Wi-Fi Experience@KBank
ค้นหา:
Join:
Home / Travel / รวมท่องเที่ยวตามงบประมาณ / พังงา / ท่องเที่ยวตามงบประมาณ / “พังงา” เที่ยวทะเล ท่องภูผา ชมอารยธรรม 3 วัน 2 คืน งบประมาณ 9,080 บาท (ต่อคน)

พังงา - ท่องเที่ยวตามงบประมาณ


Send To Friend

 
Share |
 
 

“พังงา” เที่ยวทะเล ท่องภูผา ชมอารยธรรม 3 วัน 2 คืน งบประมาณ 9,080 บาท (ต่อคน)

เกาะแก่งมากมายเรียงรายอยู่ในท้องทะเลอันแสนกว้างใหญ่ ภูเขาหินปูน
รูปทรงแปลกตา มอบความรู้สึกอันน่าค้นหาให้แก่นักเดินทาง วิถีชีวิตอันแสนเรียบง่ายของชาวเล อาจทำให้ใครหลายคนต้องอิจฉา ความสุขช่างเกิดขึ้นอย่างง่ายดาย เพียงนอนพักบนชายหาด แล้วฟังเสียงคลื่นที่ขับกล่อมฝูงปลาให้แหวกว่ายตามจังหวะดนตรี ลูกปัดหลากสีปะปนอยู่กับเม็ดทราย บนเมืองท่าเร้นลับของจังหวัดเล็กๆ ทางภาคใต้ที่มีชื่อว่า “พังงา”

วันแรก
ช่วงสายของสนามบินนานาชาติภูเก็ตคลาคล่ำไปด้วยผู้คน เราออกจากสนามบินแล้วมุ่งไปตรงไปยัง
สถานีเดินรถ เพื่อเดินทางต่อไปยังจังหวัด “พังงา” จุดมุ่งหมายที่แท้จริงสำหรับการท่องเที่ยวในครั้งนี้
พังงา เป็นจังหวัดเล็กๆ ทางภาคใต้ที่ไม่มีสนามบินเป็นของตัวเอง นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จึงนั่งเครื่องบินมาลงภูเก็ต แล้วเที่ยวที่นั่นสักพัก จากนั้นจึงเดินทางต่อไปยังพังงา แต่บางคนก็ตั้งใจที่จะไปพังงาเพียงอย่างเดียว เพราะมีแหล่งท่องเที่ยวในฝันที่มุ่งมั่นจะไปสัมผัสให้ครบครัน อย่างทริปของเราในคราวนี้

เพียงไม่ถึง 2 ชั่วโมง ก็เดินทางมาถึงพังงา ไกลออกไปจากตัวเมืองราว 8 กิโลเมตร เป็นที่ตั้งของอุทยานแห่งชาติ “อ่าวพังงา” เมื่อถึงท่าเรือท่าด่านศุลกากร เช่าเรือจากบริเวณท่าเรือเพื่อล่องอ่าวพังงาในราคา 600 บาท เรือดังกล่าวเป็นเรือขนาดเล็ก นั่งได้มากที่สุด 8 คน ชาวบ้านเรียกว่า “เรือหัวโทง”
อ่าวแห่งนี้ มีพื้นที่ประมาณ 250,000 ไร่ ครอบคลุมอำเภอเมืองพังงา อำเภอตะกั่วทุ่ง และอำเภอเกาะยาว พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นท้องทะเล และหมู่เกาะมากมาย ภูเขาหินปูนรูปทรงแปลกตา ให้ความรู้สึกตื่นตาตื่นใจ เด็กหญิงชายกลุ่มหนึ่งพากันตั้งชื่อภูเขาต่างๆ ที่ได้พบเห็นตามจินตนาการของตน ทำให้ผู้ใหญ่หลายคนพากันอมยิ้มไปกับความช่างคิดของเด็กๆ

“เกาะปันหยี” เป็นเกาะเล็กๆ แห่งหนึ่งในเขตอุทยานฯ ชาวบ้านส่วนใหญ่เป็นชาวประมง บ้างก็นำปลามาตากแห้งไว้กินในครอบครัว บ้างก็กำลังนำเรือออกทะเล บ้างก็หุงหาอาหารส่งกลิ่นหอมฉุย วิถีชีวิตของชาวประมงบนเกาะแห่งนี้ อาจทำให้ใครหลายคนที่ใช้ชีวิตอยู่กับความวุ่นวาย ต้องแอบอิจฉาไปอีกนาน
ภูเขาหินสูงใหญ่ที่แตกออกจากกัน สร้างเอกลักษณ์ให้แก่ภูเขาธรรมดาๆ ลูกหนึ่ง กลายเป็น “เขาพิงกัน” ไม่ไกลจากเขาดังกล่าว มองเห็น “เขาตะปู” โดดเด่นเหนือผืนน้ำ ทิวทัศน์อันงดงามที่ช่างภาพทั้งหลายต่างไม่พลาดสำหรับการลั่นชัตเตอร์ เพื่อเก็บบันทึกภาพนี้ไว้ตลอดไป

ราว 4 ชั่วโมงในอ่าวแห่งนี้ ช่างเป็นช่วงเวลาที่น่าจดจำ แม้พระอาทิตย์จะส่องแสงอันเจิดจ้าลงมาบนโลก แต่แดดที่ร้อนแรง กลับยิ่งทำให้ความงดงามของธรรมชาติในอ่าวพังงา ยิ่งงดงามมากขึ้นไปอีก
จากความประทับใจในความงดงามของธรรมชาติและวิถีชีวิตอันเรียบง่าย จึงขอค้างคืนที่ “ปันหยี โฮม เสตย์” ซึ่งมีห้องพักเพียง 10 ห้อง ห้องละประมาณ 500 บาทเท่านั้น ใครสนใจสอบถามรายละเอียดได้ที่
08 9590 5133 และ 0 7645 0636
มื้อเย็นของวันนี้ ได้ลิ้มรสอาหารทะเลสดๆ อย่างเต็มที่จากเรือประมงของชาวบ้าน ตกกลางคืนนอน
มองดวงดาวบนท้องฟ้าที่มืดสนิท ราวกับว่าทุกสิ่งในโลกนี้หยุดการเคลื่อนไหวพร้อมกับพระอาทิตย์ที่ลับไปจากขอบฟ้า แต่ความจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น เพราะคลื่นยังคงซัดสาดเข้าหาผืนทรายอยู่ตลอดเวลา สมกับ
คำกล่าวที่ว่า “ทะเลไม่เคยหลับ”

วันที่สอง
อากาศยามเช้าที่เกาะปันหยีช่างแสนเย็นสบาย สายลมพัดพาความสดชื่นมาสู่ผืนทรายและผู้คนบนเกาะ ทานอาหารเช้าอย่างง่ายๆ แล้วนอนเล่นบนชายหาดตลอดช่วงเช้า เก็บเปลือกหอยสีขาว มาเรียงลงบน
ผืนทรายเป็นถ้อยคำต่างๆ ทำให้รู้สึกถึงช่วงเวลาในวัยเด็กที่แสนสนุกสนาน สามารถมีความสุขกับสิ่งเล็กๆ
น้อยๆ ไม่ต้องกังวลใจกับการงานและชีวิตที่วุ่นวาย
แสงแดดเริ่มร้อนแรง แต่ไม่หวั่นกับการลงไปสัมผัสรสเค็มของน้ำทะเลใสที่อยู่ตรงหน้า พักเหนื่อยด้วยการก่อกองทรายเป็นรูปธง ตามคำแปลของคำว่า “ปันหยี” ซึ่งเป็นภาษาชวา โดยมีเรื่องราวที่เล่าสืบต่อกันมาว่า ในอดีตเคยมีครอบครัวชาวอินโดนีเซีย อพยพมาหาแหล่งที่อยู่อาศัยใหม่ 3 ครอบครัว ซึ่งมีการตกลงกันว่าใครพบสถานที่อันอุดมสมบูรณ์ ให้ปักธงไว้เป็นสัญลักษณ์

...และธงก็ได้ถูกปักลง ณ เกาะแห่งนี้...
เรือลำหนึ่งแล่นตรงมายังเกาะปันหยีเพื่อรับเรากลับเข้าสู่ฝั่งในช่วงบ่าย พร้อมของที่ระลึกซึ่งซื้อจากชาวเลในเกาะดังกล่าว เดินทางต่อด้วยรถโดยสารจากท่าเรือเข้าสู่ตัวเมืองพังงา เข้าพักในโรงแรมเล็กๆ แล้วทานอาหารเย็นในร้านอาหารพื้นเมือง เดินเล่นชมเมืองในยามใกล้ค่ำ ภูเขาสูงใหญ่เป็นฉากที่มองเห็นอยู่ไกลๆ แตกต่างจากนิยามของคำว่า “เมือง” ที่เคยได้สัมผัสและรับรู้

วันที่สาม
ตื่นแต่เช้าเพื่อเตรียมตัวเดินทางไปยังอำเภอตะกั่วป่า ซึ่งห่างออกไปราว 60 กว่ากิโลเมตร แดดยามสายของดินแดนอันเป็นปริศนา สร้างความรู้สึกท้าทายให้ค้นหาคำตอบ ไปกับนักโบราณคดีในครั้งอดีตกาลนานนับพันปี เมืองท่าแห่งหนึ่งนามว่า “ตักโกลา” (Takola) ถูกเอ่ยถึงในจดหมายเหตุภูมิศาสตร์
ปโตเลมี (Ptolemy) และคัมภีร์มหานิเทศ แต่ได้สูญหายไปจากความทรงจำของผู้คน เหลือเพียงร่องรอยตามที่ปรากฏในเอกสารโบราณ ไว้เป็นหลักฐานที่ยืนยันถึงการมีอยู่ของเมืองแห่งนั้น
ดินแดนที่ปัจจุบันกลายเป็นอำเภอแห่งหนึ่งของจังหวัดพังงา ได้แก่ “ตะกั่วป่า” คือสถานที่ซึ่งสันนิษฐาน ว่าอาจเป็นที่ตั้งของเมืองท่าตักโกลา เพราะพบโบราณวัตถุมากมายจากต่างแดน โดยเฉพาะลูกปัดหลากสีหลายรูปแบบ ที่เดินทางมาจากบ้านเมืองอันไกลโพ้น ไม่ใช่ลูกปัดพื้นเมืองที่ถูกทำขึ้นโดยผู้คนในแถบนี้

แพขนานยนต์ พาเราออกเดินทางจากริมฝั่งมายัง “เกาะคอเขา” ซึ่งตั้งอยู่ในอำเภอตะกั่วป่า โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เพราะจะมีการเก็บเงินเฉพาะการนำรถยนต์ข้ามฟากในราคา 300 บาทต่อคัน
บนเกาะเป็นที่ตั้งของ “เมืองโบราณบ้านทุ่งตึก” ซึ่งมีซากอาคารสร้างด้วยอิฐอายุกว่าพันปีซ่อนตัวอยู่
นอกจากนี้ยังพบเศษถ้วยชามสมัยราชวงศ์ถัง และเครื่องแก้วสีฟ้าจากเปอร์เซีย นักท่องเที่ยวน้อยคนนักที่จะเดินทางมาถึง จึงเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ยังไม่บอบช้ำเหมือนโบราณสถานบางแห่ง
จากการเกิดสึนามิครั้งที่ผ่านมา ซึ่งทำให้พื้นที่หลายแห่งของจังหวัดพังงาได้รับความเสียหายอย่าง
มหาศาล ทำให้ใครหลายคนอดคิดไม่ได้ว่าสาเหตุการล่มสลายของเมืองดังกล่าว อาจมีสาเหตุมาจากคลื่นยักษ์ที่ว่านี้ก็เป็นได้ ว่าแล้วก็เสียดายที่ไม่ได้แวะชม “อนุสรณ์สถานสึนามิ เรือ ต.813” ซึ่งตั้งอยู่ในตำบลคึกคัก ที่ติดกับอำเภอท้ายเหมือง
เรือดังกล่าว เป็นเรือในหน่วยงานกรมตำรวจ มีน้ำหนักถึง 60 ตัน ซึ่งกำลังจอดปฎิบัติการอยู่บริเวณ
ชายฝั่งเขาหลัก ได้ถูกคลื่นยักษ์สึนามิพัดเข้าไปเกยบริเวณเชิงเขาเป็นระยะทางกว่า 1 กิโลเมตร เมื่อ
เหตุการณ์ผ่านพ้นไปจึงคงสภาพเรือไว้ดังเดิม เพื่อระลึกถึงผู้ที่จากไป

ช่วงบ่ายชม “ย่านเมืองเก่าตะกั่วป่า” ซึ่งพาเราย้อนยุคไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองของเมืองในยุคทองของ
เหมืองแร่ อาคารบ้านเรือนและร้านค้าของชาวจีนแบบชิโน - โปรตุกีส บริเวณถนนอุดมธารา และบริเวณถนนศรีตะกั่วป่า (ตลาดใหญ่) ทำให้รู้สึกได้ถึงอดีตอันรุ่งโรจน์ของชุมชนแห่งนี้

ขากลับนั่งรถโดยสารย้อนกลับมาขึ้นเครื่องที่ภูเก็ต ดีกว่าเดินทางโดยรถยนต์ซึ่งใช้เวลาราว 10 ชั่วโมง
และแล้วก็ถึงเวลาที่ต้องเอ่ยคำลาจากดินแดนแห่งภูผา และท้องทะเลแห่งนี้ หากแต่เรื่องราวอันน่าประทับใจที่เกิดขึ้นในจังหวัดพังงา จะยังคงอยู่ในความทรงจำเรื่อยไป

รายละเอียดงบประมาณ

  - ค่าเครื่องบิน (ขาไป) กรุงเทพ - ภูเก็ต 5,200 บาท
  - ค่ารถโดยสารจิปาถะตลอดการเดินทาง 1,200 บาท
  - ค่าเช่าเรือล่องอ่าวและมารับกลับเข้าฝั่ง 1,000 บาท หาร 2 500 บาท
  - ค่าที่พัก 2 คืน 1,500 บาท หาร 2 750 บาท
  - ค่าอาหารตลอดการเดินทาง 2,500 บาท หาร2 1,250 บาท
  - ค่าธรรมเนียมเข้าอุทยานแห่งชาติ ฯ 80 บาท
  - ค่าของฝาก 100 บาท
  รวม 9,080 บาทต่อคน

23 พฤศจิกายน 2552 14:23:54
 
 

 

 
 

 
 
   
 
  พังงา
  ข้อมูลทั่วไป
  ข้อมูลน่ารู้ก่อนเดินทาง
  เกร็ดความรู้ที่ควรทราบ
  สถานที่ท่องเที่ยวและกิจกรรมแนะนำ
  ท่องเที่ยวตามงบประมาณ
  บันทึกการเดินทางประทับใจ
  ผู้จัดการพาชิม
 
 
 
 
 
   
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
   
พฤษภาคม
2555
<  >
 
   
 
     
   
 
เลือกจังหวัดในประเทศไทย