“สงขลา” เสน่ห์ในความต่าง สีสันในความขัดแย้ง 2 วัน
1 คืน งบประมาณ 5,530 บาทต่อคน
นกนางแอ่นบินวนเหนือท้องน้ำในทะเลสาบสงขลา ชาวประมงง่วนอยู่กับการหาปลาเลี้ยงชีพ สะพานคอนกรีตทอดยาวจากริมฝั่งไปจนถึงเกาะแห่งหนึ่งในเมืองอันเงียบสงบ ย่านเก่าแก่ยังมีชีวิตอยู่ในมุมเล็กๆ บนถนน 3 สาย ห่างออกไปไกล กลับมีตึกรามมากมายที่คลาคล่ำไปด้วยผู้คน ตลาดการค้าในหาดใหญ่คึกคักกับการซื้อขายตลอดทั้งวัน แสงไฟหลากสี สาดส่องท้องถนนยามค่ำคืนของเมืองที่ไม่เคยหลับใหล ทั้งหมดนี้คือสีสันของความแตกต่างที่สามารถพบได้ใน “สงขลา” ดินแดนที่มีสเน่ห์ด้วยความขัดแย้งอย่างลงตัว ระหว่าง ความทันสมัย กับ ความเรียบง่ายของวิถีชีวิต…ระหว่าง อดีต กับปัจจุบัน

วันแรก
1 ชั่วโมง 30 นาที บนเครื่องบินลำใหญ่ รวดเร็วพอที่จะไม่ทำให้การเดินทางครั้งนี้ยาวนาน จนเบื่อหน่ายกับการรอคอย เพราะหากโดยสารทางรถยนต์หรือรถไฟ ต้องใช้เวลากว่า 10 ชั่วโมงเลยทีเดียว จาก"สนามบินนานาชาติ หาดใหญ่” 2 สาวนักเดินทางคู่หู มุ่งตรงไปเช็คอินยังโรงแรม 3 ดาว นามว่า “นิว ซีซั่น” โรงแรมแห่งนี้ตั้งอยู่บนถนนประชาธิปัตย์ในตัวเมืองหาดใหญ่ สนนราคาอยู่ในระดับปานกลาง แต่ขึ้นชื่อเรื่องความใหม่เอี่ยมอ่องของห้องพัก ราคาเริ่มต้นเพียง 1,121 บาท จึงรีบกดเบอร์ 074 352 888 เพื่อโทรจองตั้งแต่อยู่
กรุงเทพฯ
เพื่อความสะดวกแนะนำให้เช่ารถในการท่องเที่ยวภายในจังหวัด จึงเข้าไปค้นหาใน
www.songkhlatour.com ที่เป็นแหล่งใหญ่ในเรื่องข้อมูลด้านการเดินทางของสงขลา รถซิตี้คาร์คันเล็ก ซึ่ง
ถูกเช่ามาในราคาวันละ 1,000 บาท ถูกขับมุ่งตรงไปยังอำเภอเมือง ที่อยู่ห่างจากหาดใหญ่เพียง 30 กิโลเมตร โดยใช้ถนนเส้นหลัก คือ ลพบุรีราเมศร์ ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ก็มาถึงสะพานคอนกรีตทอดตัวยาวจากริมฝั่งไปจนถึงเกาะยอ “สะพานติณ” หรือ “สะพานป๋าเปรม” เป็นชื่อที่ชาวบ้านแถวนั้นเรียก “สะพานติณสูลานนท์” ด้วยความสวยงามของทิวทัศน์โดยรอบซึ่งเป็นผืนน้ำสีฟ้าใส และดีกรีสะพานคอนกรีตที่ยาวที่สุดในประเทศไทย ส่งผลให้สถานที่แห่งนี้ กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญแห่งหนึ่งของจังหวัดสงขลาได้อย่างไม่ยากเย็น แสงแดดอบอุ่น สาดส่องลองบนผิวน้ำ เกิดประกายระยิบระยับ ชาวประมงที่ “เกาะยอ” ง่วนอยู่กับการเลี้ยงปลาในกระชัง นักท่องเที่ยวกลุ่มหนึ่ง ดูจะสนใจในวิถีชีวิตของชาวประมงพื้นบ้านเป็นพิเศษ “การท่องเที่ยวเชิงเกษตร” เช่นนี้กำลังได้รับความนิยมพอสมควร

ร้านอาหารในเกาะยอมีมากมายจนเลือกไม่ถูก อาหารทะเลสดๆ เหมือนเพิ่งดำน้ำลงไปจับขึ้นมาใส่ในจาน ยั่วน้ำลายไม่ใช่เล่น น้ำจิ้มรสเด็ดถูกยกมาเสริ์ฟ พร้อมปลากระพงขาวตัวโต และไม่ลืมสั่งอาหารจำพวก
แกงไตปลา แกงเหลือง และข้าวยำของโปรด ถ้าได้ทานครบสูตรตามนี้ การันตีว่าเดินทางมาถึง “ปักษ์ใต้” แล้วอย่างแน่นอน
ก่อนเอ่ยคำอำลาจากเกาะเล็กๆ แห่งนี้ อย่าลืมซื้อ “ผ้าทอเกาะยอ” อันเลื่องชื่อด้วยเอกลักษณ์ทางด้านลวดลายที่ไม่เหมือนใคร และความปราณีตที่ไม่มีใครเหมือน อย่างผ้าทอลายราชวัตร ซึ่งเดิมเรียกว่าผ้าทอ
ลายนกเขานั้น ซื้อไปให้ใคร ใครก็รู้ว่าหอบมาฝากจากเกาะยอ
.jpg) |
“เขาตังกวน” ภูเขาลูกเล็กๆ บริเวณปลายแหลมในตัวเมือง เป็นจุดมุ่งหมายที่พลาดไม่ได้สำหรับผู้ฝักใฝ่ในรสพระธรรม สักการะ “พระธาตุ” บนยอดเขาเพื่อความเป็น
สิริมงคลเสร็จแล้ว ก็นึกเสียดายที่ไม่ได้มาในช่วง
ออกพรรษา ราวเดือนตุลาคม มิฉะนั้นจะได้ร่วมพิธีห่มผ้าองค์เจดีย์ ประเพณีลากพระและตักบาตรเทโว
จุดชมวิวของเขาแห่งนี้ ทำให้นักท่องเที่ยวดื่มด่ำไปกับทิวทัศน์ “สองทะเล” คือ ทะเลอ่าวไทย กับ ทะเลสาบสงขลา อันเป็นทะเลสาบธรรมชาติแห่งเดียวในประเทศไทย และที่สำคัญคือ เป็นแหล่งรวมของสรรพชีวิต ซึ่งเลี้ยงดูผู้คนรอบทะเลสาบมาเนิ่นนาน |
“พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สงขลา” บนถนนวิเชียรชม ในตัวเมือง ถูกเลือกสำหรับโปรแกรมต่อไป เพราะจะได้เดินชมโบราณวัตถุที่ทรงคุณค่ามากมาย ที่สำคัญคือ เดิมเคยเป็นบ้านพักของพระยาสุนทรานุรักษ์
(เนตร ณ สงขลา) ผู้ช่วยราชการเมืองสงขลา และที่ว่าราชการของพระวิจิตรวรศาสตร์ ข้าหลวงพิเศษตรวจ
ราชการเมืองสงขลา ซึ่งต่อมาก็คือเจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) ที่หลายคนรู้จักดี ค่าเข้าชมคนละ 30 บาท
ช่างคุ้มค่าอย่างนึกไม่ถึง

ภัณฑารักษ์สาวสวยผู้ทรงความรู้ ช่วยอธิบายเรื่องราวต่างๆ ให้ฟังอย่างเป็นกันเอง แถมย้ำว่าให้ชวนเพื่อนมาเที่ยวสงขลา แล้วเข้าชมที่นั่นได้ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 9 โมงเช้า ถึง 4 โมงเย็น ยกเว้นจันทร์ - อังคาร และ
วันหยุดนักขัตฤกษ์ ถ้าอยากทราบรายละเอียดเพิ่มเติม โทรไปได้ที่ 074 311 728 เดินออกมาจากพิพิธภัณฑ์
พร้อมความรู้มากมายที่ไม่ต้องใส่บ่าแบกหาม
มุ่งตรงไปยัง “ย่านเก่าเมืองสงขลา” บริเวณถนนนครนอก นครในและถนนนางงาม ตึกเก๋ไก๋สไตล์ชิโนโปรตุกีส โรงแรมเก่าแก่ประดับลายฉลุไม้อันวิจิตรงดงาม ศาลเจ้าพ่อกวนอูอันศักดิ์สิทธิ์ ห้องแถวไม้แบบจีนที่เต็มไปด้วยความทรงจำ

สิ่งเหล่านี้สะท้อนถึงบรรยากาศดั้งเดิมของเมืองสงขลาในอดีตได้เป็นอย่างดี มีความสุขกับการเดินชิมขนม ในร้านรวงต่างๆ อย่างไม่รู้เบื่อ แถมมีขนมไทย จีน ฝรั่งให้ซื้อหามาชิมมากมาย จนเกือบลืมคำว่าอาหารเย็นไปเสียสนิท ไฮไลต์อยู่ที่ “ขนมบอก” บนถนนนางงาม ซึ่งคาดว่าปัจจุบันมีหลงเหลืออยู่เพียงเจ้าเดียวในประเทศไทย สรรพคุณขนาดนี้ ต้องรีบปรี่เข้าไปชิมเป็นบุญลิ้น ควักเหรียญออกมา 10 บาท ได้ขนมอันหอม หวาน มัน เค็ม มาเชยชมถึง 4 ชิ้นเลยทีเดียว
พระอาทิตย์ใกล้ตกดิน ขับรถกลับสู่หาดใหญ่ด้วยความอิ่มเอม จากบรรยากาศยุคเก่าก็หวนคืนสู่สีสันของเมืองแห่งเศรษฐกิจ แสงไฟสีสดจากสถานบันเทิงมากมาย เย้ายวนให้เข้าไปดื่มด่ำบรรยากาศยามราตรี แต่ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวยามค่ำคืนอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งไม่สามารถพบได้อีกในดินแดนสยาม เพราะเป็นตลาดน้ำกลางคืนแห่งเดียวในประเทศไทย
“ตลาดน้ำคลองแห” ทางตอนเหนือของตัวเมืองหาดใหญ่ เป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับผู้หลงใหลในวิถีการค้าแบบชาวบ้าน แต่ขาดแสงสียามราตรีไม่ได้ เพราะตลาดแห่งนี้ พ่อค้าแม่ค้าเขาพายเรือขายกันตอนกลางคืน ทุกศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ ตั้งแต่เวลาประมาณ 16.00-22.00น.
ถ้าไม่อยากลงเรือ สามารถเดินเล่นบริเวณริมฝั่ง ซึ่งก็มีร้านค้ามากมายให้จับจ่ายใช้สอย โดยเฉพาะอาหารอันหลากหลาย ซึ่งมีการทำเก๋ด้วยการใส่ภาชนะแบบอนุรักษ์ธรรมชาติ อย่างไม้ไผ่ กะลา และหม้อดินเผา ตามที่ทางตลาดน้ำรณรงค์ นอกจากได้อารมณ์แบบ
ชาวบ้านยุคเก่าแล้ว ยังช่วยลดโลกร้อนได้อีกต่างหาก |
 |
ขับรถกลับโรงแรมพร้อมข้าวของเต็มหลังรถ แม้จะเหนื่อยอ่อนกับการเดินทางและกิจกรรมการ“ชิมแล้วช้อป” ตลอดทั้งวัน แต่ก็หลับลงอย่างสุขใจ พร้อมที่จะเริ่มต้นวันใหม่ที่ “หาดใหญ่” ศูนย์กลางเศรษฐกิจแดนใต้อีกครั้งในวันพรุ่งนี้
วันที่ 2
สถานที่สูดอากาศยามเช้าของวันนี้ ไม่ใช่สวนลุมพินีเหมือนกับทุกวันที่ผ่านมา ไม่มีรถยนต์ขวักไขว่อยู่ทางด้านหน้า ไม่มีรถไฟฟ้ามหานคร เพราะวันนี้อยู่ที่ “เขาคอหงส์” ซึ่งเป็นจุดชมวิว สามารถมองเห็นตัวเมืองหาดใหญ่ได้อย่างชัดเจน มีคนบอกว่า หากวันไหนอากาศปลอดโปร่ง อาจมองเห็นได้ไกลถึงทะเลสาบสงขลาเลยทีเดียว

บนเขาลูกดังกล่าว มี "สวนสาธารณะเทศบาลนครหาดใหญ่" ซึ่งประดิษฐานสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่ชาวไทยและมาเลย์นิยมไปสักการะเพื่อความเป็นสิริมงคล เช่น พระพุทธมงคลมหาราช, เจ้าแม่กวนอิมและเทพเจ้าองค์ต่าง ๆ รวมถึงพระพรหมเอราวัณอีกด้วย จุดธูปกล่าวคำนมัสการสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ขอพรให้มีความสุขอย่างถาวร
ตราบชั่วกาลนาน
ความสุขอีกอย่างหนึ่งที่จะขาดไม่ได้ ก็คือ กิจกรรมการ “ช้อปปิ้ง” ว่าแล้วก็คว้ากุญแจรถขับมุ่งพุ่งตรง
ไปยัง “ตลาดกิมหยง” ใจกลางเมืองหาดใหญ่ในทันที ไม่มีคำว่ารอช้า

ตลาดแห่งนี้ เป็นตลาดเก่าแก่ของหาดใหญ่ ตั้งอยู่บนถนนศุภสารรังสรรค์ มีข้าวของให้เลือกซื้อมากมาย ทั้งของกินของใช้ เสื้อผ้า เครื่องประดับ และอื่นๆ อีกมากมาย สินค้าที่ผู้คนส่วนใหญ่นิยมซื้อจากตลาดกิมหยงคือของแห้งจำพวกเม็ดมะม่วงหิมพานต์ ผลไม้แห้ง ขนมอบกรอบ โดยเฉพาะขนมที่นำเข้าจากต่างประเทศในราคาปลอดภาษี
ช้อปอย่างไม่หยุดยั้ง จนหมดแรง “ติ่มซำ” สุดอร่อย ที่อุตส่าห์ตื่นมากินแต่เช้าตรู่ ณ ร้านในตำนานอย่าง “โชคดี แต่เตี้ยม” บนถนนละม้ายสงเคราะห์ จึงพักเหนื่อยโดยการทานข้าวเหนียวพร้อม“ไก่ทอดหาดใหญ่” หากมาถึงที่นี่แล้วไม่ได้กิน ระวังโดนล้อว่ามาไม่ถึงหาดใหญ่ ตกบ่ายแก่ๆ เขยิบไปช้อปที่ “ตลาดสันติสุข” หรือที่ชาวหาดใหญ่เขาเรียกกันว่า “สาย 3” เพราะตั้งอยู่บนถนนนิพัทธ์อุทิศ 3 ซึ่งเป็นแหล่งค้าขายสินค้า
หลากหลายไม่แพ้ตลาดกิมหยง แต่ที่นี่มีจุดขายคือเครื่องใช้ไฟฟ้า และ ซีดีเพลงราคาถูก เข้าทางผู้หลงใหล
ในความบันเทิง
เหงื่อไหลไคลย้อยกับการหยิบเงินออกจากกระเป๋า ได้กลิ่นชาหอมๆ ลอยมาจากที่ไหนสักแห่ง จึงต้องออกตามหาร้าน “ชาชัก” เพื่อลองลิ้มชิมรสก่อนกลับคืนสู่กรุงเทพมหานครให้จงได้

“ชาชัก” เป็นเครื่องดื่มที่พลาดไม่ได้หากเดินทางมาถึงภาคใต้ เอกลักษณ์ของชาชักคือการมีฟองนุ่มๆ อยู่ด้านบน เพราะการชักแก้วชงชาขึ้นสูงแล้วเทลงมายังภาชนะด้านล่าง ทำให้ชามีรสกลมกล่อมยิ่งขึ้น กูรูด้านเครื่องดื่มประเภทชากล่าวว่าเป็นเพราะชาได้รับอากาศเพิ่มขึ้นนั่นเอง ร้าน “กู” ชาชัก กลางเมืองหาดใหญ่
เป็นร้านโดนใจคออนุรักษ์ เพราะแต่งร้านแนวดั้งเดิม มีเมนู “โรตี” มากมายหลายรูปแบบ จุดเด่นอยู่ที่ลีลาของ
คนชงชา ซึ่งเจ้าของร้านเป็นชาวมุสลิมแท้ๆ
นั่งดื่มชา…มองผู้คนเดินผ่านไปมาในเมืองใหญ่แห่งแดนใต้อย่าง “สงขลา” ด้วยความรู้สึกขัดแย้งความเจริญของหาดใหญ่ กับความเก่าแก่ของตัวเมืองสงขลา ความรุ่งโรจน์ทางด้านเศรษฐกิจ กับความรุ่งเรืองทางด้านวัฒนธรรม ความคึกคักของผู้คน กับความสงบของทะเลสาบธรรมชาติ ความมีสีสันของแสงนีออนในสถานบันเทิง กับความนุ่มนวลจากแสงตะเกียงบนหัวเรือของชาวประมง
มีใครบอกได้ไหมว่าอย่างไหนดีกว่ากัน ? มีใครบอกได้หรือเปล่า ว่าสิ่งไหนงดงามเหนือกว่า? หรือคำตอบของคำถามข้างต้นจะไม่มีอยู่จริง หรือเราไม่ควรเลือกที่จะตัดสินให้เป็นไปอย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นและดำเนินอยู่กลับเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่กลายเป็นเสน่ห์…เสน่ห์แห่งความขัดแย้ง สีสันแห่งความแตกต่าง
| รายละเอียดงบประมาณ |
| - ค่าตั๋วเครื่องบินไป - กลับ (ต่อคน) |
2,100 |
บาท |
| - ค่าห้องพัก 1 คืน 1,300 บาท หาร 2 ตกคนละ |
650 |
บาท |
| - ค่าเช่ารถวันละ 1,000 บาท 2 วัน = 2,000 บาท หาร 2 ตกคนละ |
1,000 |
บาท |
| - ค่าน้ำมันตลอดการเดินทาง 1,000 บาท หาร 2 ตกคนละ |
500 |
บาท |
| - ค่าอาหารทุกมื้อ 2,500 หาร 2 ตกคนละ |
1,250 |
บาท |
| - ค่าเข้าชมพิพิธภัณฑ์ คนละ |
30 |
บาท |
| รวม |
5,530 |
บาทต่อคน |
|