มาดูกันว่านาฬิกาของใครจะเดินเร็วกว่ากัน ระหว่างคนกรุงเทพฯ กับคนเพชรบุรี เพชรบุรี 2 วัน 1 คืน งบประมาณ 1,228 บาทต่อคน
ทิ้งเวลาที่เดินเร็วไว้ข้างหลังสักครู่ สู่การผ่อนคลายที่ทำให้ชีวิตเดินช้าลง เพื่อค้นพบความสุขระหว่างทางที่เพชรบุรี กับกิจกรรมท่องเที่ยวที่ได้เก็บภาพบรรยากาศของผู้คนต่างจังหวัด และที่นี่ไม่ได้มีแต่ทะเลที่ช่วยให้ใจเย็นลง
การไหว้พระเดินชมพระราชวัง ก็เป็นอีกเส้นทางที่สามารถทำให้จังหวะหัวใจเต้นอย่างไม่เหนื่อยล้า

วันหยุดสุดสัปดาห์นี้มีเวลาว่างแค่ 2 วัน 1 คืน ได้หยุดเพียงนิดเดียวเดี๋ยวก็ต้องกลับมาทำงานใหม่ อยากจะเปลี่ยนบรรยากาศจำเจของเมืองหลวงที่แสนวุ่นวาย แต่ก็นึกไม่ออกว่าอยากไปไหนดี อยากเที่ยวแบบไหนดี นึกถึงเพชรบุรีขึ้นมาได้ถ้าได้เที่ยวสบายๆ ไม่เร่งรีบ ได้ชมศิลปกรรมสวยๆ ได้ไหว้พระเที่ยววัง นอนพักสายตาจากจอคอมพิวเตอร์ อยู่ใต้ทิวมะพร้าวชายทะเลพักสมอง คงมีแต่เพชรบุรีนี่แหละที่จะมีสถานที่ท่องเที่ยวครบวงจรขนาดนี้ ไม่รอแล้วรีบจัดกระเป๋าชวนเพื่อนสนิทอีก 2 คนไปด้วยกันเลยดีกว่า ใกล้แค่นี้เราตัดสินใจที่จะไม่ขับรถเพื่อลดโลกร้อน และอยากพบเจออารมณ์ใหม่ของการเดินทาง เพราะจะนั่งอะไรไปก็แสนสบายมีให้เลือกทั้งรถประจำทาง รถไฟ รถตู้ จึงเลือกนั่งรถไฟเพื่อจะได้สัมผัสบรรยากาศใกล้ชิดธรรมชาติที่สุด เลือกขบวนที่ออกแต่เช้า เพื่อจะได้ไปถึงเร็วๆ เสียงแม่ค้าร้องขายขนมหม้อแกงพร้อมกับทิวทัศน์ที่เปลี่ยนไป ต้นตาล
มากมายมหาศาลแล่นผ่านสายตา เตือนให้รู้ว่าเรามาถึงเพชรบุรีแดนน้ำตาลหวานแล้ว เราลงที่สถานีเพชรบุรี เขาวังสีขาวตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า เป็นสัญลักษณ์ว่านี่คือเพชรบุรีจริงๆ ไม่ผิดที่ ไม่รอท่าเรานั่งรถสองแถวให้ไปส่งในตัวเมือง โดยมีจุดหมายแรกคือ วัดมหาธาตุ ใจเมืองของศรีวัชรปุระอันเก่าแก่กว่าพันปี กะเวลาว่าเที่ยวชมวัดนี้สักพัก แล้วจะไปหาของอร่อยรองท้องแล้วค่อยเที่ยวต่อ
วัดมหาธาตุ เต็มไปด้วยรายละเอียดและช่อกนก แต่ที่ตระหง่านอยู่ตรงหน้ากลับทำให้รู้สึกตระหนกมากกว่า มหาปรางค์ 5 ยอดทอดลำสูงเสียดฟ้า สีขาวสะอาดตัดกับฟ้าใสงามราวกับเรือนอินทร์บนยอดพระสุเมรุ
หลับตาจินตนาการ มหาธาตุแห่งนี้เดิมคงเป็นปราสาทขอมมาก่อน คงเป็นศูนย์กลาง หรือ “ใจเมือง” ของ
เพชรบุรี ก่อนที่จะดัดแปลงให้เป็นวัดในพุทธศาสนาเถรวาทศรีวัชรปุระ สมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 จะยิ่งใหญ่
ขนาดไหนหนอ จึงมีศรัทธาสร้างถาวรวัตถุขนาดมโหฬารช่นนี้ได้
เสียงละครชาตรีดังอึงคะนึงอยู่ด้านหน้าวิหารหลวง เป็นละครชาตรีเมืองเพชรที่มีชื่อเสียงมาแต่โบราณ ด้วยความที่สืบทอดมายาวนานตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ทุกวันนี้ยังมีบทบาทในการทำหน้าที่เซ่นสรวงบวงพลีหลวงพ่อทรงเครื่อง พระประธานในพระวิหารหลวง ตามแต่จะมีผู้ว่าจ้าง เดินเข้าสู่ภายในพระวิหาร กวาดตาดูทุกมุม แทบไม่มีมุมไหนเลยที่ไม่มีร่องรอยความประณีตบรรจง อันช่างเมืองเพชรฝากฝีมือไว้ นอกจากฝีมือ
ปูนปั้นด้านนอกวิหารแล้ว ฝีมือช่างเขียนที่ประดับอยู่ด้านในราวกับจะประชันขันแข่งกัน พระพุทธรูปทรงเครื่องขนาดใหญ่เป็นตัวแทนของพระพุทธเจ้า ในปางทรมานมหาชมพูบดี ซึ่งเขียนเรื่องราวพุทธประวัติตอนนี้ไว้
ด้านหลังพระประธานนั่นเอง
หิวแล้ว ชวนเพื่อนๆ หาอะไรกินกัน ใครสักคนบอกว่าก๋วยเตี๋ยวเนื้อเจ๊กอ้า ข้างวัดมหาธาตุอร่อยนัก จะลองดูซิว่าจะเหมือนคำร่ำลือหรือเปล่า ปรากฏว่าแทบจะขอแลกร้านก๋วยเตี๋ยวแถวบ้านกับร้านนี้เลยล่ะ ถ้าเขายอมย้ายร้านไปเปิดที่กรุงเทพนะ เนื้อเปื่อย เนื้อสด เครื่องใน ทุกอย่างคัดแยกกันอย่างพิถีพิถัน และมีสูตรลับคือเค้าใช้ซอสพริกด้วย อร่อยน้ำซุบเยี่ยมแถมเข้ากันได้ดีกับซอสพริก จนต้องสั่งชามที่สอง และสาม...
โทร. 0 3241 1276
และจุดหมายที่เราจะไปต่อ คือ วัดใหญ่สุวรรณาราม จริงๆ จะเดินไปก็ได้ ไม่ไกลหรอก แต่ร้อนๆ แดดอย่างนี้ ขอนั่งสามล้อถีบดีกว่า แถมได้อารมณ์ย้อนยุคและยังได้ชมวัดชมเวียงที่เรียงรายด้วย วัดที่นี่เยอะจริงๆ เราผ่าน วัดพลับพลาไชย ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องหนังใหญ่ เป็นที่เก็บรักษาตัวหนังจำนวนมาก ไม่แพ้วัดขนอนที่ราชบุรี หรือวัดใหญ่สว่างอารมณ์ที่สิงห์บุรี จากนั้นก็ข้ามแม่น้ำเพชรบุรี ซึ่งในอดีตพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 เคยทรง
โปรดเสวยน้ำในแม่น้ำสายนี้ สักพักก็ถึง วัดใหญ่สุวรรณาราม เราเห็นศาลาการเปรียญสีแดงตัดกับช่อฟ้า
สีทองมาแต่ไกล เมื่อ 300 ปีที่แล้ว ศาลาหลังนี้เคยเป็นถึงพระราชมณเฑียรของพระมหากษัตราธิราช เจ้าในกรุงศรีอยุธยา พระพุทธเจ้าเสือทรงโปรดให้รื้อมาถวายสมเด็จพระสังฆราชแตงโม พระอาจารย์ชาวเพชรบุรี
แม้ว่ากาลเวลาจะผ่านมาถึง 300 กว่าปีแล้ว แต่ตำหนักนี้ยังคงสภาพดีราวกับวันที่มันยังตั้งอยู่กลางพระบรมมหาราชวัง แม้ว่าลวดลายทองที่เคยมีอยู่ทั้งเรือนจะถูกทาทับด้วยสีแดงแล้วก็ตาม ช่างเมืองเพชรรักษาของ
ได้ดีจริงเชียว อยากให้วัดทั่วประเทศไทยรู้จักรักษาของเก่ากันเหมือนคนเมืองเพชรบ้าง
ด้านหลังของศาลาการเปรียญเป็นพระอุโบสถขนาดกลาง ภายในมีของดีวิเศษอีกอย่างตามที่ น.ณ ปากน้ำ ปราชญ์ด้านศิลปกรรมเคยกล่าวชมเชยว่า เป็นฝีมือช่างเทวดา นั่นคือจิตรกรรมฝาผนังสมัยอยุธยา อายุรุ่น
พระเจ้าเสือ จิตรกรรมฝาผนังรูปเทพชุมนุมเหล่านี้ ถือเป็นเทพชุมนุมที่สวยที่สุดในประเทศไทย โดยเฉพาะทวารบาลคู่ตรงประตูกลาง เป็นเทวดาถือช่อกนก มิได้ถือพระขรรค์หรือธนูเหมือนที่อื่นๆ คงสะท้อนคติธรรมว่าวัดมิใช่สถานที่ฆ่าฟัน แม้เป็นผู้รักษาศาสนสถานก็มิได้ถืออาวุธ ช่างเมืองเพชรทุกคนถือว่าจิตรกรรมวัดใหญ่
สุวรรณารามเป็นรูปครู เป็นแบบแผนในการยึดถือปฏิบัติเลียนแบบตาม แต่ก็ไม่มีช่างคนใดในปัจจุบันที่จะสามารถสร้างงาน “ฝีมือเทวดา” เช่นนั้นได้อีกแล้ว
ถัดจากวัดใหญ่สุวรรณาราม เราตกลงกันว่าจะไปดูปราสาทขอมที่ วัดกำแพงแลง เราตกลงนั่งสามล้อตามเคย ซึ่งผ่านวัดอีกหลายวัด เช่น วัดพรหมวิหาร ซึ่งขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน และ วัดไตรโลก แล้วเลี้ยวขวาเข้าถนนโพธิ์การ้อง สังเกตเห็นกำแพงขนาดใหญ่ทำจากศิลาแลงก็ทราบได้ทันทีว่าถึงวัดกำแพงแลงแล้ว อันที่จริงเป็นกำแพงสร้างใหม่ของวัดที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นสัญลักษณ์ตามชื่อ ภายในมีพระปรางค์ตั้งเรียงกัน 3 องค์ ตามคติรัตนตรัยมหายาน และมีโคปุระอยู่ทางด้านหน้า 1 องค์ ปราสาทขอมเหล่านี้สร้างขึ้นในศิลปะบายน เชื่อว่าน่าจะอยู่ในรัชกาลพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ซึ่งทรงแผ่อิทธิพลเข้ามาในดินแดนไทย
นาฬิกาค่อยๆ เดินมาถึงช่วงเวลาบ่ายแก่ๆ วันนี้ นัดแนะกันว่าอาหารเย็นจะต้องเป็นซีฟู้ดที่ชะอำ ลง
ความเห็นแล้วว่า เที่ยววัดเหนื่อยๆ ร้อนๆ อย่างนี้ ขอฟังเสียงทะเลยามดึกดื่นเมื่อคลื่นหลับ แกล้มหอยนางรม หมึกไข่ ปูนึ่งดีกว่า เราจึงออกจากเมืองเพชร มุ่งหน้าสู่สะพานปลาชะอำ ซึ่งเป็นที่ตั้งของร้านอาหารทะเล
รสแซบที่โด่งดังเรื่องรสชาติ และความสด ร้านป้าฮีดร้านนี้จะอยู่ร้านแรกสุดถนนที่มุ่งไปยังสะพานปลา หน้าร้านจะมีบรรดากุ้ง หอย ปู ปลา สดๆ เรียงรายไว้ให้เลือกนำไปปรุงอาหาร ซึ่งก็มีหลายเกรด หลายราคา ขึ้นกับขนาดของอาหารทะเล อาหารแนะนำจานแรก หอยลายผัดน้ำพริกเผา จุดเด่นคือหอยลายที่นี่เป็นไซส์ใหญ่พิเศษ เนื้อจึงแน่นเคี้ยวหนึบ ปรุงรสกับเครื่องปรุงรสชาติจัดจ้าน หอมน้ำพริกเผา ทานกับข้าวสวยร้อนๆ แสนอร่อย ต่อมาต้องไม่พลาดปูม้านึ่ง ปูเค้าเนื้อแน่น สด จริงๆ และออส่วนทอดกรอบ เพราะสองข้างทางที่มาสะพานปลาจะเห็นมีหอยนางรมวางจำหน่ายอยู่เป็นระยะ เราจึงนึกอยากชิมขึ้นมา ซึ่งออส่วนของที่นี่จะทำแป้งออกมากรอบคล้ายหอยทอด ร้านป้าฮีด โทร. 08 1944 5219 และสำหรับใครที่ชอบตกหมึกที่ชะอำจะมีการจัดเทศกาลกินหอย ดูนก ตกหมึก ราวๆ ต้นปีเดือนมกราคมหรือกุมภาพันธ์ จะจัดกันปีละ 9 วัน เมื่ออิ่มหนำสำราญ และลมทะเลโชยเย็นสบายขนาดนี้ จึงไม่รอช้าเดินทางสู่ที่พักที่กำลังได้รับความนิยมมากทีเดียว ..ป๊ากะม๊า
บูติก โฮเทล (Pa-Ka-Ma) ห้องพักสไตล์ บาหลี ที่สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของชายหาดได้อย่างใกล้ชิด
ในราคาสบายกระเป๋า โทร. 08 1986 4060

วันที่สอง
วันนี้เราจะไปเที่ยว พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน กัน พอก้าวเข้าสู่ที่นี่ไม่นานก็ได้ยินเสียงคลื่น และแสงแดดระยิบจากหาดก็สาดเข้านัยน์ตาพอดี เงียบสมเป็นพระราชนิเวศน์ตากอากาศจริงๆ ระเบียงไม้สีครีม ทอดแนวยาวออกจากพระตำหนักลงสู่ท้องทะเล ช่างโรแมนติกสมกับเป็น “พระราชนิเวศน์แห่งความรักและความหวัง” ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ตำบลห้วยทรายแห่งนี้เคยมีความหวังของพระเจ้าแผ่นดิน แม้ว่าความหวังนั้นจะไม่สมมาตรก็ตาม เนื่องจากพระนางอินทรศักดิ์ศจีไม่สามารถทรงมีพระประสูติกาลพระทายาทแด่พระมหาธีรราชเจ้าได้ แต่กระนั้น พระองค์ก็ทรงอยู่อภิบาลพระนางเธออย่างไม่ห่าง ที่ค่ายพระรามหกแห่งนี้ ยังมีของฝากที่น่าสนใจ คือมีดสนาม ซึ่งตีโดยกลุ่มแม่บ้านค่ายพระรามหก ถือเป็นมีดเหล็กกล้าคุณภาพดี ใช้เดินป่า หรือใช้ทำอย่างอื่นได้สารพัด มีหลายรูปแบบให้เลือกด้วย เดินดูวังสีครีมก็แล้ว เลือกซื้อมีดก็แล้ว ถ้าหิว ก็มีไก่ย่างส้มตำในค่ายฝีมือแม่บ้านทหาร หลายร้านให้เลือกชิมตามอัธยาศัย จากนั้นเราเดินทางกลับมานั่งเล่นริมหาดอีกครั้ง คิดกันว่าขากลับจะนั่งรถทัวร์ สะดวกรวดเร็วถึงกรุงเทพทันที มาทริปคราวนี้ ได้ประสบการณ์ใหม่ๆ เพิ่มขึ้นมากทีเดียว อย่างแรกสุดคืออิ่มบุญ อิ่มใจ อิ่มอร่อยกับสเน่ห์ของเมืองเพชรบุรี ที่ยังมีชีวิต เอาความเครียดที่แบกมาจากกรุงเทพไปโยนทิ้งทะเลที่ชะอำ แล้วกอบเอาทรายแห่งความสุขมาแทนที่ความเหนื่อยล้า ที่สำคัญที่สุด คือการได้เรียนรู้ว่านาฬิกาของคนเพชรบุรีและชะอำเดินช้ากว่าที่กรุงเทพมาก จนเราคิดขึ้นมาได้ว่า ที่กรุงเทพนั้น จริงๆ แล้วเราเดินเร็วเกินไปหรือเปล่า ?

ค่าใช้จ่ายโดยประมาณ
ค่ารถไฟคนละ
ค่าที่พัก 1 คืน (พัก 3 คน คืนละ 800 บาท + ที่นอนเสริม 200 บาท รวม 1,000 บาท)
เฉลี่ยคนละ
ค่ารถประจำทางไปชะอำคนละ
ค่าอาหารรวมทุกมื้อเฉลี่ยคนละ
ค่ารถสามล้อภายในเมืองเพชร (หลายเที่ยว) เฉลี่ยคนละ
ค่ารถไปกลับมฤคทายวันคนละ
ค่าเข้าชมพระราชนิเวศน์มฤคทายวันคนละ
ค่าของฝากคนละ
ค่ารถทัวร์กลับคนละ
รวม |
35 บาท
333 บาท
40 บาท
460 บาท
50 บาท
60 บาท
20 บาท
100 บาท
130 บาท
1,228 บาทต่อคน |
|