“กระบี่” ดินแดนแห่งอันดามัน ของขวัญแห่งท้องทะเลกระบี่ 3 วัน 2 คืน งบประมาณ 12,860 บาทต่อคน
ท้องฟ้าสีคราม กับผืนน้ำกว้างใหญ่ของทะเลอันดามัน ทำให้ใครหลายคน
ตกหลุมรักอย่างถอนตัวไม่ขึ้น ทำให้ผู้คนจากทุกมุมโลกที่ได้ยินเรื่องราวของหมู่เกาะอันเงียบสงบ แห่งดินแดนตะวันออก ต้องเดินทางรอนแรมมาไกล
แสนไกล เพื่อให้ได้สัมผัสกับความงดงามของหาดทรายขาวละเอียดสักครั้ง…สัมผัสกับแสงแดดเจิดจ้า ราวกับว่าโลกใบนี้ไม่เคยตกอยู่ในความมืดมิด และเพื่อให้ได้ชื่นชมความระยิบระยับของดวงดาวบนท้องฟ้าสีดำสนิทในยามค่ำคืน พร้อมกับเสียงคลื่นที่ขับกล่อมราวกับดนตรีจากท้องทะเลอันกว้างไกล

| |
วันแรก
เครื่องบินลำหนึ่งร่อนลงบนลานกว้างของสนามบิน นานาชาติกระบี่ พร้อมผู้คนที่ตั้งใจเดินทางมาสัมผัสอากาศบริสุทธิ์ และความสวยงามของท้องทะเล รถตู้จากตัวเมืองพาเรามุ่งสู่ “อ่าวนาง” เพื่อลงเรือสปีดโบ๊ทไปยัง “เกาะไผ่” จุดแวะพักแห่งแรกก่อนที่จะเดินทางต่อไปยังเกาะพีพี ตามโปรแกรม One Day Tour ที่ซื้อไว้ในราคา 1,700 บาท ซึ่งสามารถติดต่อได้ตามเว็บไซต์ท่องเที่ยวต่างๆ เช่น www.tourkrabi.com เพราะการแวะตามเกาะต่างๆนั้น หากมีคนคอยจัดการให้จะช่วยให้สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น
|
| เกาะไผ่ เป็นเกาะเล็กๆ ที่มีสเน่ห์ด้วยความเงียบสงบเป็นส่วนตัว ไม่พลุกพล่าน ไม่มีสิ่งก่อสร้างแปลกปลอมมากมายให้ขัดเคืองสายตา มีเพียงหาดทรายสีขาว ท้องฟ้าสีคราม และน้ำทะเลใสๆ ที่ทำให้เพลิดเพลินไปกับการชื่นชมปะการังหลากหลายชนิด ในโลกใต้ทะเล ชมฝูงปลาสีสันแปลกตาที่พากันแหวกว่ายอย่างอิสระเสรี
น้ำทะเลที่เกาะไผ่มีสีเขียวเหมือนมรกต ความบริสุทธิ์ของชายหาดและท้องทะเลที่ยังไม่ถูกรุกราน สร้างความประทับใจให้แก่ผู้คน เกาะแห่งนี้จึงเหมือนอัญมณีที่ยังคงความงดงามตามธรรมชาติ มีเสน่ห์เฉพาะตัวอันเป็นเอกลักษณ์ หากต้องการพักค้างคืนเพื่อนอนดูดาวบนชายหาดสักคืน ก็มีลานสำหรับกางเต๊นท์ให้เสียงคลื่นขับกล่อมจนถึงเช้า แต่จุดมุ่งหมายของเรายังมีอีกหลายแห่ง คงต้องพับโปรแกรมนี้ไว้สำหรับการเดินทางคราวต่อไป
|
.jpg) |
ห่างออกไปไม่ไกลก็ถึง “เกาะพีพีเล” อันเต็มไปด้วยภูเขาหินปูนอันสูงชัน ตั้งอยู่ในเขต “อุทยานแห่งชาติ หาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี” หน้าผาสีขาวโดดเด่นตั้งฉากกับผืนน้ำ ถือเป็นเอกลักษณ์ของเกาะดังกล่าว แต่ความสำคัญของเกาะแห่งนี้ ไม่ใช่เพียงความสวยงาม แต่ยังมีแหล่งภาพเขียนสีสมัยประวัติศาสตร์ เป็นรูปช้างและเรือประเภทต่างๆ เช่น เรือใบ เรือกำปั่นและเรือกลไฟ เป็นต้น ภาพที่ว่านี้อยู่ภายใน “ถ้ำพญานาค” ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเกาะ
เดินทางมาถึงเกาะพีพีเลแล้ว สถานที่ที่พลาดไม่ได้ก็คือ การชมความงามของเวิ้งอ่าวต่างๆ เรือลำเล็กพาเราเข้าไปยัง “ลากูน” ที่โอบล้อมด้วยสันเขา บริเวณ “อ่าวปิเละ” ทำให้รู้สึกได้ถึงความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ ที่เกื้อกูลซึ่งกันและกัน

ถัดจากนั้นก็มาถึง ไฮไลท์ที่สำคัญอีกจุดหนึ่งของกระบี่ นั่นก็คือ “อ่าวมาหยา” เพราะมีทิวทัศน์ที่สวยงามทุกมุมมอง การได้สัมผัสความละเอียดของผืนทราย ความใสสะอาดของผืนน้ำ และความงดงามแปลกตาของกำแพงหินผาอันลึกลับ นับเป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำไม่รู้ลืม
เด็กๆ ชวนกันลงทะเล ดำผุดดำว่ายอย่างสนุกสนาน วัยรุ่นหนุ่มสาว ผลัดกันถ่ายภาพโดยมีอ่าวมาหยาที่สวยงามเกินบรรยายเป็นฉากเบื้องหลัง คู่รักหวานชื่นเดินจูงมือกันบนหาดทรายสีขาวแสนโรแมนติก ภาพเหล่านี้จะอยู่ในความทรงจำของนักเดินทาง
ที่ได้มาสัมผัสบรรยากาศอันแสนสุขเช่นนี้ตลอดไป

แสงแดดจ้าของพระอาทิตย์ตอนเที่ยงวัน ท้าทายให้เดินทางต่อไปยังจุดมุ่งหมายแห่งต่อไป เรือสปีดโบ๊ทจอดเทียบท่า ณ “อ่าวต้นไทร” ทำให้รู้ว่าได้เดินทางมาถึง “เกาะพีพีดอน” ศูนย์กลางของหมู่เกาะพีพี เรียบร้อยแล้ว เกาะแห่งนี้เต็มไปด้วยที่พัก ร้านอาหารและแหล่งบันเทิงมากมายสำหรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และต่างประเทศ
พนักงานของ “โรงแรม พีพี ไอส์แลนด์ คาบาน่า” เดินมารับที่ท่าเรือช่วยถือสัมภาระต่างๆ นำไปใส่รถเข็น แล้วพาไปถึงห้องพักซึ่งเตรียมน้ำผลไม้ไว้ให้ด้วย จากหน้าต่างห้องมองเห็นทิวทัศน์ของทะเลสีคราม แอร์เย็นฉ่ำเกือบทำให้เคลิ้มหลับ แต่ความหิวก็ปลุกให้ตื่นไปทานอาหารเที่ยงซึ่งขอฝากท้องไว้ที่โรงแรมแห่งนี้ เพราะได้ยินมาว่ารสชาติอาหารใช้ได้ ไม่เสียแรงที่โทรจองตั้งแต่กรุงเทพฯ ที่เบอร์ 0 7560 1170

ช่วงบ่าย เดินเล่นที่ชายหาดของอ่าวต้นไทรอย่างสบายๆ ไม่รีบร้อน ปล่อยกายใจให้พักผ่อนเต็มที่ นั่งมองผู้คนเดินผ่านไปมา ส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติ สาวๆ สวมชุดบิกินี่สีสด นอนอาบแดดให้ผิวเป็นสีแทนดูสุขภาพดี เรือน้อยใหญ่จอดเรียงรายริมหาด สมกับเป็นศูนย์กลางความเจริญของเกาะพีพีดอน ซึ่งมีโรงแรม ที่พัก ร้านอาหาร และร้านรวงมากมาย
พักสายตาจากสีสันของอ่าวต้นไทรซึ่งอยู่ทางทิศใต้ของเกาะพีพีดอน เดินมายัง “อ่าวโละดาลัม” ซึ่งใช้เวลาเพียง 10 - 15 นาที จากอ่าวต้นไทร อ่าวแห่งนี้มีชายหาดกว้าง น้ำตื้น จึงไม่เหมาะที่จะเป็นท่าเรือ ทำให้หาดดังกล่าวมีความเงียบสงบแต่สะดวกสบายไม่แพ้หาดอื่นๆ น้ำทะเลบริเวณอ่าวแห่งนี้ ค่อนข้างนิ่งแต่ไม่ลึกนัก จึงมีนักท่องเที่ยวลงเล่นน้ำ เล่นบานาน่าโบ๊ท และพาย
เรือคายัคให้เห็นอยู่เป็นระยะๆ
มัวแต่เพลิดเพลินกับการเดินเล่น สลับกับนั่งพักก่อกองทรายริมชายหาด แล้วรอให้น้ำทะเลซัดสาดจมหายไปกับคลื่น เวลาก็ล่วงเลยมาถึงบ่ายแก่ๆ ได้เวลาชมทัศนียภาพ ณ “จุดชมวิว” ของเกาะพีพีดอนเสียที
ระหว่างทางขึ้นจุดชมวิว มีป้ายบอกตลอดทางจึงไม่มีคำว่าหลง อีกราวครึ่งชั่วโมงต่อมาก็ไปถึงจุดที่มองเห็นอ่าวต้นไทร และอ่าวโละดาลัมโค้งเข้าหากัน โดยมีทิวของต้นมะพร้าวคั่น นั่งพักเหนื่อยรอชมพระอาทิตย์ตกดิน ไม่นานนักก็ได้เห็นภาพพระอาทิตย์ดวงกลมโต ค่อยๆ ตกลงไปในท้องทะเล
เดินกลับลงมาพร้อมความรู้สึกสุขใจอย่างบอกไม่ถูก ราวกับว่าเหตุการณ์ดังกล่าว เป็นสิ่งพิเศษที่นานๆ จะเกิดขึ้นสักครั้ง ทั้งที่ความเป็นจริงทุกคนต่างรู้ดีว่า พระอาทิตย์จะขึ้นและลาลับจากขอบฟ้าทุกวัน เป็นเช่นนี้มานานนับล้านปี ตั้งแต่โลกใบนี้ถือกำเนิดขึ้นมา แต่อาจเพราะการได้อยู่ในสถานที่และบรรยากาศอันงดงาม จึงทำให้เราใส่ใจกับสิ่งรอบข้างมากขึ้น โดยเฉพาะการได้อยู่กับคนพิเศษ … ต้องขอบคุณเกาะพีพีเล ที่ทำให้สิ่งที่เกิดขึ้นทุกวันกลายเป็นความอัศจรรย์ที่ต้องจดจำ
ระหว่างทางก่อนถึงโรงแรม แวะทานอาหารค่ำริมทะเลที่ร้านอาหารบนเกาะซึ่งมีให้เลือกมากมาย ไม่หวาดไม่ไหว ไม่ต้องเสียเวลาแนะนำ เพราะต่างก็แข่งขันกันเรื่องราคาและเมนูอาหารกันอย่างสุดตัว ปลาหมึกตัวโต กับน้ำจิ้มรสเด็ดถูกนำมาเสริ์ฟ พร้อมต้มยำกุ้งรสแซ่บ ตามมาติดๆ ด้วยปูนึ่ง และปลาทอดกลิ่นเย้ายวน
เตียงนุ่มๆ ของโรงแรมชั้นดี พาให้หลับลงอย่างง่ายดาย วันแรกกับดินแดนแห่งอันดามันจบลงด้วยความสุขใจ สมเป็นวันพักผ่อนที่รอคอยมาแสนนาน
วันที่สอง
พระอาทิตย์ดวงเดิมค่อยๆ ลอยขึ้นจากพื้นผิวของทะเล นั่งเล่นบนชายหาด รับสายลมเย็นๆ และอากาศบริสุทธิ์ยามเช้า
ก่อนเดินกลับเข้าไปทานอาหารในโรงแรมเพื่อเตรียมพลังงานให้พร้อมสำหรับกิจกรรมวันนี้
ความจริงตั้งใจว่าจะเช่าเรือพาเที่ยวเกาะแก่งบริเวณใกล้เคียง ในราคาเหมา 1,500 บาท คนขับเรือเป็นคนในพื้นที่ รู้จักทะเลที่นี่ดีพอๆ กับห้องหับภายในบ้านของตนเอง แต่ต้องเช็คเอาท์จากโรงแรมตอน 5 โมงเช้า กลัวใจตัวเองว่าจะติดลม เลยขอนอนเล่นที่ “หาดยาว” ซึ่งอยู่ติดกับอ่าวต้นไทรจะดีกว่า

ชายหาดแห่งนี้มีความยาวเกือบ 700 เมตร เดินเล่นมองดูผู้คนที่สนุกสนานกับการดำน้ำชมปะการัง ในจุดต่างๆ ซึ่งสามารถเช่าอุปกรณ์การดำน้ำได้ที่อ่าวต่างๆ โดยเฉพาะอ่าวต้นไทรที่มีมากมายกว่า 20 ร้าน
แหล่งดำน้ำที่โดดเด่นที่สุด อยู่ที่ปลายหาดทางด้านทิศตะวันออก คือบริเวณ “หินแพ” ซึ่งเป็นกองหิน ใต้น้ำที่มีปะการังหลากหลายชนิด เช่น ปะการังกิ่ง และ ปะการังสมอง สามารถดำได้ทั้งแบบน้ำตื้นและน้ำลึก
อดใจไม่ไหวต้องลงเล่นน้ำให้ผิวกายสัมผัสกับความเค็ม อุตส่าห์มาเที่ยวเกาะทั้งที ยังไม่ได้เล่นน้ำทะเลสักครั้ง เพราะมัวแต่ชื่นชมความงามของทิวทัศน์ เดินเล่น และถ่ายรูปจนลืมเวลา เหนื่อยแล้วขึ้นฝั่งมาดื่ม
น้ำผลไม้เย็น สดชื่นซึ่งหมดลงพร้อมกับเวลาที่เดินผ่านไปอย่างรวดเร็ว
กลับโรงแรมไปจัดข้าวของลงกระเป๋า แล้วเช็คเอาท์ รอเรือมารับตอนบ่าย 2 โมง ระหว่างนั้น ทานอาหารเที่ยงที่โรงแรมเพื่อความสะดวก แล้วนั่งรอในห้องแอร์เย็นฉ่ำที่โรงแรมจัดไว้ให้โดยเฉพาะ สำหรับแขกที่เช็คเอาท์แล้วแต่รอเวลาเพื่อลงเรือ ถือเป็นบริการที่น่าประทับใจ คุ้มค่ากับราคา
เดินทางกลับอ่าวนางโดยเปลี่ยนบรรยากาศมานั่งเรือใหญ่ ซึ่งจะรับคนจากเกาะพีพีกลับอ่าวนางวันละ 2 รอบ คือ 09.00 น. และ 14.00 น. ในราคาเพียง 350 บาท 2 ชั่วโมงครึ่ง ก็ถึงอ่าวนาง แวะทานอาหารเย็นที่ร้าน “ครัวธารา” สั่งเมนูเด็ดคือ “น้ำพริกกุ้งเสียบ” ฉบับชาวใต้ ตัวร้านห่างจากหน้าอ่าวราว 3 กิโลเมตร และสามารถเรียกรถจากบริเวณดังกล่าวได้ ครัวธาราเป็นร้านใหญ่และมีชื่อเสียงมานาน ถือเป็นร้านอาหารคู่อ่าวนางเลยก็ว่าได้ กลัวหลงทางโทรสอบถามได้ที่ 075-637-360 เปิดตั้งแต่ 9 โมงเช้า ถึง 3 ทุ่ม
คืนนี้พักที่ “อ่าวนาง วิลล่า รีสอร์ท” ที่พักระดับ 3 ดาว ราคาเริ่มต้นราว 2,500 บาท ตั้งอยู่ท่ามกลางภูเขาหินปูนซึ่งเป็นฉากอันแปลกตา มีสระว่ายน้ำรูปร่างเก๋ สามารถโทรจองได้ที่ 075-637-270
เช็คอินแล้วออกไปเดินเล่นบนชายหาด นอนดูดาวบนท้องฟ้าอันมืดสนิท แสงไฟจากเรือปลาหมึกส่องสว่างมาแต่ไกล แม้ว่าวันนี้จะไม่ได้มีโปรแกรมท่องเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ มากนัก แต่กลับเป็นวันพักผ่อนที่แสนสบาย เพราะได้ซึมซับบรรยากาศของท้องทะเลอย่างเต็มอิ่ม และใช้เวลาที่มีให้หมดไปกับการผ่อนคลาย อย่างแท้จริง
วันที่สาม
เสียงคลื่นที่ลอดเข้ามาในช่องหน้าต่าง ช่วยปลุกให้ตื่นขึ้นในยามเช้าที่อากาศสดใส วันนี้ซื้อโปรแกรมทัวร์แบบ Daily Tour คล้ายๆ กับวันแรก เพราะยังไงก็ต้องเช่ารถตู้ในการเดินทาง ซึ่งราคาไม่แตกต่างจากการซื้อทัวร์มากนัก จึงตัดสินใจให้ทัวร์พาเที่ยวตามจุดต่างๆ อย่างเป็นส่วนตัว ซึ่งราคาจะสูงกว่าเป็นกลุ่มเล็กน้อย แต่นับว่าคุ้มค่าอย่างยิ่งกับราคาราว 1,000 บาท ต่อคน รถตู้ที่นัดหมายไว้ มารับที่อ่าวนางเพื่อพาไปยัง Unseen จุดต่างๆ ของกระบี่
“สระมรกต” คือจุดมุ่งหมายแรกของวันนี้ น้ำใสๆ ที่เป็นสีเขียวเหมือนมรกต อัญมณีเม็ดงาม เป็นที่มาของชื่อสระน้ำกลางป่า อันเป็นที่อยู่อาศัยของ “นกแต้วแร้วท้องดำ” ซึ่งเข้าใจกันว่าสูญพันธุ์ไปนานเกือบร้อยปี สระมรกตแห่งนี้อาจเป็นแห่งสุดท้ายที่เราจะได้พบกับนกหายากชนิดนี้
น้ำในสระมรกตมาจากน้ำตกที่ไหลจากเทือกเขาประ-บางคราม สระน้ำสีเขียวใสที่นี่ สามารถมาเที่ยวได้ตลอดทั้งปี โดยเฉพาะในฤดูร้อนที่ท้องฟ้าสดใส ปราศจากเมฆฝน
เที่ยงวันนี้กินอาหารแบบปิกนิค มีโต๊ะทานข้าวเป็นโขดหิน มีวอลล์เปเปอร์เป็นตะไคร่น้ำสีเขียวบนกำแพงห้อง ที่ออกแบบโดยดีไซเนอร์ระดับโลก ซึ่งก็คือธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ เย็นฉ่ำด้วยเครื่องปรับอากาศจากต้นไม้นานาพันธุ์ที่โอบล้อมสระน้ำอยู่โดยรอบ
.jpg) |
จากนั้นเดินทางสู่ “น้ำตกร้อน” Unseen อีกแห่งหนึ่งที่ไม่ไกลจากสระมรกตมากนัก น้ำตกแห่งนี้เหมือนเป็นอ่างอาบน้ำธรรมชาติ ที่สามารถลงไปนอนแช่ได้อย่างสบายใจ ผ่อนคลายได้อย่างเต็มที่ไปกับบรรยากาศรอบตัว ซึ่งล้วนแต่เต็มไปด้วยสีเขียวของใบไม้ เพลิดเพลินไปกับเสียงนกร้องซึ่งฟังแล้วให้ความรู้สึกสบายใจ สายน้ำแร่อุ่นๆ มีแหล่งที่มาจากน้ำพุร้อนใต้ดิน ซึ่งประกอบด้วยแร่กำมะถัน อันมีประโยชน์ต่อสุขภาพ เป็นสปาหรูกลางป่าที่ควรค่าแก่การเดินทางมาเยือน |
ใช้เวลากับน้ำตกร้อนอย่างไม่ต้องรีบเร่ง เพื่อให้ร่างกายผ่อนคลายไปกับไออุ่นของน้ำแร่ เสียดายที่ไม่มีโอกาสเดินทางมาในช่วงระหว่าง 7 โมง - 8 โมงเช้า หรือ ช่วงเย็น ระหว่าง 4 โมง - 5 โมงเย็น ซึ่งว่ากันว่าเป็นช่วงเวลาที่น้ำตกแห่งนี้สวยงามที่สุด
น้ำตกร้อน และสระมรกต ตั้งอยู่ในเขตอำเภอคลองท่อม ห่างจากศาลากลางจังหวัดประมาณ 50 - 60 กิโลเมตร หากเดินทางมาจากตัวจังหวัดกระบี่ บริเวณเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เขาประ-บางคราม ใช้ทางหลวงหมายเลข 4 สู่อำเภอคลองท่อม แยกซ้ายมือทางหลวงหมายเลข 4038 มุ่งหน้าอำเภอลำทับ ระหว่างทางมีทางแยก ขวามือเป็นทางย่อยแยกเข้าสู่น้ำตกร้อนและสระมรกต มีป้ายบอกทางชัดเจน
และแล้ว สถานที่แห่งสุดท้ายสำหรับการเดินทางในครั้งนี้ ก็ปรากฏอยู่เบื้องหน้า
“ท่าปอม” ป่าดิบชื้นและป่าพรุติดเชิงเขาหินปูน Unseen อีกแห่งหนึ่งของจังหวัดกระบี่ ตั้งอยู่ในตำบลเขาคราม เขตอำเภอเมือง ป่าผืนนี้เป็นต้นกำเนิดของลำคลองสายสั้นๆ ที่มีน้ำใสสะอาด ไหลลงสู่ทะเลอันดามัน ชาวบ้านเรียกว่า “คลองสองน้ำ” เนื่องจากในช่วงที่น้ำทะเลหนุนสูง น้ำในคลองที่จืดสนิทจะกลายเป็นน้ำกร่อย แต่ครั้นเมื่อน้ำลง น้ำจืดจากป่า
ต้นน้ำจะผลักดันน้ำเค็มออกไปจนหมด ความสมดุล |
.jpg) |
เช่นนี้ก่อให้เกิดระบบนิเวศเล็กๆ ที่น่าสนใจบริเวณรอยต่อระหว่างกระแสน้ำจืดกับน้ำเค็ม ถือเป็นจุดบรรจบของ “ป่าสองถิ่น” ที่แสนมหัศจรรรย์
"ต้นชมพู่น้ำ” ตัวแทนจาก “ป่าพรุ” ปรากฏให้เห็นอยู่ทั่วไป ในขณะที่ “ต้นโกงกาง” ตัวแทนจาก “ป่าชายเลน” ก็ไม่ยอมน้อยหน้า เติบโตทั่วป่า สร้างความอุดมสมบูรณ์ให้กับผืนดินของท่าปอม กลายเป็นแหล่งทรัพยากรทางธรรมชาติที่สำคัญอีกแห่งหนึ่ง
แสงแดดที่เจือจางลงตามลำดับ บอกเวลาบ่ายแก่ๆ ซึ่งถึงเวลาต้องเดินทางกลับ รถตู้พาไปยังตัวเมือง แวะซื้อของฝาก และทานอาหารเย็นก่อนไปส่งที่สนามบินนานาชาติกระบี่ เพื่อรอเวลาขึ้นเครื่อง จ่ายเงินเพิ่มให้คนขับอีกเล็กน้อย ราว 200 บาท เพราะอยู่นอกเส้นทางการทัวร์
เช็คอินที่เคาน์เตอร์สายการบินและจัดการโหลดกระเป๋าใบใหญ่เรียบร้อยแล้ว มานั่งพักชื่นชม “กาละแมร์” ของฝากขึ้นชื่อของกระบี่ด้วยความอยากกิน แต่ต้องนำไปเป็นเครื่องบรรณาการแด่เพื่อนฝูงที่พลาดทริปอันน่าประทับใจในคราวนี้
ครั้งหนึ่งมีใครสักคนเคยเล่าให้ฟังว่า กาละแมร์ เป็นอาหารสำรองสำหรับนักเดินทางชาวโปรตุเกส สำหรับเป็นเสบียงในยามเดินทางล่องเรือ อาหารชนิดนี้ เข้ามาในดินแดนสยามประเทศตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ครั้งรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช แค่ประวัติก็น่าสนใจไม่แพ้หน้าตาอันน่าลิ้มลอง
“เม็ดมะม่วงหิมพานต์คั่ว” ของฝากชั้นดีสำหรับคอสุรา สินค้าของกระบี่ชนิดนี้ได้รับการการันตีเรื่องความหอม มัน กรอบ รสชาติดี และราคาไม่แพง
“เค้ก 3 รส โกสิว” ต้นตำรับที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษเป็นเวลากว่า 30 ปี จุดเด่นคือเนื้อเค้กเบา นุ่มเนียน วัตถุดิบมีคุณภาพ ทำสดใหม่ทุกวัน
ของฝากที่พลาดไม่ได้อีกอย่างหนึ่งก็คือ “กะปิ ปลาแห้ง กุ้งแห้ง” ซึ่งถือเป็นของขวัญจากท้องทะเล ที่ใครๆ ก็ต้องหาซื้อกลับบ้าน เป็นการย้ำชัดว่าได้เดินทางมาชิมรสเค็มของน้ำทะเลเรียบร้อยแล้ว
จาก “ตลาดเทศบาล” ในตัวเมืองกระบี่ที่คลาคล่ำไปด้วยผู้คน แวะทานอาหารที่ร้านอาหารพื้นเมือง สั่งอาหารทะเลตบท้ายก่อนกลับกรุงเทพฯ ไม่ลืมเมนู “หอยชักตีน” อันเลื่องชื่อ
เสียงประกาศเรียกให้ขึ้นเครื่อง รีบหยิบกระเป๋าใบเล็กซึ่งเต็มไปด้วยของฝาก แล้วเดินไปยังประตูทางเข้า แต่ในใจยังมีเรื่องติดค้างที่ต้องมาสะสางในคราวต่อไป
“ทะเลแหวก” Unseen ของกระบี่ที่ต้องเดินทางไปในท้องทะเลอันดามัน เพื่อรอเวลาให้น้ำลดลงต่ำสุดในแต่ละวัน กลายเป็นหาดทรายขาวสะอาดสามารถเดินไปเที่ยวชมได้ จึงให้ความรู้สึกเหมือนเดินอยู่กลางทะเล
แหล่งท่องเที่ยวแห่งนี้ เกิดจากสันทรายจากเกาะสามเกาะคือเกาะไก่ เกาะหม้อ และ เกาะทับ ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ๆ กัน เมื่อคลื่นพัดทรายมาพบกันที่จุดนี้ จึงทำให้เกิดเป็นแนวสันทรายเชื่อมเกาะทั้งสามเกาะนี้ให้ถึงกัน
สันทรายดังกล่าวจะจมหายไปเมื่อน้ำขึ้นสูง แต่พอน้ำลดแนวสันทรายจะค่อยๆ ปรากฏขึ้น ราวกับแบ่งทะเลให้แยกออกจากกันเป็นสามส่วน
การเดินทางสามารถเช่าเรือเหมาลำได้ทั้งเรือหางยาว และเรือเร็วจากอ่าวพระนาง น่าเสียดายที่เวลาไม่พอสำหรับการเดินทางในคราวนี้ แต่รับรองว่าไม่พลาดสำหรับครั้งต่อไป
กลิ่นไอทะเล ยังอบอวลอยู่ในความทรงจำ เสียงคลื่นซัดสาดเข้าหาฝั่ง ยังดังก้องอยู่ในความรู้สึก ภาพของดวงอาทิตย์ที่เอ่ยคำลาต่อท้องฟ้าในยามเย็น ยังติดอยู่ในใจ “กระบี่” ดินแดนแห่งอันดามันเป็นตัวแทนของความโรแมนติก ความงดงาม และความอบอุ่น เหมือนท้องทะเลที่โอบกอดคลื่นไว้ไม่ให้เดียวดาย เหมือนภูผาที่โอบล้อมผืนน้ำอันเวิ้งว้างให้คลายจากความโดดเดี่ยว
| งบประมาณ (ต่อคน) |
| ค่าเครื่องบิน (ไป-กลับ สายการบินไทย) |
4,710 บาท |
| ค่าซื้อทัวร์ วันแรก (รวมค่าเข้าชมอุทยาน ฯ บนเกาะต่างๆ และค่าเรือสปีดโบ๊ท) |
1,700 บาท |
| ค่าที่พัก (คืนแรก) 2,700 บาท หาร 2 เฉลี่ยคนละ |
1,350 บาท |
| ค่าที่พัก (คืนที่สอง) 2,500 บาท หาร 2 เฉลี่ยคนละ |
1,250 บาท |
| ค่าเรือกลับอ่าวนาง |
350 บาท |
| ค่าซื้อทัวร์ (วันที่สาม) |
1,000 บาท |
| ค่าล่วงเวลาคนขับรถตู้ |
200 บาท |
| ค่าอาหาร (ตลอดทริป) 3,000 บาท หาร 2 เฉลี่ยคนละ |
1,500 บาท |
| ของฝาก |
800 บาท |
| รวม |
12,860 บาทต่อคน |
|