โรแมนติกปาย - ละเลียดความสุขแบบเนิบๆ ช้าๆ แต่เต็มอิ่ม
ไปด้วยความหมาย : 3 วัน 2 คืน13,620 บาทต่อคน
ถ้าให้นึกถึงเมืองโรแมนติก เชื่อได้เลยว่าหนึ่งในนั้นต้องมีชื่อของปายอยู่ด้วยแน่ๆ เมืองเล็กๆท่ามกลางอ้อมกอดของขุนเขา ที่ต้อนรับนักเดินทางมากหน้าหลายตาด้วยความอบอุ่นจริงใจ จะไปปายแบบแบ็กแพ็กเกอร์ ก็สนุกสมกับคำว่านักเดินทางโดยแท้ เพราะปายเกิดจากแบ็กแพ็กเกอร์กลุ่มหนึ่งเมื่อหลายสิบปีก่อน ที่เสาะแสวงจนมาพบเจอเมืองปาย จนฮิตติดลมบนมาถึงทุกวันนี้ สำหรับคนที่รักความสะดวกสบายทั้งหลาย วันนี้ก็สามารถเดินทางแบบสบายๆได้แล้ว เพราะมีสายการบินที่ให้บริการจากสนามบินเชียงใหม่ มาลงที่ปายเพียงชั่วอึดใจ เพื่อจะได้เต็มอิ่มกับรสชาติของปายให้นานที่สุด
|
 |
สัมผัสปายแบบสบายๆ ด้วยสายการบินไทย จากกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ด้วยไฟลต์แรกสุดของวันเวลา 07.50 น.
ยังไม่ทันเหนื่อย ก็เดินทางมาถึงสนามบินเชียงใหม่ ที่เวลาประมาณ 9 โมงเช้า ถึงเชียงใหม่แล้วไม่ต้องรีบ นั่งฆ่าเวลาด้วยการจิบกาแฟกับคนรู้ใจแบบเพลินๆรอเวลาต่อเครื่องของสายการบิน SGA ที่บินตรงจากสนามบิน
เชียงใหม่ไปยังปายในเวลา 11.20 น. (www.sga.co.th/) ใช้เวลาแค่อึดใจเพียง 30 นาที ก็เดินทางถึงสนามบินปาย |
|
เมื่อถึงเมืองในหมอก สำหรับคนที่มาเยือนเป็นครั้งแรกคงรู้สึกตื่นเต้นไม่น้อย ไม่ต้องรอนานเพราะรถเช่า
|
พร้อมคนขับที่ติดต่อของโรงแรมมารอรับเพื่อมุ่งหน้าเข้าเช็กอินที่ “บุระลำปายรีสอร์ท” (โทร. 0 5306 5776-7,
08 9955 5400, www.buralumpai.com) โรงแรมที่เก๋ตั้งแต่โลเกชั่น เพราะเบื้องหน้าจะเห็นไอหมอกลอยช้าๆ พร้อมวิวแม่น้ำในแบบพาโนรามา (อยู่บริเวณสะพานข้ามแม่น้ำปาย บริเวณหลักกิโลเมตรที่ 88) เราเลือกห้อง
พักแบบ Deluxe Villas สำหรับ 2 คน ที่แสนโรแมนติกและมีสิ่งอำนวย ความสะดวกครบครันโดยเฉพาะระเบียงนอกห้องที่ติดสระน้ำ ที่กว้างขวางจนสามารถนอนเอกเขนกสูดอากาศบริสุทธิ์ได้อย่างสำราญใจ ขณะที่ห้องน้ำก็เก๋ด้วยดีไซน์แบบโอเพ่นแอร์ พร้อมโทนสีและการออกแบบไฟที่ให้อารมณ์โรแมนติก อย่าบอกใคร |
|
พักผ่อนเรียกความสดชื่นกันแล้ว บ่ายนี้ไปเริ่มต้นชื่นชมเมืองปายแบบสบายๆ กันเลย มาเที่ยวเมืองเล็กๆ
|
แบบนี้ไม่ต้องยุ่งยาก ค่อยๆ เดินละเลียดความงามของปาย ตามด้วยการไปถ่ายรูปเป็นที่ระลึกที่ “สะพาน
ประวัติศาสตร์” ซึ่งมีประวัติที่น่าสนใจ โดยสะพานแห่งนี้สร้างขึ้นในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ตอนที่ญี่ปุ่นเข้ามาในไทย สะพานนี้สร้างเพื่อใช้เป็นเส้นทางลำเลียงกำลังพลและอาวุธสู่พม่า เช่นเดียวกับสะพานข้ามแม่น้ำแควที่กาญจนบุรี เมื่อก่อนชาวบ้านก็ใช้สะพานนี้สัญจรไปมา แต่ปัจจุบันสะพานทรุดโทรมลง จึงมีการสร้างสะพานคอนกรีตขึ้นแทนที่ สะพานประวัติศาสตร์นี้จึงกลายเป็นอดีต ที่ใครไปใครมาต้องแวะถ่ายภาเป็นที่ระลึกกันถ้วนหน้า ไม่เพียงเท่านี้คนท้องถิ่นยังเชื่อว่าการที่คู่รักได้มาเยือนที่นี่จะทำให้ความรักยาวนาน เช่นเดียวกับความยาวของสะพานแห่งนี้อีกด้วย |
 |
และถ้าไม่อยากเหนื่อยมากก็เดินกลับมารับประทานอาหารเย็นที่ร้านอาหารของโรงแรมได้เลย เพราะที่นี่เขามี
ีอาหารรสเลิศสไตล์ฟิวชั่น ที่พร้อมให้ดินเนอร์ใต้แสงเทียนท่ามกลางบรรยากาศของธรรมชาติและขุนเขา
เมนูเด็ดที่เชฟแนะนำก็ได้แก่ “Deep Fried Tubtim Fish in Fruit Sauce” ตามด้วย “Ebiko Maki Samol Teriyaki”หรือจะเลือกเป็น “Mussel Rocketfeller” และ “Pork Chop with Papaya Salad and Spicy Fish
Salad” ก็ไม่เลว ก่อนจะเข้าไปนอนนับดาวที่ห้องพัก |
วันที่สอง เช้านี้ที่ปายอาจปลุกทุกสายตา ก่อนที่คาเฟอีนจากกาแฟพื้นบ้านหอมกรุ่นจะออกฤทธิ์เสียด้วยซ้ำ เพราะนี่คือซิกเนเจอร์แห่งความสุข ที่คู่รักหลายคู่ไม่เว้นแม้แต่คู่รักต่างชาติ ที่มักจะแวะเวียนกลับมาแทบทุก
วาเคชั่น ด้วยอากาศอันบริสุทธิ์ และสายหมอกจางๆ ก็โรแมนติกเกินพอที่จะทำให้เบรกฟาสต์ที่โรงแรมแห่งนี้วิเศษสุด หลังอาหารเช้ารอรถเช่ามารับ โดยโปรแกรมแรกจะชวนกันไปละเมียดความสุข ด้วยการไปนั่ง แฮงก์เอาต์จิบกาแฟเน้นรสชาติที่ร้านกาแฟสุดชิกอย่าง “Groove Yard” (ทางหลวง 1095 จากแยกแม่มาลัย โทร. 0 5369 8046, 08 9560 8561 เปิด 09.00 - 12.00 น. และ 17.00 - 23.30 น.) ที่ออกแบบโดยไทวิจิต พึ่งเกษมสมบูรณ์ ศิลปินชื่อดังของเมืองไทย ที่เน้นโครงสร้างและการออกแบบตกแต่งสไตล์ปูนเปลือยดิบเท่ ผสมผสานเข้ากับงานศิลปะ ทั้งรูปเพ้นต์ขนาดใหญ่บนผนัง และเฟอร์นิเจอร์ที่ประดิษฐ์จากวัสดุรีไซเคิลรูปร่างแปลกตา ดังนั้น นอกจากจะได้ดื่มด่ำกับกาแฟหอมกรุ่นแล้ว ยังได้เสพงานศิลปะดีๆ ท่ามกลางบรรยากาศของท้องฟ้าสวยและขุนเขาอีกด้วย แต่ถ้ามาช่วงเย็นที่ร้านนี้ก็มีไวน์รสเลิศสำหรับเสิร์ฟคอไวน์โดยเฉพาะอีกด้วย |
|

หลังจากนั้นก็ได้เวลานั่งรถไปรับประทานกลางวันที่ “หมู่บ้านสันติชล” อยู่ห่างจากตัวเมืองปายไปประมาณ
4.5 กิโลเมตร จุดหมายที่นักท่องเที่ยวต่างมาเดินเล่นสัมผัสศูนย์วัฒนธรรมจีนยูนนานที่น่าสนใจ ทั้งวิถีชีวิต
ขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรม การแต่งกายตลอดจนอาหารยูนนานต้นตำรับ เมนูที่ห้ามพลาดอย่างยิ่งคือ
“ขาหมูยูนนาน” หมั่นโถและชาจีนรสละมุนอันเลื่องชื่อ (โทร. 08 1024 3982) จากนั้นก็ค่อยๆ เดินทอดน่อง
ช็อปของที่ระลึกที่ “บ้านดิน” ต่ออีกเล็กน้อย |
|

โปรแกรมถัดมา ได้เวลาชมวิวที่สวยที่สุดพร้อมกับไหว้พระขอพรที่ “วัดพระธาตุแม่เย็น” ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่คู่
เมืองปาย ตั้งอยู่บนภูเขาทางด้านทิศตะวันออกของอำเภอปาย ห่างจากที่ว่าการอำเภอปายประมาณ 2 กิโลเมตรเลยทางเข้าน้ำตกแม่เย็นประมาณ 100 เมตร ภายในบริเวณวัดมีโบสถ์และเจดีย์ทรงระฆังสีขาวฐานกลมสูงประมาณ 3 เมตร โดดเด่นด้วยยอดฉัตรตามแบบศิลปะแบบเจดีย์พม่า นอกจากได้สักการะพระพุทธรูปแล้ว ที่นี่ยังเป็นจุดชมทิวทัศน์ของอำเภอปายที่สวยที่สุด เพราะสามารถชมวิวเมืองปายได้ทั่วถึงทั้งบ้านเรือน ท้องทุ่งนาได้อย่างเต็มตา อีกทั้งชมความสวยงามของพระอาทิตย์ตกโดยมีเทือกดอยจิกจ้องเป็นฉากหลังที่ แสนงดงามอีกด้วย |
อิ่มใจกับทัศนียภาพพระอาทิตย์ตกดิน พร้อมเพลิดเพลินกับการเก็บภาพแห่งความทรงจำด้วยกล้องตัวเก่ง รู้สึกตัวอีกทีก็รู้สึกว่าท้องเริ่มร้องซะแล้ว อย่ารอช้ารีบรุดไปยังร้านที่ขึ้นชื่อว่าอร่อยที่สุดในปาย “ร้านอาหารบ้าน
เบญจรงค์” (179 หมู่8 ต.เวียงใต้ อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน โทร.0 5369 8010, 08 9954 2191) ที่ใครๆ ก็ร่ำลือว่าถ้าใครมาเมืองปายแล้วไม่ได้ลิ้มลองรสชาติอาหารที่นี่ถือว่ามาไม่ถึง เพราะขึ้นชื่อลือชาเรื่อง อาหารตำรับชาววัง กับบรรยากาศร้านที่โปร่งโล่ง เปิดเห็นวิวภูเขา นั่งสบาย สะอาดสะอ้าน เมนูขึ้นชื่อที่ไม่ควรพลาด ได้แก่ “ยำหัวปลี” “ซี่โครงหมูผัดปลาเค็ม” “เห็ดหอมผัดน้ำมันงา” และ “ปลากะพงผัดชะอม” สิ่งที่มีเสน่ห์อีกอย่าง
ของร้านก็คือ เพลงย้อนยุคที่เปิดคลอเบาๆ เข้ากับบรรยากาศ ชวนให้นึกถึงหนังรักในยุคก่อนเก่า |
และเมื่ออิ่มหนำสำราญใจ ถนนคนเดินนับเป็นอีกหนึ่งไฮไลต์ที่ขาช้อปห้ามพลาดเป็นอันขาด ตลอดสองข้างทางของถนนคนเดินมีร้านค้าที่ตกแต่งด้วยแสงไฟ และมีเอกลักษณ์เฉพาะร้านค้าของแต่ละร้านไว้อย่างสวยงาม และโดดเด่น อาทิ โปสเตอร์ที่ร้านมิตรไทย ชมดนตรีสดที่ร้านปายโพส เป็นต้น บริเวณถนนคนเดินที่เมืองปายยังมีรีสอร์ตและที่พักอยู่ติดกับบริเวณถนนคนเดินอีกหลายแห่ง จึงทำให้นักท่องเที่ยวจะหนาแน่นในช่วงประมาณหัวค่ำจนถึงเที่ยงคืน |
เช้าวันที่สาม วันนี้ตื่นสายหน่อยก็ได้เพราะจะได้มีแรงสำหรับการเดินทางกลับกรุงเทพฯ เริ่มต้นวันแบบสบายๆ กับอาหารเช้าไม่เร่งรีบ พร้อมเดินชมธรรมชาติรอบโรงแรมและจิบชากาแฟรสเลิศที่ห้อง “Coffee Tea Sapan” ซึ่งมีระเบียงยื่นสู่ริมน้ำสุดแสนจะโรแมนติก เพื่อรอเวลาที่รถของทางโรงแรมมารับไปส่งยังสนามบิน ถ้าจะให้ดีมาถึงก่อนเวลานิดหน่อยก็จะดี เพราะเครื่องบินจะออกจากสนามบินปายเวลา 12.05 น. ถึงเชียงใหม่ 12.35น. และรอต่อเครื่องการบินไทยกลับกรุงเทพฯ อีกประมาณ 2 ชั่วโมงไม่ถึง 4 โมงเย็นก็เดินทางถึงสนามบิน
สุวรรณภูมิ |
| |
รายละเอียดงบประมาณ
|
| ตั๋วเครื่องบินไป-กลับ กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ |
4,710 บาทต่อคน |
| ตั๋วเครื่องบินไป-กลับ เชียงใหม่-ปาย |
3,860 บาทต่อคน |
ค่าโรงแรม ห้อง Deluxe Villas (ช่วง 1 มี.ค.-30 ก.ย. 52)2 คืนๆละ 2,200 บาท
(แต่ถ้าเป็นช่วงไฮซีซั่นตั้งแต่ 1 ต.ค. 52-28 ก.พ. 53 ราคาคืนละ 3,400 บาท) |
เฉลี่ยคนละ 2,200 บาท |
ค่าเช่ารถรวมค่าน้ำมันและ คนขับชำนาญทาง 2 วัน ราคาวันละ 1,500 บาท
(ราคานี้เป็นราคาเฉพาะวิ่งในเมืองปายเท่านั้น
และสามารถให้โรงแรมติดต่อให้ได้) |
เฉลี่ยคนละ 1,500 บาท |
| ค่ารถของโรงแรมไปส่งที่สนามบิน (ขากลับ) 300 บาท |
เฉลี่ยคนละ 150 บาท |
| ค่าอาหาร 6 มื้อ |
ประมาณคนละ 1,200 บาท |
| รวม |
13,620 บาทต่อคน |
|