Wi-Fi Experience@KBank
ค้นหา:
Join:
Home / Travel / รวมท่องเที่ยวตามงบประมาณ / เชียงใหม่ / ท่องเที่ยวตามงบประมาณ / แอ่วเจียงใหม่ ไหว้พระธาตุคู่เมืองและพิชิตยอดเขาที่สูงที่สุดของเมืองไทย : 3 วัน 4 คืน งบประมาณ 5,400 บาทต่อคน

เชียงใหม่ - ท่องเที่ยวตามงบประมาณ


Send To Friend

 
Share |
 
 

แอ่วเจียงใหม่ ไหว้พระธาตุคู่เมืองและพิชิตยอดเขาที่สูงที่สุดของเมืองไทย เชียงใหม่ 3 วัน 4 คืน งบประมาณ 5,400 บาทต่อคน

เมื่อเอ่ยชื่อ “เชียงใหม่” คงไม่มีใครปฏิเสธเมืองสำคัญทางภาคเหนือของไทย
แห่งนี้ ความที่เชียงใหม่นั้น มีชื่อเสียงทั้งสถานที่ท่องเที่ยทางธรรมชาติและวัฒนธรรม อาหารการกินอันโอชะ รวมถึงน้ำใจไมตรีและรอยยิ้มของคนใน
ท้องถิ่น ซึ่งเป็นมนต์เสน่ห์ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยเองและชาวต่างชาติให้หลั่งไหลเข้ามาเยือนเชียงใหม่แทบไม่เว้นแต่ละวัน ยิ่งสำหรับคนไทยแล้วพลาดไม่ได้กับการเที่ยวชมความงดงามและสัมผัสมนต์เสน่ห์ของเมืองเชียงใหม่ด้วยตนเองสักครั้ง...สองครั้ง

เที่ยวสบายๆแบบไม่ต้องพกนาฬิกามาก็ได้เพราะเราเลือกเดินทางแบบไม่มีอะไรรีบเร่งด้วยการใช้บริการ

รถไฟไทย นอนหลับสบายๆ ในตู้นอนปรับอากาศ บนรถไฟขบวนด่วนพิเศษแบบถึงก็ช่าง...ไม่ถึงก็ช่าง ได้เวลาประมาณทุ่มครึ่ง รถไฟก็เคลื่อนขบวนออกจากสถานีรถไฟหัวลำโพงออกเดินทางสู่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อให้ได้บรรยากาศแบบรถไฟไทยแท้ๆ ขอแนะนำให้สั่ง “ข้าวผัดรถไฟ” สำหรับมื้อค่ำ อร่อยน่ะไม่เท่าไหร่ แต่ได้อารมณ์แบบเต็มๆ หลังจากนั้นก็ได้เวลาเจ้าหน้าที่มาปูเตียง ก็เอนกายลงนอนฟังเสียงล้อเหล็กกระทบกับรางรถไฟเพลินใจดีแท้ กระทั่ง 10 โมงเช้าของวันใหม่ก็น่าจะถึงสถานีรถไฟปลายทาง
 
วันแรก ทริปเชียงใหม่นี้ทริปนี้เหมาะที่จะมีเพื่อนร่วมเดินทางประมาณ 3 คน จะได้เช่ารถขับตระเวนทั่วเมืองซึ่งสะดวกสบายและประหยัดเวลากว่าการนั่งรถสองแถวไปนู่นไปนี่มาก โดยสามารถโทรให้บริษัทเช่ารถนำรถมาส่งที่สถานีรถไฟได้เลย (www.northcarrent.com/) ได้รถขับแล้วค่อยแวะหาของกินมื้อสายที่ตลาดวโรรสซึ่งมีของกินทั้งคาว-หวานให้เลือกเพียบ 


ขับรถผ่านประตูท่าแพ แวะสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์สามกษัตริย์และวัดพระสิงห์วรมหาวิหารที่

ประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์ พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของชาวเชียงใหม่ นอกจากนี้ยังเป็นพระประจำวันเกิดของผู้ที่เกิดปีมะโรงอีกด้วย
 

วัดนี้สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 1888 หรือเมื่อ 664 ปีก่อน โดยพญาผายูกษัตริย์องค์ที่ 7 ในราชวงศ์เม็งราย

โปรดให้สร้างขึ้น แต่เดิมมีชื่อว่า "วัดลีเชียง" ในสมัยที่พระเจ้าแสนเมืองมา กษัตริย์องค์ที่ 9 เป็นผู้ครองนครเชียงใหม่เมื่อปี พ.ศ. 1983 เจ้ามหาพรหมได้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์มาจากเมืองกำแพงเพชร เพื่อถวายแด่พระเจ้าแสนเมืองมา โดยจะอัญเชิญไปประดิษฐานที่วัดบุปฝาราม แต่เมื่อรถที่อัญเชิญมาถึงหน้าวัด รถเกิดติดขัดไม่สามารถชักลากไปได้ จึงให้ประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์ไว้ที่วัดนี้ ต่อมาวัดนี้ได้ชื่อเพิ่มว่า "วัดลีเชียงพระ" และเรียกกันว่าวัดพระสิงห์ในเวลาต่อมา
ไหว้พระเพื่อความเป็นสิริมงคลแล้วก็ไปไหว้พระอีกเหมือนเดิม คราวนี้จะขึ้นเขาเล็กน้อยเพื่อนมัสการ “วัดพระธาตุดอยสุเทพ” ปูชนียสถานคู่เมืองเชียงใหม่ ตั้งอยู่บนยอดดอยสุเทพ เป็นพระธาตุประจำปีเกิดปีมะแม องค์พระธาตุเป็นเจดีย์ทรงเชียงแสนฐานสูงย่อมุมระฆังทรงแปดเหลี่ยมปิดด้วยทองจังโก 2 ชั้น บริเวณลานเจดีย์สามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์ของตัวเมืองเชียงใหม่ได้อย่างทั่วถึง จะค่อยๆ เดินขึ้นบันไดนาค 300 ขั้น หรือจะใช้บริการรถกระเช้าขึ้นไปยังวัดก็แล้วแต่จิตศรัทธา

ขับรถลงจากดอยสุเทพแล้วไปกันต่อที่
“พระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์”พระตำหนักประทับแปรพระราชฐานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ

ใกล้จะค่ำแล้ว ได้เวลากลับเข้าเมืองเชียงใหม่ไปอาบน้ำอาบท่าที่โรงแรม โดยในคืนนี้จะนอนพักกัน
ที่  “ฮอลิเดย์ การ์เด้น โฮเทล แอนด์ รีสอร์ต” ที่ถนนห้วยแก้ว เพราะราคาได้ดั่งใจ นั่นคือ ห้องพักสำหรับ 3 ท่านเพียงคืนละ 1,230 บาทเท่านั้น แถมยังมีอาหารเช้าให้รับประทานอีกด้วย
(www.hotelsthailand.com/thailand/chiang-mai-hotels.html)
 

ค่ำๆ ก็ออกมาเดินช้อปปิ้งและหาร้านอาหารอร่อยๆ รับประทานกันที่ถนนนิมมานเหมินทร์  ถนนสุดฮิปของ

เมืองเชียงใหม่ ถ้าตรงกับวันหยุดสุดสัปดาห์ก็ขับรถเข้าไปในเมืองแถวถนนคนเดินวัวลายหรือท่าแพเพื่อหาซื้อสินค้าโดนๆ ให้หนำใจ
 
วันรุ่งขึ้น ตื่นนอนเช้าหน่อยเพราะต้องเดินทางไกล หลังจากรับประทานอาหารเช้าที่โรงแรมและเช็กเอ้าต์เสร็จเรียบร้อย ก็เตรียมตัวมุ่งหน้าไปยังจุดที่สูงที่สุดของประเทศไทย ที่ “ดอยอินทนนท์” ด้วยระยะทางกว่า 100 กิโลเมตรและความสูงกว่า 2,500 เมตรจากระดับน้ำทะเล ทำให้ต้องขับรถนานราว 2 ชั่วโมงกว่าจะถึงทางเข้าอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์
 

ระหว่างทางขึ้นดอย มีทางแยกให้เลี้ยวซ้ายเข้าไป 14 กิโลเมตร และเดินเท้าอีก 200 เมตร แวะเที่ยว

 “น้ำตกแม่ยะ” น้ำตกขนาดใหญ่ที่สุดของเชียงใหม่และสวยงามติดอันดับหนึ่งในสิบยอดน้ำตกของประเทศไทย สายน้ำจะไหลลงมาตามหน้าผาสูงชันราว 280 เมตร กระทบโขดหินเป็นชั้นๆ เหมือนม่านน้ำ แล้วไหลลงไปรวมกันที่แอ่งน้ำใสเบื้องล่าง นักท่องเที่ยวสามารถลงเล่นน้ำได้อย่างปลอดภัย
 

ชุ่มฉ่ำกับสายน้ำอันเย็นชื่นใจกันพอสมควรแล้ว ขับรถย้อนกลับทางเดิมสู่ถนนใหญ่อีกครั้งเพื่อไปชม

ความงดงามของ “น้ำตกแม่กลาง” น้ำตกขนาดใหญ่อีกแห่งหนึ่งของอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ เลยจากน้ำตกแม่กลางไป มีน้ำตกสวยๆ อีก 2 แห่งก่อนจะถึงยอดดอยอินทนนท์ ได้แก่ “น้ำตกวชิรธารและน้ำตกสิริภูมิ” ไม่ไกลจากบริเวณน้ำตกสิริภูมิมีโครงการหลวงดอยอินทนนท์ซึ่งมีเมนูขึ้นชื่ออย่างปลาเทร้าต์รมควัน อร่อยขนาดเคยเป็นเมนูขึ้นโต๊ะเสวยถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาแล้ว ว่าแล้วก็ไม่รอช้าจัดการสั่งปลาเทร้าต์มารับประทานมื้อเที่ยงกันเลย
 

หนังท้องตึงหนังตาก็หย่อน ยิ่งทำให้ต้องเพิ่มความระมัดระวังในการขับรถ อีกทั้งเส้นทางขึ้นเขาค่อนข้าง

สูงชันและมีทางโค้งมาก อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย ผู้ขับขี่จึงต้องขับรถอย่าประมาทเลยเชียว 

  ในที่สุดก็เดินทางถึงจุดหมายปลายทาง “อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์” ล้างหน้าล้างตาและพักเหนื่อยที่บ้านพักดาวเรืองของอุทยานฯ ซึ่งเป็นบ้านพักสำหรับ 3 คน ราคาหลังละ 1,000 บาท จากนั้นค่อยไปสักการะกู่ของเจ้าอินทวิชยานนท์ ตรงด้านหลังกู่มีแผ่นคอนกรีตที่มีหมุดเหล็กกลมขนาดตามองเห็นได้ชัดอยู่ตรงกลาง เขียนเป็นข้อความระบุความสูง 2,565 เมตรจากระดับน้ำทะเล ตรงหมุดนี้แหละคือจุดที่สูงที่สุดในประเทศไทย 

 

เดินป่าชมความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติในบริเวณเขตอุทยานฯ ตรงทางเดินป่าดึกดำบรรพ์มีต้น

กุหลาบพันปีขนาดใหญ่และต้นไม้ที่ปกคลุมไปด้วยมอสและเฟิร์นเขียวขจีชุ่มฉ่ำตลอดทั้งปี ปลดปล่อยความตึงเครียดจากชีวิตประจำวันด้วยการนั่งชิลล์ดื่มเครื่องดื่มอุ่นๆ และรับประทานอาหารแบบปิ้งย่างท่ามกลางอากาศหนาวเย็นบนยอดดอย ได้อรรถรสไปอีกแบบ
 

วันสุดท้าย ตื่นเช้าขึ้นมาชมไอหมอกปกคลุมท้องฟ้าดอยอินทนนท์และสัมผัสอากาศหนาวใกล้เคียงกับยุโรป พร้อมจิบชาหรือกาแฟอุ่นๆ สุดแสนจะมีความสุข หลังจากเดินสูดออกซิเจนจนเต็มปอดแล้ว ก็ได้เวลาออกเดินทางกลับเข้าตัวเมืองเชียงใหม่ ขับรถไปได้สักชั่วโมงเศษ ท้องก็เริ่มร้องด้วยความหิวเพราะใกล้จะเที่ยงวัน เลี้ยวซ้ายตรงทางแยกไปอำเภอแม่วางนิดนึง ก็จะถึง “ร้านข้าวมันไก่สันป่าตอง” อันโด่งดัง พักกลางวันกันเพลินๆ จากนั้นขับรถต่ออีกไม่เกินครึ่งชั่วโมงก็จะถึงตัวเมืองเชียงใหม่ 

 

ถึงตัวเมืองเชียงใหม่ เดินเล่นชมวิวสองฝั่งแม่น้ำปิงและหาซื้อแคบหมู น้ำพริกหนุ่ม และไส้อั่วกลับบ้านไว้

เป็นของฝากคนสนิท ทางที่ดีควรหาอาหารหนักไว้รับประทานบนรถไฟด้วยเพราะรถไฟขบวนตู้นอนกลับกรุงเทพฯ จะออกในเวลา 17.50 น. จะต้องหิวกลางทางเป็นแน่ คืนรถที่เช่ามาให้เรียบร้อย แล้วไปขึ้นรถไฟเตรียมตัวเดินทางกลับกรุงเทพฯ
 
นั่งๆ นอนๆ ไปประมาณ 13 ชั่วโมง รถไฟก็เข้าจอดยังชานชลาสถานีรถไฟหัวลำโพงตอน 7 โมงเช้าของวันใหม่
 
รายละเอียดงบประมาณ

- ค่าตั๋วรถไฟไป-กลับ กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ราคารวม
   (ตั๋วชั้น 2 ตู้นอนปรับอากาศ เตียงล่าง) 
- ค่ารถเช่า 3 วัน วันละ 1,400 บาท เฉลี่ยคนละ
- ค่าน้ำมันรถ   3 วัน ประมาณ 1,200 บาท เฉลี่ยคนละ
- ค่าโรงแรม 2 คืน ประมาณ
- ค่าอาหาร 8 มื้อ รวม
- รวมประมาณ

1,722 บาท

1,400 บาท
400 บาท
750 บาท
1,000 บาท
5,400 บาท ต่อคน

(รายละเอียดเพิ่มเติม)

ตรวจสอบตารางเวลาและราคาตั๋วรถไฟได้ที่ www.railway.co.th/
   

12 มิถุนายน 2552 16:48:18
 
 

 

 
 

 
 
   
 
  เชียงใหม่
  ข้อมูลทั่วไป
  ข้อมูลน่ารู้ก่อนเดินทาง
  เกร็ดความรู้ที่ควรทราบ
  สถานที่ท่องเที่ยวและกิจกรรมแนะนำ
  ท่องเที่ยวตามงบประมาณ
  บันทึกการเดินทางประทับใจ
  ผู้จัดการพาชิม
 
 
 
 
 
     
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
กุมภาพันธ์
2555
<  >
 
   
 
     
   
 
เลือกจังหวัดในประเทศไทย