ปล่อยชีวิตให้เป็นอิสระท่ามกลางธรรมชาติอันเขียวขจี
ที่เมืองกาญจน์ 2 วัน 1 คืนงบประมาณ 1,008 บาทต่อท่าน
แม่น้ำแควยังคงไหลไปอย่างเชื่องช้าต่อเนื่อง รอคอยต้อนรับผู้เดินทางผ่าน
เข้ามาซึมซับเรื่องราวแต่หนหลัง พร้อมชมทัศนียภาพของดินแดนอันอุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ ที่คอยกล่อมเกลานักเดินทางให้คลายจากความ
เหน็ดเหนื่อย เดินทางชมป่าไม้บนขุนเขาแล้วแวะลงเล่นน้ำตกเย็นๆ กับรับอากาศบริสุทธิ์เปิดหัวใจให้กว้าง แล้วจะรู้ว่าสิ่งที่ได้รับกลับไปนั้นมีคุณค่า
เกินกว่าเงินทองเพราะคือความสุขจากการสัมผัส ซึ่งสามารถหวนระลึกถึงและหากกลับมาอีกเมื่อใด เมืองกาญจน์ก็ยังคงมีสิ่งดีๆ รอคอยให้เข้ามาค้นพบอยู่เสมอ
|
 |
|
วันแรก เดินทางสู่สถานีขนส่งสายใต้ใหม่ ซื้อตั๋วรถปรับอากาศชั้นหนึ่งของบริษัทกาญจนบุรีทัวร์
|
กรุงเทพฯ - กาญจนบุรี (บริการตั้งแต่ 05.00 - 22.30 น.) รถออกทุกครึ่งชั่วโมง วิ่งเส้นถนนบรมราชชนนี -
นครชัยศรี ราคาต่อท่าน 99 บาท ใช้เวลาเดินทางราว 2 ชั่วโมง ถึงสถานีขนส่งกาญจนบุรี แวะทานอาหารเช้าบริเวณสถานีขนส่งแล้วค่อยเดินทางต่อ รายการอาหารมีให้เลือกทั้ง ก๋วยเตี๋ยวหมูน้ำใส น้ำตก ข้าวมันไก่
ข้าวหมูแดง อาหารตามสั่ง ราคาต่อท่านอยู่ที่ 20 - 30 บาทเท่านั้น |
หลังจากเติมพลังแล้วก็มาขึ้นรถกาญจนบุรี - เอราวัณ ซึ่งเป็นรถพัดลมราคาค่าโดยสารอยู่ที่ 73 บาท ให้บริการตั้งแต่ 06.00 - 17.00 น. โดยรถจะออกทุกชั่วโมง เมื่อขึ้นรถแล้วขอแนะนำให้เปิดหน้าต่างขึ้นสุด เพื่อรับลมตลอดเส้นทางขึ้นเขา บางช่วงอาจมีฝนพรำลงมาก็ยิ่งทำให้ต้นไม้ใบเขียวระหว่างทางสวยงามยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ถ้าหากวันก่อนเดินทางมีฝนตก และในวันเดินทางยังครึ้มฟ้าครึ้มฝนก็จะได้เห็นคลื่นทะเลหมอก
สาดซัดยอดเขาสีเขียว สร้างความเพลิดเพลินให้กับสายตาเป็นอย่างยิ่ง หลังจากผ่านไปหนึ่งชั่วโมงครึ่ง
รถโดยสารก็เดินทางเข้ามาถึงหน้าอุทยานแห่งชาติเอราวัณ ตรงนี้ต้องเสียค่าธรรมเนียมผ่านประตู โดยมีอัตราค่าธรรมเนียมดังนี้
|
- ผู้ใหญ่ คนละ 40 บาท
- เด็ก คนละ 20 บาท (กรณีเป็นเด็กอายุต่ำกว่า 14 ปี แต่ถ้าอายุต่ำกว่า 3 ปี ไม่เรียกเก็บค่าธรรมเนียม)
- กรณีเป็นนักเรียน นิสิต นักศึกษา เก็บค่าธรรมเนียมในอัตราสำหรับเด็ก
|
เมื่อเข้ามาถึงตัวอุทยานแห่งชาติเอราวัณแล้ว เข้าไปติดต่อที่พักสำหรับคืนนี้ โดยถ้าเป็นห้องพักก็จะขึ้นกับจำนวนคน ราคาต่ำสุดอยู่ที่ 800 บาท (พักได้ 2คน) มีเครื่องนอน, พัดลม, เครื่องทำน้ำอุ่น, ตู้เย็น,
โต๊ะเครื่องแป้ง, เครื่องปรับอากาศ นอกจากนี้ยังมีเต้นท์ให้เช่าตั้งแต่ราคา 50, 90, 150, 225 บาท
มาพักผ่อนแบบนี้เลือกพักแบบเน้นบรรยากาศธรรมชาติ ทำให้คิดถึงตอนออกค่ายลูกเสือหรือค่ายรักษาดินแดนกันเลยทีเดียว จึงเลือกเช่าห้องเต้นท์ราคา 90 บาท ปูตรงลานกางเต้นท์ที่เตรียมไว้สำหรับนักท่องเที่ยว ได้ที่พักแล้วก็หอบมาดำเนินการตั้งรกรากเลือกที่เหมาะ ๆ บรรยากาศดี ๆ เสร็จแล้วเดินเล่นถ่ายภาพวิวทิวทัศน์บริเวณแม่น้ำแควใหญ่ |
ในช่วงบ่าย เปลี่ยนเครื่องแต่งกายให้พร้อม เพราะถึงเวลาที่จะขึ้นน้ำตกเอราวัณซึ่งเป็นน้ำตกที่สวยที่สุดในภาคกลาง และสวยเป็นอันดับต้น ๆ ของประเทศ ขอบอกก่อนว่าอย่านำอาหารติดขึ้นไป เพราะมีจุดตรวจอยู่ตรงก่อนขึ้นน้ำตกชั้นที่ 2 คอยป้องกันไม่ให้นักท่องเที่ยวนำอาหารขึ้นไปบริเวณน้ำตก |
.jpg) |
น้ำตกเอราวัณมีระยะทางยาวประมาณ 1,500 เมตรติดต่อกัน ซึ่งแบ่งออกเป็นชั้นๆ มี 7 ชั้นด้วยกัน โดดเด่น
ด้วยน้ำสีฟ้าใสราวกับมีแสงไฟส่องขึ้นมาจากข้างใต้ ถ้าในวันฝนตกน้ำจะมีสีเขียวมรกต แต่ละชั้นมีความสวยงามแตกต่างกันไป ร่มรื่นไปด้วยแมกไม้นานาพันธุ์ ทั้งเถาวัลย์พันเกี่ยวทอดตัวไปบนต้นไม้ใหญ่ กล้วยไม้ป่าหลายชนิดบนคาคบไม้ สายธารน้ำที่ไหลตกลดหลั่นลงมาบนโขดหินสู่แอ่งน้ำเบื้องล่าง และเสียงเพรียกของนกป่า ทำให้สภาพความเป็นธรรมชาติสมบูรณ์แบบ |
มาถึงทั้งทีก็ต้องเดินให้ถึงชั้นที่ 7 แม้ทางขึ้นจะชันมากแต่ก็นับว่าคุ้มค่าเพราะข้างบนจะได้เห็นต้นน้ำ ท้องฟ้า พาให้นึกอัศจรรย์ใจในสิ่งที่ธรรมชาติได้สรรค์สร้างขึ้น นั่งพักบนโขดหินเย็นๆ เอามือวักน้ำขึ้นลูบหน้าให้สดชื่นหรือจะลงแช่ทั้งตัวก็ไม่มีใครห้าม นอกจากนี้ในชั้นที่ 7 ต้นทางน้ำตกไหลบ่าจะมีรูปคล้ายหัวช้างเอราวัณ จนคนทั่วไปรู้จักและขนานนามว่าน้ำตกเอราวัณ |
ถึงเวลาเดินทางลงก็กะเวลาอย่าให้เย็นจนเกินไปนัก เพราะต้องกลับที่พักอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วไป
รับประทานอาหารทางโซนจำหน่ายอาหารและของฝาก ซึ่งจะต้องเดินพอสมควร ร้านอาหารมีอยู่หลายร้าน หลากรายการอาหาร แต่ขึ้นมาถึงที่นี่แล้วแนะนำให้ลองต้มยำปลาคัง ปลาคังลวกจิ้ม ยำรวมมิตร รสชาตินั้นต้องบอกว่าจัดจ้านถึงใจทั้งนั้น นอกจากนี้หากใครชื่นชอบอาหารอีสาน ที่นี่ก็มีอยู่หลายร้าน ทานคนเดียวสั่งอาหารสักสองอย่างราคาไม่ถึง 150 บาท หรือถ้าสั่งเป็นอาหารจานเดียวก็ไม่เกิน 50 บาท
มองดูเวลาถ้าหกโมงเย็นแล้ว ขอแนะนำให้รีบเดินกลับที่พัก เพราะที่นี่จะมืดเร็วและไม่มีแสงไฟ ช่วงกลางคืนก็ออกมานั่งเล่นตรงศาลา ยิ่งหากกลุ่มนักท่องเที่ยวมาพักด้วยก็คงได้เพื่อนคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์กัน
|
|
วันที่สอง ตื่นสายหน่อยอาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้า เก็บเต้นท์ รับประทานอาหารเช้าเอาแรง เริ่มด้วย
|
อาหารจานเดียว ราคาไม่ถึง 50บาท รถกาญจนบุรี - เอราวัณ จอดรอใกล้กับที่ทำการอุทยานฯ กล่าวคำอำลากับเจ้าหน้าที่ผู้อำนวยความสะดวก ก่อนก้าวขึ้นรถมุ่งสู่ตัวเมืองกาญจนบุรี |
 |
เข้าย่านเมืองแล้วบอกคนขับให้จอดตรงทางเข้าสะพานข้ามแม่น้ำแคว เมื่อลงมาแล้วข้ามถนนเดินต่อไปอีกประมาณ 400 เมตรก็จะถึงบริเวณสะพานข้ามแม่น้ำแคว เก็บภาพเป็นที่ระลึกหรือจะนั่งรถรางเล่นก็แล้วแต่
สะดวก เปิดบริการเป็นช่วงตั้งแต่เช้าถึงเย็น ค่าบริการท่านละ 20 บาท หลังจากเก็บภาพเป็นที่ระลึกแล้ว เดินมาอีกหน่อยจะเป็นหอศิลป์และพิพิธภัณฑ์สงครามโลกครั้งที่ 2 แวะเยี่ยมชมหลักฐานทางประวัติศาสตร์เป็นการเติมอาหารให้สมอง หากต้องการซื้อของฝากย่านสะพานแม่น้ำแควเป็นแหล่งขายอัญมณีซึ่งเป็นสินค้าขึ้นชื่อของแถบนี้ |
หลังจากได้เติมอาหารสมองและแวะดูข้าวของละแวกนี้แล้ว เดินไปตามถนนแม่น้ำแควซึ่งตัดขนานกับ
ถนนใหญ่ โดยล่องขึ้นไปทางตัวเมือง ในยามเย็นของถนนเส้นนี้เต็มไปด้วยร้านเหล้าและเกสต์เฮ้าส์สำหรับ
นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ คล้ายถนนข้าวสารในกรุงเทพฯ แต่ช่วงบ่ายแบบนี้ร้านรวงเหล่านี้ปิดเงียบ เดินต่อมาเรื่อยผ่านโซนของเกสต์เฮ้าส์ตึกแถว จะได้กลิ่นหอมหวานและกลิ่นงาของทองม้วนลอยแตะจมูก เพราะ
ชาวบ้านละแวกนี้ทำทองม้วน สามารถขอชิมซึ่งจะเสิร์ฟกันสด ๆ ร้อน ๆ จากเตาและซื้อเป็นของฝากก็ได้
ชาวบ้านที่นี่เป็นกันเองและมีน้ำใจ บางบ้านเห็นสะพายเป้มาเหนื่อยๆ ถึงกับเรียกให้ชิมฟรี หลังจากได้ชิม
ทองม้วนแสนอร่อยก็เดินต่อมาจนถึงสุสานดอนรัก |
สุสานแห่งนี้เป็นสุสานของเชลยศึกสัมพันธมิตร ที่เสียชีวิตในระหว่างการสร้างทางรถไฟสายมรณะ บริเวณสุสานมีเนื้อที่กว้างขวางสวยงาม และเงียบสงบ ชวนให้รำลึกถึงเหตุการณ์การสู่รบและผลลัพธ์ที่ตามมา สุสานแห่งนี้บรรจุศพทหารเชลยศึกถึง 6,982 หลุม เก็บภาพเป็นที่ระลึกตามอัธยาศัย |
 |
ครั้นได้เวลาเย็นย่ำน้ำย่อยในท้องก็เริ่มทำงานรีบสาวเท้าออกประตูสุสานดอนรักทางด้านหน้า ไม่ต้องข้ามถนน รอรถสองแถวสีส้ม ค่าบริการ 10 บาทตลอดสาย บอกคนขับจอดร้านบ้านลุงชวนสวนป้าติ๋ว ร้านนี้ตกแต่งสไตล์ธรรมชาติด้วยไม้ยืนต้น ไม้ประดับมากมาย รวมถึงน้ำตกประดิษฐ์ที่คอยบรรเลงบทเพลงธรรมชาติคลอระหว่างรับประทานอาหาร ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย ทั้งเจริญอาหารขึ้นกว่าปกติ อาหารที่แนะนำ ยำสะเปะสะปะ ปลากดลวก ปลาทับทิมนึ่งมะนาว หรือต้มยำโป๊ะแตก เป็นต้น สั่งอาหารเสียสองอย่างให้รางวัลกับชีวิต สงวนราคาต่อท่านไม่เกิน 200 บาท |
หลังอิ่มอร่อยกับอาหารมื้อสุดท้ายที่กาญจนบุรี เดินข้ามฝั่งรอรถสองแถวสีส้ม สู่สถานีขนส่งซื้อตั๋วรถโดยสารปรับอากาศชั้น 1 เข้ากรุงเทพฯ ราคา 99 บาท |
รายละเอียดงบประมาณ |
| ค่ารถโดยสาร กรุงเทพฯ - กาญจนบุรี ไป - กลับ ต่อท่าน |
198 บาท |
| ค่าโดยสารภายในจังหวัด ต่อท่าน |
160 บาท |
| ค่าอาหาร น้ำดื่ม ต่อท่าน |
500 บาท |
| ค่าเข้าชมสถานที่ ต่อท่าน |
60 บาท |
| ค่าที่พัก ต่อท่าน |
90 บาท |
| รวม |
1,008 บาทต่อท่าน |
รายละเอียดเพิ่มเติม
- สอบถามตารางเดินรถ โทร. 0 2435 5012 0
- ดูรายละเอียดเกี่ยวกับที่พักของทางอุทยานฯ ได้ที่ www.dnp.go.th |