ยืดอายุให้ยืนยาวด้วย Anti-Aging
ในอนาคตมีการคาดการณ์ว่ามนุษย์จะมีอายุยืน อาจยาวนาน ถึง 120 ปี เพราะประชากรโลกรู้จักใส่ใจสุขภาพมากขึ้น มักเข้าไป ปรึกษาแพทย์ก่อนที่จะเจ็บป่วย เพื่อดูว่าสิ่งที่ร่างกายขาดตกบกพร่อง ไปนั้นสามารถซ่อมแซมหรือเสริมสร้างสุขภาพให้แข็งแรงได้อย่างไร ผู้เชี่ยวชาญเรียกศาสตร์นี้ว่า Anti-Aging

Anti-Aging คืออะไร
นพ.ตนุพล วิรุฬหการุญ ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์ชะลอวัย และฟื้นฟูสุขภาพ (Bangkok Royal Life
Anti-Aging Center) โรงพยาบาลกรุงเทพ เล่าถึงศาสตร์แห่งการชะลอวัยนี้ว่า เกิดขึ้น ครั้งแรกในประเทศแถบยุโรปเมื่อกว่า 10 ปีที่ผ่านมา และปัจจุบันสมาคม เวชศาสตร์ชะลอวัยและฟื้นฟูสุขภาพของโลกมีศูนย์กลางอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยประเทศไทยมีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญติดอันดับ 1 ใน 3 ที่ดีที่สุดในเอเชีย
อย่างไรก็ตาม คนส่วนใหญ่ยังมีความเข้าใจเกี่ยวกับ Anti-Aging คลาดเคลื่อน คิดว่าเป็นเรื่องความสวยความ
งามหรือเป็นเรื่องเฉพาะ ของคนแก่ แต่การที่คนเราแก่ลง กระดูกพรุน สมองเสื่อม ผิวพรรณไม่ดี ช่องคลอดแห้ง หงุดหงิดง่าย นอนไม่หลับ กินน้อยแต่อ้วนมาก ทั้งหมดเกิดจากธรรมชาติกำหนด นอกจากนี้การสูบบุหรี่ ความเครียด ดื่มเหล้า อาหารกระป๋อง การติดเชื้อ ยาบางชนิด และสีผสมอาหาร ก็ล้วนทำให้ร่างกายเสื่อมเร็วขึ้น
Anti-Aging จึงเป็นศาสตร์การป้องกันและฟื้นฟูสุขภาพเมื่อเกิด ความเสื่อม ทำให้นาฬิกาที่อยู่ในร่างกายเดินช้าลง โดยมีหลักการ ง่ายๆ เปรียบเทียบกับรถที่ต้องตรวจเช็คสภาพ เมื่อถึงกำหนดก็ต้อง เติมน้ำมันเครื่อง เปลี่ยนสายพาน และการซ่อมแซมทุกส่วน เพื่อยืด อายุรถคันนั้นๆ ร่างกายก็เช่นกัน Anti-Aging จะดูแลลงลึกถึงระดับ เซลล์และชีวเคมีในเลือด เพื่อการปกป้องและซ่อมแซมร่างกายให้ สามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้ยาวนานขึ้น
การแบ่งกลุ่มคนไข้ Anti-Aging สามารถแบ่งตามช่วงอายุ ดังนี้
- ช่วงอายุเด็ก - 20 ปี คนไข้กลุ่มนี้จะมาปรึกษาแพทย์เรื่อง ความสูง สุขภาพ การพัฒนาไอคิว
- ช่วงอายุ 20 - 30 ปี เป็นช่วงวัยทำงาน ส่วนมากปรึกษาเรื่อง ความจำ การเรียน สุขภาพ การสร้าง
กล้ามเนื้อ
- ช่วงอายุ 30 - 40 ปี มักจะมาปรึกษาเรื่อง ภาวะเจริญพันธุ์ การมีบุตร การเสริมสร้างสเปิร์ม เป็นต้น
- ช่วงอายุ 40 ปี ขึ้นไป ป้องกันหรือเข้าสู่วัยทองอย่างมีคุณภาพ
- ช่วงอายุ 50 - 60 ปี เป็นช่วงวัยทอง ต้องป้องกันผลข้างเคียง จากการที่ฮอร์โมนเริ่มหมดไป
- ช่วงอายุ 60 - 90 ปี ส่วนใหญ่เป็นกังวลเรื่อง กระดูกพรุน อัลไซเมอร์ โรคหัวใจ เส้นเลือดในสมองแตก
|

รักษาแบบ Anti-Aging
ผู้ที่มาปรึกษาด้าน Anti-Aging โดยมากไม่ใช่คนป่วย เป็นคนธรรมดาที่เข้าใจว่าตัวเองแข็งแรง แต่ไม่รู้ว่าภายในขาดตกบกพร่องอะไรไปบ้าง เป็นกลุ่มที่มีการตรวจสุขภาพมาอย่างสม่ำเสมอ รักสุขภาพ การตรวจในเชิง Anti-Aging คือ วิเคราะห์ผลการตรวจ ฮอร์โมน การเผาผลาญพลังงาน ฮอร์โมนเพศ ฮอร์โมนที่มีผลต่อการ เจริญเติบโต (growth hormone) ฮอร์โมนการนอน ปริมาณวิตามิน และเกลือแร่ การขับสารพิษของตับ กระดูกที่ไหลออกมาในปัสสาวะ ทั้งหมดต้องได้รับการตรวจอย่างถี่ถ้วน การดูแลร่างกายทั้งหมดแบบ องค์รวมจะทำให้ทราบว่าคนไข้มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคอะไร และมีวิธีแก้ไขอย่างไรบ้าง ซึ่งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะออกแบบการรักษาให้เฉพาะ บุคคล (Individual) หลังจากได้รับผลการตรวจเลือด
สาเหตุที่การรักษาเป็นแบบเฉพาะบุคคล คุณหมอให้เหตุผลว่า “เนื่องจากการดำเนินชีวิตในแต่ละวันของแต่ละคนมีความแตกต่างกัน ปัจจัยที่ทำให้ร่างกายเกิดความเสื่อมก็แตกต่างกัน ดังนั้นการรักษาฟื้นฟูสภาพร่างกายของคนไข้แต่ละรายก็ย่อมไม่เหมือนกัน นอกจากนี้ยังมีเรื่อง เพศ วัย อาชีพ เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย”
คนที่ห่วงใยสุขภาพแต่ไม่แน่ใจว่ากิจกรรมที่ทำอยู่เช่น การออกกำลังกาย เสริมวิตามิน กินฮอร์โมน นั่งสมาธิ ฯลฯ นั้นดีต่อสุขภาพ และวิธีการที่เหมาะกับตนเองหรือไม่ Anti-Aging จึงเป็นคำตอบที่จะคงความหนุ่มสาวให้ยืนยาว ชะลอการเกิดโรค เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก
นพ.ตนุพล วิรุฬหการุญ
ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์ชะลอวัยและฟื้นฟูสุขภาพ
(Bangkok Royal Life Anti-Aging Center) โรงพยาบาลกรุงเทพ
|