ครบรส...หลากอารมณ์ กับมหานครปารีส ฝรั่งเศส - ปารีส
5 วัน 4 คืน งบประมาณ 73,000 บาทต่อคน
อลังการกับความตระการตาของ “มหานครปารีส” มหาอำนาจแห่งยุโรป
เมืองหลวงแห่งศิลปะ แฟชั่น และอาหารชั้นสูง ซึมซับความงดงามของดินแดนที่ได้ชื่อว่าโรแมนติกที่สุดในโลก แล้วคุณจะตกหลุมรักปารีสโดยไม่รู้ตัว

ด้วยสายการบิน Air France เราก็ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าจากสนามบินสุวรรณภูมิ มุ่งหน้าสู่มหานครปารีสในเวลา 22.45 น.
วันแรก
06.05 น. เครื่องบินก็ร่อนลงจอดที่สนามบิน Charles de Gaulle กรุงปารีส หลังจากผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมือง ก็เดินลากกระเป๋าไปซื้อตั๋ว Paris Visite โซน1-6 จำนวน 5วัน ราคา 48.40 ยูโร(ประมาณ 2,420บาท) ตั๋วประเภทนี้สามารถใช้โดยสารรถไฟใต้ดิน รถไฟ RER รถเมล์ รถรางไฟฟ้า รถไฟ SNCF ไปยังชานเมือง
รถรางขึ้นเขา Montmartre และรถอื่นๆ สถานี TGV ที่ Terminal 2 ของสนามบินเป็นสถานีรถไฟ RER สาย B ซึ่งจะพาเราเข้าสู่ตัวเมืองปารีส แต่ก่อนอื่นสำหรับคนที่เริ่มออกอาการหิวเล็กๆ ละก็ จะแวะรองท้องมื้อเช้ากันที่ร้าน Paul คาเฟ่แสนอร่อยในบริเวณสนามบินก็ได้เลย เพราะเซตอาหารเช้าที่ Paul นี้ก็ขึ้นชื่อแค่ 10 ยูโรหน่อยๆ ก็ได้อร่อยกับคาเฟ่โอเลและคีชร้อนๆ แล้ว แต่ถ้ายังไม่หิวก็แอบจำชื่อร้าน Paul ไว้ให้ดี หิวเมื่อไหร่ก็จัดการได้เลย เพราะมีสาขาอยู่ทั่วปารีส
เสร็จจากอาหารเช้าก็นั่งรถไฟ RER สาย B สถานีรถไฟ Gare du Nord หนึ่งในสถานีรถไฟหลักของปารีส และเป็นชุมทางคมนาคมที่สำคัญ ใช้ประมาณ 35 นาทีก็ถึงสถานีรถไฟแห่งนี้ จากนั้นก็ลากกระเป๋าเข้าไปเช็กอินที่ Saint Martin Apartments (5/7 Passage Dubail, 10. Gare du Nord, 75010 Paris) เซอร์วิสอพาร์ตเม้นต์สุดฮิป ที่แสนสะดวกสบายและอยู่ไม่ไกลจากสถานี Gare du Nord เท่าไหร่นัก ราคาคืนละ109 ยูโร หรือประมาณ 5,341 บาท (เช็กโรงแรมอื่นๆ ได้ที่ www.booking.com หรือ www.agoda.co.th) แม้ว่าจะไม่ได้อยู่ใจกลางเมือง แต่ในย่านนี้ก็สะดวกสบายเพราะอยู่ใกล้สถานีรถไฟใต้ดินหรือเมโทร ซึ่งแน่ละว่า พักในย่านนี้ราคาจะย่อมเยากว่าอยู่ใจกลางเมืองมาก
หลังจากเข้าเช็กอินที่โรงแรมเป็นที่เรียบร้อยแล้วก็ได้เวลาล้างหน้าล้างตา ถ้าเหนื่อยก็แอบนอนพักสักครู่แล้วค่อยเริ่มออกตะลุยกรุงปารีสกัน เริ่มต้นออกสตาร์ตกันด้วยการนั่งเมโทรสาย 4 ไปต่อสาย 2 ที่สถานี Barbès Rochechouart อีก 1 ป้าย ก็จะถึงสถานี Anvers ลงรถที่สถานีนี้ แล้วเดินขึ้นเนินเขาลาดชันเล็กน้อยไปยังโบสถ์ซาเคร-เกอร์ค (la basilique du Sacré-Coeur) ที่ตั้งของโบสถ์ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้เป็นจุดสูงสุดของกรุงปารีส จากจุดนี้สามารถมองวิวทิวทัศน์ของกรุงปารีสได้อย่างทั่วถึง เห็นหอไอเฟลสูงเด่นอยู่ไกลลิบๆ ถ่ายรูปกันจนหนำใจแล้ว เดินลงเขากลับมาที่สถานีเมโทร Anvers เพื่อขึ้นรถสาย 2 ไปอีก 2 ป้ายที่สถานี Blanche เพื่อแวะชม “มูแลงรูช” (Moulin Rouge) สถานบันเทิงชื่อดังระดับโลกของปารีส ถ้าอยากได้บรรยากาศคึกคักๆ คงต้องมาตอนกลางคืนถึงจะถูก ถ้าหิวก็แวะรับประทานอาหารกลางวันแถวนี้ได้เลย ราคาไม่โหดนัก แต่ถ้าอยากเก็บสตางค์ไว้ช้อปปิ้ง หรือละเลียดชิมอาหารฝรั่งเศสแบบโอตกูตูร์วันหลังละก็ แถวนี้มี Macdonald ใหญ่ยักษ์เอาไว้ให้ฝากท้อง ถ้าไม่รังเกียจว่าอุตส่าห์มาปารีสทั้งทีแล้วกินแมคน่ะนะ

จากมูแลงรูชก็นั่งเมโทรต่อไปอีก 7 ป้ายก็จะถึงสถานี Charles de Gaulle Étoile ซึ่งเป็นสถานีที่ใกล้กับประตูชัยฝรั่งเศส (l’Arc de Triomphe de l'Étoile) มากที่สุด ควักกระเป๋าจ่ายเงิน 9 ยูโร (ประมาณ 441 บาท) ขึ้นไปบนประตูชัย ชมถนน 12 สายมาบรรจบกันที่จัตุรัสชาร์ลส์ เดอ โกลล์ ซึ่งดูเหมือนรูปดาวกระจาย จากนั้นก็ลงจากประตูชัยแล้วเดินไปตามถนนชองป์ส-เซลีเซส์ (l’avenue des Champs-Elysées) ถนนชื่อก้องโลกแห่งปารีส แวะซื้อเครื่องหนังแบรนด์เนมชื่อดังอย่างหลุยส์ วิตตอง สักชิ้นสองชิ้น หรือจะแค่ดูเฉยๆ ก็ไม่ว่ากัน ช้อปปิ้งพอเป็นพิธี ก่อนจะไปเที่ยวต่อ จะแวะนั่งจิบชากับมาการองที่ “ลา ดูเร่” (La Duree) สาขาที่สวยที่สุดบนถนนชองป์ส-เซลิเซส์ก็เก๋ไก๋หาน้อยไม่

 |
จิบชาแกล้มบรรยากาศปารีสกันได้ที่แล้วก็ได้เวลาเที่ยวต่อ ลงสถานีเมโทร Franklin D. Roosevelt นั่งรถสาย 1 ไปที่สถานี Concorde แวะดูเสา Obélisque de Luxor ของมีค่าจากอียิปต์ที่จัตุรัสกองกอร์ (Place de la Concorde) จัตุรัสที่ใหญ่ที่สุดของปารีส ต่อด้วยการนั่งเมโทรสาย 8 ไป 2 ป้าย ลงที่สถานี Opéra เข้าชมโรงอุปราการ (Théâtre de l’Opéra) ที่ใหญ่และมีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยเสีย
ค่าเข้าชมเพียง 5 ยูโร (ประมาณ 245 บาท) จาก
ราคาปกติ 8 ยูโร เพราะใช้ตั๋ว Paris Visite ลดราคาได้ ชื่นชมความคลาสสิกของโรงโอเปร่ากันเรียบร้อย เปลี่ยนบรรยากาศสู่ความโมเดิร์นกันบ้าง โดยเดินไปที่ถนน Haussmann ซึ่งมีห้างสรรพสินค้าดัง 2 แห่ง คือ Galeries Lafayette และ Printemps แหล่งรวม
สินค้าแบรนด์เนมทุกระดับ สำหรับคุณสุภาพบุรุษและคุณสุภาพสตรีให้เลือกซื้อครบครัน โดยมีการจัดแบ่งเป็นชั้นเป็นโซนอย่างเป็นระเบียบ เดินสำรวจราคาของกันก่อน ยังไม่ต้องซื้อเพราะยังมีเวลาวันสุดท้ายค่อยกลับมาช้อปปิ้งกันอีกที ใกล้เวลาอาหารเย็น |
นั่งเมโทรกลับมาที่สถานี Madeleine เพื่อรับประทานอาหารที่ร้าน Fauchon ร้านขนมและอาหารแบบ Ready to Eat ดินเนอร์เมนูง่ายๆ แต่มีสไตล์ แกล้มไวน์หรือแชมเปญก็ได้ตามใจชอบ ก่อนจะจบวันแรกด้วยการพักผ่อนให้สบายที่โรงแรม
วันที่สอง
ไม่ต้องตื่นเช้านักเพราะมีเวลาเต็มๆ วันสำหรับเที่ยวกลางเมืองปารีส หลังจากรับประทานอาหารเช้าที่โรงแรมเสร็จเรียบร้อย ก็เดินไปที่สถานีรถไฟ Gare du Nord เพื่อขึ้นรถไฟ RER สาย B หรือ D ก็ได้ ไปที่
สถานี Châtelet les Halles จากนั้นก็เดินไปที่จัตุรัสชัตเตอเลต์ (Place du Châtelet) แหล่งช้อปปิ้งคล้ายกับสยามสแควร์บ้านเรา แต่ร้านส่วนใหญ่คงจะยังไม่เปิดเพราะยังเช้าอยู่ ไม่เป็นไรขากลับตอนเย็นค่อยกลับมาแวะก็ได้ เดินต่อไปที่ Île de la Cité เกาะกลางแม่น้ำแซน ระหว่างทางจะผ่านหอสมุดปอมปิดู (Centre Georges Pompidou) และศาลาว่าการกรุงปารีส (l’Hôtel de Ville) แวะถ่ายรูปด้านหน้าให้หนำใจ แล้วค่อยเดินข้ามสะพานไปยังเกาะซึ่งเป็นเขตเมืองเก่าที่สุดของปารีส บนเกาะแห่งนี้เป็นที่ตั้งของพระราชวังหลวงและคุกเดิมของปารีสเรียกว่า la Conciergerie ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอาคารศาลยุติธรรม (Palais de Justice) ในปัจจุบัน
ถัดมาอีกไม่ไกลคือมหาวิหาร Notre-Dame โบสถ์ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของฝรั่งเศส ขึ้นบันไดไปยังหลังคาโบสถ์ เพื่อตามรอยไอ้ค่อมจอมอาภัพ (The Hunchback of Notre Dame) และปีศาจร้าย Gargoyle

หลุดออกจากเทพนิยายแล้ว ถ้าเริ่มหิวแล้วละก็ให้อดใจไว้ก่อน เพราะเราจะแวะไปรับประทานอาหารเที่ยงกันในมิวเซียม ด้วยการเดินไปที่สถานีเมโทร St-Michel Notre-Dame นั่งรถไฟ RER สาย C ไปพิพิธภัณฑ์ Musée d’Orsay สำหรับผู้ที่หลงใหลในงานศิลปะแบบอิมเพรสชั่นนิสต์ ชมผลงานชิ้นโบว์แดงของเหล่าศิลปินเอก
ชาวฝรั่งเศส ค่าเข้าชม 8 ยูโร (ประมาณ 392 บาท) ก่อนอื่นแวะรับประทานอาหารที่คาเฟ่ในมิวเซียม มีให้เลือกทั้งแบบที่เป็นภัตตาคารและคาเฟ่เก๋ๆ ให้นั่งพักพร้อมละเลียดอาหารรสเลิศแทบทุกชั้น ตั้งแต่มื้อเที่ยงจนถึง
มื้อค่ำ แต่ที่ขอแนะนำคือ คาฟ่บนชั้นบนสุด (www.elior.com) แค่นั่งมองเพดานแสนงามก็แทบจะอิ่มทิพย์แล้ว สำหรับอาหารที่นี่มีให้เลือกทั้งแบบเซตและแบบ a la carte อิ่มแล้วก็ได้เวลาละเลียดชมความงามของศิลปะก่อนต่อสถานที่สำคัญแห่งสุดท้ายที่จะไปกันในวันนี้คือ Hôtel des Invalides พิพิธภัณฑ์ที่แสดงเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์การทหารของฝรั่งเศส ถ้าเดินทะลุไปอีกด้านหนึ่งจะเห็น l’Eglise du Dôme โบสถ์หลังคารูปโดมยอดแหลมสีทองอร่าม ที่ห้องใต้ดินของโบสถ์หลังนี้ เป็นสถานที่เก็บโลงศพของจักรพรรดินโปเลียน
จาก Musée d’Orsay นั่งรถไฟ RER สาย C เหมือนเดิม ไปอีก 1 ป้าย ลงรถที่สถานี Invalides จะเห็นยอดแหลมสีทองอร่ามของโบสถ์อยู่ไกลลิบๆ ไม่มีวิธีอื่นใดนอกจากเดิน ประมาณ 15 นาที ก็จะถึงด้านหน้าของ
Hôtel des Invalides ซึ่งมีปืนใหญ่หลายสิบกระบอกเรียงหน้ากระดานต้อนรับอยู่ เดินชมพิพิธภัณฑ์และโลงศพนโปเลียนเสร็จแล้ว ต้องเดินทางไกลย้อนกลับมาที่สถานี Invalides อีกครั้ง และนั่งรถกลับโรงแรมที่พัก
ระหว่างทางกลับจะแวะ Châtelet หาซื้อของแนววัยรุ่นๆ ราคาไม่แพงมากนักและรับประทานอาหารมื้อเย็นในย่านนั้นก็ยังมีเวลาเหลือสบายๆ แต่ถ้าอยากเพิ่มความหรูหราให้ชีวิตอีกนิดก็นั่งรถไฟใต้ดินมาลงที่สถานี Tuileries แล้วเดินมาบนถนนกำบอง รับประทานอาหารฝรั่งเศสแบบดั้งเดิมที่ร้าน“Chez Flottes” (2, rue Cambon 75001 Paris Tel. +331 42 60 80 89)
วันที่สาม
เช้าวันใหม่อันสดใส รับประทานอาหารเช้าที่โรงแรมให้อิ่มท้อง แล้วเริ่มต้นเดินทางจากที่เดิมคือที่สถานีรถไฟ Gare du Nord ขึ้นรถไฟ RER สาย B ไปตามเส้นทางเดียวกับเมื่อวาน แต่วันนี้นั่งรถเลยไป 1 ป้าย ไปลงที่สถานี St-Michel Notre-Dame ต่อรถไฟ RER สาย C ตามเส้นทางเมื่อวานอีกเช่นกัน แต่คราวนี้นั่งรถเลยไปตามเคยโดยนั่งไปที่สถานี Champ de Mars Tour Eiffel พอออกจากสถานีก็เดินเลียบริมแม่น้ำแซนไปเรื่อยๆ ประมาณ 15 นาทีก็จะถึงหอไอเฟล หอคอยสูงเสียดฟ้าที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก เสียค่าขึ้นไปชมวิวบนหอคอยไม่เกิน 15 ยูโร (735 บาท) แล้วแต่ว่าจะเลือกเดินขึ้นบันไดหรือขึ้นลิฟต์ จะขึ้นไปยังจุดชมวิวชั้นที่ 1 ชั้นที่ 2 หรือจะขึ้นถึงชั้นสูงสุด แอ็กท่าถ่ายรูปเท่ๆ บนหอไอเฟลให้หนำใจ แล้วลงจากหอ เดินข้ามสะพาน
อีเอน่า (Pont d’Iéna) ไปอีกฝั่งแม่น้ำแซนซึ่งเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์ Palais de Chaillot จากจุดนี้มองย้อนกลับไปข้างหลังจะเห็นหอไอเฟลแบบเต็มๆ นักท่องเที่ยวจำนวนมากมักมาถ่ายรูปหอไอเฟลจากจุดนี้

ส่วนมื้อกลางวันไม่ต้องยุ่งยากมาก แวะกินอาหารแบบง่ายๆ ในคาเฟ่ริมถนน ตบท้ายด้วยกาแฟและเครป ก็ได้รสชาติของความเป็นปารีเซียงขนานแท้แล้ว อิ่มอาหารนั่งพักเหนื่อยตากแดดอุ่นๆ ได้ที่แล้ว ก็เดินกันต่อไปที่สถานีเมโทร Trocadéro นั่งเมโทรสาย 9 ไปต่อสาย 1 ที่สถานี Franklin D. Roosevelt แล้วลงที่สถานี Concorde ที่เดียวกับวันแรก แต่วันนี้จะเดินลัดสวนสาธารณะตุยเลอรีส์ (Jardin des Tuileries) ทะลุไปยัง
พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ (Musée du Louvre) สถานที่เก็บรักษาภาพวาดโมนาลิซ่าอันลือชื่อ เดินเข้าไปใน
พิระมิดกระจกใสเพื่อซื้อตั๋วเข้าชมพิพิธภัณฑ์ ค่าเข้าชมมีหลายราคาตั้งแต่ 6-14 ยูโร (ประมาณ 294 - 686 บาท) ตามหาภาพวาดโมนาลิซ่าและชื่นชมความงามทางศิลปะให้เต็มอิ่ม ก่อนกลับจะแวะชิมช็อกโกแลตร้อนรสเข้มข้นที่ “Angelina Café” (226 บนถนน Rue de Rivoli) ร้านชาชื่อดังที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในปารีส โดยเปิดมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1903

จากนั้นสำหรับขาช้อปจะลองกลิ่นน้ำหอมหรือเลือกสินค้าแบรนด์เนมปลอดภาษีที่ร้าน Benlux ที่ถนน Rivoli ใกล้ๆ กับ Musée du Louvre เลยก็ไม่ว่ากัน ก่อนจะปิดท้ายรายการด้วยอาหารฝรั่งเศสรสเยี่ยมที่ร้าน L’Avenue (41 Avenue Montaigne, 75008 Paris Phone: +33 1 40 70 14 91 www.avenue-restaurant.com) เมนูห้ามพลาดได้แก่ ฟัวกราส์ หอยเชลล์ และเป็ด ราคาประมาณ 50 - 80 ยูโร (หรือประมาณ 2450 - 3920 บาท) แล้วค่อยกลับไปนอนฝันหวานที่โรงแรม
วันที่สี่
ไปพระราชวังแวร์ซายส์ (Château de Versailles) กัน เริ่มต้นที่สถานีรถไฟ Gare du Nordเหมือนเดิม ขึ้นรถไฟ RER สาย B อีกแล้ว ไปลงที่สถานี St-Michel Notre-Dame แล้วต่อรถไฟ RER สาย C เหมือนเดิม นั่งยาวรวดเดียวประมาณ 40 นาที ก็จะถึงสถานี Versailles Rive-Gauche ซึ่งเป็นสถานีรถไฟที่อยู่ใกล้พระราชวังมากที่สุด ออกจากสถานี เดินข้ามถนนไป เลี้ยวขวาแล้วชิดซ้ายที่ถนน Rue de Paris ก็จะเห็นประตูทางเข้าพระราชวัง
พระราชวังแวร์ซายส์มีหลายทางเข้า ถ้าไม่อยากเสียค่าผ่านประตู ก็ต้องเดินอ้อมไปเข้าประตูด้านข้าง ก็จะสามารถเข้าชมสวนและน้ำพุในบริเวณพระราชวังได้เช่นกัน นั่งเล่นนอนเล่นในสวนร่มรื่นแบบชิลล์ๆ ปล่อยเวลาผ่านไปช้าๆ ถ้าท้องร้องขึ้นมาเมื่อไหร่ค่อยไปหาของกินที่ร้านอาหารในบริเวณพระราชวัง บ่ายแก่ๆ ค่อยกลับเข้าตัวเมืองปารีส สำหรับคนชอบกินขนม ขอแนะนำให้แวะมาที่ร้าน “Pierre Herme” (72 Rue Bonaparte Tel. 33 0 1 435 44 77) แวะซื้อขนมหวานสไตล์ปารีเซียงอย่างมาการอง ที่ว่ากันว่าอร่อยที่สุด แค่ดูจากคิวก็รู้แล้ว จากนั้นก็ได้เวลาอาหารค่ำ มื้อนี้แนะนำให้สั่งลามหานครปารีสด้วยการเรียกแท็กซี่มาลิ้มลองอาหารฝรั่งเศสอันแสนโอชะที่ “Maison de Campagne” (18 bis, rue Pie Demours 75017 Paris
Tel. 01 45 72 28 51 ร้านนี้เมนูไม่เยอะ แทบจะมีไม่ถึง 10 เมนูแต่ทุกเมนูอร่อยหมด

วันสุดท้าย
ตื่นสายๆ หน่อยเพราะโปรแกรมเที่ยวหมดแล้ว เวลาเกือบทั้งวันที่เหลืออยู่เป็นเวลาอิสระ ให้ช้อปปิ้งกันอย่างจุใจที่ถนนชองป์ส-เซลีเซส์ ถนน Haussmann ที่ห้าง Galeries Lafayette และ Printemps หรือจะไปที่ถนน Faubourg Saint-Honoré ถนนสายแฟชั่นซึ่งอยู่ไม่ไกลจาก Place de la Concorde นัก ถนนสายมีช็อปแบรนด์เนมหลายแบรนด์ อาทิ Hermés, Versace และ Yves Saint Laurent นอกจากนี้ยังมีร้านขายของเก๋ๆ จากการออกแบบของดีไซน์เนอร์ชื่อดัง เฟอร์นิเจอร์น่ารักๆ และเครื่องสำอางยี่ห้อต่างๆ ให้เลือกซื้อตามใจชอบ สักสี่โมงเย็นก็เตรียมตัวขนสัมภาระและเดินทางไปสนามบิน
19.20 น. คือเวลาเครื่องบินออกเดินทางกลับประเทศไทย โดยจะถึงสนามบินสุวรรณภูมิประมาณเที่ยงของ
วันรุ่งขึ้น
(รายละเอียดงบประมาณ)
| ค่าวีซ่าเชงเก้นและประกันสุขภาพ ประมาณ |
4,000 บาท |
| ค่าตั๋วเครื่องบินไป-กลับ กรุงเทพฯ-ปารีส สายการบิน Air France |
45,285 บาท |
| ค่ารถโดยสาร (ตั๋ว Paris Visite) |
2,420 บาท (48.40 ยูโร) |
| ค่าโรงแรม 4 คืน ประมาณ 21,364 บาท (436ยูโร) สำหรับ 2 คน เฉลี่ยคนละ |
10,682 บาท |
| ค่าอาหาร 10 มื้อ เฉลี่ยมื้อละประมาณ 15 ยูโรต่อคน รวมเป็น |
7,500 บาท (150 ยูโร) |
| ค่าเข้าชมสถานที่ต่างๆ ประมาณ 60 ยูโร |
3,000 บาท |
| รวม |
73,000 บาทต่อคน |
งบประมาณอาจเปลี่ยนแปลงได้ขึ้นอยู่กับการเดินทาง/สายการบิน/ที่พัก
(รายละเอียดอื่นๆ)
- ตรวจสอบข้อมูลและราคาโรงแรมในปารีสได้ที่ www.booking.com และ www.agoda.co.th
- รายละเอียดตั๋ว Paris Visite ที่นี่
- ตรวจสอบอัตราแลกเปลี่ยนได้ ที่นี่
|