจุดกำเนิดของรัฐเล็กๆ แห่งนี้ หากลองได้ไปเดินตามตรอกซอกซอยเล็กๆ ที่ทอดไปตามอาคารย้อนยุคเหล่านี้ คุณจะเข้าใจได้ทันทีว่าความรู้สึกแบบ “ทวิภพ” มันเป็นเช่นนี้นี่เอง ยิ่งได้เหลือบเห็นผู้คนแต่งตัวย้อนยุค เดินไปเดินมาเป็นครั้งคราวด้วยแล้ว ก็ชักจะไม่แน่ใจเสียแล้วว่า นี่อยู่ในปัจจุบันจริงๆ หรือเปล่า เรียกว่าบรรยากาศพาไปจริงๆ

นอกจากนี้บริเวณโมนาโกวิลล์ ยังเป็นที่ตั้งของปราสาท
เจ้าชาย (Palais Princier) ที่ซึ่งได้เห็นทหารยามเดินขบวนเปลี่ยนเวร ณ เวลา 11.55 นาฬิกาพอดิบพอดี เนื่องจากดูเวลาแล้วคิดว่าไม่น่าจะทัน จึงไม่เข้าไปร่วมทัวร์พระราชวังที่มีไกด์บรรยายให้ แต่เดินหาแซนวิชง่ายๆ ทานเป็นอาหารกลางวันแถวนั้นก่อนที่จะแวบไปยัง The Oceanographic Museum and Aquarium หรือพิพิธภัณฑ์ทางทะเล และอควาเรียมอันเป็นไฮไลต์ของที่นี่ ดูๆ แล้วที่นี่คงเป็น
อควาเรียม ที่อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลมากที่สุด นั่นคือ 279 เมตร โดยอาคารสุดแสนอลังการแห่งนี้ ภายในเป็นที่อยู่ของสัตว์น้ำกว่า 4,000 สายพันธุ์ นอกจากนี้ยังเป็นสถานที่
จัดแสดงเรือโมเดลของเจ้าชายอัลเบิร์ต โครงกระดูกสัตว์ทะเล โชว์สัตว์น้ำแสนรู้ รวมไปถึงนิทรรศการเกี่ยวกับ
ระบบนิเวศ และเรื่องราวเกี่ยวกับทะเลอีกมากมาย
(ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่) เรียกได้ว่าใครที่ชอบสัตว์น้ำ คงจะอยู่ในนี้ได้เป็นวันๆ เลยทีเดียว และคุ้มค่าสำหรับ
ค่าเข้าชม 13 ยูโร หรือ 641 บาท เป็นที่สุด เพราะขนาดไม่ได้ถึงกับชื่นชอบมากมาย ก็ยังเดินดูอยู่ได้เป็นชั่วโมงๆ ได้ไม่เบื่อ แต่สุดท้ายก็ต้องตัดใจเดินออกมา เพราะอยากจะไปเดินเล่นเลียบท่าเรือโมนาโกก่อนกลับ

เรานั่งรถลงมายังจุดต่ำสุดของโมนาโก เพื่อเดินชมท่าเรืออันคึกคัก มองดูแล้วช่างเหมือนกับโปสการ์ดที่เคยเห็นจนคุ้นชินจริงๆ และภาพที่เห็นอยู่ตรงหน้านี่เอง ที่เป็นสเน่ห์เฉพาะของโมนาโก ที่มัดใจนักท่องเที่ยวมาแล้วนักต่อนัก และแล้วก็ถึงเวลาที่จะต้องนั่งรถไฟกลับไปยังนีซ เพื่อขึ้นเครื่องกลับบ้านเสียที แม้อยากจะอยู่ต่อใจจะขาด

รายละเอียดงบประมาณ
ค่าวีซ่าเชงเก้นและค่าประกันการเดินทางคนละประมาณ 3,500 บาท
ตั๋วเครื่องบินไป-กลับ กรุงเทพ-ปารีส-นีซ สายการบิน Air France คนละ 35,040 บาท
ค่าตั๋ว France Rail Pass และการเดินทางอื่นๆ ประมาณคนละ 10,852 บาท (ประมาณ 220 ยูโร)
ค่าที่พัก 3 คืน (ห้องสองคน) คนละประมาณ 5,917 บาท (ประมาณ 120 ยูโร)
ค่าอาหารรวม 10 มื้อ คนละประมาณ 7,387 บาท (ประมาณ 150 ยูโร)
ค่าเข้าชมสถานที่ต่างๆ คนละประมาณ 1,477 บาท (ประมาณ 30 ยูโร)
รวม 64,173 บาทต่อคน

รายละเอียดอื่นๆ

  • ตรวจสอบเที่ยวบินและราคาตั๋วของสายการบิน Air France ได้ที่ www.airfrance.com
  • ตรวจสอบตารางและเส้นทางรถไฟได้ที่ www.voyages-sncf.com
หมายเหตุ : 1 ยูโร เท่ากับ 49.35 บาท ณ วันที่ 28 กันยายน 2552

ตรวจสอบอัตราแลกเปลี่ยนได้ที่นี่


11 พฤศจิกายน 2552 13:55:36
 
 
ครบรส...หลากอารมณ์ กับมหานครปารีส ฝรั่งเศส - ปารีส 5 วัน 4 คืน งบประมาณ 73,000 บาทต่อคน

 

 
 

 
 
   
 
  ฝรั่งเศส
  ข้อมูลทั่วไป
  ข้อมูลน่ารู้ก่อนเดินทาง
  เกร็ดความรู้ที่ควรทราบ
  สถานที่ท่องเที่ยวและกิจกรรมแนะนำ
  ท่องเที่ยวตามงบประมาณ
  บันทึกการเดินทางประทับใจ
 
 
 
 
 
   
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
   
พฤษภาคม
2555
<  >
 
   
 
     
   
 
เลือกจังหวัดในประเทศไทย