เปิดประตูสู่จังหวัดเลย แล้วคุณจะรักแล้ว รักเลย...
เลย 2 วัน 1 คืน 1,740 บาทต่อคน
แล้วคุณจะอยากหยุดเวลาไว้ที่เลย... เพราะเลยไม่ได้มีดีแค่ภูกระดึง หนาวนี้
ลองค้นหาประสบการณ์แปลกใหม่ผจญภัยนิดๆ กับเสน่ห์แห่งหินผางามท่ามกลางสายหมอก ที่ไม่ต้องบินไกลไปถึงประเทศจีน เพราะที่นี่ได้รับสมญานามว่า “คุนหมิงเมืองไทย” พร้อมเปลี่ยนฉากชีวิตรีบเร่ง บนเส้นทางสงบเยือกเย็นที่
เชียงคาน เมืองที่ขึ้นชื่อว่ามีวัฒนธรรมใกล้เคียงกับ “หลวงพระบาง” หนาวนี้นัดคนสนิทมาเยือนเมืองเลยดูสักครา

วันแรก แล้วก็ถึงวันที่ก๊วนสนิทสี่สหายรอคอย เลย คือจุดหมายปลายทางที่ไม่เคยเหนื่อยและหน่าย แต่ทริปนี้ไม่ได้เป็นเพราะอายุอานามที่มากขึ้นเกินจะปีนป่ายขึ้นภูสูงเสียดฟ้า แต่เพราะตั้งใจแน่วแน่ว่าอยากเห็นซีนสวยดุจภาพวาดที่อันซีนของจังหวัดเลย นั่นก็คือสวนหินผางามหรือคุนหมิงเมืองไทยให้ได้ และต้องเป็นช่วงเวลารับอรุณประมาณ 07.00 น. ถึงจะสวยสุดๆ จึงออกเดินทางจากกรุงเทพฯ ประมาณเที่ยงคืน ข้อสำคัญควรนอนพักผ่อนเต็มที่ และควรผลัดกันขับเพื่อการขับขี่ปลอดภัยเพราะค่อนข้างไกลทีเดียว เส้นทางที่ขับคือทางหลวงหมายเลข 1 ถนนพหลโยธิน ผ่านตัวเมืองสระบุรี จากนั้นเข้าทางหลวงหมายเลข 21 ผ่านจังหวัดเพชรบูรณ์ ต่อด้วยทางหลวงหมายเลข 203 ผ่านอำเภอหล่มสัก หล่มเก่า เข้าเขตจังหวัดเลย ถึงตัวเมืองเลย มุ่งหน้าสู่ วนหินผางาม หรือคุนหมิงเมืองไทย แนวผาหินปูนสูงใหญ่แลดูเป็นสง่า ทอดตัวเป็นแนวยาว โดดเด่นท่ามกลางทุ่งหญ้าเขียวขจี พื้นที่บริเวณนี้คือที่ตั้งของสวนหินผางาม เมืองเลย ภายในมีเส้นทางเดินสลับซับซ้อน บางช่วงดูลึกลับตื่นเต้นคล้ายกับผจญภัยอยู่ในเขาวงกต บางช่วงต้องปีนป่ายเพิงหิน หรืออาจต้องมุดลอดโพรงถ้ำ นอกจากนี้ตลอดเส้นทางยังมีโอกาสพบเห็นต้นไม้หายาก และต้นไม้ยักษ์ อย่างปรงเขาที่มีอายุหลายร้อยปี
สวนหินผางาม ตั้งอยู่ที่บ้าน ผางาม หมู่ 10 ตำบลปวนพุ กิ่งอำเภอหนองหิน แยกจากทางหลวงสายเมืองเลยชุมแพ ช่วงระหว่างอำเภอวังสะพุง กับ ภูกระดึง เข้าไปทางทิศตะวันตกตามถนนลาดยางตลอดสาย ผ่านหมู่บ้านต่างๆ ประมาณ 15 กม. จะมีป้ายบอกทางตลอดทาง จนถึงบริเวณทุ่งหญ้าพื้นที่กว้างพอสมควร มีภูเขา
แท่งหินปูน ซึ่งเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติอยู่กระจายเป็นลูกๆ ใหญ่บ้างเล็กบ้างสลับกันไป บางลูกก็สามารถเดินผ่านทะลุได้ จะมีชื่อเรียกต่างๆ กัน ตามลักษณะรูปร่างที่ปรากฎ เช่น หินไดโนเสาร์ หน้าผาท้อแท้ ซุ้มคารวะ ถ้ำอรทัย เขาวงกต เจดีย์หิน กรอบรูปธรรมชาติ กำแพงเมืองจีน ประตูโขง หินมงกุฎ สวนหิน ซุ้มนรก รูรันตู(รูตัน) มีต้นไม้นานาพันธุ์ขึ้นแซม ซึ่งพบต้นไม้หายาก และต้นไม้ยักษ์อย่างปรงเขาที่มีอายุหลายร้อยปี จึงมีชื่อเรียกอีกชื่อว่า คุนหมิงเมืองไทย สันนิษฐานกันว่า ในอดีตเคยเป็นพื้นของท้องทะเลมาก่อน และมีอายุมากกว่า 225 ล้านปี ภายในมีทางเดินสลับซับซ้อน บางช่วงดูลึกลับน่าตื่นเต้น คล้ายกับผจญภัยอยู่ในเขาวงกต บางช่วงต้องปีนป่ายเพิงหิน หรืออาจต้องมุดลอดโพรงถ้ำ
สำหรับการเที่ยวชมสวนหินผางามนั้นมี 2 วิธี คือ การนั่งรถอีแต๊กเข้าไปเที่ยวชม สำหรับคนมีเวลาน้อย หรือ
คนที่ไม่ต้องการเมื่อยขา หรือเดินไม่ไหว ซึ่งจะพาไปยังจุดชมวิวแล้ว ให้เที่ยวบนนั้นสักพักก่อนกลับลงมา อีกวิธีหนึ่งก็คือ การเดินทางเข้าไปซอกแซกชมหินรูปร่างแปลกตา ต้นไม้ใบหญ้าและสิ่งที่น่าสนใจอื่นๆ ซึ่งวิธีนี้ควรให้ไกด์ท้องถิ่นนำชมเพื่อจะได้ไม่หลง และจะได้รับคำอธิบายเกี่ยวกับสภาพพื้นที่ และหินรูปร่างแปลกประหลาดอย่างเต็มที่ หรือใครจะใช้วิธีเดินไปชมสวนหิน และให้รถอีแต๊กมารับกลับ ก็จะได้รับอรรถรสครบทั้ง 2 บรรยากาศ ในบริเวณสวนหินผางามมีสถานที่บริการนักท่องเที่ยว ที่จอดรถ ห้องน้ำ ร้านขายของที่ระลึก และร้านอาหาร
ตื่นตะลึงกันเป็นทิวแถวกับธรรมชาติที่ก่อตัวขึ้นอย่างสวยงามแปลกตาตรงหน้า เหนื่อยกันพอควร จึงฝากท้องไว้ที่นี่ได้อารมณ์ไปอีกแบบ เหมือนกินอาหารเช้าที่คุนหมิงเลยทีเดียว อิ่มหนำแต่พยายามไม่ให้แน่นท้องมากเพราะต้องเผื่อที่ว่างไว้สำหรับมื้อต่อไปที่อำเภอเชียงคาน เนื่องจากขึ้นชื่อว่าแซบอย่าบอกใคร
ไม่รอช้าขับรถสู่อำเภอเชียงคานอำเภอเล็กๆ แต่มีความเป็นมายาวนาน เป็นอีกอำเภอหนึ่งที่มีทัศนียภาพริม
แม่น้ำโขงที่งดงามมาก มีบ้านเรือนเก่าๆ บนถนนเลียบริมโขง ซึ่งปัจจุบันได้ถูกปรับเปลี่ยนเป็นโรงแรม และเกสต์เฮ้าส์เล็กๆ ที่มีความน่ารักอยู่ในตัว แล้วสิ่งที่สะดุดตาตรงหน้าและไม่รอช้าที่จะจอดรถก็คือ เชียงคาน
เกสเฮ้าส์ ซอย 18 (282 หมู่ 2 ถ.ชายโขง โทร. 0 4282 1691มีจำนวน 13 ห้อง) เป็นบ้านที่สะอาดมากๆ ห้องก็น่านอน ระเบียงเห็นวิวริมโขง ตัดสินใจเข้าพักได้เลยแบบไม่ต้องคิดนาน เลือกห้องพักแบบ 3 เตียง นอนได้ 4 คน ราคาแค่ 300 บาท ถูกมากๆ คนดูแลบ้าน ยกน้ำเย็นมาต้อนรับ หลังจากอาบน้ำให้ชื่นหัวใจ เราชื่นชมความงามของริมฝั่งโขงอยู่พักหนึ่ง แล้วก็บอกให้ทุกคนเตรียมตัวออกไปเที่ยวชมแก่งคุดคู้ ซึ่งห่างจากตัวอำเภอเชียงคานเพียง 3 กิโลเมตร

แก่งคุดคู้เป็นแก่งหินใหญ่ขวางอยู่กลางลำน้ำโขง ในช่วงโค้งของลำน้ำโขงพอดี ทำให้เกิดกระแสน้ำเชี่ยวไหลผ่านแก่ง ในหน้าน้ำน้ำจะท่วมจนมองไม่เห็นแก่ง เวลาที่เหมาะจะชมแก่งคุดคู้ที่สุดคือ เดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นเวลาที่น้ำแห้งมองเห็นเกาะแก่งชัดเจน มีโค้งสันทรายริมแม่น้ำ นอกจากนี้ยังได้นั่งทอดอารมณ์ รับประทานอาหารกลางวันรสแซบสมใจริมน้ำโขง เมนูแนะนำมีหลายอย่างสั่งเลยอร่อยทุกอย่าง อาทิ ไก่ย่าง ส้มตำ ลาบ พล่า กุ้งเต้น และต้มยำปลาจากลำน้ำโขง แถมราคาไม่แพง อิ่มหนำสำราญใจ กลับมานอนพักผ่อนที่เกสต์เฮ้าส์ ตกช่วงเย็นจึงออกไปเดินเล่น เพราะเชียงคานเวลานี้ได้บรรยากาศสุดๆ พร้อมเก็บภาพเมืองที่ขึ้นชื่อว่าคล้ายหลวงพระบางมากที่สุด สงบแต่มากด้วยเสน่ห์เหลือเกิน สิ่งที่โดดเด่นของเชียงคานก็คือ บ้านไม้สองชั้นที่ปลูกติดกันเป็นแนวยาวตลอด บ้างร้างบ้าง บ้างก็เป็นร้านค้าเล็กๆ ถ้าจะเรียกว่าอยู่กันแบบพอเพียงก็ไม่น่าจะผิด และสังเกตเห็นว่าในหมู่บ้านมีแต่ผู้เฒ่ากับเด็กเล็กเป็นส่วนมาก วัยรุ่นหนุ่มสาวคงจะเข้าเมืองกันหมด ผู้คนอัธยาศัยดียิ้มแย้ม คุณตาคุณยายที่ไปถ่ายรูปด้วย ดูยิ้มอย่างมีความสุขเหมือนมีลูกหลานมาเยี่ยม คงจะดีถ้าที่เชียงคานจะเป็นแบบนี้ตลอดไป
เดินไปเดินมาก็เจอร้านชื่อว่า "ไอเดียดีดี" ร้านขายของที่ระลึกน่ารักๆมีของฝากให้เลือกมากมาย เช่นโปสการ์ด เข็มกลัด เสื้อยืด ร้านนี้อยู่ตรง ถ.ชายโขง ระหว่าง ถ.ศรีเชียงคานซอย 12 กับ 13 (ร้านที่มีตู้ไปรษณีย์อยู่ข้างหน้า) จากร้านขายของที่ระลึก มาต่อกันที่ร้านกาแฟและร้านขายซาลาเปาร้อนๆ ข้างทางอร่อยใช้ได้เลยทีเดียว พอช่วงค่ำจากปากคำชาวบ้านแนะนำจึงเชื่อใจไปฝากท้องอาหารค่ำที่ ร้านอาหารคิดถึงฝั่งโขง ที่นี่ได้ทั้ง
รับประทานอาหารอร่อยและยังได้กินบรรยากาศอีกด้วย (243 หมู่ 1 ต.เชียงคาน โทร. 0 4282 1064 เมนู
แนะนำคือ ปลาทอดกระเทียม และต้มยำปลา)

อากาศเย็นกำลังดี กลับถึงที่พักก็หลับปุ๋ยตามๆ กัน จนถึงเช้า ตื่นตามเวลาปลุก เพราะนัดหมายว่าเช้านี้จะใส่บาตรกัน และไม่ลืมสะพายกล้องถ่ายรูป ไปปฏิบัติการเก็บภาพช่วงเช้า เห็นภาพคุณตาคุณยายเดินถือกระติ๊บข้าวเหนียว มานั่งรอหน้าบ้านกันเป็นทิวแถว บางบ้านไม่ได้ใส่ข้าวเหนียวอย่างเดียว แต่มีอะไรสักอย่างห่อใบตองไว้อย่างสวยงาม ใส่พร้อมข้าวเหนียวด้วย เป็นภาพที่ชื่นใจและอิ่มใจจริงๆ
ว่าแล้วท้องก็ร้องหาอาหารเช้าขึ้นมา เช้าๆ แบบนี้ถ้าได้เติมพลังด้วยต้มเลือดหมู หรือข้าวต้ม จะวิเศษแค่ไหน ต้องร้านนี้เลย ลุกโภชนา ถ.ศรีเชียงคาน ซ.9 โทร. 0 4282 1281 สบายท้องกันแล้วกลับมานอนต่ออีกนิด จึงเช็กเอาท์ออกจากเชียงคาน เกสเฮ้าส์ ขับออกมาหน่อยแวะซื้อของฝากฝีมือชาวบ้าน ที่เปิดร้านขายกันหน้าบ้าน ที่ขึ้นชื่อก็คือผ้านวม และมะพร้าวแก้ว ซึ่งนักท่องเที่ยวที่ไปเยือนไม่ควรพลาด และมุ่งหน้าสู่วัดศรีคุณเมือง อยู่ที่ถนนชายโขง ซอย 7 ทางด้านเหนือของตลาดเชียงคาน วัดนี้สร้างเมื่อ
พ.ศ. 2485 มีกำแพงแก้วล้อมรอบตัวพระอุโบสถ วัดนี้เป็นแหล่งรวมงานศิลปะทั้งแบบล้านนาและล้านช้าง ดังจะเห็นได้จากโบสถ์ซึ่งหลังคาลดหลั่นอย่างศิลปะล้านนา ศิลปวัตถุที่สำคัญมีหลายชิ้น เช่น พระพุทธรูป
ไม้จำหลักลงรักปิดทอง ปางประทานอภัยแบบล้านช้าง พระพุทธรูปดังกล่าวมีพระเกศาเป็นปุ่มแหลมเล็ก
พระกรรณค่อนข้างแหลมและยาว สันนิษฐานว่ามีอายุในราวพุทธศตวรรษที่ 24 - 25 นอกจากนี้ในวัดยังมี
ธรรมาสน์ไม้แกะสลักลงรักปิดทองทุกด้าน ที่พนักหลังมียอดคล้ายปราสาท ด้านหน้าโบสถ์มีภาพจิตรกรรม
ฝาผนังอยู่เต็มหน้าบัน ภาพทั้งหมดเป็นภาพนิทานชาดกชุดพระเจ้าสิบชาติซึ่งวาดขึ้นใหม่แทนของเดิม
อิ่มบุญแถมอิ่มใจกันถ้วนหน้า จึงมุ่งหน้ากลับสู่กรุงเทพฯ ทริปนี้เรียกได้ว่าคุ้มค่าจริงๆ เพราะเหมือนกับได้บินไปเที่ยวไกลถึงคุนหมิงและหลวงพระบางเลยทีเดียว แต่ที่แตกต่างและน่าภาคภูมิใจมากกว่าคือการได้เที่ยวช่วยชาติของเราเอง ใช้เงินเพียงน้อยนิดแต่ได้ความสุขที่มหาศาล อย่างนี้ไม่รักเลย ไม่ได้แล้ว
รายละเอียดงบประมาณ
ค่านำชมสวนหินผางาม 100 บาทต่อกลุ่ม เฉลี่ยคนละ
ค่าที่พัก 1 คืน (1 ห้องพักได้ 4 คน) คืนละ 300 บาท เฉลี่ยคนละ
ค่าซื้อของใส่บาตร คนละ
ค่าน้ำมันรถไปกลับ 5,000 บาท (หาร 4) เฉลี่ยคนละ
ค่าอาหารเครื่องดื่มรวมทุกมื้อ 1,080 บาท เฉลี่ยคนละ
ค่าของฝาก เฉลี่ยคนละ
รวม |
25 บาท
75 บาท
20 บาท
1,250 บาท
270 บาท
100 บาท
1,740 บาทต่อคน |
|