นั่งรถม้าชมเมือง ซึมซับอารยธรรมล้านนา อาบน้ำแร่
ออนเซนล้านนา
3 วัน 2 คืน งบประมาณ 10,475 บาทต่อคน
|
|

เพื่อจะได้สัมผัสการท่องเที่ยวแบบเต็มอิ่มและไม่รีบเร่งจนเกินไป ถ้าไม่ติดขัดประการใดขอแนะนำให้มา
|
| ไฟลต์ 7 โมงเช้า สำหรับผู้ที่ต้องการความเป็นส่วนตัวบวกกับผจญภัยนิดๆ สามารถติดต่อเช่ารถขับได้ที่ท่าอากาศยานลำปาง (โทร. 054 226881) เพื่อความสะดวกก่อนจะเริ่มซึมซับอารยธรรมล้านนา คลายความเมื่อยล้าด้วยการเข้าเช็กอินที่ “โรงแรมลำปาง ริเวอร์ ลอดจ์” โรงแรมระดับ 4 ดาว ตั้งอยู่ห่างจากสนามบินลำปางแค่เพียง 10 กิโลเมตร กับบรรยากาศบ้านพักริมน้ำ ยิ่งถ้ามาในช่วงหน้าหนาวจะเห็นไอเย็นลอยเคียงคู่ไปกับสายน้ำโรแมนติกสุดๆ หลังจากเรียกความสดชื่นกลับคืนมาก็ได้เวลาเข้าสู่ตัวเมือง กองทัพเดินได้ด้วยท้องฉันใด ก่อนอื่นต้องแวะรับประทานอาหารพื้นเมืองเรียกน้ำย่อยกันก่อนจะเจาะลึกเมืองล้านนา |
ว่าแล้วก็ขับรถตรงดิ่งมายัง “ร้านข้าวซอยโอมา” (เลขที่ 260 ถนนสุขสวัสดิ์ 2 อำเภอเมืองลำปาง โทร.
0 5422 6881) อิ่มอร่อยกับเมนูเด็ดอย่าง ข้าวซอยสูตรลำปางแท้ๆ เจ๊า ขนมปังหน้าหมูและหมูสะเต๊ะ ข้าวซอยร้านนี้ถือเป็นต้นตำรับหนึ่งเดียวในลำปางการันตีความอร่อยเข้าเส้นโดยเชลล์ชวนชิม พร้อมคนดังอีกเพียบ อิ่มหนำสำราญเสร็จสรรพ เรามาเข้าวัดกราบพระเพื่อความเป็นสิริมงคลและชมความงามของศิลปะอันงดงามแบบล้านนากันก่อน (ดีกว่า) ว่ากันว่าวัดที่ลำปางนั้นไม่ว่าจะเป็นวัด (ขนาด) เล็ก หรือวัด (ขนาด) ใหญ่นั้นล้วนมี
เอกลักษณ์ของล้านนา พร้อมดึงดูดคนที่รักในความสงบงดงามของศิลปวัฒนธรรมให้ไปเยี่ยมเยือนได้อย่างไม่คำว่าผิดหวัง
|
|

เริ่มจาก “วัดพระแก้วดอนเต้าสุชาดาราม” วัดเก่าแก่และสวยงามมีอายุนับพันปี เคยเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร (พระแก้วมรกต) ตั้งแต่ พ.ศ. 1979 เป็นเวลานานถึง 32 ปี ปูชนียสถานที่สำคัญในวัด
พระแก้วดอนเต้า ได้แก่ องค์พระบรมธาตุดอนเต้า พระเจดีย์องค์ใหญ่ซึ่งบรรจุพระเกศาของพระพุทธเจ้า วิหารประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์ ที่มีอายุเก่าแก่พอๆ กับวัด นอกจากนี้ยังมีวิหารหลวงที่ประดิษฐานพระพุทธรูปปางมารศรีวิชัย วิหารพระเจ้าทองทิพย์
สร้างโดยพระนางจามเทวี อายุกว่าพันปี และพิพิธภัณฑสถานแห่งล้านนาแหล่งรวบรวมศิลปวัตถุแบบล้านนา อาทิ สัตภัณฑ์ เครื่องถ้วยกระเบื้องพระพุทธรูป เป็นต้น การจะไปวัดนี้ก็ไม่ยากแค่ข้ามสะพานรัษฎา
ภิเศกแล้วเลี้ยวขวาไปตามถนนพระแก้วประมาณ 1 กิโลเมตร ไหว้พระและเที่ยวชมความงามของวัดเก่าแก่เรียบร้อยแล้ว ก็ได้เวลาเที่ยวชมตัวเมืองลำปางพร้อมกับราชรถรูปงาม ใช่แล้วล่ะ เราจะชวนกัน“นั่งรถม้าชมทัศนียภาพ” ซึ่งเป็นกิจกรรมที่พลาดไม่ได้
|
และต้องสัมผัสด้วยตาคุณเองได้อารมณ์กว่าการอ่านไกด์บุ๊กเป็นไหนๆ เพราะเบื้องหน้าไม่มีตึกสูงเสียดฟ้ามา
บดบัง ฟังเสียงกุบๆ กับๆ ของเสียงเกือกม้าที่ค่อยๆ ย่างเหยาะ พร้อมๆ กับการชื่นชมบ้านไม้ยุคก่อนเก่า ที่ยังคงเรียงรายเลียบเคียงวิถีชีวิตแบบพอเพียงและรอยยิ้มที่อบอุ่นเปี่ยมไปด้วยมิตรไมตรี
|
|
สำหรับเส้นทางรถม้านั้น มีให้เลือกทั้งเส้นทางรอบเมืองเล็ก และเส้นทางรอบเมืองใหญ่ หรือจะเช่า
|
เป็นชั่วโมง ซึ่งวิธีนี้เป็นที่นิยมเพราะเลือกเส้นทางได้ตามต้องการ ในอัตราชั่วโมงละ 300 บาท (นั่งได้ 2 ท่าน) และที่พิเศษยิ่งไปกว่าการเลือกเส้นทางได้ตามต้องการก็คือ เมื่อถึงเวลาพระอาทิตย์ตกดิน คุณสามารถบอกจุดหมายสุดท้ายกับผู้กุมบังเหียนให้ไปส่งยัง “ห้องอาหารคุ้มหลวง” ณ โรงแรม เอเชีย ลำปาง เพื่อให้อาหารค่ำมื้อนี้กลายเป็นดินเนอร์สุดแสนโรแมนติกได้เลย
|
จากลีมูซีนที่มีชีวิตสู่ห้องอาหารระดับ 5 ดาว ที่ให้คุณเลือกได้ถึง 2 บรรยากาศ คือห้องแอร์ และแบบชานเรือนกว้างโอบล้อมด้วยธรรมชาติเมนูแนะนำมีทั้งอาหารเหนือ อาหารไทย อาหารฝรั่ง และไวน์รสเลิศ ที่สำคัญเป็นร้านที่ผู้ว่าฯ ลำปางได้มอบป้าย “ชวนชิมของกิ๋นจ้าดลำ”แถมราคายังยุติธรรมอีกด้วย
|
วันที่สอง งานนี้ไม่มีสองใจ เก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋าเช็กเอ้าต์ด้วยความมุ่งมั่นและมุ่งหน้าสู่ “อุทยานแห่งชาติ
แจ้ซ้อน” เพื่อสัมผัสธรรมชาติแบบunseen และอาบน้ำแร่ออนเซนล้านนา ที่นี่เป็นแหล่งท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพที่ได้รับความนิยมสูง และเป็นแหล่งที่ดำเนินงานตามแนวพระราชดำรัส ในการใช้พลังงานน้ำธรรมชาติเพื่อรักษาสภาพแวดล้อมให้อยู่อย่างยั่งยืน จนได้รับรางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยว (Tourism Awards) ปี 2543
ประเภทแหล่งท่องเที่ยวยอดเยี่ยม ด้านการออกแบบที่กลมกลืนกับธรรมชาติ
|
เดี๋ยวนี้เดินทางมาอุทยานฯ แสนสะดวกสบายกว่าที่คิด เพราะมีถนนลาดยางตลอดเส้นทางจนถึงอุทยานฯ ตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองประมาณ 75 กิโลเมตร ไกลนิดนึงแต่พอถึงที่หมายรับรองหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง เพราะที่นี่มีบ้านพักรับรองที่ตกแต่งสวยงามไม่แพ้รีสอร์ตที่ไหน พร้อมพรั่งด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน และร้านอาหารอิงแอบต้นไม้เขียวขจีที่ฝากท้องได้จรดค่ำ
|
|
ส่วนมื้อเที่ยงเมื่ออิ่มหนำสำราญกับเมนูอาหารเหนือ (มาลำปางห้ามเบื่ออาหารเหนือเด็ดขาด)
|
เผ็ดน้อยถึงเผ็ดมากที่ถูกปากทุกคนในทริปแล้วก็ได้เวลาศึกษาเส้นทางธรรมชาติ ”น้ำตกแจ้ซ้อน” ตลอดทาง
ตื่นตากับพรรณไม้นานาชนิด ตื่นตากับสัตว์หายาก อย่าง นกเขนเทาหางแดงและปลาปุงแห่งลำห้วยแม่มอญ หลังจากนั้นก็คลายกล้ามเนื้อด้วยการ “อาบน้ำแร่ออนเซนล้านนา” ซึ่งจะมีห้องรวมแบบตักอาบและบ่อแช่อาบกลางแจ้ง น้ำแร่ที่ใช้จะต่อท่อตรงมาจากบ่อน้ำพุร้อน อุณหภูมิประมาณ 39-42 องศาเซลเซียส นอกจากจะช่วยผ่อนคลายความอ่อนล้ายังช่วยให้ระบบไหลเวียนของโลหิตดีขึ้น รักษาโรคผิวหนัง และบรรเทาอาการของโรคเกี่ยวกับกระดูก คืนนี้ไม่แปลกที่คุณจะหลับสบายจนไม่อยากจะลัดฟ้ากลับสู่ชีวิตเร่งรีบในวันพรุ่งนี้เลยทีเดียว ว่าแล้วก็เข้าพักที่บ้านพักในอุทยานแห่งนี้ซะเลย
|
วันที่สาม แต่ถ้าโอ้เอ้หรือลางานต่อไม่ได้ (แล้ว) ก็ตื่นสายได้เล็กน้อย ก่อนออกไปเดินสั่งลาธรรมชาติและ
ขุนเขา เก็บความสะอาด บริสุทธิ์และความสบายตา สบายใจใส่กระเป๋า สตาร์ทรถกลับสู่ลำปาง แวะซื้อของ
ฝากตามใจชอบ แล้วบึ่งรถไปยังสนามบิน คืนกุญแจรถที่เคาน์เตอร์ก่อนจะเหินฟ้าจากลำปางกลับสู่กรุงเทพฯ
|
| รายละเอียดงบประมาณ |
|
- ค่าตั๋วเครื่องบินไป-กลับ สายการบินพีบีแอร์
- ค่าที่พัก คืนแรกที่โรงแรมลำปาง ริเวอร์ ลอดจ์
บ้านพักแบบดีลักซ์ รวมอาหารเช้า
- คืนที่ 2 บ้านพักในอุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อน
รวมอาหารเช้า
- ค่าเช่ารถยนต์ 2 วัน
- ค่าน้ำมันรถ
- ค่าอาหารและเครื่องดื่มทุกมื้อ
- ค่านั่งรถม้าชมเมืองแบบเหมาเป็นชั่วโมง
รวม 10,475 บาท ต่อคน
|
4,900 บาท
2,000 บาท (สำหรับ 2 คน)
2,500 บาท (สำหรับ 2 คน)
3,000 บาท (สำหรับ 2 คน)
1,000 บาท (หารสองกับเพื่อนร่วมทาง)
2,350 บาท (สำหรับ 2 คน)
300 บาท (สำหรับ 2 คน) |