Wi-Fi Experience@KBank
ค้นหา:
Join:
Home / Travel / รวมท่องเที่ยวตามงบประมาณ / เชียงราย / ท่องเที่ยวตามงบประมาณ / แอ่ว “เจียงฮาย” เมืองแห่งวัฒนธรรมในอ้อมกอดของภูเขา เชียงราย 3 วัน 2 คืน งบประมาณ 5,825 บาท (ต่อคน)

เชียงราย - ท่องเที่ยวตามงบประมาณ


Send To Friend

 
Share |
 
 

แอ่ว “เจียงฮาย” เมืองแห่งวัฒนธรรมในอ้อมกอดของภูเขา เชียงราย 3 วัน 2 คืน งบประมาณ 5,825 บาท (ต่อคน)

ภูเขาสูงทอดตัวยาวโอบล้อมเมืองเล็กๆ แห่งหนึ่งไว้ในความเงียบสงบ วิถีชีวิตของผู้คนเป็นไปอย่างเรียบง่าย แต่งดงามของเจดีย์ล้านนาสีทองอร่ามตั้งตระหง่านอยู่บนยอดเขา ส่องแสงแห่งศรัทธามาสู่เบื้องล่าง วัฒนธรรมเก่าแก่ที่สืบทอดกันมานับร้อยปี ยังคงดำเนินต่อไปอย่างมั่นคง ทั้งหมดนี้เป็นเพียง
ส่วนหนึ่งที่ทำให้ “เชียงราย” เป็นดินแดนอันมีเสน่ห์สำหรับนักเดินทางอยู่เสมอ ไม่เคยแปรเปลี่ยน

วันแรก

“ขณะนี้ เรากำลังพาท่านเข้าสู่สนามบินนานาชาติเชียงราย...” เสียงหวานๆ ของใครบางคน ปลุกผู้โดยสารขี้เซาคนหนึ่ง ให้ตื่นขึ้นจากความฝันซึ่งกำลังจะเป็นจริงในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า นาฬิกาที่ข้อมือด้านขวาบอกเวลาราวเที่ยงตรง นั่นหมายความว่า เราใช้เวลาบินอยู่บนฟ้าเพียงชั่วโมงกว่าๆ ก็เดินทางมาถึง “เจียงฮาย” เมืองในฝันของใครหลายคน รวมทั้งเราและเพื่อนอีก 3 คน รถเก๋งสีบรอนซ์ทองคันใหม่เอี่ยม ที่ถูกเช่ามาจากสนามบินในราคา 1,300 บาท พร้อมน้ำมันเต็มถัง กำลังพาพวกเรามุ่งหน้าสู่ “เชียงแสน” เมืองโบราณอายุหลายร้อยปี ที่บัดนี้กลายเป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดเชียงราย ด้วยทางหลวงหมายเลข 10 เมื่อผ่านอำเภอ
แม่จัน เลี้ยวขวาเข้าทางหลวงหมายเลข 1016 (แม่จัน - เชียงแสน) ระยะทาง 29 กิโลเมตร ก่อนถึงกำแพงเมืองเก่าเชียงแสนมีสี่แยก เราเลือกทางตรงไปผ่านอำเภอเชียงแสน จากนั้นเลี้ยวซ้ายไปตามถนนเลียบน้ำโขง กลิ่นหอมฉุยลอยมาพร้อมกลุ่มควันจากกระท่อมหลังหนึ่งริมแม่น้ำ ปลาเผาตัวโตถูกนำมาเสริ์ฟพร้อมน้ำจิ้มเลิศรส สาวเหนือท่าทางขี้อายทะยอยนำอาหารอีกหลายอย่างมาให้ชิม เวลาชั่วโมงครึ่งที่ขับรถมานั้น คุ้มค่าอย่างไม่ต้องสงสัย อิ่มท้องแล้ว ก็มุ่งหน้าต่อไปยังจุดหมายแห่งแรก สำหรับการเดินทางครั้งนี้ นั่นก็คือ
“สามเหลี่ยมทองคำ”

แผ่นป้ายขนาดใหญ่ทำจากไม้ มีข้อความว่า “ดินแดนแห่งสามเหลี่ยมทองคำ” ถูกคนจองคิวถ่ายรูปคู่อย่างไม่ขาดสาย ท้องฟ้ากว้างไกลสุดลูกหูลูกตา ผืนแผ่นดินกว้างใหญ่ราวกับไม่มีที่สิ้นสุด รอยต่อระหว่าง 3 แผ่นดิน ไทย - ลาว - พม่า มาบรรจบกัน ณ บ้านสบรวก อำเภอเชียงแสนของฝั่งไทย แขวงบ่อแก้ว ของประเทศลาว และจังหวัดท่าขี้เหล็กของพม่า ซึ่งปัจจุบันเป็นพื้นที่ทางเศรษฐกิจที่สำคัญ เนื่องจากมีท่าเรือ
ขนถ่ายสินค้าจากเมืองจีน หลายคนคงเคยทราบว่า ในอดีตบริเวณดังกล่าวเคยเป็นแหล่งค้าฝิ่น ดอกไม้สีสดเคลือบพิษร้ายที่สามารถทำลายชีวิตของผู้คน ที่หลงมัวเมาให้หายนะได้ในพริบตา “หอฝิ่น” ภายในอุทยานสามเหลี่ยมทองคำ เป็นสถานที่ซึ่งทำให้พวกเราเรียนรู้เรื่องราวอันน่าตื่นตกใจ เกี่ยวกับยาเสพติดชนิดนี้จนเกือบลืมภาพพจน์เดิมๆ ของพิพิธภัณฑ์ไปหมดสิ้น เพราะที่นั่นมีการค้นคว้ารายละเอียดมานำเสนอด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ จึงไม่แปลกใจว่าเหตุใด หอฝิ่นจึงเป็นพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงได้ดีที่สุดแห่งหนึ่งของเอเชีย แสงแดดอ่อนๆ ในยามเย็น ตกกระทบบนผืนดินที่สามเหลี่ยมทองคำ เป็นสัญญาณบอกเวลาสิ้นสุดของการเดินทางในวันแรก แม้ใจจริงจะอยากล่องเรือชมทิวทัศน์ในแม่น้ำโขง แต่ก็มีเวลาไม่มากพอ

เกรทเธอร์ แม่โขง ลอร์จ ไม่ไกลจากหอฝิ่น เปิดแอร์เย็นฉ่ำไว้ต้อนรับผู้มาเยือน ในราคาเพียงคืนละ 800 บาทต่อห้อง ที่สำคัญคือ อยู่ภายใต้การบริหารงานของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง นอกจากจะได้ชมทิวทัศน์สวยๆ แล้ว ยังถือเป็นการสมทบทุนให้แก่หน่วยงานดังกล่าวอีกด้วย โทรจองได้ทันทีที่ 0 5378 4450-2 นำข้าวของ
ส่วนตัวเก็บไว้ที่ห้องพักแล้ว ออกมาตระเวนหาร้านอาหาร บรรยากาศดี อาหารอร่อย ซึ่งในแถบนั้นมีอยู่ด้วยกันหลายแห่ง เช่น ร้านครัวไทย และร้านตะวันริมโขง จานเด็ดคือ เมนูต่างๆ ที่ทำจากปลาแม่น้ำ

ท้องฟ้ามืดสนิท กลุ่มดาวที่สามเหลี่ยมทองคำส่องประกายงดงามกว่าที่เคยเห็น เปล่งแสงชัดเจนกว่าในเมืองหลวง ที่ไฟนีออนจากตึกสูงลดทอนความระยิบระยับของดวงดาว ความเงียบสงบที่บ้านพักบนไหล่เขา กล่อมให้คนต่างถิ่นอย่างพวกเราหลับใหลอย่างเป็นสุขตลอดทั้งคืน

วันที่สอง

หกโมงเช้าของวันนี้ไม่เหมือนกับทุกวัน มันเป็นเช้าที่ปราศจากเสียงรถรา เช้าที่ได้พบกับหมอกบางๆ
แทนที่ควันพิษ เช้าที่เราจะออกเดินทางไปยังดินแดนแห่งหนึ่ง ซึ่งมีกลิ่นไอของ “ยูนนาน” ให้เราสัมผัส โดยไม่ต้องแพ็กกระเป๋าไปไกลถึงเมืองจีน อาหารเช้าของ เกรทเธอร์ แม่โขง  ลอร์จ ถูกจัดการลงท้องอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเช็คเอาท์ แล้วสตาร์ทรถไปสู่จุดมุ่งหมายที่กล่าวมาข้างต้น นั่นก็คือ “ดอยแม่สลอง”

จากสามเหลี่ยมทองคำ มุ่งสู่อำเภอแม่จัน เวลาล่วงเลยไปราว 2 ชั่วโมงกว่าๆ ก็ถึงดอยแม่สลอง แม้
เส้นทางบางช่วงจะไม่ค่อยสะดวกสักเท่าไหร่ แต่นี่แหละคือสเน่ห์อย่างหนึ่งของการเดินทาง ที่ช่วยปรุงแต่ง
รสชาติของชีวิต ทั้งยังเสริมให้ความหอมกรุ่นละมุนลิ้นของ “ชาอู่หลง” ที่ชาวจีนฮ่อ ณ ดอยแห่งนี้ปลูกไว้ ยิ่งทวีความกลมกล่อมมากขึ้นไปอีก แม้จะเป็นเวลาเกือบ 10 โมงเช้า แต่อากาศก็ยังเย็นสบาย ชายชราเดินอย่างไม่รีบเร่งบนถนนที่ทอดยาวไปเบื้องหน้า หญิงสาวคนหนึ่งส่งรอยยิ้มและพูดจาทักทาย บ้านหลังเล็กๆ ที่ปลูกอย่างเรียบง่ายปรากฏอยู่เป็นระยะๆ ภาพทั้งหมดนี้ เป็นสิ่งที่ชาวบ้านพบเห็นจนชินตา ณ หมู่บ้านแห่งหนึ่งที่ชื่อว่า “สันติคีรี” บนดอยแม่สะลอง หากแต่เป็นภาพที่น่ามอง และควรค่าแก่การจดจำสำหรับนักเดินทางจากต่างถิ่น ที่จะได้พบกับวิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวจีนแถบมณฑลยูนนาน ซึ่งมาตั้งถิ่นฐานบนดอยแห่งนี้ สีทองอร่ามของ “พระมหาธาตุเจดีย์ ศรีนครินทรามหาสันติคีรี”

เหนือยอดดอยแม่สะลอง สะท้อนแสงแห่งศรัทธาของชาวบ้านที่มีต่อพุทธศาสนา เมื่อมองลงมาเบื้องล่าง เห็นหมู่บ้านสันติคีรีในมุมสูง หมู่บ้านแห่งนี้มีทั้งโบสถ์คริสต์ และซุ้มประตูแบบจีนซึ่งมีข้อความเป็นชื่อหมู่บ้าน แสดงให้เห็นถึงการอยู่ร่วมกันได้อย่างเป็นสุขแม้ต่างความเชื่อ ต่างศาสนา ต่างวัฒนธรรม อาหารจีนยูนนานตกถึงท้องในช่วงเที่ยงวัน ชารสชาติหอมหวานชุ่มคอช่างคุ้มค่ากับที่เดินทางมาแสนไกล สีเขียวเข้มของไร่ชาและพืชผักเมืองหนาว ชักชวนให้พักค้างคืนเพื่อดื่มด่ำบรรยากาศบนดอย แต่เรายังมีจุดหมายที่ต้องเดินทางไปให้ถึงในวันนี้อีก 1 แห่ง
…จากแม่จัน มุ่งสู่อำเภอแม่ฟ้าหลวง ที่ตั้งของภูเขาลูกหนึ่ง ซึ่งชาวเหนือเรียกว่า “ดอยตุง”

บ่ายแก่ๆ ถือเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการเยี่ยมชม “พระตำหนักดอยตุง” ซึ่งเคยเป็นที่ประทับทรงงาน ของสมเด็จย่าฯ เพราะแดดจะไม่ร้อนจ้าจนทำลายความรื่นรมย์ของการเดินชม “สวนแม่ฟ้าหลวง”

ไม่ไกลจากพระตำหนักไม้ดอกเมืองหนาวสีสันสดใส ทำให้หัวใจพองโตตื่นตาตื่นใจไปกับการถ่ายภาพในมุมต่างๆ จนเย็นย่ำ ไม่ลืมถ่ายคู่กับประติมากรรมเด็กยืนต่อตัว ชื่อว่า “ความต่อเนื่อง” อันเป็นจุดเด่นอยู่ตรงกลางสวน จากนั้นก็ถึงเวลาหาที่พักอันน่าอบอุ่น ทิวทัศน์ป่าเขาลำเนาไพรรอบ ดอยตุง ลอด์จ ที่พักใกล้
พระตำหนักดอยตุงของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง สวยงามเหมือนภาพวาดของศิลปินชั้นเยี่ยม แม้ราคาจะค่อนข้างสูง แต่ก็นับว่าคุ้มค่าด้วยคุณภาพของห้องพักและบริการ  รวมทั้งความสะดวกสบายต่างๆ  ซึ่งมีทั้งศูนย์สุขภาพ
ร้านค้า และร้านอาหารเมืองเหนือ ค่ำนี้จึงฝากท้องไว้ได้อย่างสบายใจที่โรงแรม ไม่ต้องเดินทางออกไปไหนให้ไกลจากความงามที่ล้อมรอบตัวเรา สนใจโทรสอบถามรายละเอียดได้ที่ 0 5376 7015-7

คืนที่สองของคนต่างถิ่น จึงอบอุ่นเหมือนอยู่บ้าน ด้วยอ้อมกอดของภูเขาที่ชื่อว่า “ดอยตุง” แห่งนี้

วันที่สาม

เช้าวันสุดท้ายได้เดินทางมาถึง เมื่อลืมตาขึ้นมาในตอนเช้า พวกเราจึงพยายามเก็บบรรยากาศที่สวยงาม และภาพที่เห็นตรงหน้าไว้ในความทรงจำให้ได้มากที่สุด ก่อนจะทานอาหารเช้าและเช็คเอาท์จากโรงแรม เพื่อเดินทางกลับไปยังอำเภอเมือง ซึ่งยังมีสิ่งที่น่าสนใจมากมายรอให้เราไปค้นหา แต่ก่อนอื่นต้องขอก้าวไปตามหัวใจเรียกร้องนั่นคือ “ช้อปปิ้ง” ที่ตลาดแม่สาย และท่าขี้เหล็ก ฝั่งพม่า “แม่สาย” เป็นอำเภอที่อยู่เหนือสุดของประเทศไทย ติดกับพรมแดนประเทศพม่า โดยมีแม่น้ำรวกแบ่งเขตแดนซึ่งมีสะพานข้าม โดยเป็นที่ตั้งของด่านตรวจคนเข้าเมืองของทั้งสองประเทศ ใช้เวลาทำเรื่องข้ามแดน ณ ที่ว่าการอำเภอไม่นาน เตรียมบัตรประชาชน พร้อมจ่ายค่าธรรมเนียม 40 บาท แล้วบึ่งไปด่านได้ทันที เมื่อจะข้ามฝั่งพม่า จ่ายอีก 10 บาทเป็นอันเรียบร้อย เข้าไปช้อปใน “ตลาดท่าขี้เหล็ก” ให้หนำใจกันไปเลย

สินค้าส่วนใหญ่ของตลาดดังกล่าวนำเข้ามาจากจีน หรือไม่ก็เป็นสินค้าพื้นเมือง ประเภทบุหรี่รุ่น ฮาร์ดคอร์ มวนด้วยใบอะไรสักอย่าง พ่อค้าพม่าบอกว่า เป็นยาสมุนไพร สูบปื้ดเดียว มึนไปพักใหญ่ ราคาสมน้ำสมเนื้อ สำหรับสาวๆ รักสวยรักงามที่อุตส่าห์ก้าวข้ามแดนไปถึงพม่า ก็ต้องมองหา “ทานาคา” ไว้ทาบำรุงผิว เพื่อนสาวแฟนพันธุ์แท้ซีรีส์เกาหลี ช้อป CD ติดไม้ติดมือมาไม่น้อยกว่า 20 แผ่น เพราะราคานั้นถูกแสนถูก ก็นั่นมันแผ่นปลอมล้วนๆ แต่ทางพม่าเขาไม่เคร่งครัดเรื่องลิขสิทธิ์ ผู้ซื้อผู้ขายจึงไม่ต้องสะดุ้งเฮือกเมื่อตำรวจเดินเฉียดแผง ช้อปกันเสร็จก็พากันกลับออกมาสู่ดินแดนสยามบ้านเกิดเมืองนอน เพื่อเดินทางไปสู่ความศิวิไลซ์ในตัวเมืองเชียงราย แต่ไม่ลืมแวะไฮไลท์สำคัญอย่าง “วัดร่องขุ่น”

ก่อนสตาร์ทรถเดินทางต่อไป เหลือบเห็นไก่ย่างข้าวเหนียวหน้าตายั่วน้ำลายที่ตลาดแม่สาย พร้อมด้วยขนมของ “ไทใหญ่” รูปร่างคล้ายดาว ช่างน่าลิ้มลอง จึงลงความเห็นกันว่า จะลองเปลี่ยนบรรยากาศมาหม่ำข้าวเที่ยง แบบ ON THE WAY ดูบ้าง นอกจากจะได้กินไก่ย่างให้กลิ่นตลบไปทั้งรถแล้ว ยังประหยัดเวลาไปได้อีกโข หลักกิโลเมตรที่ 817 บนทางหลวงหมายเลข 1 ณ บ้านร่องขุ่น คงเป็นถนนธรรมดาๆ สายหนึ่ง หากไม่มีอุโบสถสีขาวอันวิจิตรตระการตา ประดับประดาด้วยกระจกแวววาว ให้ความรู้สึกราวกับสรวงสวรรค์ ลีลาปูนปั้นอ่อนช้อยเป็นเอกลักษณ์ รังสรรค์โดยศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ที่ในวันนี้คงไม่มีใครไม่รู้จัก นามว่า
“เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์” ซึ่งทุ่มเทกับการพัฒนาวัดร่องขุ่นมาเป็นเวลาต่อเนื่องยาวนาน

ความงดงามของสถาปัตยกรรมแห่งยุคสมัย ยังติดตาตรึงใจจนเข้าสู่ตัวเมืองเชียงราย ก็ยังลืมภาพนั้นไม่ลง กระทั่งมีแสงสีทองของ “บัลลังก์แห่งเจ้าฟ้าเชียงตุง” ตกกระทบในดวงตา จึงได้สติหันมามองโบราณวัตถุที่รายรอบ ซึ่งก็ล้วนแต่เป็นสีทองเหลืองอร่ามไปทั่วบริเวณ เรือนไม้หลังคาซ้อนชั้นที่ชื่อว่า “คุ้มอูบคำ” หรือ
“พิพิธภัณฑ์อูบคำ” บนถนนหน้าค่าย ติดกับตลาดสดเด่นห้า เป็นสถานที่รวบรวมสมบัติของบรรพชนล้านนาซึ่งมีอยู่จำนวนมหาศาล ไว้ให้ลูกหลานได้ตื่นตะลึงกับภูมิปัญญา และความล้ำค่าของโบราณวัตถุ ที่สำคัญคือเจ้าของพิพิธภัณฑ์ท่านมีเชื้อสายของ “หนานทิพย์ช้าง” เจ้าผู้ครองนครลำปาง สมบัติที่นำมาจัดแสดงจึง
การันตีได้ว่า “พิเศษ” แน่นอน

เวลาแห่งการท่องเที่ยวเริ่มลดน้อยถอยลงไปทุกที นึกอยากไหว้พระอีกสักแห่ง เพื่อความเป็นสิริมงคล
ก่อนกลับกรุงเทพฯ ดังนั้น พวกเราจึงเริ่มต้นจากห้าแยกพ่อขุนเม็งรายกลางตัวเมืองเชียงราย แล้วเลี้ยวซ้ายไปตามถนนสิงหไคล ตรงไปเรื่อยๆ จนสุดทางสามแยก เลี้ยวซ้ายไปประมาณ 100 เมตร มองเห็น “วัดพระแก้ว” ซึ่งเป็นจุดมุ่งหมายอยู่ทางขวามือ วัดแห่งนี้เดิมชื่อวัด “ป่าญะ” หรือ “ป่าเยียะ” เป็นที่ประดิษฐานพระแก้วมรกต ก่อนถูกอัญเชิญไปยังเชียงใหม่ พระประธานในพระอุโบสถมีนามว่า “พระเจ้าล้านทอง” ชาวเจียงฮายเปิ้นนับถือกันจ๊าดนัก บริเวณวัดยังมีอาคารหลังหนึ่งชื่อว่า "โฮงหลวงแสงแก้ว"ซึ่งทางวัดจัดเป็น "พิพิธภัณฑ์วัดพระแก้ว" ให้คนเข้าชมฟรี “ตุ๊เจ้า” หรือพระสงฆ์รูปหนึ่งเล่าให้พวกเราฟังว่า ต้องการเผยแพร่ความรู้ให้แก่ประชาชนทั่วไป จึงนำสิ่งของที่ทางวัดเก็บไว้ออกมาจัดแสดง พร้อมคำอธิบายให้เข้าใจได้ง่าย เดี๋ยวนี้มาที่วัดไม่ใช่จะได้เฉพาะบุญเท่านั้น แต่ยังได้ความรู้กลับบ้านไปอีกด้วย แดดอ่อนๆ ในเวลาเย็นค่อยๆ จางหายไป ความมืดเริ่มเข้ามาแทนที่ ได้เวลาปฏิบัติภาระกิจสุดท้ายของการเดินทาง นั่นก็คือ ช้อปของฝากจาก “เชียงราย ไนท์บาซาร์” ซึ่งพ่อค้าแม่ขายเริ่มตั้งแผงกันตั้งแต่ช่วงเย็น ผ้าทอพื้นเมือง และเครื่องเงินทำมือของชนเผ่าต่างๆ คือสินค้าที่ต้องหาซื้อติดไม้ติดมือกลับบ้าน

ก่อนขับรถมุ่งสู่สนามบิน พร้อมน้ำมันเต็มถังที่ต้องเติมคืนบริษัทรถเช่า พวกเราแอบแวะไปแถวๆ แยก
พ่อขุนเม็งรายอีกครั้ง เพื่อลิ้มรสอาหารพื้นเมืองที่ร้าน สลุงคำ อันเลื่องชื่อ  แอ่วเหนือทั้งที ต้องมีแกงฮังเล
แคปหมู  น้ำพริกหนุ่มตกถึงท้อง 

…เสียงสะล้อซอซึง ดังขึ้นจากมุมหนึ่งของถนน คล้ายเป็นคำอำลาแด่คนต่างถิ่น ภาพความทรงจำในช่วงเวลา 3 วันที่ผ่านมา ยังคงแจ่มชัดราวกับว่าจะไม่สามารถลบเลือนออกไปจากใจของเราได้เลย

รายละเอียดงบประมาณ

ค่าเครื่องบิน ไป - กลับ เฉลี่ยคนละ 2,300 บาท
ค่าเดินทางภายในจังหวัด เฉลี่ยคนละ 700 บาท

(ค่าเช่ารถ 1,300 บาท+ ค่าน้ำมัน 1,500 บาท รวม 2,800
หาร 4 เท่ากับ 700 บาท)

   
ค่าที่พัก 2 คืน เฉลี่ยคนละ 1,025 บาท

(คืนแรก ห้องละ 800 บาท + คืนที่ 2 ห้องละ 2,050 บาท
แต่ละคืน เช่า 2 ห้อง สำหรับ 4 คน)

   
   
ค่าอาหาร (รวมทุกมื้อ 3,200 บาท หาร 4) เฉลี่ยคนละ 800 บาท
ค่าเข้าชมสถานที่ต่างๆ เฉลี่ยคนละ 550 บาท

(หอฝิ่น คนละ 200 บาท
พระตำหนักดอยตุงและสวนแม่ฟ้าหลวง(เหมาจ่าย) คนละ 150 บาท
พิพิธภัณฑ์อูบคำ คนละ 200 บาท)

   
   
ค่าธรรมเนียม/ค่าผ่านแดนฝั่งพม่า เฉลี่ยคนละ 50 บาท
ค่าของฝาก เฉลี่ยคนละ 250 บาท

รวมทั้งสิ้น

  5,825 บาท (ต่อคน)

14 กันยายน 2552 10:09:24
 
 

 

 
 

 
 
   
 
  เชียงราย
  ข้อมูลทั่วไป
  ข้อมูลน่ารู้ก่อนเดินทาง
  เกร็ดความรู้ที่ควรทราบ
  สถานที่ท่องเที่ยวและกิจกรรมแนะนำ
  ท่องเที่ยวตามงบประมาณ
  บันทึกการเดินทางประทับใจ
  ผู้จัดการพาชิม
 
 
 
 
 
     
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
กุมภาพันธ์
2555
<  >
 
   
 
     
   
 
เลือกจังหวัดในประเทศไทย