ท่องเมืองจันทน์ ค้นหาอัญมณีแห่งภาคตะวันออก 2 วัน
1 คืน งบประมาณ 2,925 บาทต่อคน
ความเลอค่าของอัญมณี เป็นสิ่งที่ผู้คนปรารถนาที่จะได้พบเห็นและครอบครอง เช่นเดียวกับความงดงามของดินแดนที่ได้รับฉายาว่า “อัญมณีแห่งภาคตะวันออก” ซึ่งมีธรรมชาติอันบริสุทธิ์ ป่าเขาลำเนาไพรอันเป็นต้นน้ำสำคัญ ยังคงทำหน้าที่ของมันอย่างสมบูรณ์ ท้องทะเลและผืนทรายที่ทอดยาว ยังคงเป็นเสน่ห์ดึงดูดผู้คนให้เดินทางมาเยี่ยมเยือน สวนผลไม้ของชาวบ้าน ยังคงรอคอยการมาถึงของนักชิมจากทุกสารทิศ “จันทบุรี” ในวันนี้ ยังคงเป็นอัญมณีที่ล้ำค่าของผืนดินชายฝั่งทะเลตะวันออกอย่างแท้จริง

วันแรก
พระอาทิตย์ยามเช้าเหนือยอดตึกสูงนับสิบชั้นของกรุงเทพมหานคร เมื่อเกือบ 4 ชั่วโมงก่อน เทียบไม่ได้กับแสงแดดอบอุ่นตอน 10 โมงเช้าที่เมืองเล็กๆ อย่างจันทบุรี รถยนต์คันหนึ่งมุ่งหน้าไปยัง “อ่าวคุ้งกระเบน” ในอำเภอท่าใหม่ ซึ่งเป็นที่ตั้งของศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
พื้นที่กว่า 1,000 ไร่ เป็นส่วนหนึ่งของป่าสงวนแห่งชาติ ป่าคุ้งกระเบนและป่าอ่าวแขมหนู สะพานเดินศึกษาธรรมชาติที่ทอดยาว พาเราไปยังจุดต่างๆที่น่าสนใจ ระหว่างทางมีพันธุ์ไม้กว่า 30 ชนิด ตลอดทางเดินเกือบ 2 กิโลเมตร ทำให้รู้สึกได้ถึงความอุดมสมบูรณ์ของป่าชายเลนในบริเวณดังกล่าว โดยมีจุดเริ่มต้นอยู่ที่ซุ้มประตูศาลาทางเข้าทางด้านทิศใต้ของอ่าวคุ้งกระเบน ห่างจากสำนักงานอาคารศูนย์ศึกษาการพัฒนาฯ ราว 200 เมตร
ไม้แสม ไม้ลำพู และแปลงเพาะชำกล้าไม้ชนิดต่างๆ บอกเล่าเรื่องราวผ่านธรรมชาติอันบริสุทธิ์ที่อยู่ตรงหน้า ต้นโกงกาง ขึ้นอยู่อย่างหนาแน่นแสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ ปลาการ์ตูนตัวน้อยในบ่อเพาะและอนุบาลพันธุ์ปลา หน้าตาไม่ต่างไปจาก “นีโม” ในภาพยนตร์ดังจากฮอลลีวู้ด
พักเหนื่อยบนระเบียงเป็นระยะๆ พร้อมกับศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับป่าชายเลนจากบอร์ดนิทรรศการ โดยมีตัวอย่างให้ชมเป็นของจริงล้วนๆ รอบศาลา ไม่ใช่เพียงภาพถ่ายที่ไร้ซึ่งชีวิต
สถานที่แห่งนี้เหมือนเป็นพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่ปราศจากกำแพง โดยมีท้องฟ้าเป็นหลังคาอันกว้างใหญ่ไพศาล ถือเป็นมิวเซียมที่มีชีวิต (Living museum) รวมทั้งแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ ที่สร้างแรงบันดาลใจให้นักเดินทางผู้ที่อาจไม่เคยใส่ใจในการอนุรักษ์ ได้หันมามองเห็นถึงความสำคัญของพื้นที่สีเขียว…สีที่กล่าวกันว่า ให้ความรู้สึกอบอุ่นปลอดภัยให้กับมนุษย์
1 ชั่วโมงในศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบน ช่างเป็นช่วงเวลาที่คุ้มค่า สำหรับการได้ชื่นชมความ
งดงามของธรรมชาติ การได้เรียนรู้ข้อมูลต่างๆ ในเชิงนิเวศน์วิทยา และการได้หยุดพักสายตาจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ มามองภาพมุมกว้าง 360 องศา เพียงหมุนตัวไปรอบๆ ที่สำคัญ ไม่ลืมฟอกปอดที่รับควันพิษ
ทุกวันด้วยอากาศบริสุทธิ์ของอ่าวแห่งนี้
จุดมุ่งหมายต่อไป ยังคงเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ นั่นก็คือ “หาดเจ้าหลาว” เช็คอินที่รีสอร์ท
เล็กๆ แห่งหนึ่ง บนหาดชื่อว่าซึ่งโทรจองล่วงหน้าที่ (039)-388-044 การตกแต่งเก๋ไก๋ ราคาไม่แพง เริ่มตั้งแต่ 800 - 1,500 บาท แล้วออกมาสั่งเมนูทะเลเป็นอาหารกลางวัน ในร้านอาหารใกล้ๆ
สีครามของท้องฟ้า และเสียงคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่ง ณ หาดเจ้าหลาว เชิญชวนให้กระโดดลงไปสัมผัสกับ
ความสดชื่นของท้องทะเล แต่ต้องอดใจไว้ก่อน เพราะตั้งใจว่าจะเดินทางไปไหว้พระ เพื่อความเป็นสิริมงคลที่ “วัดเขาสุกิม”
พระพุทธรูปยืน นามว่า “สมเด็จพระมงคลมุนีไพรีพินาศศาสดาจารย์” ประดิษฐานอยู่บริเวณทางขึ้นสู่วัดซึ่งตั้งอยู่บนยอดเขา สีทองขององค์พระเมื่อสัมผัสกับแสงแดด ส่องประกายแห่งศรัทธาของพุทธศาสนิกชน โบราณวัตถุล้ำค่ามากมายที่จัดแสดงภายในอาคารต่างๆ ของวัด สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้มาเยือน ราวกับได้พบกรุสมบัติที่ค้นหามาแสนนาน

อิ่มบุญแล้ว ก็มุ่งสู่ “อุทยานแห่งชาติเขาคิชฌกูฏ” เพื่อฟังเสียงใสๆของ “น้ำตกกระทิง” ซึ่งมี
ต้นกำเนิดจากเทือกเขาด้านบน ตกลงสู่แผ่นหินเบื้องล่างเป็นจำนวนถึง 13 ชั้น
เฟิร์นสีเขียวสด ขึ้นแซมโขดหินที่มีมอสปกคลุมอยู่ทั่วไป ละอองน้ำมอบความสดชื่นแก่นักเดินทาง
คนแล้วคนเล่าที่เข้ามาเยี่ยมเยือน แสงแดดเริ่มจางลงทุกที บ่งบอกว่าถึงเวลากลับที่พัก เพื่อรับประทานอาหารเย็นซึ่งก็ยังคงเป็นอาหารทะเลของโปรด แม้ทะเลไม่เคยหลับใหล แต่ผู้มาเยือนต่างหลับลงอย่างเป็นสุขด้วยเสียงคลื่นที่ช่วยขับกล่อมให้ฝันดีตลอดทั้งคืน

วันที่สอง
ตื่นแต่เช้าตรู่ เพื่อรอคอยการมาถึงของพระอาทิตย์สีแดงที่ค่อยๆ ลอยขึ้นมาจากทะเล ท้องฟ้าที่มืดสนิทกลับมีแสงสว่างอีกครั้ง และแล้ววันใหม่ก็เดินทางมาถึง
“หาดเจ้าหลาว” ต้อนรับนักท่องเที่ยวด้วยผืนทรายแสนสวย ด้วยเปลือกหอยจากท้องทะเล ด้วยแสงแดดอันเจิดจ้า และด้วยเสียงคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่งอยู่ทุกเวลา
การสร้างความสุขตลอดช่วงเช้าของวันนี้ ขอมอบให้เป็นหน้าที่ของท้องฟ้า ของน้ำใส และของเม็ดทรายทุกเม็ด ที่จะช่วยดูแลผู้มาเยือนอย่างเราให้ประทับใจไม่มีวันลืมเลือน
นั่งมองต้นมะพร้าวที่เรียงรายอยู่บนชายหาดเป็นระยๆ นอนอ่านหนังสือดีๆ เล่มที่อยากอ่านมานาน เดินทอดน่องบนชายหาดที่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตา พักสายตาบนเปลที่ผูกไว้ระหว่างต้นไม้ใหญ่ 2 ต้น ว่ายน้ำแข่งกับปลาตัวเล็กๆ ที่พลัดลงเข้ามาใกล้ชายฝั่ง ก่อกองทรายเป็นรูปปราสาทของเจ้าหญิงแสนสวย
…และนี่คือช่วงเวลาแห่งความสุขที่จะอยู่ในความทรงจำตลอดไป
ทานอาหารเที่ยงที่โรงแรม แล้วเช็คเอาท์ เพื่อเดินทางกลับโดยแวะชมสวนผลไม้แห่งหนึ่งของชาวบ้านในอำเภอท่าใหม่ ใกล้ๆ กับวัดเขาสุกิม ซึ่งพร้อมใจกัน “เปิดสวน” ระหว่างเดือนพฤษภาคม ถึงมิถุนายน หรือกรกฎาคม โดยสามารถเด็ดผลไม้ทุกต้นในสวนเพื่อทานให้อิ่ม ในราคาหัวละ 40 บาทโดยประมาณ

ระกำสีแดงสดท้าทายให้ลองชิม เช่นเดียวกับมังคุดลูกโตที่แสนยั่วยวน เงาะพวงใหญ่ท่าทางจะฉ่ำไม่ใช่เล่น ทุเรียนหนามแหลมซ่อนความหอมหวานไว้ภายใน
ชาวสวนใจดีเดินยิ้มมาแต่ไกล ชิมผลไม้จนอิ่มแล้ว ไม่ลืมซื้อกลับบ้านสำหรับเป็นของฝากที่เต็มไปด้วยวิตามินซี
ผลไม้เหล่านี้ เป็นสิ่งที่สร้างรายได้ให้กับชาวบ้านได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ จึงไม่ต่างจาก อัญมณี ล้ำค่าที่มีอยู่ในจังหวัดจันทบุรี จึงไม่นึกเสียดายที่การเดินทางในครั้งนี้ไม่มีโอกาสแวะ “ถนนอัญมณี” บริเวณถนนศรีจันท์และตรอกกระจ่างบริเวณตัวเมือง ซึ่งเป็นแหล่งการค้าสำคัญ
นอกเหนือจากเพชรพลอยอันมีมูลค่าทางเศรษฐกิจแล้ว เมืองจันทบุรี ยังมีของดีอีกมากมายทั้งทรัพยากรธรรมชาติและพืชผลชนิดต่างๆ รอให้นักเดินทางออกไปค้นหาขุมทรัพย์เหล่านั้นด้วยตนเอง
รายละเอียดงบประมาณ
| ค่าน้ำมันรถตลอดการเดินทาง 1,800 บาท |
หาร 2 ตกคนละ |
900 บาท |
| ค่าที่พัก 1 คืน 1,500 บาท |
หาร 2 ตกคนละ |
750 บาท |
| ค่าอาหาร-เครื่องดื่มทุกมื้อ 2,000 บาท |
หาร 2 ตกคนละ |
1,000 บาท |
| ค่าของฝาก |
|
200 บาท |
| ค่าธรรมเนียมเข้าชมอุทยานแห่งชาติเขาคิชกูฎ (น้ำตกกระทิง) |
คนละ |
20 บาท |
| ค่านำรถยนต์ 4 ล้อ เข้าอุทยานฯ คันละ 30 บาท |
หาร 2 ตกคนละ |
15 บาท |
| ค่าเหมาจ่ายชิมผลไม้ |
คนละ |
40 บาท |
| |
รวม |
2,925 บาท (ต่อคน) |
|