ลุยเดี่ยวเที่ยว “โคราช” ชมปราสาท ท่องอารยธรรม
นครราชสีมา 2 วัน 1คืน งบประมาณ 4,840 บาทต่อคน
“นครราชสีมา” เป็นประตูสู่ดินแดนอีสาน ซึ่งเป็นแหล่งอารยธรรมโบราณที่
เก่าแก่นับพันปี จึงเต็มไปด้วยร่องรอยหลักฐานแห่งความเจริญรุ่งเรือง
ปราสาทหินอันแข็งแกร่ง แสดงความยิ่งใหญ่ของกษัตริย์แห่งอาณาจักรขอมโบราณ ผู้มีอำนาจอันสุดจะหยั่งถึง อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารีซึ่งเป็นที่เคารพบูชาของชาวเมือง กลับถูกเคลือบแคลงสงสัย ถึงการมีตัวตนอยู่จริง ความลึกลับของประวัติศาสตร์อันยาวนาน ณ ผืนแผ่นดินที่เรียกกันอีกชื่อหนึ่งว่า “โคราช” จึงเป็นสิ่งท้าทาย สำหรับนักเดินทางที่ต้องการไขปริศนาแห่งวัฒนธรรมซึ่ง
รอคอยให้เราไปค้นหา
|
 |
วันแรก |
ทางหลวงหมายเลข 1 ทอดยาวจากกรุงเทพมหานคร แยกเข้าถนนสายมิตรภาพที่จังหวัดสระบุรี มุ่งไปยังดินแดนที่ถูกเรียกว่า “ประตูสู่อีสาน” ลมเย็นๆ ลอดเข้ามาทางหน้าต่างที่ปิดไม่สนิทของ “เจ้าขาว” รถเต่าคันเล็ก ที่ตั้งชื่อตามสีของมัน แม้จะเก่า แต่ก็พาไปสู่จุดหมายได้ทุกครั้ง ยังไม่ทันได้เอื้อมมือไปปิดกระจก ภาพ
เวิ้งน้ำขนาดใหญ่สุดลูกหูลูกตาที่มีภูเขาสีเขียวเข้มเป็นฉากหลัง ก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า ทำให้รู้ว่าเดินทางมาถึง “เขื่อนลำตะคอง” ซึ่งกั้นลำน้ำที่ช่องเขาเขื่อนลั่นและช่องเขาถ่านเสียด จนเกิดอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่มี
ทิวทัศน์สวยงาม
เขื่อนดังกล่าว ตั้งอยู่ที่ตำบลลาดบัวขาว อำเภอสีคิ้ว สร้างขึ้นใน พ.ศ. 2507 แดดยามสายของที่นี่ ให้ความรู้สึกอบอุ่นมากกว่าร้อนแรง ลงจากรถไปสูดอากาศบริสุทธิ์จนเต็มปอดแล้ว ก็ขับรถตรงสู่เข้าตัวเมืองนครราชสีมา จุดมุ่งหมายหลักของการเดินทางในวันนี้ แต่ก่อนอื่นขอหยิบแซนวิชทูน่าที่เตรียมมาจากบ้านตั้งแต่ 6 โมงเช้ามาจัดการให้เรียบร้อยเสียก่อน การรับลมชมวิว และนั่งชิลล์ๆ พร้อมของว่างในเวลา 9 นาฬิกา ดูจะเป็นโปรแกรมปิกนิคที่พอใช้ได้เลยทีเดียว ทิวทัศน์ 2 ข้างทางนอกหน้าต่างรถ จากภูเขาและต้นไม้ เริ่มกลายเป็นตึกรามบ้านช่อง เมื่อเข้าสู่ตัวเมืองโคราชในเกือบ 2 ชั่วโมงต่อมา ซึ่งจะใช้เวลาน้อยกว่านั้นเกือบครึ่ง คือราว 1 ชั่งโมงเศษ หากพาหนะของคุณเป็นรถยนต์ปกติ ไม่ใช่รถแสนเอื่อยเหมือนเจ้าขาวคันนี้
|
 |
ว่าแล้วก็นึกสงสาร อยากปล่อยให้มันพักผ่อนจากการเดินทางกว่า 250 กิโลเมตร จึงจอดพักไว้ในตัวเมือง บริเวณ “อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี” แล้วจ้างสามล้อถีบให้พาไปเที่ยวในสถานที่ต่างๆ แทน บริเวณดังกล่าว เป็นจุดที่มีสามล้อไว้บริการกับนักท่องเที่ยวมากมาย แม่สอนไว้ตั้งแต่เด็กให้ “ไปลา - มาไหว้” เมื่อเดินทางมาถึงเมือง “โคราช” ทั้งที จึงต้องไปฝากเนื้อฝากตัวกับ “ย่าโม” วีรสตรีไทย ที่ช่วยต่อตีกับกองทัพเจ้าอนุวงศ์แห่งเวียงจันทน์ ในสมัยรัชกาลที่ 3 โดยรวบรวมครอบครัวชายหญิงที่ถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลย เข้าต่อสู้กับทหารลาวที่ทุ่งสำริด เมื่อวันที่ 4 มีนาคม พุทธศักราช 2369 แม้ว่าในระยะหลังจะมีกระแสจากนักวิชาการบางส่วน ที่เคลือบแคลงสงสัยว่าท่านมีตัวตนจริงหรือไม่ แต่ชาวโคราชก็มีย่าโมเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจกันทั่วหน้า
ไม่อาจเปลี่ยนแปลงความจริงในข้อนี้ได้ ส่วนหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ก็ต้องให้ผู้รู้ทำการศึกษาวิเคราะห์กันต่อไป |
|

เสร็จจากการไหว้ย่าโมแล้ว คุณลุงสามล้อทำ หน้าที่เป็นเจ้าบ้านที่ดี แนะนำให้ไปสักการะ “ศาลหลักเมือง” ซึ่งตั้งอยู่บนถนนจอมพล มี ลักษณะเป็นศาลเจ้าแบบจีน สร้างด้วยไม้ ประดิษฐานเสาหลักเมืองนครราชสีมา ผนังศาลด้านทิศตะวันออกเป็นกระเบื้องดินเผา แสดงเรื่องราวการสู้รบของท้าวสุรนารี และวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของ คนไทยในอดีต “วัดพระนารายณ์มหาราช” แทรกตัวอยู่อย่างสงบท่ามกลางความจอแจของผู้คน และเสียงรถที่แล่นผ่านไปมา บริเวณหัวมุมถนนจอมพล พระอุโบสถกลางน้ำให้ความรู้สึกแปลกตา ต้นโพธิ์ใหญ่บริเวณลานวัด แผ่กิ่งก้านสาขาสร้างความสงบร่มเย็น เช่นเดียวกับพุทธศาสนา ที่ช่วยกล่อมเกลาจิตใจของมนุษย์ให้ดีงาม |
พระอาทิตย์ส่องแสงอยู่กลางท้องฟ้าสีสด ไม่ต้องอาศัยนาฬิกาก็ทราบว่าถึงเวลาเที่ยงตรง “หมี่โคราช” คืออาหารอย่างแรกที่นึกถึง ในตัวเมืองมีร้านอาหารหลายร้านที่ขายหมี่ดังกล่าวสามารถหาทานได้ง่ายไม่ยุ่งยาก เพียงจานละ 20 บาท ก็อิ่มไปนานหลายชั่วโมง อาหารพื้นเมืองประเภทนี้เกิดจากภูมิปัญญาของชาวบ้าน เนื่องจากในสมัยก่อนเมืองโคราชมีการปลูกข้าวเจ้ามาก จึงดัดแปลงข้าวมาทำเป็นเส้นหมี่ และมีการนำเส้นหมี่ไปตากแห้ง เพื่อเป็นการถนอมอาหารแล้วเก็บไว้ทานในมื้อต่อๆ ไป หมี่โคราชจึงมีความเหนียวนุ่ม ไม่เหมือนใคร เพื่อให้คุ้มที่เดินทางมาไกลจึงอัดเข้าท้องไป 3 จาน แล้วหลอกตัวเองว่าทานเผื่อคนทางบ้านที่ไม่ได้มาด้วยกัน
คุณลุงสามล้อที่นอนรออยู่ในรถถีบเป็นเวลาเนิ่นนาน แนะนำให้ไปเที่ยว “วัดบึง” ซึ่งคนโคราชเขาเป็นที่รู้กันว่ามี “ของดี” ปลุกเสกเพียบ เมื่อเดินทางไปถึง บอกได้คำว่าเดียวว่า ไม่ผิดหวัง ไม่ใช่เพราะของดีจากเกจิอาจารย์ แต่เป็นของดีจากบรรพบุรุษที่สร้างสรรค์งานสถาปัตยกรรมไว้สืบมา ตั้งแต่ปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา คือ อุโบสถของวัดซึ่งมีฐานแอ่นท้องสำเภา หน้าบันทิศตะวันออก เป็นไม้แกะสลักรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ ส่วนทิศตะวันตกเป็นรูปพระนารายณ์ทรงสุบรรณ ฝีมือช่างประณีตงดงาม ดื่มด่ำกับงานช่างครั้งกรุงศรีฯ ที่วัดบึงเสร็จแล้ว เพื่อไม่ให้อารมณ์ศิลปินต้องขาดตอน จึงกระซิบบอกลุงให้พาไปยัง “พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ มหาวีรวงศ์” ซึ่งถือกำเนิดจากการรวบรวมโบราณวัตถุโดย สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อ้วน ติสโส) อดีตพระเถระรูปสำคัญของภาคอีสาน ขณะดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสวัดสุทธจินดา อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา
ดังนั้นเมื่อกรมศิลปากรจัดตั้งพิพิธภัณฑ์สถานขึ้นภายในวัดดังกล่าว โดยนำสิ่งของจากการรวบรวมของท่านมาจัดแสดง จึงตั้งชื่อตามสมเด็จพระมหาวีรวงศ์เพื่อเป็นเกียรติ เช่น กลองมโหระทึก, พระคเณศร์ประทับนั่งอยู่ในซุ้ม, พระพุทธรูปนาคปรกทรงเครื่อง, กระปุกเคลือบสีน้ำตาลรูปช้าง ฯลฯ ล้วนเป็นโบราณวัตถุที่เป็นไฮไลท์ของพิพิธภัณฑ์ดังกล่าวทั้งสิ้น นอกจากนี้ยังมีวัตถุที่ถือเป็นความภาคภูมิใจของชาวโคราชอีกชุดหนึ่ง นั่นก็คือ พระเก้าอี้และโต๊ะกำมะหยี่สีแดง ซึ่งเป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์ 3 รัชกาลแห่งราชวงศ์จักรีคือ รัชกาลที่ 5 ครั้งเสด็จประพาสจังหวัดนครราชสีมา เพื่อทรงทำพิธีเปิดทางรถไฟสายกรุงเทพฯ - นครราชสีมา, รัชกาลที่ 6 คราวเสด็จประพาสจังหวัดนครราชสีมา และทำพิธีฉลองโล่ห์กองทหารม้า เมื่อยังดำรงพระยศเป็น
พระบรมโอรสาธิราชเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ และรัชกาลปัจจุบัน ครั้งเสด็จเยี่ยมราษฎรบริเวณหน้าศาลากลางจังหวัด เมื่อ พ.ศ. 2498
|
| จุดมุ่งหมายสุดท้ายของการเยี่ยมเมืองโคราชในวันนี้ ก็คือ “วัดป่าสาละวัน” หลังสถานีรถไฟนครราชสีมา วัดดังกล่าวสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2475 ความสำคัญที่ทำให้ผู้คนเดินทางมาเยี่ยมชมคือ การเป็นสถานที่เก็บอัฐิของบูรพาจารย์ทั้ง 5 ท่าน ได้แก่ หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น หลวงปู่สิงห์ พระอาจารย์พร และหลวงพ่อพุธ ฐานิโย ต้นไม้ร่มรื่นสีเขียวครึ้ม สร้างบรรยากาศอันเงียบสงบสมเป็นวัดป่า ตัดขาดจากความวุ่นวายภายนอกทั้งปวง จึงไม่น่าแปลกใจที่มีอุบาสก อุบาสิกา เดินทางมาปฏิธรรมอยู่เสมอ ใครคนหนึ่งที่ยังตัดความสุขทางโลกไม่ขาด เดินออกมาจากวัดอย่างเงียบๆ แล้วบอกให้ลุงถีบสามล้อพาไปส่งยังจุดเดิมคือ อนุสาวรีย์ย่าโม ซึ่งจอดรถทิ้งไว้ จ่ายค่ารถตามที่ตกลงกันไว้คือ 350 บาท ซึ่งก็คุ้มค่ากับการพาเที่ยวเกือบทั้งวัน นอกจากจะได้บรรยากาศเก่าๆ ของเมืองโคราชแล้ว ยังไม่ต้องขับรถหลงทาง ยิ่งไปกว่านั้นคือ การช่วยต่อลมหายใจให้กับอาชีพถีบสามล้อที่นับวันจะลดน้อยถอยลงไป เพราะถูกแย่งลูกค้าจากพาหนะอันสะดวกรวดเร็วประเภทอื่นๆ ชีวิตเนิบช้าของวันนี้ จึงจบลงอย่างเป็นสุข ก่อนจะแวะชิมอาหารพื้นบ้านซึ่งมีอยู่ทั่วไปในตัวเมือง ไก่ย่าง ส้มตำ ซุปหน่อไม้ ลาบหมู ต้มแซ่บ พร้อมข้าวเหนียวในกระติ๊บ ถูกนำเข้าปากอย่างบรรจง ตามด้วยน้ำเย็นล็อตใหญ่ เพื่อหวังจะคลายความเผ็ดร้อนแสบสันต์ของอาหารอีสานบ้านเฮา แต่ก็ดูจะไม่ได้ผลเท่าที่ควร บทสรุปของอาหารเย็นมื้อนี้จึงจบลงด้วยน้ำตาที่ไหลออกมาพร้อมความ “แซ่บอีหลี” สิ่งสำคัญของการเดินทางคนเดียวคือ ความปลอดภัย จึงยอมจ่ายสำหรับโรงแรมระดับ 5 ดาว ซึ่งอีกเหตุผลหนึ่ง ก็เพื่อความผ่อนคลายจากการขับรถระยะทางไกล นักเดินทางคนหนึ่งหลับลงอย่างง่ายดาย ภายใต้ผ้าห่มอุ่นและเตียงนุ่มๆ ของ “สีมาธานี” ในหัวเมืองสำคัญเมื่อครั้งอดีตที่มีชื่อว่า “โคราช” |
วันที่ 2 |
“กมรเตง ชคตวิมาย”
ประโยคสุดท้ายของหนังสือแนะนำสถานที่แห่งหนึ่งของเมืองเมืองนี้ ที่เราคิดว่าการไม่เปิดอ่านความหมายของหน้าต่อไปจะตื่นเต้นกว่า ถ้าเลือกเดินทางไปค้นหาปริศนา ที่ไม่อาจเข้าใจประโยคนี้ด้วยตัวเองเช้านี้
|
 |
ราว 60 กิโลเมตร ของระยะทางจากตัวเมืองสู่อำเภอแห่งหนึ่งซึ่งเป็นจุดมุ่งหมาย ถือว่าไม่ไกลมากนัก หากไม่มีเงื่อนงำที่ต้องคลี่คลายให้กระจ่าง เพียงชั่วโมงต่อมา ก็ได้มายืนอยู่หน้าสถาปัตยกรรมอันยิ่งใหญ่ของอาณาจักรขอมโบราณ สะพานนาคราชพาเข้าสู่ปราสาทประธานของศาสนสถานแห่งนี้ รามเกียรติ์และเรื่องราว ในคติพุทธศาสนา ปรากฏเป็นภาพสลักอยู่บนทับหลังและหน้าบันโดยรอบเว้นแต่ทางทิศใต้ซึ่งมี“ศิวนาฏราช” ร่ายรำอย่างอ่อนช้อย พระเนตรคล้ายเพ่งมองยังผู้มาเยือน หินสีขาวแต่ละก้อนที่ถูกนำมาเรียงด้วยแรงงานอันเหนื่อยยาก บ่งบอกอำนาจอันไร้ขอบเขตของมหาราชแห่ง “เมืองพระนคร” สถานที่ดังกล่าวจะเป็นอื่นใดไปไม่ได้ นอกจาก “ปราสาทหินพิมาย” ปราสาทดังกล่าวคาดว่าถูกสร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 ราวพุทธศตวรรษที่ 16 ในฐานะเทวสถานของศาสนาพราหมณ์ ต่อมาถูกดัดแปลงเป็นศาสนสถานในพุทธศาสนา ในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ในราว 200 ปีต่อมา ตัวปราสาทหันหน้าไปทางทิศใต้ หลายคนสันนิษฐานว่า เพื่อให้หันรับกับเส้นทางตัดมาจากเมืองยโศธรปุระ เมืองหลวงของอาณาจักรขอมโบราณ
ปริศนาที่ค้างคาใจยังไม่ได้รับการคลี่คลาย จึงมุ่งหน้าไปยัง “พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมาย” ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากตัวปราสาท เรื่องราวของจารึกบนกรอบประตูซุ้มระเบียงคดด้านทิศใต้ของปราสาทหินพิมาย ถูกเล่าไว้ในพิพิธภัณฑ์ดังกล่าว จารึกนี้กล่าวถึงการถวายสิ่งของ ที่ดิน และข้าทาสแด่เทวสถานโดยขุนนางแห่งอาณาจักร โดยปรากฏคำว่า“กมรเตง ชคตวิมาย”ซึ่งนักปราชญ์ด้านภาษาได้แปลไว้ว่า“พระเป็นเจ้าแห่งพิมาย” หรือ “ผู้เป็นใหญ่แห่งพิมาย” |
การได้มาเยือนที่นี่ นอกจากความตื่นเต้นในการตามหาความหมายของ “กมรเตง ชคตวิมาย” ความงดงามผ่านเงาอดีตของปราสาทอันยิ่งใหญ่ รวมถึงพิพิธภัณฑ์ซึ่งรวบรวมเรื่องราวเกี่ยวกับ “เมืองพิมาย” ให้ผู้เข้าชมได้เข้าใจอย่างลึกซึ้ง รวมถึงโบราณวัตถุล้ำค่ามากมาย ก็สร้างความตื่นตาได้ไม่น้อย ก่อนกล่าวคำอาลาจากอำเภอพิมาย แวะทานข้าวเที่ยงที่ร้าน “ริมมูล” ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากพิพิธภัณฑ์ เพราะมีคนแนะนำมาว่า นอกจากเมนูยอดฮิต “ผัดหมี่พิมาย” แล้ว อีกรายการหนึ่งที่พลาดไม่ได้คือ “ตำถั่วฝักยาวใส่ไข่ต้ม” ได้ลองแล้วไม่เสียเที่ยวจริงๆ |
บ่ายโมงนิดๆ เดินทางออกจากพิมาย มุ่งหน้ากลับกรุงเทพฯ โดยใช้เส้นทางเดิม แวะทักทายสิงสาราสัตว์ที่ ฟาร์มโชคชัย เพราะไม่บ่อยนักที่จะมีโอกาสป้อนนมลูกวัวแสนน่ารัก ซึ่งจ้องมองขวดนมตาไม่กระพริบ ก่อนกลับซื้อผลิตภัณฑ์จากฟาร์มเป็นของฝาก ทั้งนมสดรสชาติต่างๆ สำหรับผู้ใหญ่ที่ร่างกายต้องการแคลเซียมสูง ท็อฟฟี่และนมอัดเม็ด ส่วนไอศกรีมอันเลื่องชื่อซื้อกินเอง เพื่อเป็นรางวัลสำหรับการเดินทางในครั้งนี้ รถเต่าสีขาวเลี้ยวเข้าบ้านตอนหัวค่ำ เสียงโทรศัพท์มือถือจากเพื่อนสนิทดังขึ้นว่า“เป็นไงบ้างเที่ยวโคราช?” ว่าแต่ว่า
..ประสบการณ์ลุยเดี่ยวครั้งนี้มีมากมาย พลางคิดว่าจะเริ่มเล่าเรื่องไหนก่อนดี ? |
| รายละเอียดงบประมาณ |
| ค่าน้ำมันรถไป - กลับ |
2,000 |
บาท |
| ค่าเช่ารถสามล้อ |
350 |
บาท |
| ค่าที่พัก 1 คืน |
1,650 |
บาท |
| ค่าอาหาร (รวมทุกมื้อ) |
600 |
บาท |
ค่าเข้าชมสถานที่ต่างๆ (ค่าเข้าชมโบราณสถานและพิพิธภัณฑ์ต่างๆ
ของกรมศิลปากร คนละ 30 บาทต่อ 1 แห่ง) |
90 |
บาท |
| ค่าของฝาก |
150 |
บาท |
| รวมทั้งสิ้น |
4,840 |
บาทต่อคน |
|