ตามรอยบูรพาจารย์แห่งอีสาน… ตื่นตาตื่นใจกับสถานที่
ท่องเที่ยวอันซีน ไทยแลนด์ อุบลราชธานี 2 วัน 1 คืน
8,205 บาทต่อคน
อุบลราชธานี...ณ บนผืนดินนี้ เพียบพร้อมความงดงามไปด้วยสถาปัตยกรรม
ของวัดวาอาราม สถานที่ท่องเที่ยวที่รังสรรค์จากฝีมือของธรรมชาติ ก่อเกิดเป็นผลงานชั้นยอด ล้วนแล้วแต่เป็นภาพอันน่าอัศจรรย์ใจที่รอให้คุณมาพิสูจน์ด้วยตาคุณเอง นอกจากนี้อาหารพื้นบ้านหลากหลายเมนูก็พร้อมชูรสให้ชีวิตสดชื่น จนต้องถวิลหาอีกครั้ง ประสบการณ์อันน่าประทับใจบอกกล่าวตรงนี้คงไม่หมด คุณคงต้องมาเช็คอินอุบลราชธานีสักครั้งแล้วจะติดใจ

วันแรก ออกเดินทางแต่เช้ามืด เพราะตั้งใจว่าทริปนี้ไปถึงจะเที่ยวตั้งแต่เช้าจรดเย็น ให้สมกับคอนเซ็ปต์ตามรอยบูรพาจารย์แห่งอีสาน ไปจนถึงตื่นตาตื่นใจกับสุดยอดสถานที่ อันซีน ไทยแลนด์ ให้ได้ เพราะฉะนั้น
เที่ยวบิน TG 020 Flight 06.00 น. คือทางเลือกที่ถูกต้องและลงตัว เพราะเพียงหนึ่งงีบกำลังดีก็มาถึงสนามบินอุบลราชธานีในเวลาเพียง 07.05 น. จากนั้นไปรับรถที่ติดต่อไว้ที่เคาน์เตอร์ของบัดเจ็ท รถเช่า สาขาสนามบินอุบลราชธานี (โทร. 0 4524 0507) เพื่อเก็บเกี่ยวบรรยากาศและความเป็นส่วนตัว อยากแวะที่ไหนก็แวะ เรียกว่าเที่ยวตามอำเภอใจได้พอสมควร เสร็จสรรพออกสตาร์ทรถซีดานคล่องตัว ไปเริ่มต้นรับประทานอาหารเช้า
รับอรุณแบบคนท้องถิ่น ที่ร้านครัวเช้าที่มีชื่อเสียงมาช้านาน กับเมนูเอร็ดอร่อยโดนใจนั่นก็คือ ไข่กะทะ
โจ๊กถั่วเขียว ซุปหมากจอง รังนกสมุนไพร กาแฟโบราณ อยู่ข้างโรงเรียนอเนกวิทยา ถนนสรรพสิทธิ์ อ.เมือง
จ.อุบลราชธานี โทร.045-254629, 081-7301099

กองเที่ยวเดินด้วยท้อง... เมื่ออิ่มหนำจึงไม่รอช้า ออกเดินทางสู่ วัดบ้านนาเมืองหรือวัดสระประสานสุข เพื่อไปสักการะขอพรหลวงปู่บุญมี ซึ่งเป็นที่เคารพนับถือของชาวอุบลราชธานีและจังหวัดใกล้เคียง และไม่ลืมที่จะเก็บภาพสถานที่สำคัญแห่งนี้ เนื่องจากเป็นวัดที่มีพระอุโบสถที่มีลักษณะแปลกตากว่าพระอุโบสถทั่วไป เพราะวัดนี้สร้างเป็นรูปเรือสุพรรณหงส์ ใช้เซรามิกตกแต่งพระอุโบสถ ซึ่งเซรามิกนี้ทำจากโรงงานในจังหวัดอุบลฯ นอกจากนี้วัดบ้านนาเมืองยังเป็นวัดที่อนุรักษ์การทำเทียนแบบโบราณ วัดนี้ตั้งอยู่ที่บ้านนาเมือง ห่างจากตัวเมืองประมาณ 5 กิโลเมตร
และขณะนี้เป็นเวลา 10.00 น. แดดเริ่มทอแสงเป็นประกายอุ่น และแรงลมกำลังดี ทำให้จุดหมายการไปชม
แก่งสะพือ ได้บรรยากาศแสนสบายมิใช่น้อย แก่งสะพือเป็นแก่งหินที่สวยงามในแม่น้ำมูล ตั้งอยู่ในตัวอำเภอพิบูลมังสาหาร ห่างจากตัวเมืองอุบลราชธานี ตามทางหลวงหมายเลข 217 ประมาณ 45 กิโลเมตร คำว่า
“สะพือ” เพี้ยนมาจากคำว่า “ซำฟืด” หรือ “ซำปึ้ด” ซึ่งเป็นภาษาส่วยแปลว่า งูใหญ่ หรืองูเหลือม เป็นแก่งที่
มีหินน้อยใหญ่สลับ ซับซ้อน เมื่อกระแสน้ำไหลผ่านกระทบหิน เกิดเป็นฟองขาวมีเสียงดังตลอดเวลา ช่วงที่เหมาะสำหรับเที่ยวชมแก่งสะพือคือหน้าแล้ง ราวเดือนมกราคม - พฤษภาคม เพราะน้ำจะลดเห็นแก่งหินชัดเจน สวยงาม ส่วนหน้าฝนน้ำจะท่วมมองไม่เห็นแก่ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เคยเสด็จพระราชดำเนินมาชมความอัศจรรย์ของแก่งนี้ ถึง 2 ครั้ง ริมฝั่งแม่น้ำมีศาลาพักร้อน และร้านขายสินค้าพื้นเมือง ในวันหยุด ก็จะมีประชาชนมาเที่ยวพักผ่อนกันเป็นจำนวนมาก หลังจากนั่งพักที่ศาลาพักร้อน พร้อมกับทำบุญให้อาหาร ปลา ฉับพลันท้องก็ร้องหาอาหารกลางวันขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว และร้านที่นักท่องเที่ยวชวนชิมต้อง ร้านสหโภชนา แก่งสะพือ เท่านั้น แก่งสะพือ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่อยู่ไม่ไกลจากตัวเมืองนัก แขกไปใครมามักจะแวะร้านนี้ประจำ เป็นร้านเก่าแก่อยู่คู่กับแก่งสะพือมา 20 กว่าปีแล้ว หาก็ง่าย
จากจุดที่เล่นน้ำในแก่งสะพือมองย้อนขึ้นมา ก็จะเห็นป้ายหินขนาดใหญ่ เขียนชื่อร้านไว้ว่า "สหโภชนา แก่งสะพือ" มีร้านเดียว ไม่มีสาขา
อาหารขึ้นชื่อของร้านคือ กุ้งสดๆ จากแม่น้ำมูล ตัวใหญ่ ราคาประมาณกิโลละ 600 - 700 บาท กิโลนึง ถ้า
ขนาดใหญ่ จะได้ประมาณ 3 - 4 ตัว แต่ถ้ากุ้งขนาดกลาง ก็จะได้ประมาณ 6 - 8 ตัว แม่ครัวทำได้หลายอย่าง
แต่ขอแนะนำ กุ้งเผา เพราะกุ้งที่นี่มีมันทุกตัว เวลาเอาไปเผาแล้ว จะหอมมาก นอกจากเมนูกุ้งแม่น้ำแล้ว รายการปลาต่างๆ ก็อร่อยไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะเป็นปลาบึก ปลาคัง ปลาโจก ปลาทับทิม หรือแม้กระทั่งปลาเนื้ออ่อนอย่างปลาทับทิมนั้นบางท่านอาจจะดูว่าธรรมดา หากินง่ายอยู่แล้ว แต่อยากให้ลองสั่งปลาทับทิมทอดน้ำปลา เพราะกรอบนอก นุ่มใน ไม่เหนียว อย่างนี้... ไม่ธรรมดา และถ้าต้องการสั่งกุ้งแม่น้ำ โปรดจองล่วงหน้า (ช้า...อาจหมด) ร้านนี้อยู่ที่ถนนวิพากย์ อ.พิบูลมังสาหาร อยู่ในบริเวณแก่งสะพือ โทร.045-441049,
045-442060
จุดหมายต่อไปสร้างความตื่นเต้นในทุกหลักกิโลเมตร ราวกับอยากหายตัววับแล้วไปโผล่ที่ น้ำตกลงรู เลย
ทีเดียว เพราะที่นี่เป็นหนึ่งในสุดยอดอันซีน ไทยแลนด์ ที่ทุกคนต่างกล่าวถึงและครั้งหนึ่งในชีวิตต้องมาให้ได้
ที่ตั้งของน้ำตกแสงจันทร์ อยู่บ้านทุ่งนาเมือง ตำบลนาโพธิ์กลาง อำเภอโขงเจียม น้ำตกแสงจันทร์ หรือน้ำตกลงรูที่อุทยานแห่งชาติผาแต้มนี้ มีความโดดเด่นตรงที่เป็นน้ำตกลงรูเพียงหนึ่งเดียวในเมืองไทย โดยรูของน้ำตกนี้ไม่ใช่รูเล็กๆ แต่เป็นรูขนาดใหญ่ที่คนสามารถตกลงไปบาดเจ็บพิการได้และอาจทำให้เสียชีวิตได้ "น้ำตกแสงจันทร์" มีชื่ออีกชื่อหนึ่งว่า "น้ำตกลอดรูหรือน้ำตกลงรู" ซึ่งเรียกตามลักษณะของสายน้ำที่ตกผ่าน
ลงรูหิน ส่วนที่มาของชื่อน้ำตกแสงจันทร์นั้น เรียกตามสายธารน้ำตกที่โปรยละอองผ่านช่องหินลงมาเป็นสีขาวนวลคล้ายแสงจันทร์ โดยเฉพาะในวันเพ็ญที่แสงจันทร์จะสาดส่องมาตรงรูหินพอดี พร้อมกับละอองของธารน้ำตกที่โปรย ดูเป็นประกายสีนวลสวยงามมาก ซึ่งทั้งหมดนี้คือที่มาของชื่อและเสน่ห์ของน้ำตกแห่งนี้ ที่ยังคงเก็บความงามสงบประสานอย่างกลมเกลือนของธรรมชาติไว้ให้เป็นที่ประทับใจแก่ทุกคน
สิ่งที่น่าสนใจและอันซีนรออยู่ แสงธรรมชาติพร้อมแล้ว ว่าแต่กล้องตัวเก่งของคุณพร้อมมั๊ย จากบริเวณลานจอดรถเดินไปทางทิศใต้ ด้านขวามือห่างจากทางลงน้ำตกประมาณ 15 เมตร จะเห็นสายน้ำไหลผ่านเพิงผาลงรูหินกลมแล้วไหลต่อเป็นทางน้ำตกสู่แอ่งด้านล่าง มีทางให้เดินลงไปชมน้ำตกจากด้านล่าง ซึ่งใต้ชะงอนผาใหญ่ มองเห็นน้ำไหลผ่านลงรูกลมเป็นปล่องอย่างชัดเจน บริเวณหุบเขารอบน้ำตกมีความชุ่มชื่นมีต้นการะเกดขึ้นในลำห้วย และมีปลาว่ายอยู่ในน้ำเป็นจำนวนมาก
จากนั้นไปชม เสาเฉลียง อยู่ก่อนถึงผาแต้มประมาณ 3 กิโลเมตร เป็นเสาหินธรรมชาติที่เกิดจากการกัดเซาะของน้ำและลมนับล้านปี มีลักษณะคล้ายดอกเห็ดเรียงรายกันอยู่มากมาย ซึ่งหินดังกล่าวจะปรากฏเห็นซากเปลือกหอย กรวด ทราย อยู่ในเนื้อหิน ซึ่งนักธรณีวิทยาสันนิษฐานว่า เมื่อประมาณล้านกว่าปีมาแล้ว บริเวณนี้คงจะเป็นทะเลมาก่อน ชาวบ้านบริเวณนี้เรียกเสาหินที่คล้ายดอกเห็ดนี้ว่า “เสาเฉลียง” ซึ่งแผลงมาจากคำว่า “สะเลียง” ที่หมายถึง “เสาหิน”

และเดินทางสู่ ผาแต้มและผาขาม เป็นหน้าผาสูงที่สวยงามตามธรรมชาติ บริเวณด้านล่างของหน้าผามีภาพเขียนสีก่อนประวัติศาสตร์ปรากฏเรียงรายอยู่เป็นระยะ มีอายุไม่ต่ำกว่าสามพันถึงสี่พันปี ทางอุทยานฯ ได้ทำทางเดินจากหน้าผาด้านบนลงไปชมภาพเขียนสีเหล่านี้ที่หน้าผาด้านล่าง ระยะทางประมาณ 500 เมตร ภาพเขียนจะอยู่บนผนังหน้าผายาวติดต่อกันประมาณ 170 เมตร ซึ่งเป็นมุมต่ำกว่า 90 องศา มีภาพทั้งหมดประมาณ 300 ภาพ แบ่งเป็น 4 ประเภท คือ สัตว์ เครื่องมือเครื่องใช้ สัญลักษณ์ และคน ด้านตรงข้ามผาแต้มคือ ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โดยมีแม่น้ำโขงเป็นเส้นกั้นพรมแดนทำให้ผาแต้มเป็นจุดชมวิวที่สวยงาม
รับรองได้เลยว่าสิ่งอัศจรรย์ตรงหน้า จะทำให้ความเหนื่อยล้าหายเป็นปลิดทิ้ง และไหนๆ ก็อันซีนกับสถานที่เที่ยวแล้ว เพื่อให้อารมณ์ต่อเนื่องไม่สะดุด เราจึงเลือกพักที่โรงแรมอันซีนของจังหวัดอุบลฯ ซะเลย
โรงแรมทอแสง โขงเจียม รีสอร์ท ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขง (68 หมู่ 7 บ้านห้วยหมากใต้ อ.โขงเจียม โทร.
045-351174-6) สิ่งแรกที่รู้สึกได้เมื่อก้าวลงจากรถ ก็คือความสดชื่นสบายตาจากสีสันของมวลไม้ดอก ไม้ประดับ และไม้ยืนต้น ที่แม้จะมองไปทางไหนก็ดูว่ามีพันธุ์ไม้มากมาย แต่ก็ไม่ได้แน่นขนัดจนรู้สึกรกชวนอึดอัด อีกทั้งทุกๆ ต้นยังเติบโตแตกกิ่งก้านสาขางอกงามสะพรั่ง บ่งบอกถึงการได้รับความดูแลเอาใจใส่ ลิดกิ่งเล็มใบเป็นอย่างดี ห้องพักที่ตกแต่งอย่างสวยงาม แฝงกลิ่นอายของบรรยากาศแบบพื้นถิ่น ที่เมื่อได้เห็นแล้ว ทำให้รู้สึกถึงการเดินทางมาสู่ดินแดนอีสานจริงๆ ด้วยของประดับตกแต่ง และการนำผ้าทอฝีมือชาวบ้านในเมืองอุบลฯ มาใช้เป็นองค์ประกอบ ช่วยให้ห้องโทนสี สะอาดตา ดูมีสีสันยิ่งขึ้น และโปร่งโล่งสบายด้วยหน้าต่างกระจกใสบานใหญ่ โดยทุกๆ ห้อง จะมีระเบียงไม้ยื่นออกไปเพื่อให้ผู้ที่มาพักผ่อน ที่นี่ใกล้แม่น้ำสองสี คือ แม่น้ำมูลไหลมาพรรจบกับแม่น้ำโขง โขงเจียมถือว่าเป็นอำเภอตะวันออกสุดของประเทศไทย ณ ที่ทอแสงโขงเจียม จึงเป็นจุดที่ชมพระอาทิตย์ขึ้นได้ก่อนใคร และสวยที่สุดที่หนี่งในประเทศไทย
แค่เพียงก้าวออกมาจากห้องพักของคุณ ก็ได้สัมผัสกับเขตแดนที่กั้นระหว่างไทย - ลาว และรายล้อมไปด้วย
ธรรมชาติอันสวยงาม จุดรวมของแม่น้ำสองสายที่ผสมผสานกัน ระหว่างสีน้ำตาลของแม่น้ำโขง และสีที่สดใสของแม่น้ำมูล ตึกต่างๆ ของโรงแรมได้รับการตกแต่งระหว่างความสบายอย่างเป็นธรรมชาติ และความสะดวกทันสมัยเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว
หลังจากอาบน้ำก็นอนจิบเครื่องดื่มเย็นๆ โดยมีกับแกล้มคือทิวทัศน์พาโนรามาตรงหน้า เป็นเมนูเรียกน้ำย่อย
ชั้นดีที่เอาอะไรมาแลกก็ไม่ยอม ก่อนต่อด้วยอาหารค่ำสุดพิเศษที่ห้องอาหารโอเพ่นแอร์ Café de Khong ที่มีเมนูแนะนำอย่างปลาคังผัดฉ่า ปลาดุกฟูผัดพริกแกง ฯลฯ ชาร์จแบตกันซะเต็มอิ่ม แถมบรรยากาศดีขนาดนี้ รับรองว่าคืนนี้หลับสนิทไม่มีความรู้สึกแปลกที่แน่นอน
วันที่สอง ตื่นเช้าตรู่เพื่อชื่นชมพระอาทิตย์ขึ้นก่อนใครและสวยที่สุดแห่งหนี่งในประเทศไทย ณ ระเบียงหน้าห้องพัก แล้วนอนต่อ แต่ไม่สายเกินกำหนดเวลาของอาหารเช้า จากนั้นคลายความเมื่อยล้าด้วยการนวดให้ร่างกายสดชื่นเบาสบายที่ ทอแสง สปา ซึ่งเป็นสปาท่ามกลางธรรมชาติ ที่จะทำให้ร่างกายและหัวใจของผู้มาเยือนพร้อมออกเดินทางต่อ
พอเช็คเอาท์เสร็จ ก็ขับรถมุ่งสู่ตัวเมืองอุบลราชธานี แวะรับประทานอาหารกลางวันที่ ร้านอินโดจีน
(ถ.สรรพสิทธิ์ อ.เมือง โทร. 045-254126) อีกหนึ่งตำนานของเมืองอุบลฯ ไม่แนะนำไม่ได้เด็ดขาด เพราะดังไปทั่วประเทศ เมนูแนะนำประจำร้านได้แก่ เปาะเปี๊ยะญวน (ที่นี่เรียก "เมี่ยง") มีทั้งสดและทอด แหนมเนือง
กุ้งพันอ้อย ก๋วยจั๊บ เนื้อย่างใบชะพลู ฯลฯ ส่วนของหวานแนะนำขนมเปียกข้าวโพด ปิดท้ายรายการอร่อยมากนะจะบอกให้
 |
จุดหมายต่อไป ตั้งใจว่าจะไปไหว้พระในเมืองอุบล พร้อมชมความงามของสถาปัตยกรรม อันวิจิตรหลายแขนง ที่หาดูได้ยากที่ วัดทุ่งศรีเมือง ซึ่งตั้งอยู่ที่ถนนหลวงในเขตเทศบาลเมือง วัดนี้ สร้างในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ผู้สร้างวัดนี้คือ ท่านเจ้าอริยวงศาจารย์ญาณวิมลอุบล คณะภิบาลสังฆปาโมก (สุ้ย) เจ้าคณะเมืองอุบลราชธานีในสมัยนั้น ท่านได้เคยศึกษาพระธรรมวินัย ที่วัดสระเกศราชวรวิหาร กรุงเทพฯ ท่านจึงได้นำพระพุทธบาทจำลองจาก วัดสระเกศฯ มายังอุบลราชธานี และได้สร้างหอพระพุทธบาทขึ้นเป็นที่ประดิษฐาน หอพระพุทธบาทหลังนี้คือ พระอุโบสถที่พระสงฆ์ใช้ทำสังฆกรรม มีลักษณะของศิลปะแบบรัตนโกสินทร์ตอนต้น และศิลปะเวียงจันทน์ผสมกันอยู่ ภายในมีจิตรกรรมฝาผนังทุกด้าน เขียนขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 อาคารที่สำคัญอีกหลังหนึ่งคือ หอพระไตรปิฎก เป็นหอไตรที่สร้างด้วยไม้ ตั้งอยู่กลางสระน้ำเพื่อเป็นที่เก็บรักษาพระไตรปิฎก ป้องกันไม่ให้มดปลวกไปกัดทำลาย มีลักษณะเป็นศิลปะผสมระหว่างไทย พม่า |
และลาว กล่าวคือ ลักษณะอาคารเป็นแบบไทยเป็นเรือนฝาปะกน ขนาด 4 ห้อง ภายในห้องที่เก็บตู้พระธรรมทุกด้านเขียนลงรักปิดทอง ส่วนของหลังคามีลักษณะศิลปะไทยผสมพม่า คือมีช่อฟ้าใบระกา แต่หลังคาซ้อนกันหลายชั้น แสดงถึงอิทธิพลศิลปกรรมพม่าที่ส่งผ่านมายังศิลปะลาวล้านช้าง ส่วนลวดลายแกะสลักบนหน้าบันทั้ง 2 ด้าน เป็นลักษณะศิลปะแบบลาว ตรงส่วนฝาปะกนด้านล่างแกะเป็นรูปสัตว์ประจำราศีต่างๆ และลวดลายพันธุ์พฤกษาเป็นช่องๆ โดยรอบ นับเป็นหอไตรที่มีความสวยงามมากแห่งหนึ่ง

ปิดท้ายด้วยการไปไหว้พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมือง “พระแก้วบุษราคัม” ที่ วัดศรีอุบลรัตนาราม ตั้งอยู่ทางด้านทิศใต้ของศาลากลางจังหวัด ถนนอุปราช วัดนี้สร้างเมื่อ พ.ศ. 2398 มีพระอุโบสถที่สร้างตามแบบพระอุโบสถวัดเบญจมบพิตรฯ กรุงเทพฯ “พระแก้วบุษราคัม” เป็นพระพุทธ ปฏิมากรปางมารวิชัยสมัยเชียงแสน แกะสลักจากแก้วบุศราคัม ตามตำนานเล่ากันว่า พระวรราชภักดี (พระวอ) พร้อมด้วยบุตรหลานของพระตาคือ ท้าวคำผง ท้าวทิดพรหมและท้าวก่ำ บรรพบุรุษผู้ก่อตั้งเมืองอุบลราชธานี ได้อัญเชิญพระแก้วบุษราคัมมาจากกรุงศรีสัตนาคนหุต(เวียงจันทน์) เดิมทีพระแก้วบุษราคัมประดิษฐานอยู่ที่บ้านดอนมดแดง และได้อัญเชิญมาประดิษฐานอยู่ที่วัดศรีอุบลรัตนาราม ในเวลาต่อมาในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราช ทางราชการได้ประกอบพิธี ถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา ที่วัดศรีอุบลรัตนาราม พร้อมทั้งได้ อัญเชิญพระแก้วบุษราคัมเป็นองค์ประธานในพิธี โดยถือว่าเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองสืบกันมาแต่โบราณกาล ปัจจุบันในเทศกาลสงกรานต์ของทุกปี ชาวอุบลราชธานีจะร่วมใจกันอัญเชิญพระแก้วบุษราคัม แห่ไปรอบเมืองอุบลราชธานี เพื่อเปิดโอกาสให้พุทธศาสนิกชนได้นมัสการกราบไหว้ และสรงน้ำกันโดยถ้วนหน้า
นอกจากนี้ภายในวัดยังมี พิพิธภัณฑ์ศรีอุบลรัตนาราม เป็นอาคาร 2 ชั้นขนาดใหญ่ เดิมทีเป็นศาลาหอแจก
ซึ่งหมายถึงสถานที่ในการทำบุญทำทานของคนในสมัยก่อน ปัจจุบันได้มีการบูรณะขึ้นใหม่ โดยใช้วัสดุและการตกแต่งแบบเดิม และได้เปิดเป็นพิพิธภัณฑ์มาตั้งแต่ปี 2549 โดยชั้นบนของอาคารใช้เป็นที่เก็บ และจัดแสดงวัตถุโบราณต่างๆ ซึ่งมีอายุนับร้อยปี ที่เกี่ยวข้องกับพุทธศาสนาเช่น ตู้เก็บพระไตรปิฎก ที่ได้รับพระราชทานจากรัชกาลที่ 6 ตู้เก็บคำภีร์ไบลาน ถุงผ้าใหมสำหรับเก็บคัมภีร์ บาตรและเชิงบาตรสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น รวมทั้งฮางฮด (รางน้ำทำจากไม้ แกะสลักเป็นรูปพญานาค) ที่ใช้ในการสรงน้ำพระแก้วบุษราคัม ของวัด
ศรีอุบลรัตนาราม พิพิธภัณฑ์เปิดให้เข้าชมในวันพุธ - วันอาทิตย์ ระหว่างเวลา 09.00 - 16.00น. โดยไม่คิดค่าบริการ
การได้ไหว้พระคู่บ้านคู่เมืองและเก็บภาพความขลัง สง่างาม ก่อนกลับ เหมือนชีวิตได้รับพรอันยิ่งใหญ่ และเหมือนเป็นลูกหลานของจังหวัดนี้ก็ว่าได้ นี่ใช่มั้ยที่คนก่อนเก่าบอกกันว่า จะเกิดภาคไหนก็ไทยด้วยกัน ทำให้การมาอุบลเที่ยวนี้สุขใจอย่างบอกไม่ถูก และเพื่อไม่ให้เสียเที่ยวต้องอย่าลืมแวะซื้อของฝากที่ ร้านดาวทอง จำหน่ายหมูยอ กุนเชียงหมู แหนมเอ็นไก่ และปลาส้ม (ถนนศรีณรงค์ อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี โทร.
0 4525 5131) และ ร้านพันชาติ เหมาะกับการซื้อฝากผู้ใหญ่ (ถนนราชบุตร อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี
โทร. 0 4524 3433) เพราะร้านนี้จำหน่ายของที่ระลึก เครื่องใช้และของตกแต่งบ้านไทยๆ สินค้าหัตถกรรม ผ้าพื้นเมือง และผลิตภัณฑ์จากผ้าในรูปแบบต่างๆ แถมราคาไม่สูงมาก เรียกว่าเป็นการปิดท้ายทริปอย่างสมบูรณ์แบบ และไม่เร่งรีบมากนักขับรถไม่ต้องความเร็วสูง ชมบรรยากาศริมทาง ไม่นานก็ถึงสนามบินอุบลฯ ทันเวลา คืนรถเช่า เวลายังเหลือจิบกาแฟสักแก้ว ก่อนขึ้น เครื่องการบินไทยเดินทางสู่สนามบินสุวรรณภูมิ
รายละเอียดงบประมาณ
| ค่าตั๋วเครื่องบินการบินไทยไปกลับ คนละ |
3,780 บาท |
| ค่าที่พักรวมอาหารเช้า 1 คืน (พักได้ 2 คน) |
3,000 บาท เฉลี่ยคนละ 1,500 บาท |
| ค่าเข้าสปาคนละ |
500 บาท |
| ค่าเช่ารถขับ (วันละ 1,000 บาท รวม 2 วัน 2,000 บาท) |
เฉลี่ยคนละ 1,000 บาท |
| ค่าน้ำมันรถ 900 บาท (หาร 2) |
เฉลี่ยคนละ 450 บาท |
| ค่าอาหารเครื่องดื่มรวมทุกมื้อ 1,350 บาท |
เฉลี่ยคนละ 675 บาท |
| ค่าของฝาก เฉลี่ยคนละ |
300 บาท |
| รวม |
8,205 บาทต่อคน |
|