Sendai City of Tree: 4 วัน งบโดยประมาณ 50,000 บาท
ดื่มด่ำความงดงามของบรรยากาศ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม และวิถีชีวิตอันทันสมัยที่โอบล้อมไว้ด้วยธรรมชาติที่เซ็นได City of Tree ในจังหวัดมิยางิ ที่เปรียบเสมือนดั่งเป็นเมืองหลวงของเขตโทโฮกุ ภูมิภาคแถบตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศญี่ปุ่น
หลังจากเหินฟ้าออกเดินทางจากกรุงเทพในยามดึก เอกเขนกไปบนเครื่องบินก่อนตื่นนอนพร้อมกับแสงแรกแห่งรุ่งอรุณที่สนามบินเซนได ขึ้นรถไฟสาย Narita Express ไปลงยังสถานีรถไฟโตเกียว จากนั้นต่อรถไฟชินกันเซ็นขบวน Hayate เพื่อเดินทางต่อไปยังเซนได หลังจากนั่งรสบัส Miyagi Kotsu ประมาณ 30 นาที ก็จะถึงยังจุดหมายแรก Sendai-Izumi Premium Outlet แหล่งช็อปปิ้งแห่งใหม่ล่าสุดของเซนได ที่เพิ่งเปิดเมื่อกลางเดือนตุลาคมที่ผ่านมา โดยมีถึง 83 ร้านทั้งแบรนด์ดังจากทั่วโลก รวมทั้งโลคอลแบรนด์ที่คนญี่ปุ่นนิยม ให้ได้สนุกสนานไปกับการเลือกซื้อเสื้อผ้า เครื่องประดับ ข้าวของเครื่องใช้ดีไซน์เก๋ พร้อมแวะรับประทานอาหารญี่ปุ่นที่มีให้เลือกหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นราเม็ง ทงคัตสึ หรือซูชิ ก่อนเดินทางสู่โรงแรม Best Western Hotel เพื่อพักผ่อนให้คลายความอ่อนล้า
รับประทานอาหารเช้าก่อน เริ่มต้นวันด้วยการเดินออกไปไหว้พระโพธิสัตว์กวนอิม Sendai Dai-Kannon ที่ยืนตระหง่านโดดเด่นด้วยความสูงนับร้อยเมตรใกล้โรงแรม เจ้าของโรงแรมเป็นผู้สร้างขึ้นด้วยความศรัทธา เพื่อให้เป็นที่สักการะและเป็นจุดชมวิวให้เห็นทิวทัศน์ของเมืองเซนไดจากมุมสูง โดยเมื่อจ่ายค่าเข้าชม 500 เยน จะพบว่าบริเวณชั้นล่างนี้มีรูปปั้นของพระโพธิสัตว์กวนอิมปางต่างๆ รวมถึงเทพผู้คุมครองประจำแต่ละราศีเรียงรายอยู่หลายสิบองค์ จากนั้นอย่าพลาดที่จะขึ้นลิฟท์ไปยังชั้น 12 ซึ่งเป็นชั้นสูงสุดอยู่ตรงกับช่วงบริเวณอกของรูปปั้น บนชั้นนี้นอกจากจะมีลูกแก้วซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์แทนหัวใจของพระโพธิสัตว์กวนอิม ให้ได้กราบไหว้ขอพร ยังสามารถชมทัศนียภาพของเซนไดได้อย่างกว้างไกลสุดสายตาเลยทีเดียว
จากนั้นนั่งรถไฟสาย Tohoku Honsen Line มาที่สถานี Ichinoseki แล้วขึ้นรถบัส Iwate-ken มาที่ Geibi-kei-guchi แล้วเดินประมาณ 5 นาทีก็ถึงยัง Geibi Gorge เพื่อชื่นชมความงามของสายน้ำด้วยการล่องเรือค้ำถ่อซึ่งหลงเหลือวิธีการพายแบบนี้เพียงที่นี่เท่านั้น โดยมีจุดชมวิวที่เต็มไปด้วยเทือกเขางดงามแปลกตาถึง 17 จุด และระหว่างเรือล่องไปจะแลเห็นฝูงปลาตัวว่ายตาม เพื่อรอให้นักท่องเที่ยวโปรยอาหารให้
ก่อนกลับเข้าไปพักผ่อนที่โรงแรม คุณยังพอมีเวลาเหลือสำหรับการไปช็อปปิ้งในย่านอิชิบังโช ที่อยู่ติดกับสถานีรถไฟ JR ซึ่งเต็มไปด้วยห้างสรรพสินค้า ร้านค้า รวมถึงร้าน 100 เยน และดรัคสโตร์ต่างๆ ให้ได้เลือกช็อปกันจนลืมเวลา แถมยังมีร้านอาหารมากมายให้เลือก บ้างก็ตกแต่งดูทันสมัย บ้างก็ตกแต่งโดยคงสไตล์ความเป็นญี่ปุ่น เพื่อเพิ่มอรรถรสในการดื่มด่ำกับเมนูจากเชฟผู้เป็นต้นตำรับ ที่จะไม่ทำให้คุณผิดหวังในรสชาติอย่างแน่นอน และถ้าคุณทานเนื้อ ขอบอกว่าตั้องลองชิมกิวตัง หรือลิ้ววัวย่าง อาหารจานเด็ดขึ้นชื่ออีกหนึ่งเมนูของเซนไดที่อยากให้มีโอกาสได้ลิ้มลอง
วันสุดท้ายก่อนกลับ คุณยังพอมีเวลาไปเที่ยวได้อีกแห่ง ด้วยการแวะไปอิ่มบุญที่ Motsuji Temple วัดเก่าแก่ตั้งแต่สมัยเฮอัน สามารถนั่งรถไฟ JR ไปลงที่สถานี Hirazumi แล้วเดินไปอีกประมาณ 7 นาทีก็ถึง ก่อนเข้าไปสักการะพระพุทธรูปด้านใน จะมีกระถางธูปใบยักษ์ไว้ให้ได้กวักควันธูปสู่ตัว ส่วนใหญ่คนญี่ปุ่นมักนิยมกวักใส่บริเวณศีรษะและลำตัว เพราะเชื่อว่าจะทำให้มีสมองดี ความจำดี และสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง เมื่อเข้าไปกราบพระแล้ว อย่าพลาดที่จะออกมาเดินชมสวนของทางวัดอันเลื่องชื่อ มักมีผู้เดินทางมาเยือนเพื่อได้ทอดอารมณ์ไปกับความงดงามของสวนญี่ปุ่นที่แสนร่มรื่น
อิ่มเอมจิตใจไปกับการท่องเที่ยวแล้ว ก็ได้เวลาลากกระเป๋าขึ้นไปนั่งรถไฟชินกันเซ็นขบวน Hayate มุ่งสู่สถานีโตเกียว แล้วอย่าลืมซื้ออาหารกล่องหรือที่เรียกว่า เบนโตะ ขึ้นไปทานบนรถเพื่อเพิ่มบรรยากาศพลางชมทิวทัศน์ที่เปลี่ยนแปลงไปด้วยตัวอาคารบ้านเรือน สลับกับท้องทุ่งเขียวขจีให้เพลินตา จากนั้นก็ต่อด้วยรถไฟสาย Narita Express ไปยังสนามบินนาริตะ และถ้าไม่อยากพกเงินเยนกลับเมืองไทยมากนัก อาจแวะช็อปปิ้งในสนามบินอีกสักรอบ ก่อนออกเดินทางกลับสู่เมืองไทยพร้อมกับความทรงจำอันน่าประทับใจจากการได้แวะมาเยือนเซนไดในครั้งนี้
In the Program:
ค่าที่พัก (สำหรับ 2 ท่าน)
ค่าอาหาร 2 ท่าน
ค่ารถชินกันเซ็น+นาริตะ เอ็กเพรส ไป-กลับ ประมาณ 9,000 บาท
ค่ารถ+ค่าเข้าชมสถานที่ประมาณ 2,000 บาท
ค่าเข้าอุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดังสำหรับ 2 ท่าน
ค่าตั๋วเครื่องบินไปกลับ 2 ที่นั่ง
12 มกราคม 2552 11:24:00